‘กรมฝนหลวง’ขออนุญาต เพิ่มเที่ยวบินลดฝุ่น PM2.5 กทม.

'กรมฝนหลวง'ขออนุญาต เพิ่มเที่ยวบินลดฝุ่น PM2.5 กทม.

‘กรมฝนหลวง’ขออนุญาต เพิ่มเที่ยวบินลดฝุ่น PM2.5 กทม.

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

“อิทธิ”สั่งฝนหลวงกรมฝนหลวงและการบินเกษตรขออนุญาตวิทยุการบินเพิ่มเที่ยวบินเข้าปฏิบัติการเจาะชั้นบรรยากาศเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กทม.เพิ่ม ในห้วงเวลาที่ไม่กระทบกับเที่ยวบินพาณิชย์

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้หารือเบื้องต้นกับนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมถึงการขออนุญาตให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเพิ่มเที่ยวบินเข้ามาปฏิบัติการเจาะชั้นบรรยากาศเพื่อระบายฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในในห้วงเวลาที่ไม่กระทบกับเที่ยวบินพาณิชย์ 

ทั้งนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ปฏิบัติการโปรยน้ำแข็งแห้งหรือสเปรย์น้ำแช่น้ำแข็งในชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผันที่ขวางกั้นฝุ่นละอองอยู่ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นช่องให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กลอยผ่านช่องนี้ขึ้นสู่บรรยากาศชั้นบนได้ ปฏิบัติการทั้งช่วงเช้าและบ่าย โดยขึ้นบินจากฐานปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน กาญจนบุรี และระยอง แต่ในช่วงที่กรุงเทพฯ มีค่าฝุ่นสะสมถึงระดับสีแดง จะเสนอให้วิทยุการบินพิจารณาอนุญาตเพิ่มเที่ยวบิน แต่ต้องไม่กระทบกับเที่ยวบินพาณิชย์

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังเตรียมมาตรการสร้างแรงจูงใจลดการเผาในพื้นที่เกษตร ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้ลดจุดความร้อนในทุกพื้นที่ โดยมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ จะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 เพื่อให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัวและให้รับทราบว่า ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเกษตรกรที่ไม่เผา จะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากภาครัฐ แต่รายใดที่เผา ถ้ารัฐมีมาตรการช่วยเหลืออะไร จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ตลอดจนมีมาตรการทางกฎหมายด้วย

ขณะที่นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า จะมอบหมายให้วิทยุการบินพิจารณาว่า สามารถเพิ่มการอนุญาตเที่ยวบินของกรมฝนหลวงฯ เข้าปฏิบัติการลดฝุ่นในกทม. ได้อีกหรือไม่ โดยในปัจจุบันอนุญาตให้บินทั้งช่วงเช้าและบ่ายรวม 12 เที่ยวบิน นอกจากนี้ยังอนุญาตเพิ่มเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานหัวหินให้ด้วยเนื่องจากระยะนี้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กวิกฤติในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนหลายพื้นที่

รมช.เกษตรฯเยี่ยมตลาดฯ ร่วมชิงปลาในพื้นที่ภูเก็ต

รมช.เกษตรฯเยี่ยมตลาดฯ  ร่วมชิงปลาในพื้นที่ภูเก็ต

รมช.เกษตรฯเยี่ยมตลาดฯ ร่วมชิงปลาในพื้นที่ภูเก็ต

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมการซื้อขายสัตว์น้ำของตลาดชิงปลาบ้านในยาง ที่ตลาดชิงปลาบ้านในยาง ต.สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยตลาดดังกล่าวเป็นตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าประมงที่จับได้จากเรือประมงพื้นบ้าน สัตว์น้ำมีความสดใหม่ ปลอดสารพิษ ซึ่งบรรยากาศในการขาย เมื่อชาวประมงเทปลาลงบนแผงขายปลาเล็กๆก็จะมีการยื้อแย่งปลาและสัตว์น้ำให้กับผู้คนที่มาซื้อสัตว์น้ำนั้น และมีการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นชื่อ “กลุ่มประมงพื้นบ้านตลาดชิงปลาหาดในยาง”

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการประมง ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมเรือประมง เครื่องมือทำการประมง และแผงปลาสำหรับขายสัตว์น้ำ และงบประมาณภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการประมงสนับสนุนการท่องเที่ยว กับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ จ.ภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม กรมประมง มีแผนดำเนินงานให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถยกระดับมาตรฐานการจำหน่ายสัตว์น้ำให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย และมีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้ตลาดขายสัตว์น้ำ “ตลาดชิงปลา” เป็นที่รู้จักในกลุ่ม

เกษตรกรเชียงรายยื่นใช้สิทธิ์แก้หนี้ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูลูกหนี้ธ.ก.ส

เกษตรกรเชียงรายยื่นใช้สิทธิ์แก้หนี้  สมาชิกกองทุนฟื้นฟูลูกหนี้ธ.ก.ส

เกษตรกรเชียงรายยื่นใช้สิทธิ์แก้หนี้ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูลูกหนี้ธ.ก.ส

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) เปิดเผยว่า ด้วยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 มีมติรับทราบและเห็นชอบให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่แสดงความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เบื้องต้นจำนวน 16,794 ราย และที่แจ้งเพิ่มเติมภายหลัง ที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ถูกต้องครบถ้วนแล้ว และ เป็นหนี้ NPL ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ให้ได้สิทธิเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง เพื่อทดแทนเกษตรกรตามกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณจำนวน 15,481,657,199.77 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 และจังหวัดเชียงราย มีเกษตรกรได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ สถาบันเจ้าหนี้ธ.ก.ส. จำนวน 46 ราย

ทั้งนี้ สำนักงาน กฟก.จังหวัดเชียงรายได้ประสานแจ้งให้เกษตรกรตามรายชื่อ จำนวน46 ราย ดำเนินการยื่นแบบเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 สถาบันเจ้าหนี้ ธ.ก.ส. ณ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ชั้น 1 โดยกำหนดให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 27 มกราคม 2568 เพื่อส่งมอบให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการจัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฯ ให้เกษตรกร ตามขั้นตอนต่อไป

‘นฤมล’ร่วมหารือ รมต.เกษตร จากหลายประเทศ ลุยขยายฐานตลาดสินค้าเกษตรกรไทย

'นฤมล'ร่วมหารือ รมต.เกษตร จากหลายประเทศ ลุยขยายฐานตลาดสินค้าเกษตรกรไทย

‘นฤมล’ร่วมหารือ รมต.เกษตร จากหลายประเทศ ลุยขยายฐานตลาดสินค้าเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 20.21 น.

”รมว.นฤมล“ร่วมหารือ รมต.เกษตร จากหลายประเทศ ลุยขยายฐานตลาดสินค้าของเกษตรกรไทย เสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ รัฐมนตรีด้านการเกษตรจากหลากหลายประเทศ เนื่องในโอกาสการเข้าร่วมการประชุม Berlin Agriculture Minister’s Conference ครั้งที่ 17 ณ ศูนย์การประชุม City Cube Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โดย นางนฤมล กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และผลักดันประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทย นอกจากนี้ รัฐมนตรีจากประเทศอื่น ๆ ได้ให้ความสนใจในการเสริมสร้างความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย อีกด้วย

นางนฤมล ยังได้แสดงความยินดีและพร้อมสนับสนุนความร่วมมือในด้านการเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางทางการทูต เพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือระหว่างกันในอนาคตต่อไป

‘กรมพัฒนาที่ดิน’จับมือ 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมความรู้ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาดินอย่างยั่งยืน

'กรมพัฒนาที่ดิน'จับมือ 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมความรู้ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาดินอย่างยั่งยืน

‘กรมพัฒนาที่ดิน’จับมือ 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมความรู้ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาดินอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงนาม MOU ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ตั้งเป้าส่งเสริมการสร้างความตระหนักถึงความสําคัญของดิน การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวันดินโลกและแนวพระราชดําริด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการดินอย่างยั่งยืน โดยมี นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก นายณัฐวรรธน์ ภรนรา ประธานกรรมการมูลนิธิดั่งพ่อสอน นายต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมลงนาม ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านบริหาร คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม 2801 ชั้น 8 อาคาร 2 กรมพัฒนาที่ดิน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สมาคมดินโลก มูลนิธิดั่งพ่อสอน มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการดินและที่ดินในระบบการผลิต สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดิน และวันดินโลก ส่งเสริมการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน และถ่ายทอดความรู้แก่ชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายให้มีความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหารเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น

“ซึ่งที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการบูรณาการความร่วมมือด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืนเพื่อการเกษตรกับหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนยกระดับข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้องเพื่อการศึกษาวิจัยด้านการเกษตรเป็นสำคัญ รวมถึงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เกษตรกร ชุมชน และเครือข่ายต่างๆ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงนี้ และพร้อมสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ ข้อมูล องค์ความรู้ และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ และพร้อมให้ความร่วมมือกับทั้ง 5 หน่วยงาน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการรวมพลัง ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรจากหลากหลายองค์กร เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่มุ่งเน้นการใช้ดินและที่ดินอย่างชาญฉลาด รักษาคุณภาพดินให้ยั่งยืน และสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

– 006

ชป.ร่วมติดตามการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ จ.สมุทรสงคราม

ชป.ร่วมติดตามการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ จ.สมุทรสงคราม

ชป.ร่วมติดตามการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ จ.สมุทรสงคราม

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามมาตรการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ การฟื้นฟูและรักษาความหลากหลายทางระบบนิเวศ รวมไปถึงการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เจ้าหน้าที่จากโครงการชลประทานสมุทรสงคราม ส่วนราชการจังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะได้เดินทางไปยังบริเวณท่าน้ำวัดคลองโคน ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม เพื่อรับฟังปัญหาและผลกระทบที่เกษตรกรได้รับจากการรุกรานของปลาหมอคางดำ รวมไปถึงผลสัมฤทธิ์หลังเข้าร่วมโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” ที่สามารถกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เพาะเลี้ยงและสามารถส่งคืนปลาผู้ล่าให้แก่สำนักงานประมงจังหวัดนำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

– 006

รมช.เกษตรฯตรวจ พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ใช้ประโยชน์พื้นที่ ให้มีประสิทธิภาพ

รมช.เกษตรฯตรวจ  พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ  ใช้ประโยชน์พื้นที่  ให้มีประสิทธิภาพ

รมช.เกษตรฯตรวจ พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ใช้ประโยชน์พื้นที่ ให้มีประสิทธิภาพ

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พร้อมมอบนโยบาย ทิศทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ โดยมีนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ให้การต้อนรับ

นายอิทธิ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบนโยบายให้ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แพร่หลาย เพื่อให้ประชาชนเข้ามาท่องเที่ยว เรียนรู้ และนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง อีกทั้ง ได้มอบนโยบายโดยเน้นย้ำในการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยสนับสนุนให้มีการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ให้มากขึ้น

พร้อมกันนี้ รมช.เกษตรฯ และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ในอาคาร พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เส้นทางสืบสาน รักษา ต่อยอด Wisdom King Farm พร้อมเข้าเยี่ยมชมกิจการและบริการ ของพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งห้องพัก ห้องประชุม ร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก

เกษตรฯมอบโฉนดฯ ให้เกษตรกร100ราย

เกษตรฯมอบโฉนดฯ  ให้เกษตรกร100ราย

เกษตรฯมอบโฉนดฯ ให้เกษตรกร100ราย

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกิจกรรมการมอบโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร ส่งความสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ประจำปีพ.ศ.2568 ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยา100 ราย ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้สานต่อนโยบายสำคัญในการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดในการเข้าถึงโอกาส การให้บริการของภาครัฐ โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มมากขึ้น มีทางเลือกในการพัฒนาที่ดินและพัฒนาอาชีพของตนเอง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการมอบกล้าพันธุ์อะโวคาโด พันธุ์ พบพระ 08 จากกรมวิชาการเกษตร 5 ราย และกล้าพันธุ์มังคุด จากสภาเกษตรกรแห่งชาติ 20 ราย

“มหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ซึ่งทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันจัดงานเพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ โดยภาพรวมในการจัดงานเป็นที่น่าพอใจ และถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งใน จ.พะเยา และจังหวัดใกล้เคียงด้วย” นายอัครา กล่าว

‘อิทธิ’ล็อกซีลตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน เบิกฤกษ์ส่งจีนล็อตแรก 15 ตัน

'อิทธิ'ล็อกซีลตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน เบิกฤกษ์ส่งจีนล็อตแรก 15 ตัน

‘อิทธิ’ล็อกซีลตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน เบิกฤกษ์ส่งจีนล็อตแรก 15 ตัน

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 22.45 น.

รมช.เกษตรฯ ล็อกซีลตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียน เบิกฤกษ์ส่งจีนล็อตแรก 15 ตัน หลังโดนแบนสารแคดเมียม กำชับยึดหลัก 4 ไม่

วันที่ 20 มกราคม 2568 ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.เกษตรฯ) เดินทางมาตรวจตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากภาคใต้ของไทย จำนวน 15 ตัน ส่งไปยังปลายทางประเทศจีน และตรวจติดตามการส่งออกทุเรียนปลอดสาร BY2 และแคดเมียม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคชาวจีน มีความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและคุณภาพสินค้า จึงกำหนดมาตรการ 4 ไม่ ประกอบด้วย 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ์ และ 4.ไม่สี ไม่สารเคมีต้องห้าม โดยมีเป้าหมาย Set Zero การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด ซึ่งทางรัฐบาลจีนอนุมัติให้ไทย จัดส่งทุเรียนไปได้ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา และตู้คอนเทนเนอร์ล็อตนี้ ถือเป็นล็อตแรกที่จัดส่งทุเรียนไปยังจีน โดยใช้เส้นทาง R12 สปป.ลาว ผ่านไปยังด่านจาลอประเทศเวียดนาม ปลายทางที่ด่านโหย่วอี้กว่าน ประเทศจีน ใช้ระยะเวลาการขนส่งเพียง 2 วัน เนื่องจากเส้นทางสายนี้ สามารถย่นระยะทางได้มากกว่าเส้นทางอื่น

ทั้งนี้ แคดเมียม (Cadmium) เป็นแร่โลหะหนักชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลากหลายด้าน ปัจจุบันแคดเมียมมีการปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมและอาหาร เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะไปสะสมอยู่ที่ปอด ตับและไต และทำให้เกิดพิษโดยไม่รู้ตัว และจีนเป็นประเทศที่นำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นจำนวนมาก โดยมีข้อมูลด้านการส่งออกทุเรียนไปจีน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ส.ค.2567 ไทยส่งออกทุเรียนไปแล้ว 714,334 ตัน มีมูลค่าถึง 94,870 ล้านบาท ดังนั้นการส่งออกทุเรียนไปยังจีน จึงถือเป็นรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจของไทย แต่ในปี 2567  ทางจีนได้มีการแจ้งเตือน การตรวจพบการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนไทยเกินกำหนดไว้จริง  และเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค จีนจึงระงับการนำเข้าทุเรียนจากโรงงานบรรจุภัณฑ์ 15 แห่ง และสวนผลไม้ 18 แห่งในเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2567 เป็นต้นมา

สำหรับเส้นทาง R12 เป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งจากไทยสู่เวียดนาม และเข้าไปยังประเทศจีนที่สั้นที่สุด ถือเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อภาคอีสานของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เริ่มจากด่านพรมแดนนครพนม ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ผ่าน สปป.ลาว เวียดนาม และเข้าสู่ด่านของจีนถึง 2 ด่าน เชื่อมผ่านจุดสำคัญของ 4 ประเทศ โดยแยกเป็น 2 เส้นทาง คือ 1.ด่านนครพนม(ไทย)-ด่านท่าแขก(ลาว)-ด่านน้ำพาว-ด่านจาลอ(เวียดนาม)-ด่านหูหงิน-ด่านตงซิน(จีน) ส่วนเส้นทางที่ 2 ด่านนครพนม(ไทย)-ด่านท่าแขก(ลาว)-ด่าน้ำพาว-ด่านจาลอ(เวียดนาม)-ด่านหม่องก่าย-ด่านตงซิน(จีน)

โดยทั้ง 2 เส้นทาง สามารถเชื่อมต่อกันได้ที่ด่านโหย่วอี้กว่าน และ ด่านตงซินของจีน ทั้งยังมีจุดเชื่อมต่อกับเส้นทางอื่นๆอีกหลายสาย เช่นน ทางหลวง AH1 ซึ่งเป็นทางหลักมุ่งหน้าไปยังกรุงฮานอย และเขตเศรษฐกิจอื่นของเวียดนามตอนกลาง และเชื่อมต่อกับโฮจิมินห์ไฮเวย์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่เวียดนามตอนเหนือและตอนใต้

ทั้งนี้ เส้นทาง R12 ในลาว มีระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร เท่านั้น ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค ผลไม้ ฯลฯ เบนเข็มมาส่งผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) โดยเฉพาะการขนส่งผลไม้จากไทยไปจีน เป้าหมายคือด่านโหย่วอี้กว่าน เพื่อไปกระจายสินค้าที่ตลาดเจียงหนาน ซึ่งเป็นเสมือนศูนย์กลางของตลาดผลไม้ของไทย ไปยังภูมิภาคอื่นๆของจีน

ปลัดฯจัดอบรมการใช้งาน ระบบบริหารดิจิทัลภายใต้GDCC

ปลัดฯจัดอบรมการใช้งาน ระบบบริหารดิจิทัลภายใต้GDCC

ปลัดฯจัดอบรมการใช้งาน ระบบบริหารดิจิทัลภายใต้GDCC

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรม “หลักสูตรการใช้งานระบบบริหารสำนักงานดิจิทัล (e-Office) ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์” ว่าโครงการฝึกอบรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลโดยมีรูปแบบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยแบ่งกลุ่มการอบรมออกเป็น 3 หลักสูตร ดังนี้ 1.หลักสูตรผู้ใช้งานทั่วไปและหลักสูตรเจ้าหน้าที่สารบรรณ รวม 3 รุ่น 2.หลักสูตรผู้บริหาร รวม 1 รุ่น และ 3.หลักสูตรผู้ดูและระบบ รวม 1 รุ่น รวมทั้งสิ้น 365 ราย

“โครงการนี้ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ซึ่งลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและจะเป็นประโยชน์ต่องานด้านสารบรรณของหน่วยงานในการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรสามารถใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มความรู้ ความเข้าใจในการใช้งาน ช่วยให้เข้าใจถึงวิธีการสร้าง-ส่ง และจัดการเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดการใช้เอกสารกระดาษและเพิ่มความเป็นมาตรฐานในการทำงานของหน่วยงาน พัฒนาทักษะ การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ และองค์กรดิจิทัลในรูปแบบไร้กระดาษ (Paperless) ทั้งยังประหยัดงบประมาณและเป็นการบูรณาการอย่างแท้จริง” นายประยูร กล่าว