เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมติดตามงาน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมติดตามงาน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมติดตามงาน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.52 น.

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ, นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก., นางสาวชนัญพัทธ์ บุตรศรีธวัฒน์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ นำทีมคณะผู้บริหาร ส.ป.ก. ผู้ตรวจราชการ ผอ.สำนัก/กอง/ศูนย์ ลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ บ้านนาอิซาง ต.นายาง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์

การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้ ทางทีมผู้บริหาร ส.ป.ก. ได้เข้ากราบไว้ขอพรศาลคู่บารมีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริ บ้านนาอิซาง มีการพบปะเกษตรกรในพื้นที่ เยี่ยมชมร้านค้า และอุดหนุนสินค้าเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ร่วมกันปลูกต้นนายางเป็นที่ระลึก พร้อมรับฟังบรรยายประวัติความเป็นมาของศูนย์การเรียนรู้ฯ รวมถึงรายงานปัญหาและอุปสรรค พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไข เพื่อให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

.025

‘รมช.อิทธิ’ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

'รมช.อิทธิ' เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

‘รมช.อิทธิ’ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.38 น.

รมช.อิทธิ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา รับฟังปัญหาพี่น้องชาวนา ชวนมาร่วมจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนกับกรมการข้าว พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และเครื่องจักรทางการเกษตร

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เป็นประธานมอบนโยบายการดำเนินงาน และรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา และชาวนาในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายพัฒนศักดิ์ จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ผู้บริหารกรมการข้าวจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ผู้นำชาวนาตลอดจนภาคส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ตำบล ดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา

โอกาสนี้ในที่ประชุม รมช.อิทธิได้ร่วมพบปะพี่น้องชาวนา เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคที่พี่น้องชาวนาในพื้นที่ประสบปัญหา โดยนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้เชิญชวนให้พี่น้องชาวนาเข้ามาร่วมจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนกับกรมการข้าว ซึ่งกรมการข้าวพร้อมจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว และเครื่องจักรทางการเกษตรที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับศูนย์ข้าวชุมชน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่เข้าร่วม

ต่อจากนั้น รมช.อิทธิ ได้ร่วมปลูกต้นล่ำซำ ซึ่งถือเป็นไม้มงคลที่ให้ความหมายถึงการนำพาความเจริญรุ่งเรืองและความประสบผลสำเร็จ เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา และได้ร่วมเดินชมนิทรรศการองค์ความรู้ด้านข้าวที่หน่วยงานกรมการมาร่วมจัดแสดง อาทิ นิทรรศการการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี นวัตกรรมปลอดเผาปลูกข้าวยั่งยืน การจัดแสดงพันธุ์ข้าวพื้นถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา (ข้าวหอมจันทร์ฉะเชิงเทรา) เป็นต้น

-(016)

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ บูรณาการทำงาน ลดฝุ่นในเมืองกรุง ให้บิน2รอบต่อวัน

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ  บูรณาการทำงาน  ลดฝุ่นในเมืองกรุง  ให้บิน2รอบต่อวัน

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ บูรณาการทำงาน ลดฝุ่นในเมืองกรุง ให้บิน2รอบต่อวัน

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ว่าได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งปฏิบัติการบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้เทคนิคลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศผกผันด้วยการโปรยน้ำและโปรยน้ำแข็งแห้ง เพื่อเป็นการเจาะช่องบรรยากาศให้สามารถระบายฝุ่นละอองต่อไปได้ โดยแผนปฏิบัติการของกรมฝนหลวงฯ จะทำการบินทุกวันในช่วงเช้าตั้งแต่ 10.00 น. และช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 14.00 น. ใช้เวลาบินประมาณ20-30 นาที

สำหรับปีนี้เป็นปีแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำการบินในเขตพื้นที่ กทม.โดยบูรณาการร่วมกับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ในการกำหนดชั้นความสูงและกำหนดพื้นที่ กทม.ชั้นใน เพื่อทำปฏิบัติการลดฝุ่น ซึ่งบางจุดต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินของเครื่องบินเชิงพาณิชย์ชั่วคราว เพื่อให้การปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างปลอดภัย โดยพื้นที่ กทม.ชั้นใน จะจำกัดระดับความสูงไม่เกิน 3,000 ฟุต และหากจะทำการบินในพื้นที่ดังกล่าวได้จะต้องประสานงานล่วงหน้า เพื่อให้เครื่องบินจากสนามบินมีการเปลี่ยนเส้นทางบินชั่วคราว ประมาณ 10-20 นาที หลังจากนั้นจึงจะสามารถใช้เส้นทางบินได้ตามปกติ นับเป็นปีแรกที่กรมฝนหลวงฯ กับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ร่วมบูรณาการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขต กทม.ชั้นใน อย่างเป็นรูปธรรม

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน  ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2568 ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยมีคณะผู้บริหาร และผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีประเด็นสำคัญเพื่อรับทราบ ดังนี้ 1.การขับเคลื่อนการดำเนินงานขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกระทรวงเกษตรฯ และ 2.แผนงานโครงการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ ภายใต้แผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2568

นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาตัวชี้วัดกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2568 (โครงการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่) และพิจารณาการกำหนดตัวชี้วัดกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2569 รวมถึงแนวทางและแผนงานโครงการ ปีงบประมาณ 2569

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง น.ส.สุมาลี เมืองมีศรี หรือพี่ไหม อายุ 43 ปี อดีตพนักงาน อบต.แห่งหนึ่งใน จ.กระบี่ ดีกรีปริญญาโท ได้กลับบ้านเกิดที่ จ.ตรัง เพื่อทำงานอิสระตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน ซึ่งเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว เห็นต้นตะลิงปลิงริมรั้วออกลูกดกเต็มต้น แต่ถูกปล่อยให้ร่วงหล่น เพราะขายไม่ได้ราคา ส่วนมากจะขอกินฟรีหรือแจกกันในชุมชน เพื่อเอาไปแกงส้ม ต้มส้ม ต้มยำและตำน้ำพริก โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนมกราคม-ต้นเดือนมีนาคมของทุกปี จะเป็นฤดูกาลของลูกตะลิงปลิงซึ่งมีรสเปรี้ยวฝาด ซึ่ง 1 ปีจะมีให้กินแค่ 1 ครั้ง ทำให้เกษตรกรเกิดแนวคิดที่จะนำลูกตะลิงปลิงริมรั้วไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยรับซื้อลูกตะลิงปลิงผลสดจากชาวบ้านในราคากิโลกรัมละ 8 บาท นำมาล้างทำความสะอาด และดองเกลือทิ้งไว้ 3 คืนก่อนจะนำมาเชื่อมเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง พักไว้ให้อุ่นแล้วตักใส่ถังทิ้งไว้อีก 3 คืนจึงนำมาตากแห้งหรืออบแห้งอีก 1 วัน ก็สามารถบรรจุใส่ถุงขายได้กิโลกรัมละ 500 บาท สร้างรายได้ประมาณ 2,000-2,500 บาทต่อสัปดาห์หรือเดือนละ 10,000 บาท

โดยเกษตรกรได้นำไปขายในงานออกบูธ งานโอท็อป ห้างสรรพสินค้าและที่ตลาดเกษตรทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด มียอดสั่งจองล่วงหน้า จนทำแทบไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า เพราะทำขายเป็นเจ้าเดียวในอำเภอย่านตาขาว จ.ตรัง จึงยังไม่มีคู่แข่ง อีกทั้งมีหลายขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา 7-8 วันจึงจะได้กิน ทำให้เกษตรกรรายอื่นถอดใจ ยกเว้นพี่ไหมที่ยังรับซื้อลูกตะลิงปลิง และทำตะลิงปลิงอบแห้งขาย สร้างรายได้เสริมให้อย่างงดงาม ส่วนใครสนใจติดต่อได้ทางเพจ/เฟซบุ๊ก “สุมาลี เมืองมีศรี” หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 089-8684537

เทคโนโลยี ‘4n’ ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

เทคโนโลยี '4n' ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

เทคโนโลยี ‘4n’ ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.18 น.

เทคโนโลยี “4n” ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือกัน เพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง  เห็นได้จากมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐเป็นแกนกลางนำดำเนินการ เช่น กิจกรรมลงแขกลงคลองกำจัดปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ การอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจับปลาบางชนิดที่ผิดกฎหมาย  จากนั้นปล่อยปลานักล่าตามกำจัดลูกปลาหมอคางดำทันที ฯลฯ หลากหลายความพยายามที่เกิดขึ้น กำลังสร้างผลกระทบเชิงบวก นำไปสู่การผลลัพธ์ในการลดพื้นที่ระบาดของปลาหมอคางดำจาก 19 จังหวัด เหลือ 17 จังหวัดในปัจจุบัน  

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญและจะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ คือการใช้เทคโนโลยีเหนี่ยวนำโครโมโซม เพื่อทำให้ปลาเป็นหมัน  เป็นไปตามมาตรการที่ 6 จากทั้งหมด 7 มาตรการในการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  วิธีนี้เป็นการนำหลักพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อการควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์ของมัน

เทคนิคนี้จะเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม จากเดิมที่มีจำนวนชุดโครโมโซมตามธรรมชาติ 2 ชุด หรือ 2n ให้เป็นปลาหมอคางดำที่มีชุดโครโมโซม 4 ชุด หรือ 4n  โดยใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 40 °C เป็นระยะเวลา 5 นาที  จากนั้นจะนำปลาหมอคางดำ 4n เพศผู้ ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำซึ่งมีชุดโครโมโซม 2n ในธรรมชาติ โดยลูกปลาหมอคางดำที่ได้จากการผสมในลักษณะนี้จะเป็นลูกปลา ที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด หรือ 3n  และเป็นปลาที่มีลักษณะเป็นหมัน ไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เมื่ออธิบดีกรมประมงประกาศความสำเร็จเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2568 มันไม่ใช่แค่ข่าวดี แต่เป็นสัญญาณแห่งความหวังที่จับต้องได้

“มาตรการนี้จะช่วยลดจำนวนปลาชนิดนี้ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นับเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมประชากรของปลาชนิดนี้ในอนาคต”  อธิบดีกรมประมงกล่าว ขณะปล่อยปลาหมอคางดำที่ได้รับการเหนี่ยวนำโครโมโซมให้เกิดลูกเป็นหมันลงในแหล่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการสร้างปลา 4n จำนวนมากให้เพียงพอ และยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่า โครงการนี้จะสัมฤทธิ์ผล ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำให้อยู่หมัดได้ภายใน 3 ปี  

เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยในการควบคุมปลาหมอคางดำ แต่ยังมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ที่ต้องการควบคุมประชากรสัตว์น้ำที่ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น การปล่อยปลา 4n ลงในแหล่งน้ำที่มีการระบาดอยู่ ถือเป็นการเดินหน้าอย่างมั่นคง  ช่วยสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ และจะตามด้วยการปล่อยปลาพื้นถิ่นฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ต่อไป 

ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และหนึ่งในความร่วมมือที่น่าสนใจคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำในเฟส 2 จำนวน 600,000 กิโลกรัม โดยจะนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในสวนยางพารา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือตัวอย่างที่ดีในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ที่ทุก ๆ คนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหานี้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเกินจริง ขอเพียงอย่าให้เสียงจากคนบางกลุ่มที่พยายามสร้างกระแสสวนทาง มาบั่นทอนกำลังใจของคนทำงานได้เท่านั้นพอ./  

เรื่องโดย นิกร ประกอบดี

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

หนุนเกษตรกรเข้มแข็ง! ประมงเพชรบุรี-ซีพีเอฟ เปิดกองทุนปลากะพงสู้ภัยปลาหมอคางดำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.57 น.

สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรตำบลน้ำเค็ม อำเภอเขาย้อย จัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีปลานักล่าเพื่อจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกึ่งธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงให้ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น คิกออฟสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 5,000 ตัวแก่เกษตรกร 24 ราย  

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในการจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมงเพชรบุรีร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรตำบลเขาย้อย จัดตั้ง “กองทุนปลากะพง” ช่วยให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขาย้อยมีเงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาปลานักล่า เริ่มต้นจากเกษตรกร 24 ราย และจะขยายผลไปให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป โดยมีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงเป็นทุนตั้งต้นสำหรับการเปิดตัวโครงการครั้งนี้ 

“กองทุนปลากะพง เกษตรกรรุ่นแรกนำปลานักล่าที่เลี้ยงเพื่อเป็นปลานักล่าในบ่อมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาต่อยอดเป็นกองทุนหมุนเวียน ใช้ซื้อปลานักล่าขนาดเล็กสำหรับนำไปปล่อยในบ่อของเกษตรกรรายอื่นๆ ในกลุ่มต่อไป เพื่อให้เกษตรกรได้มีผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดีขึ้น นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถฟื้นฟูอาชีพและรักษาสมดุลระบบนิเวศในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายประจวบกล่าว

ประมงเพชรบุรี ดำเนินโครงการ “กองทุนปลากะพง” เพื่อแก้ปัญหาปลาหมอคางดำแบบครบวงจร โดยดำเนินการควบคู่กับการควบคุมปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ กิจกรรม “ลงแขกลงคลอง”  การปล่อยปลานักล่า การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำปลาร้าหมอคางดำ การทำน้ำปลาหับเผย ที่ประมงเพชรบุรีตั้งเป้าผลักดันให้เป็นสินค้าประจำจังหวัดต่อไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ

ด้าน นางกาญจนา โชติช่วง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตำบลบางเค็ม กล่าวว่า พันธุ์ปลากะพงขาวที่ได้รับการสนับสนุนจำนวน 5,000 ตัวจะแจกจ่ายให้เกษตรกรรายละประมาณ 200-220 ตัว สำหรับนำไปปล่อยในบ่อดินที่ใช้เลี้ยงกุ้งและปู เพื่อช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำ ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดี

ขณะที่ นายพล ป้านสุวรรณ เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ กล่าวว่า “ปลากะพงขาวจะถูกนำไปปล่อยในบ่อเลี้ยงกุ้ง ปลากะพงสามารถหากินเองได้ โดยจัดการลูกปลาหมอคางดำ ช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ของเกษตรกร และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำปลากะพงมาจำหน่ายอีกด้วย”

นอกจากนี้ กรมประมงยังเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรเกี่ยวกับแนวทางการจัดการปลาหมอคางดำ ควบคู่กับการพัฒนาเพาะพันธุ์ปลาหมอคางดำ 4n เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผลักดันให้เกิดการใช้วิธีธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ

‘บุรีรัตน์’ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ

'บุรีรัตน์'ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ

‘บุรีรัตน์’ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.37 น.

‘บุรีรัตน์’ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2568 ที่ห้องประชุมกรมชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เข้าร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ (Project Director) เสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 15 (2/2568) โดยมีรองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา นายเดช เล็กวิชัย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะทำงานบริหารโครงการคณะขับเคลื่อนผลผลิตที่ 1-3 เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน ความคืบหน้าของโครงการ ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขของผลผลิตที่ 1 – 3 รวมทั้งพิจารณาแผนการเบิกจ่ายในไตรมาส 1/2568 และผลการเบิกจ่ายภาพรวมของโครงการ ภายใต้ “โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” 

ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ Project Director

ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ Project Director

ผอ.สำนักบริหารโครงการ ชป. ร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ Project Director

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.55 น.

5 กุมภาพันธ์ 2568 นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เข้าร่วมประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ (Project Director) เสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 15 (2/2568) โดยมีรองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา นายเดช เล็กวิชัย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะทำงานบริหารโครงการคณะขับเคลื่อนผลผลิตที่ 1-3 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานความคืบหน้าของโครงการ ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขของผลผลิตที่ 1 – 3 รวมทั้งพิจารณาแผนการเบิกจ่ายในไตรมาส 1/2568 และผลการเบิกจ่ายภาพรวมของโครงการ ภายใต้ “โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” ณ ห้องประชุมกรมชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

เกษตรฯรับมอบสนามบินตาก ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ

เกษตรฯรับมอบสนามบินตาก  ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ

เกษตรฯรับมอบสนามบินตาก ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีส่งมอบ-รับมอบความรับผิดชอบการบริหารท่าอากาศยานตาก จากกรมท่าอากาศยานให้กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมีนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กรมฝนหลวงฯ ใช้ประโยชน์ในภารกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงฯพัฒนาปรับปรุงท่าอากาศยานตาก ให้เป็นศูนย์หลักในการปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศ และสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ได้เต็มประสิทธิภาพ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567

นายอิทธิกล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ปัญหาด้านมลพิษทางอากาศภาคเหนือรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ซึ่งปฏิบัติการฝนหลวง ช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว และปัญหาภัยแล้งให้เกษตรกรในภาคเหนือ ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 กรมฝนหลวงฯ ได้มีหนังสือถึงกรมท่าอากาศยาน แจ้งความประสงค์ขอใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานตาก เพื่อการบินปฏิบัติการฝนหลวง และขอรับโอนท่าอากาศยานตาก เพื่อพัฒนาปรับปรุงท่าอากาศยานดังกล่าวเป็นศูนย์หลักในการปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศ การปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาภัยแล้งการปฏิบัติการดับไฟป่า และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอิทธิกล่าวอีกว่า กรมฝนหลวงฯ ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จ.ตาก โดยเล็งเห็นว่าปัจจุบันท่าอากาศยานตาก ไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ทำการบินแบบประจำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 จึงเป็นการลดภาระด้านงบประมาณที่ต้องจัดสรรให้กรมท่าอากาศยาน รวมถึงเป็นการให้ทางราชการสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ท่าอากาศยานตาก ได้อย่างเต็มที่ และเป็นการกระจายงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนให้กรมท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ เป็นการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ด้านนายราเชนกล่าวว่า สำหรับท่าอากาศยานตาก ก่อสร้างในปี พ.ศ.2516 บนพื้นที่ 1,300 ไร่ ตั้งอยู่ใน ต.น้ำรึม อ.เมือง จ.ตาก เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2518 เดิมถูกกำหนดเป็น Local Airport แต่เนื่องจากการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางอากาศของภาคเหนือสอดคล้องกับการเติบโตของการเดินทางในภาคเหนือตอนบน ที่มีศักยภาพในการยกระดับเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค จึงทำให้ท่าอากาศยานตาก ไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ทำการบินมาเป็นเวลานาน กรมท่าอากาศยาน จึงมอบหมาย
ความรับผิดชอบและบริหารท่าอากาศยานตาก ให้กับกรมฝนหลวงฯ พัฒนาปรับปรุงให้เป็นศูนย์หลักในการบินปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน