อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

อสป.จับมือทัพเรือ ส่งมอบอาหารตามโครงการพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ปี 2568

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.49 น.

อสป. จัดกิจกรรมด้าน CSR ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 เป็นปีที่ 9 จัดพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ประจำปี 2568

นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) ร่วมจัดกิจกรรมด้าน CSR กับทัพเรือภาคที่ 1 เป็นปีที่ 9 โดยพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ประจำปี 2568 โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.วรากร  อยู่อย่างไท กรรมการองค์การสะพานปลา เป็นประธานเปิดพิธีส่งมอบฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานองค์การสะพานปลา ร่วมพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ทั้งนี้ องค์การสะพานปลาร่วมกับกองทัพเรือภาคที่ 1 จัดพิธีน้อมเกล้าฯ เพื่อถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน ประจำปี 2568 ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากระป๋อง 8,000 กระป๋อง ส่งมอบให้กับ พล.ร.ต.ประจักษ์  พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ผู้แทนกองทัพเรือ พร้อมปล่อยขบวนรถยนต์ลำเลียงปลาฯและสิ่งของพระราชทาน ออกเดินทางจากองค์การสะพานปลาไปโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ อ.แม่สอด จ.ตาก

ทั้งนี้ ได้มีนายสุทักษ์ จิระรัตนวงศ์ รอง ผอ.องค์การสะพานปลา นางจิรฐา ฤทธิ์อร่าม หัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการประมง พร้อมคณะ ร่วมเดินทางส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน พระราชทาน โครงการตามพระราชดำริต่อตานโรคขาดสารไอโอดีน ส่วนพระองค์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ อ.แม่สอด จ.ตาก  โดยมี พล.ร.ท.อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้แทนกองทัพเรือ เป็นประธานในพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ในฐานะผู้แทนโครงการส่วนพระองค์ในพื้นที่ จ.ตาก รวมถึงมีคณะครู ผู้แทนโรงเรียนบ้านพะเด๊ะ , โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ท่านผู้หญิงทวี มณีนุช ,  โรงเรียนท่านผู้หญิงพรสม กุลฑลจินดา , โรงเรียนบ้านสามหมื่น , โรงเรียนชุมชนบ้านท่าสองยาง ร่วมรับมอบด้วย ซึ่งทางทัพเรือภาคที่ 1 ได้มีการจัดส่งตามที่สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้กำหนดแผนการแจกจ่ายส่งมอบ ผ่านหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปยังโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งสิ้น 44 แห่ง เป็นที่เรียบร้อย

015

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

กรมชลประทาน จ้างแรงงานเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งเป้าจ้างงานทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.28 น.

กรมชลประทาน  เดินหน้าโครงการจ้างแรงงานช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2568 ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ ตั้งเป้าจ้างแรงงานทั่วทุกภาค สร้างรายได้ให้เกษตรกรกว่า 84,716 คน

วันนี้ (14 ก.พ.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2568 ว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงาน ตามนโยบายการช่วยเหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ที่ต้องการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและประชาชน  โดยในปี 2568 มีแผนจ้างแรงงานทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติงานด้านซ่อมแซม  บำรุงรักษา ขุดลอก  ปรับปรุงงานชลประทาน  ก่อสร้างระบบส่งน้ำและแหล่งน้ำเพื่อชุมชน  ตลอดจนส่งเสริมการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จำนวน 84,716 คน  ระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568  จนถึงขณะนี้ทั่วประเทศ  มีการจ้างแรงงานไปแล้วกว่า  21,022 คน  หรือคิดเป็นร้อยละ 24  ของแผนฯ ยังสามารถจ้างแรงงานให้ครบตามเป้าที่กำหนดได้อีกประมาณ 63,000 คน

ทั้งนี้ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจ้างแรงงาน ดังนี้ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรกรในพื้นที่ หรือสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทาน  รวมถึงประชาชนและผู้ใช้แรงงานทั่วไปในพื้นที่ดำเนินโครงการฯ ซึ่งหากแรงงานที่ต้องการในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอ จะพิจารณาจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

กรมชลประทาน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมสมัครรับจ้างแรงงานชลประทานตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน หมายเลข 1460  ได้ตลอดเวลา

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย  สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

‘นฤมล’ตั้งศูนย์C4IRในไทย สนับสนุนข้อมูลภาคการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุม Multilateral Meeting: Centre for the Fourth Industrial Revolution(C4IR) ในประเทศไทย พร้อมด้วย รมว.ต่างประเทศ CEO ภาคเอกชนไทย และผู้แทน World Economic Forum โดยหารือถึงแนวทางการจัดตั้งศูนย์ฯ ในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการปฏิรูประบบอาหารและภาคการเกษตรเพื่อรับมือและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยี ขับเคลื่อนการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเกษตร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ประเทศไทยยินดีสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ C4IR เพราะถือเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้ภาคเกษตรมีภูมิคุ้มกันตลอดจนสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงอาหาร อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์ฯ ต้องอาศัยความร่วมมือของภาคเอกชนไทย และหารือในกระบวนการภายในประเทศต่อไป

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ร่วมมือและรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากองค์การระหว่างประเทศต่างๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น GIZ FAO และ ADB ในเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เกษตรกรไทยเกิดภูมิคุ้มกัน สามารถทำการเกษตรท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ได้ ซึ่งระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรจากองค์การระหว่างประเทศ เช่น โครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เพื่อเพิ่มความยั่งยืนและการฟื้นตัวของพื้นที่สูง โดยได้รับงบประมาณกองทุนเพื่อการลดความยากจนของรัฐบาลญี่ปุ่น ดำเนินการโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งมี จ.น่าน เป็นพื้นที่เป้าหมาย เพราะเป็นพื้นที่เผชิญปัญหาการชะล้างพังทลายของดินและการขาดแคลนน้ำ

“การจัดตั้งศูนย์ C4IR ที่ประเทศไทย จะเป็นการเปิดโอกาสสำคัญให้หน่วยงานของไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ประสบการณ์ แนวปฏิบัติ และบทเรียนที่ผ่านมาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตรสู่ความยั่งยืน ร่วมกับเครือข่าย C4IR ของประเทศอื่น แน่นอนว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้น การพัฒนาภาคเกษตรไปสู่ความยั่งยืน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับภาคการเกษตรไทย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯทรงเป็นประธาน เปิดงานเทศกาลโคนมฯ มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

กรมสมเด็จพระเทพฯ  เสด็จฯทรงเป็นประธาน  เปิดงานเทศกาลโคนมฯ  มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯทรงเป็นประธาน เปิดงานเทศกาลโคนมฯ มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2568 ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พร้อมทั้งเสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในงาน โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และประชาชน เฝ้าฯรับเสด็จ

สำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “โคนมไทย พิชิตเป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่พระราชทานอาชีพเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย ทำให้ได้มีนมกล่องแรกของคนไทย ภายใต้ชื่อ นมไทย-เดนมาร์ค นมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ไว้บริโภคได้อย่างพอเพียง อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศไทย ตลอดจนเป็นเวทีให้ผู้เกี่ยวข้องในวงการอุตสาหกรรมโคนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความรู้

ทั้งนี้ งานที่จัดขึ้นทาง อ.ส.ค.เป็นผู้ดำเนินการเป็นประจำทุกปี เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้แสดงความสามารถในการปรับปรุงพันธุ์โคนมและแสดงศักยภาพในการให้ผลผลิตน้ำนมดิบของโคนม

ปลัดฯหารือชุมนุมสหกรณ์ฯ เร่งบริหารจัดการน้ำนมดิบ

ปลัดฯหารือชุมนุมสหกรณ์ฯ เร่งบริหารจัดการน้ำนมดิบ

ปลัดฯหารือชุมนุมสหกรณ์ฯ เร่งบริหารจัดการน้ำนมดิบ

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หารือ : นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือสมาชิกชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด โดยร่วมกันวางแนวทางบริหารจัดการน้ำนมดิบและแก้ปัญหาเงินทุนหมุนเวียนต่างๆ โดยมอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับสมาชิกชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด นำโดย นายสมพงษ์ภูพานเพชร ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งมีนายรัตนะ สวามีชัย คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้าร่วม ที่ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ สามารถสรุปสาระสำคัญของการหารือในครั้งนี้ ประกอบด้วย การร่วมกันวางแนวทางบริหารจัดการน้ำนมดิบ และการแก้ไขปัญหาเงินทุนหมุนเวียนต่างๆ ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไป

3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

3หน่วยงานทำMOUต่อต้านการทุจริต

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินผ่านกิจการสหกรณ์ ระหว่างนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับนายสุเทพบวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่าการลงนาม MOU ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงสร้างความโปร่งใสในระบบสหกรณ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในภาคการเกษตร

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์ตกเป็นเครื่องมือของการกระทำผิดกฎหมาย โดยปรับปรุง MOU ฉบับเดิม มุ่งแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสนับสนุนด้านทรัพยากรและการสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินการบัญชีภาคการเกษตร โดยการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงินให้สหกรณ์และสมาชิกให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกมิติภาคการเกษตร เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยให้มีความเข้มแข็งทางด้านการเงินการบัญชี ตลอดจนการลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นคงให้สมาชิกสหกรณ์

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า เมื่อปี 2558 ทาง ปปง.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ร่วมลงนาม MOU ฉบับแรก เพื่อขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวร่วมกัน และได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในหลายด้าน แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความซับซ้อนของการกระทำผิด และมีการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ รวมทั้งมีรูปแบบการกระทำการทุจริตที่หลากหลาย จึงประสานความร่วมมือเพื่อปรับปรุง MOU ฉบับใหม่

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.18 น.

หวัดนกทำราคาไข่สหรัฐพุ่ง! ไทยต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคและทบทวนการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ

เกษตรกรและผู้ประกอบการภาคเกษตรปศุสัตว์ของไทย ต่างตระหนักดีถึงปัญหาโรคระบาดสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยกระทบที่ยากต่อการควบคุม ยิ่งถ้าเกิดขึ้นในประเทศที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสัตว์มีชีวิตหรือผลิตภัณฑ์ด้วยแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงอย่างสูงที่จะนำพาโรคเหล่านั้นติดเข้ามาระบาดในไทยด้วย

ยกตัวอย่างเช่นขณะนี้ กำลังเกิดการระบาดของไข้หวัดนกในสหรัฐฯ และกำลังทำให้เกิดปัญหาซัพพลาย-ดีมานด์ที่ไม่สมดุลภายในประเทศของเขา ราคาไข่ไก่ในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 5.29 ดอลลาร์ต่อโหล หรือฟองละ 15 บาท ร้านอาหารชื่อดังในอเมริกาอย่าง Waffle House ขึ้นราคาอาหารประเภทไข่ฟองละ 50 เซนต์ หรือราว 16 บาท โดยเรียกว่า “ค่าธรรมเนียมไข่” (egg surcharge) และในรัฐเพนซิลเวเนียยังเกิดการขโมยไข่ไก่ 1 แสนฟอง อีกด้วย สะท้อนความร้ายแรงของโรคไข้หวัดนกที่กระทบทั้งชีวิตคน และกระทบเศรษฐกิจของชาติ แม้แต่มหาอำนาจอย่างสหรัฐก็ไม่เว้น

และไม่ใช่แค่ในสหรัฐ ปัจจุบันในยุโรปหลายประเทศก็กำลังเกิดไข้หวัดนกเช่นเดียวกัน ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี ฮังการี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ รวมถึงจีน และอินเดีย นับเป็นโรคอันตรายที่ประเทศไทยต้องป้องกันอย่างเต็มที่

กรณีเช่นนี้จำเป็นต้องป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และควรเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการควบคุม ทั้งเรื่องการนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการป้องกันและควบคุมโรคภายในประเทศ ตามมาตรฐานคอมพาร์ทเม้นท์ที่ประเทศไทยมี เพราะโอกาสสุ่มเสี่ยงที่เชื้อไข้หวัดนกจะติดมากับการนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตและผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปได้สูง

แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องรับรู้กันไว้ คือทุกวันนี้ไทยมีผู้ประกอบการกลุ่มไก่ไข่-ไก่เนื้อ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ และส่วนมากก็นำเข้าจากประเทศที่กำลังเกิดไข้หวัดนกอยู่ในขณะนี้ จริงอยู่ว่า เมื่อเกิดโรคระบาดเช่นนี้ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties; OIE) ย่อมประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตจากประเทศเหล่านั้น รวมถึงกรมปศุสัตว์ของไทยที่ต้องห้ามนำเข้าด้วย แต่สิ่งที่จะกระทบตามมาคือทำอย่างไรไม่ให้ธุรกิจของผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก และเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น เพราะหากไม่มีพ่อแม่พันธุ์ ย่อมไม่มีแม่ไก่สาวที่จะให้ไข่ และขั้นต่อไปก็คือจะกระทบปริมาณผลผลิตไข่ไก่ที่ผู้บริโภคต้องการใช้

แนวทางการยกระดับและพัฒนาการผลิตพ่อแม่พันธุ์ภายในประเทศของเราเองให้เพียงพอ น่าจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นและพิจารณากันใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ ลดความเสี่ยงในการนำเข้าโรคระบาด และลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบการไทยเดินหน้าธุรกิจต่อได้อยางราบรื่น

ยิ่งเมื่อเร็วๆ นี้ มีบริษัทแห่งหนึ่งให้ข่าวว่าเพิ่งได้รับอนุมัตินำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อีก 7,200 ตัว ภายในปี 2568 ก็ยิ่งน่ากังวลว่าจะไปนำเข้ามาจากประเทศไหน เพราะตอนนี้แทบทุกประเทศที่ผลิตพ่อแม่พันธุ์ขาย ก็ล้วนมีการระบาดของไข้หวัดนกกันหมด กลายเป็นความเครียดของผู้คนในวงการไปเสียอีก แบบนี้ต้องเรียกว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนในประเด็นนี้อย่างจริงจัง ให้สามารถเพิ่มผลผลิตพ่อแม่พันธุ์รองรับผู้ประกอบการไก่ไข่ในประเทศได้ทันการณ์

โดย : พีรชา พัฒนวิชาญ

กรมประมงใช้กฎหมาย แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง ไม่ต้องนำเรือกลับเข้าฝั่ง

กรมประมงใช้กฎหมาย แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง ไม่ต้องนำเรือกลับเข้าฝั่ง

กรมประมงใช้กฎหมาย แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง ไม่ต้องนำเรือกลับเข้าฝั่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.21 น.

เรือประมง เฮ!  ไม่ต้องนำเรือกลับเข้าฝั่ง ลดปัญหาแรงงาน ก.เกษตรฯ เดินหน้าแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ ขออนุญาตได้ทั้งปี

วันนี้ (13 ก.พ.) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ทำงานบนเรือประมงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม ให้ผู้ประกอบการประมงสามารถทำประมงได้อย่างไม่ติดขัด เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ และยังเป็นการช่วยป้องกันการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันใช้อำนาจตามมาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 ขึ้นทะเบียนแรงงานที่ทำงานบนเรือประมง โดยมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ. 2568 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพื่อทำงานกับนายจ้างในกิจการประมงทะเล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.2568 ให้แรงงานสามารถมาขออนุญาตทำงานได้ตลอดทั้งปี จากเดิมปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 3 เดือน และการผ่อนปรนเอกสารบางรายการที่เป็นอุปสรรคในการขอรับหนังสือคนประจำเรือให้สะดวกและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่แรงงานกลุ่มที่มีใบอนุญาตทำงาน (Work permit) จากกรมการจัดหางาน ใบอนุญาตจะหมดอายุในวันที่ 13 ก.พ.2568 กว่า 30,000 ราย ทั่วประเทศ กรมประมงได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2568 ได้มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวในลักษณะ MOU ออกไปอีก  6 เดือน ทำให้แรงงานในเรือประมงทั้งหมดสามารถทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องเข้าฝั่ง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมประมง มีมาตรการรองรับแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในเรือประมงอย่างรัดกุม แรงงานได้รับการคุ้มครอง มีสวัสดิการและสวัสดิภาพตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีโครงการพัฒนาระบบ “Smart Seabook” เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดทำหนังสือคนประจำเรือ ตรวจสอบประวัติแรงงาน ลดภาระและระยะเวลาของชาวประมงให้สามารถยื่นเอกสารแบบ One Stop Service ที่สามารถเชื่อมโยง และสืบค้นข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน กระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน และแรงงานได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานระหว่างประเทศ อีกทั้งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย

ก.เกษตรฯรณรงค์ ‘หยุดเผา เอาบุญ’ ลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อลดปัญหาฝุ่นPM2.5

ก.เกษตรฯรณรงค์ 'หยุดเผา เอาบุญ' ลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อลดปัญหาฝุ่นPM2.5

ก.เกษตรฯรณรงค์ ‘หยุดเผา เอาบุญ’ ลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อลดปัญหาฝุ่นPM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.08 น.

“อิทธิ” รณรงค์“ หยุดเผาเอาบุญ” ในเขตปฏิรูปที่ดิน “ตั้งศูนย์ฯ 53 จังหวัด ขยายผลความรู้เปลี่ยนรูปแบบการผลิตสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

วันนี้ (13 ก.พ.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” พร้อมกับถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับ ส.ป.ก.จังหวัด  52 จังหวัด ที่บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์

นายอิทธิ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และได้กำหนดให้การลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ ที่มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาหมอกควันสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เพื่อส่งเสริมการหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผาเพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ได้ประกาศ เรื่อง มาตรการบริหารการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) รวมทั้งดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผา และหันมาใช้เทคโนโลยี และวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ส.ป.ก.ได้มีมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 8/2566 เรื่อง กำหนดหน้าที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตรโดยการเผา มาดำเนินการและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ด้วย

“การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและพี่น้องเกษตรกรทุกคน ซึ่งการจัดตั้ง “ศูนย์รณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน” ถือเป็นรูปแบบกิจกรรมที่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วม และเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการดำเนินงานในระดับพื้นที่ ให้มีความเท่าทันต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการไม่เผานอกจากจะช่วยลดต้นทุน สภาพดินอุดมสมบูรณ์ แล้ว ยังดีต่อสุขภาพของเกษตรอีกด้วย และเชื่อมั่นว่ามาตรการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น รวมทั้งกิจกรรมในวันนี้นั้นจะสามารถทำให้การเผาและฝุ่น PM 2.5 ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม” นายอิทธิ กล่าว

ด้านนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า โครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เป็นกิจกรรมที่ ส.ป.ก.จัดขึ้น เพื่อลดการเผาของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยจัดตั้งศูนย์รณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อขยายผลองค์ความรู้ของศูนย์รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดินในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การผลิตสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน มีเป้าหมายประมาณ 1,550 ราย มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปรับเปลี่ยนพัฒนาพื้นที่สู่การลดเผาอย่างยั่งยืน และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
 

015

‘เกษตรกรตรัง’ จัดเมนูสะดิ้งจิ้งหรีดทอดกรอบทำเงิน

‘เกษตรกรตรัง’ จัดเมนูสะดิ้งจิ้งหรีดทอดกรอบทำเงิน

‘เกษตรกรตรัง’ จัดเมนูสะดิ้งจิ้งหรีดทอดกรอบทำเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.08 น.

13 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พิทักษ์ฟาร์ม เลขที่ 34/5 หมู่ที่ 2 ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง  นายพิทักษ์ ยศมูรธา อายุ 55 ปี เจ้าของฟาร์มและคนงาน ได้โชว์ฝีมือการทำเมนูสะดิ้ง จิ้งหรีดทอดกรอบ โรยด้วยใบมะกรูดทอด กินคู่กับซอสพริก ซึ่งเป็นเมนูอย่างง่าย แต่ถูกปาก ถูกใจใครหลายคน เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีธาตุเหล็ก แคลเซียมและเป็นอาหารโปรตีนทางเลือกสำหรับมนุษย์  ใช้เวลาเลี้ยง 20-30 วันก็จับขายได้ในราคากิโลละ 250 บาท แต่หากขายส่งจะตกอยู่ที่กิโลละ 180-200 บาท ซึ่งหากเลี้ยงต่อไปจนเป็นพ่อแม่พันธุ์ จะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 45-50 วันก็จับขายได้คู่ละ 5 บาท

โดยที่ฟาร์มแห่งนี้เลี้ยงจิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ ทองแดง สะดิ้งและจิ้งโกร่งรวม 4 สายพันธุ์ จำนวน 30 ลัง ซึ่งมีพร้อมขายอยู่นับแสนตัว ลูกค้าเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มคนเลี้ยงปลาสวยงาม เช่น ปลามังกร ปลาเสือตอ ปลาหมอสี นำไปใช้เป็นอาหารของปลา และมีร้านอาหารนำไปแปรรูป ทำอาหารได้หลากหลายเมนู

สำหรับ สะดิ้ง จิ้งหรีดและจิ้งโกร่ง เป็นแมลงปากกัด มีหนวดยาว มีขาที่ใหญ่และแข็งแรง กระโดดเก่ง โดยสะดิ้งจะตัวเล็กกว่าจิ้งหรีด แต่มีไข่เยอะกว่า ทำให้มีความมันกว่าจิ้งหรีดชนิดอื่น ส่วนจิ้งโกร่งตัวใหญ่กว่าสะดิ้งและจิ้งหรีด คนมักนิยมรับประทานมากกว่า ส่วนวิธีการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก แค่นำพ่อแม่พันธุ์มาใส่ไว้ในลังที่มีแผงไข่ที่ทำจากกระดาษ  เอามาวางซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น เพื่อเป็นที่หลบซ่อนตัว มีน้ำ มีอาหารทั้งอาหารเม็ดเล็ก เสริมด้วยใบมันสำปะหลัง ผักบุ้ง กล้วย ฟักทอง คะน้า หญ้ารูซี่ ผักตบชวา เพื่อเพิ่มโปรตีน ความหอมความมัน ทำให้แข็งแรง ปลอดภัย ไม่มีกลิ่นสาป โดยมีดินร่วนปนทรายหรือขี้เถ้าแกลบใส่ในภาชนะ เช่น ขันน้ำ หรือถาด เพื่อให้จิ้งหรีดวางไข่

โดยหลังมีการจับคู่ผสมพันธุ์กันแล้ว ทั้งสะดิ้งและจิ้งหรีดจะใช้เริ่มวางไข่ภายในเวลา 3-4 วัน และอีกประมาณ 20 วันก็เริ่มจับขายเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้แล้ว ซึ่งสะดิ้งและจิ้งหรีดจะวางไข่ได้ครั้งละ 200-300 ฟองต่อรุ่น ห่างกันรุ่นละ 15 วัน หรือตัวละ 500-1,000 ฟอง ก่อนที่ตัวเมียจะหมดอายุขัย การเลี้ยงใช้พื้นที่น้อย ให้อาหารไก่บดละเอียด 2-3 วันต่อครั้ง หมั่นดูแลเรื่องความสะอาด และศัตรู เช่น แมว นกและหนู เท่านี้ก็จะได้สะดิ้งและจิ้งหรีดออกขาย สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรเดือนละเกือบ 20,000 บาท และมีแบบแช่แข็งส่งขายออนไลน์ทั่วประเทศด้วย

นอกจากนี้ เกษตรกรยังรับทำตู้ไม้เลี้ยงจิ้งหรีด ให้คำแนะนำปรึกษา พร้อมทำตลาดให้กับเกษตรกรที่สนใจ และสอนการทำอาหารจากจิ้งหรีดให้ฟรี เช่น การทำน้ำพริกมะขามจิ้งหรีด แกงจิ้งหรีด ผักกะเพราจิ้งหรีด จิ้งหรีดทอดสมุนไพร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้นอกเหนือจากการขายสะดิ้งและจิ้งหรีดสด หรือแช่แข็ง ส่วนใครสนใจติดต่อได้ที่เพจ พันธุ์ปลาน้ำจืด พิทักษ์ฟาร์มหรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-4151392

.025