ปลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น เร่งรัดบริหารจัดการ เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา ให้ตระหนักถึงโทษ

ลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น  เร่งรัดบริหารจัดการ  เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา  ให้ตระหนักถึงโทษ

ปลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น เร่งรัดบริหารจัดการ เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา ให้ตระหนักถึงโทษ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่าได้เตรียมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ภาคการเกษตร ในระดับพื้นที่ รวมทั้งมาตรการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ไม่เผา จะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากทางภาครัฐ นอกจากนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในระดับภูมิภาค เร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงโทษของการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม และเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ด้วย

ส่วนผลการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พบว่าภายหลังปฏิบัติการฝนหลวง
ค่าความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีแนวโน้มลดลง ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจากการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด พบว่าอันดับของ กทม.จากเดิมที่มีค่าคุณภาพอากาศ (AQI) เท่ากับ 168 (อันดับที่ 14) เปลี่ยนเป็นค่าคุณภาพอากาศ (AQI) เท่ากับ 134 (อันดับที่ 21) แสดงว่า กทม.เป็นเมืองที่มีค่ามลพิษทางอากาศลดลง เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มคุณภาพอากาศภาพรวมในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จะดีขึ้นตามลำดับก็ตาม แต่ยังต้องขอความร่วมมือจากประชาชนและเกษตรกร ร่วมกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลภาวะและฝุ่นละอองในอากาศรวมทั้งลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ  ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่วมถก : ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ โดยเสนอถึงความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ซึ่งไทยได้ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ในระหว่างผู้นำของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและแนวทางในการผลักดันให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว

ศ.ดร.นฤมล ได้นำเสนอในที่ประชุม ว่าประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงเกษตรกรไทยที่สูงวัย
มากขึ้น ทำให้ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพทำนา ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้นำรูปแบบการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง มาทดลองโดยเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 25-40ลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 50 และช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งจะสามารถต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต และยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

“สิ่งสำคัญคือการสร้างการรับรู้ของเกษตรกรถึงประโยชน์ของการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของนานาประเทศที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุม COP 26 การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายเกษตรกร
รุ่นใหม่ เช่น Smart Farmers/ Young Smart Farmers/ Agricultural Village Volunteer เพื่อขยายผลองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุน คือโครงสร้างพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิมมาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง ทั้งในเรื่องของชลประทาน ตลอดจนการปรับหน้าดินของแปลงนา โดยปัจจุบัน เรามีกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ประการแรก คือ การสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร ให้สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตแบบดั้งเดิมให้เป็นการผลิตที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

นอกจากนี้การยกระดับภาคเกษตรไทยให้เป็นเกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโลก ผลักดันแนวคิด ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยภาครัฐ นำเทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-Tech) มาใช้ เพื่อให้คนในภาคการเกษตรสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ เร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร มีเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ คำนึงถึงการรองรับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมอบนโยบายให้กรมพัฒนาที่ดิน ประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกร หยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น รณรงค์การไถกลบตอซัง ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากนวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.2 และรณรงค์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุทางการเกษตรโดยใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.1 เพื่อช่วยให้ดินดีคงความอุดมสมบูรณ์ ไม่ถูกทำลาย และยังช่วยบำรุงดินให้มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น เกิดความสมดุลของระบบนิเวศดินแล้ว ยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนด้วย

“กรมพัฒนาที่ดิน จัดงาน “Kick off ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ที่บ้านเตาไหหมู่ 6 ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ร่วมกับ 71 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่อการเผา (Hot Spot) ทั่วประเทศ โดยถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านระบบ Zoom Conference Meeting และ Facebook Live ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่เผา หันมาไถกลบตอซังเป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน และสาธิตวิธีการไถกลบตอซังที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 ภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากการเผาตอซังพืช ตามเป้าหมายของประเทศที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2608” นายทวีศักดิ์ กล่าว

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ  รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะประธานเครือข่าย ASEAN Climate Resilience Network (ASEAN-CRN) กล่าวในการประชุมวิชาการนานาชาติ ภายใต้หัวข้อ “การเฉลิมฉลองทศวรรษแห่งความร่วมมือ ในระดับภูมิภาคเพื่ออนาคตเกษตรกรรมที่ยั่งยืน” และงาน 10th Anniversary of ASEAN Climate Resilience Network (ASEAN-CRN) ว่านอกจากความร่วมมือในระดับภูมิภาคกับสมาชิกเครือข่าย ยังขับเคลื่อนต้นแบบในระดับประเทศ ด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศของไทย อาทิ การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในภาคเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับปรุงพันธุ์ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีการผลิตที่รองรับสภาวะอากาศวิกฤติ หรือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ขยายผลเทคโนโลยีงานวิจัยเกี่ยวกับชีวภัณฑ์ และปุ๋ยชีวภาพ ในนาข้าว

ก่อตั้งกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่ และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร พร้อมทั้งเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต ภายใต้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมเป็น (Validation and Verification Body) VVB แล้วจำนวน 31 ราย รวมถึงจัดทำ platform เพื่อขอรับรองคาร์บอนเครดิตจากการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ ตามกรอบโครงการ T-VER ของ อบก.

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนของไทย จะขยายผลจากพื้นที่นำร่องไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมเพิ่มขึ้น และผลักดันให้มีผลครอบคลุมในระดับภูมิภาค เช่น การลดการเผาตามมาตรฐานการผลิตพืช หรือ GAP Zero burning ซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับมาตรการกำหนดการนำเข้าผลผลิตจากประเทศคู่ค้าต่างๆ เป็นต้น

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เตรียมจัดยิ่งใหญ่’งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568’

'อธิบดีทวีศักดิ์'เตรียมจัดยิ่งใหญ่'งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568'

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เตรียมจัดยิ่งใหญ่’งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 21.26 น.

เมื่อวัน 9 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมพิธีเปิดงานวันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” ในด้านต่างๆ อาทิ สถานที่และพิธีการ นิทรรศการ ระบบการถ่ายทอดสด ฯลฯ ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมวันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดินในครั้งนี้ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน สร้างขวัญกำลังใจในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันของหมอดินอาสา  รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา ซึ่งภายในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นการสร้างแบรนสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมรับชมถ่ายทอดสด (Live) ผ่านเพจกรมพัฒนาที่ดิน ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 09.45 น.เป็นต้นไป

– 006

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

'นฤมล'นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.47 น.

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย ลุยขยายตลาดสร้างโอกาสสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พบนายหม่าเจิงจวิน ประธานสมาคมตลาดค้าส่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  (China Agriculture Wholesale Market Association : CAWA) เพื่อแสวงหาโอกาสในการค้าสินค้าเกษตรของไทย

โดย นางนฤมล เปิดเผยว่า บริษัท CAWA ได้นำเข้าสินค้าเกษตรต่าง ๆ จากไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย โดยมีการนำเข้าทุเรียนมากที่สุด รวมมูลค่า 83 ล้านหยวน ซึ่งทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในตลาดจีน โดยมีปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงกุ้งขาวแวนนาไมจากไทย 177.3 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10.61 ล้านหยวน และตั้งแต่จีนระงับการนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่น CAWA เห็นว่า ไทยจะมีโอกาสในการส่งออกสินค้าประมงเพิ่มมากขึ้น บริษัท CAWA ขอให้ภาครัฐส่งเสริมและสนับสนุนการส่งรังนกที่มีคุณภาพดีของไทยมายังจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคชาวจีน 

ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี เช่น รหัสติดตาม (traceability code) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในจีน ซึ่งสามารถสแกนรหัสและรู้ได้ทันทีว่า สินค้านี้มาจากประเทศไหน การสร้างระบบแหล่งที่มาของสินค้าให้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ในอนาคต และเพื่อให้สามารถสร้างความได้เปรียบด้านแบรนด์ที่สำคัญในรสชาติและความประทับใจของผู้บริโภคชาวจีน

นางนฤมล กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายตลาดเชิงรุก เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยส่งออกจีนมากเป็นอันดับ 1 และมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสินค้าจีนก็ส่งออกไปยังไทยมากเช่นกัน ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีไทย ได้อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เพื่อให้ไทยสามารถขนส่งสินค้าเกษตรไปจีนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

และเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ไทยและจีนได้มีการลงนามพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบกักกันโรค และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ของกรมประมงที่มาจากการเพาะเลี้ยงส่งออกมายังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และหวังว่าจะมีการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำคุณภาพของไทยมายังจีนเพิ่มมากขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขับเคลื่อนการส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้มีการเดินหน้าเจรจายกระดับเปิดตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และจะมีความร่วมมือในระยะอันใกล้นี้  ทั้งนี้ ตลาดจีนยังมีความต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดไปยังจีนได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.07 น.

9 กุมภาพันธ์ 2568 นาย ขุนทิศ วัย 60 ปี เกษตรกรบ้านเกาะแต้ว หมู่ 6 ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่ง ซึ่งทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลัก และปลูกผักเสริมรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยจะใช้พื้นที่ประมาณ 1.5 ไร่ ปลูกพืชผักอายุสั้นผสมผสานหลากหลายชนิดหมุนเวียนกันไป และหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถปลูกพืชผักได้ เนื่องจากแปลงที่ปลูกเป็นที่ลุ่ม ต้องพักแปลง และขณะนี้ก็ได้เริ่มทยอยปลูกพืชผักอายุสั้นได้แล้ว โดยได้ทำการปลูกไปแล้วประมาณ 1 ไร่  ประกอบด้วย บวบช่อ มะระขี้นก กระเจี๊ยบเขียว ถั่วพู แตงกวา พริกขี้หนู  ผลผลิตที่สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว คือ บวบช่อ มะระขี้นก กระเจี๊ยบเขียว และถั่วพู ส่วนแตงกวา และพริกขี้หนู ยังไม่ให้ผลผลิต

พืชที่ปลูก เน้นพืชอายุสั้นและให้ผลผลิตเร็ว ปัญหาศัตรูพืชน้อย เหมาะกับการปลูกในช่วงหน้าแล้ง  ทั้ง มะระขี้นก  บวบช่อ และกระเจี๊ยบเขียว ปลูกเพียง 1 เดือน เริ่มให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวบริโภคและจำหน่ายได้แล้ว

นางพิรญาณ์ฯ กล่าวว่า “สำหรับการปลูกพืชผักของตน จะปลูกโดยใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม และหยอดเมล็ดปลูก ขณะที่ต้นพืชยังเล็กให้น้ำวันละครั้ง พอต้นโตขึ้นจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ใส่ปุ๋ยเคมีบ้างเล็กน้อย ให้น้ำ วันเว้นวัน พืชก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี วันนี้เก็บผลผลิตมะระขี้นก บวบช่อ ถั่วพู และกระเจี๊ยบเขียว ได้ประมาณ 10 กิโลกรัม โดยจะเก็บวัน เว้น วัน และนำไปจำหน่ายในตลาดนัดชุมชน ราคาขายส่งให้แม่ค้ากิโลกรัมละ 80 บาท แต่ถ้าแบ่งขายปลีกจะได้ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ราคาผลผลิตการเกษตรดีต่อเนื่อง จึงทำให้ครอบครัวมีรายได้จากการขายผักครั้งละไม่น้อยกว่า 800 บาท อีกทั้งผลผลิตเป็นที่ต้องการของแม่ค้าที่รับไปจำหน่ายและผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจากเป็นพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ ที่ผลิตเน้นการใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก ใช้ปุ๋ยเคมีเพียงเล็กน้อย ใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตปลอดภัย ตามความต้องการของตลาด หากพี่น้องเกษตรกรสนใจพืชผักปลอดภัยไว้บริโภค มาเยี่ยมชมและนำไปบริโภคได้ สอบถามเพิ่มเติม 08 -7397- 1088

.025

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

เลขาธิการ ส.ป.ก. นำทีมลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านนาอิซาง

วันเสาร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.37 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวชนัญพัทธ์ บุตรศรีธวัฒน์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ และคณะผู้บริหาร ส.ป.ก. ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการสำนัก/กอง/ศูนย์ ลงพื้นที่ติดตามงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ บ้านนาอิซาง ตำบลนายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์

การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะผู้บริหาร ส.ป.ก. ได้เข้ากราบสักการะและขอพรศาลคู่บารมี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระยาพิชัยดาบหัก เพื่อความเป็นสิริมงคลและหนุนนำการปฏิบัติภารกิจเป็นผลสำเร็จ จากนั้น เลขาธิการส.ป.ก.และคณะได้เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริบ้านนาอิซาง ได้พบปะเกษตรกรในพื้นที่ เยี่ยมชมร้านค้า และอุดหนุนสินค้าเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมรับฟังการบรรยายประวัติความเป็นมาของศูนย์การเรียนรู้ฯ รวมถึงรายงานปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อพัฒนางานและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้นตลอดไป

-(016)

กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ ‘ไถกลบตอซังคนละครึ่ง’ ในพื้นที่นาข้าว หยุดเผา! ลดฝุ่น PM 2.5

กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ 'ไถกลบตอซังคนละครึ่ง' ในพื้นที่นาข้าว  หยุดเผา! ลดฝุ่น PM 2.5

กรมพัฒนาที่ดิน รณรงค์ ‘ไถกลบตอซังคนละครึ่ง’ ในพื้นที่นาข้าว หยุดเผา! ลดฝุ่น PM 2.5

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 21.52 น.

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เวลา 14.00 น. กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จัดพิธีเปิดงานโครงการรณรงค์ไถกลบตอซังคนละครึ่ง ภายใต้แนวคิด “สลายตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยได้รับเกียรติจาก นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวรายงาน นายประทีป นทีทวีวัฒน์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวต้อนรับ นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ  นายชาคริต อินนะระ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินในสังกัด สพข. 1  ผู้แทนหน่วยงานราชการ เอกชน หมอดินอาสา เกษตรกร เข้าร่วมงานกว่า 300 คน และภายหลังพิธีเปิดรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมสาธิตการไถกลบตอซังและเทน้ำหมักชีวภาพเพื่อย่อยสลายตอซังข้าว ณ แปลงนาเกษตรกร ข้างบริษัท เอส.เค. 2002 การโยธา จำกัด ตำบลคลองสวน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีการถ่ายทอดสด Facebook live ผ่านเพจกรมพัฒนาที่ดิน 

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขานรับนโยบายรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 (PM 2.5) จากภาคการเกษตร โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน จัดงาน โครงการรณรงค์ไถกลบตอซังคนละครึ่ง ภายใต้แนวคิด “สลายตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 และร่วมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2613 ด้วยการไถกลบตอซังข้าวแทนการเผา จึงขอให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกัน เพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สนับสนุนและผลักดันกิจกรรมของทุกหน่วยงาน ให้เกิดความตระหนักรู้ ถึงปัญหาจากการเผาที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรดิน ลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการสามารถทำนาได้ทั้งปีเนื่องจากอยู่ในเขตชลประทาน หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีฟางข้าวและตอซังเหลือในแปลงนาจำนวนมาก  ซึ่งบางส่วนถูกเผาทำลาย ส่งผลให้ดินเสื่อมโทรม สูญเสียจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และก่อให้เกิดมลพิษ กรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรดิน และเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกร ลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร จึงมอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรปราการ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 จัดงานโครงการรณรงค์ไถกลบตอซังคนละครึ่ง ภายใต้แนวคิด “สลายตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568  เพื่อสร้างความตระหนักให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมที่ไม่เผาฟางและตอซังพืช รวมถึงรณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนให้องค์ความรู้แก่เกษตรกรในด้านการใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อหมักฟางข้าวและตอซังให้เกิดเป็นปุ๋ยในแปลงนา ร่วมกับการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้โครงสร้างดินเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดความเป็นพิษจากดินเค็ม สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน และยังช่วยลดปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละออง และลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลด และเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 (PM 2.5) จากภาคการเกษตร และสอดคล้องกับมาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย

“กรมพัฒนาที่ดิน จะเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรทั่วประเทศ ต่อยอดการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนนโยบายลดการเผาในภาคการเกษตร เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ลดฝุ่น PM 2.5 และสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตรกรรมไทย“ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน โครงการรณรงค์ไถกลบตอซังคนละครึ่ง ภายใต้แนวคิด “สลายตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการไม่เผาฟางและตอซังพืช ลดปัญหาหมอกควัน มลพิษจากฝุ่นควัน ไม่ทำลายโครงสร้างดินและจุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์ รวมถึงทำให้เห็นประโยชน์ของการไถกลบตอซังแทนการเผาที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และปรับปรุงโครงสร้างของดินให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

กรมการข้าว หารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญ ติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามเป้า

กรมการข้าว หารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญ ติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามเป้า

กรมการข้าว หารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญ ติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามเป้า

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.54 น.

กรมการข้าว หารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญ ติดตามการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสำคัญของกรมการข้าว โดยมีผู้บริหารกรมการข้าวจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เข้าร่วมการประชุมฯ ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting

การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อติดตาม เร่งรัด การใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย ตลอดจนให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น บรรลุวัตถุประสงค์ และเกิดประสิทธิผลกับเกษตรกรอย่างสูงที่สุด