ไทยผงาดเวทีโลก! FAO ชู 15 ชุมชน สสน. ยกย่องความสำเร็จในการสร้างระบบเกษตร – อาหารที่ยั่งยืน

ไทยผงาดเวทีโลก! FAO ชู 15 ชุมชน สสน. ยกย่องความสำเร็จในการสร้างระบบเกษตร - อาหารที่ยั่งยืน

ไทยผงาดเวทีโลก! FAO ชู 15 ชุมชน สสน. ยกย่องความสำเร็จในการสร้างระบบเกษตร – อาหารที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเสนอชื่อชุมชนที่มีผลงานโดดเด่นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน เข้ารับการเชิดชูเกียรติในโครงการ โครงการ “FAO Villages Recognition Initiative” ซึ่งจัดโดย องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยมี ดร.ชวี ตงยวี่ (QU Dongyu) ผู้อำนวยการใหญ่ FAO เป็นผู้ผลักดัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีขององค์การ และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยล่าสุด FAO ได้ส่งมอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติให้แก่ชุมชนในประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกในรอบแรก เพื่อยกย่องความสำเร็จของชุมชนท้องถิ่นในการสร้างระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน

ในระยะแรก ประเทศไทยได้รับคัดเลือกชุมชนต้นแบบรวมทั้งสิ้น 18 ชุมชน ซึ่งความสำเร็จในระดับสากลครั้งนี้ มี 15 ชุมชนที่ได้รับคัดเลือกผ่านการผลักดันและเสนอชื่อโดย สสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ที่ได้คัดเลือกชุมชนที่มีผลงานโดดเด่นในการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน มาเสนอต่อ FAO เพื่อให้หมู่บ้านไทยเป็นแบบอย่างด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล

ทั้งนี้ชุมชนไทยทั้ง 15 แห่งที่ สสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เสนอชื่อ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาของ FAO ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. Natural Villages: ความโดดเด่นในการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และรักษาสมดุลของความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้เป็นแหล่งทรัพยากรที่ยั่งยืน 2.Traditional Food Cultures: การรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น ผ่านระบบเกษตรกรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชนอย่างเข้มแข็ง 3.Agritourist Villages: การพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน สร้างรายได้เสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับสังคม 4.Science, Innovation, and Digital Villages: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม และข้อมูลดิจิทัล (เช่น GIS, GPS และสถานีโทรมาตร) มาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ รายชื่อ 15 ชุมชนต้นแบบที่ได้รับการเสนอชื่อโดย สสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ทั้ง 15 ชุมชน มีรายชื่อดังนี้ 1.ชุมชนบ้านตูม จ.ยโสธร 2.ชุมชนดงขี้เหล็ก จ.ปราจีนบุรี 3.ชุมชนดงละคร จ.นครนายก 4.ชุมชนห้วยขึม จ.แพร่ 5.เครือข่ายคลองยัน จ.สุราษฎร์ธานี 6.ชุมชนลิมทอง จ.บุรีรัมย์ 7.ชุมชนแม่ขะมิง จ.แพร่ 8.เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป จ.เชียงใหม่ 9.ชุมชนม่วงชุม จ.เชียงราย 10.ชุมชนภูถ้ำ จ.ขอนแก่น 11.ชุมชนบ้านศาลาดิน จ.นครปฐม 12.ชุมชนบ้านตะโละ จ.ยะลา 13.ชุมชนทับคริสต์ จ.สุราษฎร์ธานี 14.ชุมชนทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และ 15.ชุมชนตำบลเวียงคุก จ.หนองคาย

อธิบดีกรมการข้าว เชื่อมสัมพันธ์ GIZ ผลักดันผลิตข้าวพรีเมียมป้อนตลาดต่างประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว เชื่อมสัมพันธ์ GIZ ผลักดันผลิตข้าวพรีเมียมป้อนตลาดต่างประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว เชื่อมสัมพันธ์ GIZ ผลักดันผลิตข้าวพรีเมียมป้อนตลาดต่างประเทศ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.05 น.

10 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ให้การต้อนรับ Dr.Nana Kuenkel (ดร.นานา คึลเคล) ผู้อำนวยการและผู้ประสานงานกลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) และคณะจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว นายวิเชียร ยุ่นกระโทก ผู้แทนสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว และนางอรทัย ใจตุ้ย ผู้อำนวยการกลุ่มวิเทศสัมพันธ์และโครงการพิเศษ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว กรมการข้าว เข้าร่วมให้การต้อนรับ

โดยวัตถุประสงค์การพบปะกันในครั้งนี้เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะและรับทราบนโยบายแนวทางการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและ GIZ ให้มีความสอดคล้องกับโครงการความร่วมมือที่ดำเนินการร่วมกันกับกรมการข้าว โดยได้หารือร่วมกันถึงโครงการต่างๆ ของ GIZ ที่ได้ให้การสนับสนุน อาทิ โครงการระบบผลิตข้าวที่ยั่งยืนแบบองค์รวม (ISRL) ที่ดำเนินการในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จ.อุบลราชธานี และจ.เชียงราย โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) ในพื้นที่ 21 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC-EMC) กลุ่มพลังงานชีวมวล โดยทาง GIZ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนกรมการข้าวต่อนโยบายด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ รวมถึงการสนับสนุนการผลิตข้าวเกรดพรีเมี่ยม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ

‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

‘เอเลียนสปีชีส์’ ตัวร้ายทำลายระบบนิเวศ กับวิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์-พืชต่างถิ่น

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ชื่อของ “ปลาหมอคางดำ” ถูกยกขึ้นเป็นจำเลยของสังคมในฐานะ “ผู้ร้ายทำลายระบบนิเวศ” แต่หากมองลึกลงไป ปลาชนิดนี้อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่ามาก นั่นคือ “วิกฤตการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำและพืชต่างถิ่น” รวมถึงระบบกำกับดูแลที่ขาดประสิทธิภาพ

วันนี้แหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ไม่ได้มีแค่ปลาหมอคางดำที่เป็นผู้ร้าย แต่ยังมี “กองทัพเอเลี่ยน” ที่รุกรานเงียบ ๆ ทั้งปลาหมอบัตเตอร์, ปลามายัน, ปลาปิรันยา, ไปจนถึงปลาซัคเกอร์ และหอยเชอรี่ ไม่นับรวมพืชรุกรานอย่าง ไมยราบยักษ์ หรือสัตว์บกอย่าง อีกัวน่า ที่กระจายตัวจนยากจะควบคุม

แม้จะมีข้อบังคับมากมาย แต่เครือข่ายนำเข้านั้นแยบยลกว่ามาก มีการสำแดงเท็จและฟอกเอกสารจนเล็ดลอดการตรวจสอบมาได้ รายงานที่ระบุถึง 11 บริษัทเกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ และส่งออกไปอีก 17 ประเทศ กลับยังไม่มีการเอาผิดใครอย่างจริงจัง หรือแม้แต่กรณีพบปลาหมอบัตเตอร์ในเขื่อนสิริกิติ์ ก็ยังถูกปล่อยให้แพร่กระจายโดยไร้มาตรการจัดการที่เด็ดขาด

เมื่อมองย้อยกลับไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักเลือกสื่อสารเฉพาะประเด็นที่เป็นผลดีกับตนเอง ทำให้สังคมถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากภาพรวมทั้งหมด สังเกตได้จากกรณี “ปลาหมอคางดำ” ที่ถูกประโคมข่าวอย่างกว้างขวาง แต่กลับแทบไม่มีการกล่าวถึงผลกระทบที่รุนแรงไม่แพ้กันจาก ปลาซัคเกอร์ หรือหอยเชอรี่

คำถามสำคัญคือ ทำไมสายพันธุ์ต้องห้ามจึงหลุดรอดได้ง่าย

–               การตรวจสอบต้นทาง–ปลายทางเข้มงวดเพียงพอหรือไม่?

–               ใครรับผิดชอบเมื่อสัตว์ต่างถิ่นแพร่กระจาย?

–               เหตุใดการสื่อสารจึงมุ่งเน้นเพียงบางชนิด แต่ละเลยภาพรวมทั้งหมด?

นี่คือสิ่งที่สังคมต้องการทราบ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ “ล่าและกิน” แต่คือการ “รื้อและสร้าง” ระบบการจัดการใหม่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติอย่างแท้จริง

เมื่อมองไปที่ต่างประเทศ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา, ฟิลิปปินส์, สเปน และโปรตุเกส ที่เผชิญปัญหาคล้ายกัน แต่เลือกใช้แนวทางเชิงรุก “เปลี่ยนภัยคุกคามเป็นทรัพยากร” ทั้งการเร่งกำจัดสายพันธุ์รุกรานออกจากแหล่งน้ำหรือนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ

ในกรณี “ปลาหมอคางดำ” แม้ถูกจัดเป็น เอเลียนสปีชีส์ แต่ในเชิงโภชนาการ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลานิล คือ มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น น้ำปลาแท้, น้ำปลาร้า, ปลาแดดเดียว, เคยปลา, ขูดเนื้อทำลูกชิ้น, ทำปลาเส้น หรือปลาผง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ไม่ใช่เพียงการกำจัดปลาหมอคางดำ แต่ต้องจัดการ “ทุกสายพันธุ์ต่างถิ่น” ที่คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมกลไกกลางที่เข้มแข็งในการควบคุมและเอาผิดการลักลอบนำเข้าอย่างจริงจัง

“หากทุกคนปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความเงียบ เราอาจต้องสูญเสียระบบนิเวศพื้นถิ่นไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ”

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ต้องจัดการที่ต้นตอ หยุดการลักลอบ และสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส ก่อนที่สัตว์พื้นเมืองของไทยจะเหลือเพียงแค่ชื่อที่ถูกจารึกไว้ในบัญชีสัตว์สูญพันธุ์

#ปลาหมอคางดำ #ปลาหมอมายัน #ปลาหมอบัตเตอร์ #ปลาต่างถิ่น #สัตว์แปลก #สัตว์ต่างถิ่นรุกราน #ExoticPetsThailand

หายห่วง! ‘ศุลกากรช่องจอม’ คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

หายห่วง! 'ศุลกากรช่องจอม' คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

หายห่วง! ‘ศุลกากรช่องจอม’ คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

“ศุลกากรช่องจอม” คุมเข้มการขนส่งน้ำมันและสินค้าเกษตรในเขตอีสานใต้ .. ยืนยันน้ำมันในไทยยังมีพอและไม่ขาดแคลน!!

วันนี้ 8 มี.ค.69 นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงดำเนินการสู้รบ มีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้สถานการณ์น้ำมันทั่วโลกเกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการที่รัฐบาลไทยสั่งระงับการการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศยกเว้นลาวและพม่านั้น 

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้กำชับเป็นให้ด่านศุลกากรช่องจอม ในฐานะที่รับผิดชอบ 3 จังหวัดในเขตอีสานใต้ คือ สุรินทร์ , บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ซึ่งมีพรมแดนติดกัมพูชา และเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านไปยังอีสานตอนบนซึ่งติดกับลาวให้เข้มงวดกวดขันสินค้าประเภทน้ำมันอย่างจริงจัง

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากข้อห่วงใยของรัฐบาลและผู้ฅนในแถบอีสานใต้ที่มีความกังวลว่าน้ำมันกำลังจะกลายเป็นของหายากและขาดแคลน ทางด่านศุลกากรช่องจอมจึงได้จัด “รถตรวจการณ์ศุลกากร” ออกพื้นที่ตามถนนเส้นทางหลักที่มุ่งสู่เขตอีสานตอนบนเพื่อ “กดดัน เข้มงวด กวดขัน และป้องปราม” สินค้าประเภทน้ำมันรวมถึงสินค้าเกษตรที่ไม่พึงปรารถนาประเภทอื่นๆ เช่น “มันสำปะหลัง หอมใหญ่ ไข่ไก่ ฯลฯ“ เพื่อสร้างความอุ่นใจและมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

“สถานการณ์น้ำมันและปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่อีสานใต้ที่อยู่ความรับผิดชอบของด่านศุลกากรช่องจอมยังคงปกติเพียงพอและอยู่ในสายตาของเราตลอด .. ทั้งนี้เรายังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเข้มงวดอยู่เสมอเพื่อไม่ให้สินค้าที่มีความอ่อนไหวเหล่านี้ออกนอกลู่นอกทางและสร้างความเดือดร้อนและไม่สบายใจให้กับพี่น้องประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร”
นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

'อธิบดีกรมการข้าว'ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยสุรินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าว-ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว รับฟังการดำเนินงาน พร้อมให้แนวทางการปฏิบัติ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานด้านการวิจัย การพัฒนาพันธุ์ข้าว และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้ติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว แปลงทดลอง ตลอดจนกระบวนการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสู่เกษตรกร เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดสุรินทร์

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิตข้าวของประเทศ ตั้งแต่ คิดค้น วิจัย และพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีการปลูก ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งกรมการข้าวมีศูนย์วิจัย จำนวน 27 ศูนย์ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 33 ศูนย์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ ในการรองรับภารกิจงานด้านข้าวให้ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี กระจายสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ทั่วถึงทุกภูมิภาคของประเทศไทย

– 006

‘กรมทรัพยากรน้ำ’ขับเคลื่อน’แม่แจ่มโมเดล’ จัดหาแหล่งน้ำหนุนพื้นที่ คทช. สร้างความมั่นคง ลดไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน

'กรมทรัพยากรน้ำ'ขับเคลื่อน'แม่แจ่มโมเดล' จัดหาแหล่งน้ำหนุนพื้นที่ คทช. สร้างความมั่นคง ลดไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน

‘กรมทรัพยากรน้ำ’ขับเคลื่อน’แม่แจ่มโมเดล’ จัดหาแหล่งน้ำหนุนพื้นที่ คทช. สร้างความมั่นคง ลดไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ภายใต้นโยบาย “ทส. หนึ่งเดียว” เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและสนับสนุนการพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาอำเภอแม่แจ่มประสบปัญหาการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้เกิดปัญหาการเผาตอซังและจุดความร้อน (Hotspot) มากกว่า 500 ครั้งต่อปี ก่อให้เกิดไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือโดยรวม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องควบคู่ทั้งการจัดการที่ดินและการสร้างทางเลือกด้านอาชีพที่เหมาะสมให้กับประชาชน กรมทรัพยากรน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ได้รับมอบนโยบายให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำพร้อมระบบกระจายน้ำสนับสนุนพื้นที่ คทช. อำเภอแม่แจ่ม หรือ “แม่แจ่มโมเดล” โดยสำรวจ ออกแบบ และก่อสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น อโวคาโด กาแฟ และพืชเมืองหนาว ลดการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว และลดการเผาในพื้นที่ต้นน้ำ โครงการดังกล่าวมีแผนดำเนินงานรวม 78 โครงการ ครอบคลุม 7 ตำบล ปัจจุบันได้รับงบประมาณและดำเนินการแล้วเสร็จ 45 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้กว่า 3.7 ล้านลูกบาศก์เมตร สนับสนุนพื้นที่การเกษตรกว่า 9,600 ไร่ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 3,800 ครัวเรือน”

ด้าน นางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 กล่าวเพิ่มเติมว่า “รูปแบบการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ระบบส่งน้ำแบบแรงโน้มถ่วง (Gravity System) และระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ( Solar pump system) ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเราได้ร่วมมือกับกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลจากการขับเคลื่อน “แม่แจ่มโมเดล” ไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดการบุกรุกพื้นที่ป่า ลดการเผาในที่โล่ง ลดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน และฟื้นฟูความชุ่มชื้นกลับคืนสู่ผืนป่าแม่แจ่มและประชาชนอย่างทั่วถึง สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความสมดุลระหว่างคนกับป่า อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศต่อไป”

– 006

อธิบดีกรมการข้าว ลุยเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ยกระดับผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

อธิบดีกรมการข้าว ลุยเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ยกระดับผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

อธิบดีกรมการข้าว ลุยเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ยกระดับผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการประชุมหน่วยงานภาคีร่วมกับประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ประจำปี 2569 เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงาน พัฒนาเครือข่าย และยกระดับศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ณ ห้องประชุมโครงการเกษตรอทิตยาทร ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ระบบเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพถือเป็นรากฐานสำคัญของการผลิตข้าวไทย หากสามารถยกระดับศูนย์ข้าวชุมชนให้มีมาตรฐาน เข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้ ก็จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศให้มีความมั่นคง และสามารถรองรับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การประชุมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อร่วมกันยกระดับระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีมาตรฐาน สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชาวนา และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการผลิตข้าวไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” 

จ.สุรินทร์ ถือเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ การรักษาคุณภาพข้าว การเพิ่มผลผลิต และการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต จึงเป็นภารกิจร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว หน่วยงานภาคี ตลอดจนศูนย์ข้าวชุมชนทั้ง 367 แห่ง ในจังหวัดสุรินทร์ ที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ซึ่งในยุคปัจจุบัน การบริหารจัดการจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการผลิตผ่านระบบฐานข้อมูล การใช้เทคโนโลยีในการคัดแยกและควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ หรือการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาในแปลงนาอย่างแม่นยำ ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจะช่วยให้ศูนย์ข้าวชุมชนมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนยังจำเป็นต้องเชื่อมโยงไปสู่มิติด้านการตลาดและการเพิ่มมูลค่า โดยศูนย์ข้าวชุมชนควรสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพผลผลิต พัฒนาเครือข่ายตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับสมาชิกในชุมชน ทั้งนี้ การมีตลาดรองรับที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา และเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

อธิบดีอานนท์ เยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว/ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ติดตามภารกิจงานเมล็ดพันธุ์และงานวิจัย

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังความก้าวหน้าและผลการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญงานด้านเมล็ดพันธุ์และและงานวิจัยข้าวในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ โดยผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ศูนย์ฯ ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานอย่างรอบด้าน ทั้งภารกิจการดำเนินงานด้านงานวิจัยและพัฒนาข้าว การผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว การควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน การสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการตามนโยบายของกรมการข้าว ที่มุ่งเน้นความเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเน้นย้ำการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่เกษตรกร

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีอานนท์ ได้ถือโอกาสพบปะพูดคุย พร้อมถ่ายภาพร่วมกันกับกลุ่มเกษตรกร จากโครงการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร จ.มหาสารคาม ที่เข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานีอีกด้วย 

การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนภาพการกำกับติดตามงานเชิงรุกของผู้บริหาร ที่มุ่งให้ทุกภารกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง ทุกโครงการขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ และทุกขั้นตอนดำเนินไปตามกรอบนโยบายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ การเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบงานวิจัยและงานด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยอย่างยั่งยืน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

เลขาฯ ส.ป.ก.มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ ยกระดับที่ดินทำกินในกระบี่ หนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.15 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน นายเกียรติยศ ทรงสง่า ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน นางสาววิจิตตรา รักกมล ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ นายสุทธวัชร นาคสวาทดิ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ติดตามคณะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดเพื่อการเกษตร และโฉนดต้นไม้ ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 100 ราย 104 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,366 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเขาพนม และอำเภอเหนือคลอง เพื่อมุ่งยกระดับสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

กรมที่ดินยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทอล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร บริการประชาชนอย่างรวดเร็ว

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.01 น.

ภายใต้นโยบายรัฐบาลดิจิทัล กรมที่ดินเร่งยกระดับการให้บริการสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดขั้นตอน ลดเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงข้อมูล ช่วยยกระดับการบริหารจัดการที่ดินของประเทศสู่มาตรฐานใหม่ รองรับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล

กรมที่ดินได้เปิดตัวโครงการ “125 ปีกรมที่ดิน : ปีแห่ง e-Service” มุ่งสู่การให้บริการที่ดินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “125 ปีแห่งความเชื่อมั่น สู่การบริการที่ดินดิจิทัล เพื่อประชาชนทุกคน” เน้นลดการเดินทางและเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรม ผ่านระบบ DOL e-Service และสำนักงานที่ดินอิเล็กทรอนิกส์ ถูกพัฒนาให้ครอบคลุมทั้ง 462 สำนักงานทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนสามารถทำธุรกรรมด้านที่ดินได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมาร์ตโฟนหรือระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงาน

ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมที่ดินได้เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ “กรมที่ดินดิจิทัล” อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันระบบจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ ครอบคลุมแล้ว 34 จังหวัด กว่า 230 สำนักงาน ช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ดินของประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง