‘อัครา’ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างแหล่งอาหาร-เพิ่มรายได้

‘อัครา’ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ  สร้างแหล่งอาหาร-เพิ่มรายได้

‘อัครา’ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างแหล่งอาหาร-เพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำโครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมง กิจกรรมบริหารจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนเพื่อเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน ประจำปี 2568 ที่อ่างแฝดหมู่ 8 บ้านใหม่ดอนชัย ต.ยางคราม อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ โดยกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการเผาลดการเกิดมลพิษลดฝุ่น PM2.5 เนื่องจากในกิจกรรมดังกล่าวจะใช้ฟางข้าวเป็นอาหารธรรมชาติ ไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลกรัม เพื่อนำเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ปลาเกล็ดเงิน (ปลาจีน) ปลายี่สกเทศ ปลาตะเพียนขาว ปลาบ้า ปลานิล และปลาบึก 37,600 ตัว และพันธุ์กุ้งก้ามกราม 40,000 ตัว นอกจากนี้ในกิจกรรมดังกล่าวจะมีการขยายผลสู่แหล่งน้ำปิดของชุมชนอื่นๆ (ขนาด 10-60 ไร่) ทั่วประเทศอีกรวม 1,500 แหล่งน้ำ (พื้นที่ประมาณ 47,268 ไร่) ใน 70 จังหวัด รวมทั้งโครงการจะปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น 116.4 ล้านตัว (77,600 ตัว/แหล่งน้ำ) และจะใช้ฟางข้าวเป็นอาหารสัตว์น้ำที่ปล่อยลงไปทั้งหมด

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะใช้ฟางข้าวรวมแล้วไม่น้อยกว่า 15,000 ตัน ช่วยเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจในแหล่งน้ำชุมชนได้ไม่น้อยกว่า 6,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 450 ล้านบาท(กุ้งก้ามกราม ประมาณ 300 ตัน มูลค่า 165 ล้านบาท ปลาน้ำจืดเศรษฐกิจ ประมาณ 5,700 ตัน มูลค่า 285 ล้านบาท) ที่สำคัญจะทำให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์ในระยะยาวทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สามารถช่วยลดการเผาฟาง ลดปริมาณคาร์บอนได้กว่า 18,529 กิโลกรัมคาร์บอน และลดการเกิดฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่า 2,750 ตัน

“กิจกรรมการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจครั้งนี้ จะเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยรอบแหล่งน้ำ รวมทั้งเพื่อให้ชุมชนเกิดความรักและความสามัคคีในการร่วมกันบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯมุ่งมั่นยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยทุกโครงการจะต้องมาจากการสะท้อนปัญหาของพี่น้องเกษตรกร”นายอัครา กล่าว

ด้านนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า มุ่งหวังว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างจริงจัง และช่วยส่งเสริมเพิ่มรายได้ลดค่าครองชีพให้กับเกษตรกร ตลอดจนเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำประจำถิ่นในธรรมชาติและสัตว์น้ำที่ไม่สามารถหาพื้นที่เหมาะสมตามธรรมชาติในช่วงฤดูผสมพันธุ์และวางไข่ได้ ช่วยคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ชุมชนและสร้างแหล่งอาหารโปรตีน

‘นฤมล’ถกคกก.นโยบาย พัฒนาสุกร-รักษาเสถียรภาพ

‘นฤมล’ถกคกก.นโยบาย  พัฒนาสุกร-รักษาเสถียรภาพ

‘นฤมล’ถกคกก.นโยบาย พัฒนาสุกร-รักษาเสถียรภาพ

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมรับทราบสถานการณ์การผลิตเนื้อสุกรของโลกในปี 2568 จะลดลงร้อยละ 1 เป็น 115.1 ล้านตัน จากเดิมปี 2567 ผลิตได้ 116.02 ล้านตัน เนื่องจากแหล่งผลิตเนื้อสุกรลำดับต้นของโลก(จีนและสหภาพยุโรป) มีปริมาณแม่พันธุ์และการบริโภคเนื้อสุกรลดลงในปี 2567 ขณะที่สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และบราซิล มีการผลิตเพิ่มขึ้น

สถานการณ์การผลิตสุกรขุนของไทย ปี 2567 ผลิตได้ 23.46 ล้านตัว ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 14.67 หรือ 20.46 ล้านตัว เป็นผลจากการปรับตัวของฟาร์มสุกรที่ทำระบบการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ และราคาสุกรมีชีวิตมีเสถียรภาพในปี 2566 สำหรับปี 2567 สุกรมีชีวิต มีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 72.91 บาท เนื้อสุกรชำแหละ มีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 132.26 บาท และคาดว่าปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับผลการดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร มีการปราบปรามเนื้อสุกรเถื่อนอย่างจริงจัง และตัดวงจรลูกสุกรทำหมูหัน ปี 2567 รวม 43,262 ตัว รวมถึงเปิดตลาดส่งออกสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสุกร

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบ (ร่าง) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ระหว่างกรมปศุสัตว์ และผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ 16 ราย ซึ่งมีสาระสำคัญให้หยุดการขยายฟาร์มแม่พันธุ์ใหม่ คงระดับจำนวนแม่พันธุ์สุกรให้อยู่ในระดับไม่เกิน 1.2 ล้านตัวในปี 2568 เพื่อลดความผันผวนของราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศ

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.43 น.

ก.เกษตรฯ มุ่งฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง เดินหน้า 11 มาตรการ ยกระดับการผลิต พร้อมเร่งพัฒนาสายพันธุ์และจัดการโรค

วันนี้ (20 ก.พ.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารกรมประมง ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เข้าร่วม ที่ห้องประชุมพะยูน อาคารจุฬาภรณ์ ชั้น 7 กรมประมง โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2568 – 2572 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายระดับโลก และนโยบายระดับประเทศ รวมถึงสอดรับกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวม 11 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อให้ได้ลูกกุ้งทะเลคุณภาพ มาตรการที่ 2 การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน มาตรการที่ 3 การส่งเสริมการใช้อาหารที่เหมาะสมกับรูปแบบการเลี้ยง มาตรการที่ 4 การจัดการโรคและการป้องกันโรคในกุ้ง

มาตรการที่ 5 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามตรวจสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มาตรการที่ 6 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์สินค้ากุ้งทะเลหลังการจับ มาตรการที่ 7 การสร้างแบรนด์และเพิ่มช่องทางการตลาด มาตรการที่ 8 การบริหารจัดการข้อมูลกุ้ง มาตรการที่ 9 การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มาตรการที่ 10 การยกระดับความรู้บุคลากร ทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ และมาตรการที่ 11 การสร้างเครือข่าย ความเข้มแข็ง

นายอัครา กล่าวว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายกฯ มีข้อสั่งการให้กรมประมง ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพันธุ์กุ้งอย่างจริงจัง และฟื้นฟูความเข้มแข็งด้านการเลี้ยงกุ้งเพื่อการส่งออกที่ไทยเคยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สามารถทำได้อีกครั้ง นอกจากนี้ในที่ประชุมฯ ได้มุ่งเน้นมาตรการที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งและการจัดการโรคกุ้ง โดยให้พิจารณาในเรื่องกิจกรรมและงบประมาณให้มีความเหมาะสม อีกทั้งยังให้ความสำคัญ และเรื่องต้นทุนการผลิตและการจัดหาแหล่งเงินทุนให้เกษตรกร

015

‘นฤมล’ประสาน’ทูตเกษตร’ตั้งเป้าส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มเป็น 1.9-2 ล้านล้าน

'นฤมล'ประสาน'ทูตเกษตร'ตั้งเป้าส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มเป็น 1.9-2 ล้านล้าน

‘นฤมล’ประสาน’ทูตเกษตร’ตั้งเป้าส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มเป็น 1.9-2 ล้านล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.37 น.

‘นฤมล’ยกระดับรายได้เกษตรกร ด้วยเกษตรมูลค่าสูง ประสาน’ทูตเกษตร’ตั้งเป้าส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มเป็น 1.9-2 ล้านล้านบาท 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ภายใต้การบริหาร เราได้ให้ความสำคัญและดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 2 เรื่องสำคัญ ตั้งแต่ในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ เกษตรมูลค่าสูงและเกษตรยั่งยืน ซึ่งในปีนี้เราเดินหน้าในการเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

โดยให้เกษตรกรเล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญ หากมีพื้นที่เหมาะสมก็สามารถหันมาเพาะปลูกได้ เช่น กาแฟ ถั่วเหลือง โกโก้ โดยเราพร้อมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเราพร้อมประสานกับหน่วยงานอย่างกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานทูตเกษตรที่อยู่ต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกต่อไป

นางนฤมล กล่าวอีกว่า เมื่อดูรายได้เกษตรกรในปัจจุบันแล้วจะพบว่า เกษตรกรมีรายได้อยู่ 2 ช่องทาง คือ รายได้จากภาคการเกษตรอยู่ที่ 2.2 แสนบาทต่อปี และรายได้นอกภาคการเกษตรกว่า 2 แสนบาทต่อปี แต่รายได้จากภาคการเกษตร มีเรื่องของต้นทุน ดังนั้น รายได้สุทธิจะอยู่ที่ 89,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้เราเล็งเห็นว่าจำเป็นจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรเพื่อให้ “กินดีอยู่ดี”

สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะการดูแลพี่น้อง เกษตรกร ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเราให้ความเป็นห่วงและความสำคัญมาก ในช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ผลไม้ เป็นต้น สำหรับผลผลิตยางพารา ซึ่งเบื้องต้นได้มอบนโยบายให้กับการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย เพื่อจะดูดซับซัพพลายที่จะออกสู่ตลาด เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคายางพาราตกต่ำ

ส่วนสินค้าข้าว กระทรวงเกษตรฯสนับสนุนนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อในการรวบรวมสินค้าข้าว ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นการดูแลซัพพลายไม่ให้ออกสู่ตลาดจนเกินไป

นางนฤมล กล่าวสรุปว่า สำหรับสินค้าเกษตรไทยภาพรวมส่งออกในปี 2567 ที่ผ่านมามีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกผลสด มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ส่วนสินค้าเกษตรแปรรูป มีมูลค่า 8 แสนล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 7.5% และในช่วง 3 ปีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังคงอันดับ 1 ของตลาดการส่งออก รองลงมา คือ ญี่ปุ่น สหรัฐ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และเชื่อว่าในปี 2568 นี้โอกาสที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จะเพิ่มขึ้น 1.9-2 ล้านล้านบาท ก็คาดหวังว่าเราน่าจะทำได้

ก.เกษตรและสหกรณ์เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน VIV ASIA 2025

ก.เกษตรและสหกรณ์เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน VIV ASIA 2025

ก.เกษตรและสหกรณ์เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน VIV ASIA 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.21 น.

ก.เกษตรและสหกรณ์เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน VIV ASIA 2025 โชว์สินค้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ครบวงจร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค (วีเอ็นยู ยุโรป) เตรียมจัดงาน VIV Asia (วิฟ เอเชีย) สุดยอดงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ครบวงจร ตั้งแต่อาหารสัตว์สู่อาหารเพื่อการบริโภค ครั้งที่ 17 พร้อมจัดงาน Meat Pro Asia (มีท โปร เอเชีย) งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป การขนส่ง ระบบควบคุมความเย็น และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจปศุสัตว์จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค และพิเศษสุดกับการเปิดตัวงานใหม่ล่าสุด HAN Asia (Horti Agri Next Asia ฮอร์ติ อะกริ เน็กซ์ เอเชีย) ที่เน้นสินค้าและเทคโนโลยีด้านการเกษตร ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2568 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กทม.ครอบคลุมพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร ในชาเลนเจอร์ 1 – 3 และเอ็กซิบิชั่นส์ฮอลล์ 5 – 7

สำหรับงาน VIV ASIA 2025 ถือเป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย สำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ สัตว์น้ำ การเกษตร และการแปรรูปอาหารมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 บริษัทชั้นนำจากทั่วโลก รวมทั้งพาวิลเลี่ยนนานาชาติ จากประเทศชั้นนำอย่าง ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย เป็นต้น คาดการณ์มีผู้เข้าชมงานและนักลงทุนกว่า 50,000 รายจากทั่วโลก งานดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและเครือข่ายระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนา กว่า 150 หัวข้อ โดยมีวิทยากรรับเชิญกว่า 300 ท่าน ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการโรคในปศุสัตว์และสัตว์น้ำ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และการเกษตรที่ยั่งยืน และสัมมนานานาชาติอีกมากมาย

ผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อลุ้นรับบัตรเข้างานมูลค่า 600 บาท ฟรี! ภายในวันที่ 11 มีนาคม 2568 คลิกที่นี่ http://www.databadge.net/viva2025/reg/viv/?card=10004738 หรือสามารถสอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.vivasia.nl

ไทย-USDAจับมือด้านเกษตร ขยายการส่งออกสินค้าต่อกัน

ไทย-USDAจับมือด้านเกษตร  ขยายการส่งออกสินค้าต่อกัน

ไทย-USDAจับมือด้านเกษตร ขยายการส่งออกสินค้าต่อกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว ภายหลังร่วมหารือกับ นายแพทริค แพคเน็ท รองอธิบดีกรมการเกษตรต่างประเทศ กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา ( Mr. Patrick Packnett : Associate Administrator Foreign Agricultural Service (FAS) ) ว่าสำหรับการหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่าง 2 กระทรวงฯ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร (Regional Agriculture Innovation Network) ได้แก่ การลดการเผา และขยายพันธุ์มันสำปะหลัง รวมทั้งการหารือถึงแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพภาคเกษตรในอนาคต

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะสินค้าพืช อาทิ การยกเลิกมาตรการฉายรังสีในสับปะรดของไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยและสหรัฐฯ จะมีความร่วมมือด้านการเกษตรมากยิ่งขึ้น ภายใต้รัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ของไทย ในระหว่างปี 2564-2566 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 9.09 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับตลาดโลก ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ อาหารสุนัขหรือแมว ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด ปลาทูน่า และยางธรรมชาติ เป็นต้น

‘นฤมล’ชูไข่ผำ-วานิลลา ตอบโจทย์ธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่

‘นฤมล’ชูไข่ผำ-วานิลลา  ตอบโจทย์ธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่

‘นฤมล’ชูไข่ผำ-วานิลลา ตอบโจทย์ธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6” โดยมี นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผอ.หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.)ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดอบรมหลักสูตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ด้านการพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่มุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจด้านการเกษตร เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจรากฐาน ต่อยอดบทบาทเกษตรไทยสู่ผู้นำการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรและประเทศไทย ทั้งนี้ หลักสูตร วกส. รุ่นที่ 6 ได้รับความกรุณาจาก ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม โดยกำหนดการฝึกอบรมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์–25 กรกฎาคม 2568 มีผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้แทนเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการฝึกอบรม 113 คน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ สู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่บ้านเตาไห หมู่ 6 ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน จัดงานดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจากการเผาสู่การไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมดิน และผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดินทำให้ดินมีคุณสมบัติเหมะสมต่อการปลูกพืชอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ส่งผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อนด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนและป้องกันปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก โดยวางแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมปี 2567/68 คือ 1.การเฝ้าระวัง สร้างการรับรู้ และป้องปรามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงตัดสิทธิการได้ความช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ และ 2.การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม นอกจากนี้ยังมีมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร โดยได้กำชับหน่วยงานในระดับพื้นที่สร้างแรงจูงใจเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำเกษตร พร้อมเสนอทางเลือกและข้อเสนอที่จะสามารถให้เกษตรกรยอมรับแนวทางปฏิบัติการทำเกษตรที่ไม่เผาได้ โดยกรมพัฒนาที่ดินรณรงค์ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ทั่วประเทศร่วมให้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน

เกษตราธิการอบรม หลักสูตรวกส.รุ่นที่6 เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้บริหารรัฐกับเอกชน

เกษตราธิการอบรม  หลักสูตรวกส.รุ่นที่6  เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล  ผู้บริหารรัฐกับเอกชน

เกษตราธิการอบรม หลักสูตรวกส.รุ่นที่6 เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้บริหารรัฐกับเอกชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6” โดยมี นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผอ.หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.)ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดอบรมหลักสูตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ด้านการพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่มุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจด้านการเกษตร เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจรากฐาน ต่อยอดบทบาทเกษตรไทยสู่ผู้นำการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรและประเทศไทย ทั้งนี้ หลักสูตร วกส. รุ่นที่ 6 ได้รับความกรุณาจาก ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม โดยกำหนดการฝึกอบรมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์–25 กรกฎาคม 2568 มีผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้แทนเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการฝึกอบรม 113 คน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ สู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

สชป.4จัดงานสัมมนา คัดเลือกสถาบันเกษตร ใช้น้ำชลประทานดีเด่น

สชป.4จัดงานสัมมนา  คัดเลือกสถาบันเกษตร  ใช้น้ำชลประทานดีเด่น

สชป.4จัดงานสัมมนา คัดเลือกสถาบันเกษตร ใช้น้ำชลประทานดีเด่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานชลประทานที่ 4 จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการคัดเลือกสถาบันเกษตรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2569 (ระดับสำนักงานชลประทาน) โดยมี นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 เป็นประธานเปิดโครงการ นายบุญธรรม ปานเปี่ยมโภช รองผู้อำนวยการฯ นายไชยวัฒน์ กำทอง ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายนครินทร์ วงศ์ฟูเฟื่องขจร ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน คณะกรรมการฯ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และ เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ทั้งหมด 9 กลุ่ม จาก 9 โครงการในสังกัดสำนักงานชลประทานที่ 4 ร่วมสัมมนา ณ ห้องประชุม ไม้ใหญ่ รีสอร์ท จ.กำแพงเพชร ซึ่งมีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดยสถาบันเกษตรกรฯ ระดับสำนักงานชลประทาน สรุปบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ และแนวทางนำเสนอการทำงานสังเคราะห์ความรู้ ให้กระบวนการทำงานดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างถูกต้อง รวมไปถึงให้การคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 (ระดับสำนักงานชลประทาน) เป็นไปตามกฎที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้เพื่อให้ได้ตัวแทน ที่มาจากการคัดเลือกในวันนี้ เป็นตัวแทนกลุ่มที่จะเข้าร่วมการประกวดในระดับกรมฯ ต่อไป