กรมข้าวสนองนโยบายรัฐ จัดFieldDayงดเผาแก้ฝุ่นPM2.5

กรมข้าวสนองนโยบายรัฐ  จัดFieldDayงดเผาแก้ฝุ่นPM2.5

กรมข้าวสนองนโยบายรัฐ จัดFieldDayงดเผาแก้ฝุ่นPM2.5

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า จากการแถลงนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ในประเด็นมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 นั้น กรมการข้าว ได้สนองนโยบายโดยจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน”ที่ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

สำหรับงานดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัยด้วยการจัดการตอซังและฟางข้าว ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อปลอดการเผา และผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน smart farmer ชาวนาอาสา และผู้นำองค์กรชาวนา ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการงดเผาตอซังและผลิตข้าวอย่างปลอดภัย เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จนเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว ซึ่งหากร่วมสร้างจิตสำนึกในการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผา ซึ่งจะสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ส่วนกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้าใจในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดหรืองดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้เครื่องอัดฟาง การใช้ประโยชน์ตอซังและฟางข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการจัดกิจกรรมแสดงและสาธิต เช่น การแสดงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางข้าว การสาธิตการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังให้เหมาะสมและถูกต้อง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากที่เกษตรกรเผาฟางข้าว จึงมอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรไม่เผาฟาง จึงได้คิดค้นจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ช่วยในการย่อยสลายตอซัง และฟางในนาข้าว มีประสิทธิภาพสามารถย่อยสลายได้ภายใน 7-10 วัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับนาข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้สูงสุด 20-30% เพื่อให้เกษตรกรหยุดการเผาไร่นาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้อีกทางหนึ่ง

‘นฤมล’ถกกองทุนฟื้นฟูฯ แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

‘นฤมล’ถกกองทุนฟื้นฟูฯ แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

‘นฤมล’ถกกองทุนฟื้นฟูฯ แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมี
นายบุญสิงห์ วรินทรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และผู้แทนจากธนาคารพาณิชย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ และธนาคารของรัฐ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
เพื่อแก้หนี้สินของเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีกรอบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันหลังมีคำสั่งแต่งตั้ง

“กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในด้านการแก้หนี้สินเกษตรกรโดยได้มีการขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีการบูรณาการจัดส่งข้อมูลหนี้สินเกษตรกร เพื่อนำมาเจรจากับสถาบันเจ้าหนี้และพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรให้สามารถมีที่ดินทำกินและมีรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่ ประชุมเชิงปฏิบัติฯ หนุนการมีส่วนร่วม มุ่งสหกรณ์เข้มแข็ง

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่  ประชุมเชิงปฏิบัติฯ  หนุนการมีส่วนร่วม  มุ่งสหกรณ์เข้มแข็ง

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่ ประชุมเชิงปฏิบัติฯ หนุนการมีส่วนร่วม มุ่งสหกรณ์เข้มแข็ง

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรักษ์ ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ในการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พร้อมประชุมรับฟังผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรท่าชนะ จำกัด รับฟังปัญหาอุปสรรคในพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำถึงแนวทางการปฏิบัติงาน รวมทั้งเยี่ยมชมการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้การสนับสนุนแก่สหกรณ์ โดยมีนายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ สปก. นายประเสริฐศักดิ์ ณ นคร สหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นเกียรติ ที่สหกรณ์การเกษตรท่าชนะ จำกัด อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ในการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เป็นโครงการที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 19 จ.สุราษฎร์ธานี จัดขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาสมาชิกสหกรณ์ในฐานะเจ้าของและผู้ใช้บริการสหกรณ์ให้มีความรู้ ความเข้าใจมีจิตสำนึกและเห็นถึงความสำคัญในการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย สมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในส่วนงานที่เกี่ยวข้องรุ่นละ 200 คน รวม 5 รุ่น

กรมพัฒนาที่ดิน เน้นทำเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แนะงดเผาตอซัง ใช้ไถกลบช่วยฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน

กรมพัฒนาที่ดิน เน้นทำเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แนะงดเผาตอซัง ใช้ไถกลบช่วยฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน

กรมพัฒนาที่ดิน เน้นทำเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แนะงดเผาตอซัง ใช้ไถกลบช่วยฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.57 น.

กรมพัฒนาที่ดิน เน้นทำเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แนะงดเผาตอซัง ใช้ไถกลบช่วยฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน 

กรมพัฒนาที่ดิน ขานรับนโนบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยเน้นสร้างความตระหนักรู้ให้เกษตรกรลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างแรงจูงใจให้หันมาทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นทุกปี ให้ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ทวีศักดิ์  ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในปัจจุบันยังเป็นปัญหาสำคัญในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และภาคเหนือของประเทศไทย ที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงปัญหาและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การเร่งรัดแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร โดยมุ่งเน้นการวางแนวทางให้ชัดเจน และร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีพื้นที่การเกษตรเป็นเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ รวมถึงต้องคำนึงถึงการรองรับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นจึงได้มอบนโยบายให้ กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกร หยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น โดยรณรงค์การไถกลบตอซังร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากนวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.2 และรณรงค์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุทางการเกษตรโดยใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.1 เพื่อช่วยให้ดินดีคงความอุดมสมบูรณ์ ไม่ถูกทำลาย และยังช่วยบำรุงดินให้มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น เกิดความสมดุลของระบบนิเวศดินแล้ว ยังส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการเผาลดลง รวมถึงช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย”

“กรมพัฒนาที่ดิน เตรียมจัดงาน “Kick off  ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ณ บ้านเตาไห หมู่ 6 ตำบลทุ่งรวงทอง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ 71 จังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเผา (Hot Spot) ทั่วประเทศ โดยถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านระบบ Zoom Conference Meeting และ Facebook Live ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่เผา หันมาไถกลบตอซังเป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน  และสาธิตวิธีการไถกลบตอซังที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง  ซึ่งจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน ฝุ่นละออง PM 2.5 ภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากการเผาตอซังพืช ตามเป้าหมายของประเทศที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2608” อธิบดีทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘นฤมล’ประกาศไทยเริ่มทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน

'นฤมล'ประกาศไทยเริ่มทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศไทยเริ่มทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 09.16 น.

‘นฤมล’ประกาศกลางที่ประชุม First Movers Coalition ไทยเริ่มทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน สอดรับนโยบายสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของทั่วโลก

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ร่วมการประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders  ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส โดยเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างผู้นำของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและแนวทางในการผลักดันให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว หรือ Green Procurement 

นางนฤมล ได้นำเสนอในที่ประชุมว่า ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงเกษตรกรไทยที่สูงวัยมากขึ้น ทำให้ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดการความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพทำนา ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้นำรูปแบบการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง มาทดลองโดยเลือกพื้นที่ ๆ มีความเหมาะสม โดยพบว่า สามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 25-40 ลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 50 และช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งจะสามารถต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต และยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

“สิ่งสำคัญคือ การสร้างการรับรู้ของเกษตรกรถึงประโยชน์ของการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ  ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของนานาประเทศที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุม COP 26 การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ เช่น Smart Farmers/ Young Smart Farmers/ Agricultural Village Volunteer เพื่อขยายผลองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ“

นางนฤมล กล่าวต่อว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุน คือ โครงสร้างพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิมมาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง  ทั้งในเรื่องของชลประทาน ตลอดจนการปรับหน้าดินของแปลงนา โดยปัจจุบัน เรามีกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ประการแรก คือ การสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร ให้สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตแบบดั้งเดิมให้เป็นการผลิตที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรที่ 

นอกจากนี้ การยกระดับภาคเกษตรไทยให้เป็นเกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโลก ผลักดันแนวคิด ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยภาครัฐ นำเทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-Tech) มาใช้ เพื่อให้คนในภาคการเกษตรสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย 

”การเข้าร่วมประชุม World Economic Forum 2025 ครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ทั่วโลกให้ความสำคัญภาคเกษตรและความมั่นคงอาหาร โดยเฉพาะการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะกลับไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขยายผลให้ประเทศไทยต่อไป“

‘ถาวร’หารือGIZยกระดับ ความร่วมมือในด้านการเกษตร

‘ถาวร’หารือGIZยกระดับ  ความร่วมมือในด้านการเกษตร

‘ถาวร’หารือGIZยกระดับ ความร่วมมือในด้านการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ ดร.นานา คึนเคล ผู้อำนวยการและผู้ประสานงานกลุ่มเกษตรและความปลอดภัยด้านอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (Dr. Nana Kuenkel : Cluster Director Coordinator – Agriculture and Food Cluster GIZ) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการดำเนินงานและนโยบายที่สำคัญระหว่างกัน รวมถึงฝ่าย GIZ นำเสนอโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย (Strengthening Climate-Smart Rice Farming: Thai Rice GCF) ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการปรับเปลี่ยนแนวทางการปลูกข้าวในประเทศไทย ให้เข้าสู่วิถีการปลูกข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงและเท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ โดยนำเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) มาประยุกต์ใช้ อีกทั้งมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนาได้อย่างน้อย 2.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชาวนารายย่อยกว่า 253,400 ราย ในพื้นที่ 21 จังหวัดเป้าหมายของโครงการ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 5 ปี (พ.ศ.2566–2571)

ขณะเดียวกัน ฝ่าย GIZ มีการดำเนินงานสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ซึ่งการพัฒนาภาคเกษตรในประเทศไทย GIZ มีเป้าหมายพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรด้วยห่วงโซ่คุณค่าด้านการเกษตรที่ยั่งยืนใน 4 มิติ ได้แก่ 1.มิติสังคม โดยส่งเสริมบทบาทเกษตรกร 2.มิติเศรษฐกิจ โดยการสร้างห่วงโซ่มูลค่าด้านการเกษตร 3.มิติสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมความพร้อมในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 4.มิติความร่วมมือ โดยยกระดับความร่วมมือกับคู่ภาคี โดยเฉพาหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ GIZ ได้ดำเนินการทั้งหมด 22 โครงการ ใน 16 สำนักงาน GIZ ทั่วประเทศ โดยสินค้าที่ GIZ จัดทำโครงการวิจัย ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด กาแฟ น้ำมันปาล์ม มันฝรั่ง นอกจากนี้ยังมีโครงการด้านการจัดการน้ำ การค้าสินค้าเกษตรชีวมวล (Biomass) เป็นต้น

ปลัดฯถกมาเลเซียหนุนภาคเกษตร

ปลัดฯถกมาเลเซียหนุนภาคเกษตร

ปลัดฯถกมาเลเซียหนุนภาคเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนาย Datuk Seri Isham ปลัดกระทรวงเกษตรและความมั่นคงอาหารมาเลเซีย และคณะ โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง น.ส.ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ น.ส.ไปรยา เศวตจินดา ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศนายอลงกต โพธิ์ดี ผอ.กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร น.ส.วนิดา แจ้งประจักษ์ ผอ.กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ กรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าการหารือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ ของสองประเทศ มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามความก้าวหน้าการพิจารณาการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากนม ลูกเป็ดและไข่ฟัก ลูกไก่และไข่ฟัก แพะมีชีวิตเพื่อการทำพันธุ์ เนื้อโค เนื้อสุกรแช่เย็นและแช่แข็ง และเนื้อสัตว์ปีกแปรรูปปรุงสุก เป็นต้น

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยขอให้มาเลเซีย ช่วยเร่งการพิจารณาสินค้าเกษตรของไทย รวมถึงการติดตามความก้าวหน้าการพิจารณาบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับมาเลเซีย หากไม่มีข้อแก้ไข คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยจะสามารถจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 1 (1st Meeting Joint Working Group on Agriculture between Thailand and Malaysia) เพื่อหารือ ความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันอย่างเป็นทางการ และมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ รวมถึงการหารือเชิงเทคนิคในสาขาต่างๆ ระหว่างกัน นอกจากนี้ฝ่ายไทยยินดีให้ความร่วมมือในการเตรียมความพร้อมต้อนรับการเดินทางเยือนไทยของ รมว.เกษตรฯ มาเลเซีย ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

‘อภัย’เป็นสักขีพยาน ทำบันทึกความเข้าใจ กรมข้าว-กรมส่งเสริมฯ ชูพัฒนาด้านการข้าว

‘อภัย’เป็นสักขีพยาน  ทำบันทึกความเข้าใจ  กรมข้าว-กรมส่งเสริมฯ  ชูพัฒนาด้านการข้าว

‘อภัย’เป็นสักขีพยาน ทำบันทึกความเข้าใจ กรมข้าว-กรมส่งเสริมฯ ชูพัฒนาด้านการข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจในการดำเนินงานพัฒนาสมรรถนะชาวนาตามโครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าว
ที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project : Thai Rice GCF) ระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เป็นการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพและสมรรถนะชาวนาไทย ในการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Agricultue : CSA) มาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าว หลีกเลี่ยงผลกระทบ และเสริมสร้างศักยภาพการปรับตัวต่อสภาพอากาศของชาวนาในการปลูกข้าว โดยจะเป็นการร่วมมือกันพิจารณาจัดทำแผนส่งเสริมและพัฒนาชาวนาตามเป้าหมายโครงการฯ ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ ผ่านกลไกสำคัญของกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร เช่น ศูนย์ข้าวชุมชน นาข้าวแปลงใหญ่ ศูนย์จัดการดิน และปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) Smart Farmer Young Smart Farmer ชาวนาอาสา และอาสาสมัครเกษตร ตลอดจนการดำเนินงานพัฒนาคู่มือการพัฒนาชาวนาเพื่อการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่กลุ่มชาวนาเป้าหมายของโครงการต่อไป

ส.ป.ก. ร่วมประชุม คณะกรรมการ โครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 1/2568

ส.ป.ก. ร่วมประชุม คณะกรรมการ โครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 1/2568

ส.ป.ก. ร่วมประชุม คณะกรรมการ โครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 1/2568

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.08 น.

22 มกราคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย นางสาวสุนิสา เอกธิการ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษ และคณะ ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 1/2568  โดยมี พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานการประชุม  ณ ห้องประชุม 1214 อาคาร 1 กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน กรุงเทพมหานคร

การประชุมครั้งนี้เพื่อรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานที่ผ่านมา ตามมติที่ประชุมกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ประจำปี พ.ศ.2567 และเพื่อพิจารณาแผนการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาในปี 2568 ตามแผนโครงการปฏิบัติการเกษตรวิชญาระยะ 5 ปี โครงการเกษตรวิชญา ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โครงการในพระราชดำริ พระะบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว) รัชกาลที่ 10  เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริเมื่อครั้งพระองค์ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลทรงตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร โครงการแห่งนี้  เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 ทรงมีพระราชประสงค์พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ในพื้นที่บ้านกองแหะ หมู่ 4 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ รวม 1,350 ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปดำเนินการในลักษณะคลินิกเกษตร เผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรูปแบบของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน และเป็นศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่

จากเดิมที่พื้นที่มีลักษณะเป็นเนินเขาและภูเขาสูงลาดเทลงสู่หุบเขาเล็ก ๆ มีความลาดชัน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีการบุกรุกพื้นที่ไปทำไร่หมุนเวียนและพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ทำการสำรวจและวางแผนการใช้ที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการเกษตร คัดเลือกพันธุ์พืชเพาะปลูกอย่างเหมาะสม  ได้กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ พุทธศักราช 2545

ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้การผลิตและนำเชื้อเพลิงจากวัสดุชีวมวลมาใช้สอยในชีวิตประจำวันและพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ทำให้ปริมาณการใช้ไม้ฟืนจากป่าธรรมชาติลดลง ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่วนเกษตรและธนาคารอาหารชุมชน เนื้อที่ 123 ไร่ ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความรักความหวงแหนทรัพยากรป่าไม้และเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป

-(016)

กรมฝนหลวงฯ รับมอบการบริหาร ‘สนามบินตาก’ มุ่งพัฒนาเป็นศูนย์หลัก สู้ Pm2.5

กรมฝนหลวงฯ รับมอบการบริหาร ‘สนามบินตาก’ มุ่งพัฒนาเป็นศูนย์หลัก สู้ Pm2.5

กรมฝนหลวงฯ รับมอบการบริหาร ‘สนามบินตาก’ มุ่งพัฒนาเป็นศูนย์หลัก สู้ Pm2.5

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.49 น.

22 มกราคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และ นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เข้าร่วมพิธีส่งมอบ – รับมอบความรับผิดชอบการบริหารท่าอากาศยานตาก จากกรมท่าอากาศยาน ให้กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรใช้ประโยชน์ในภารกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงและการบินเกษตร พัฒนาปรับปรุงท่าอากาศยานตากให้เป็นศูนย์หลักในการปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศ และสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ในท่าอากาศยานตากได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าปัจจุบันปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก Pm2.5 ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ปัญหาด้านมลพิษทางอากาศของภาคเหนือรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนและเป็นวงกว้าง อีกทั้งการปฏิบัติการฝนหลวง ยังสามารถบรรเทา ปัญหาดังกล่าวได้ รวมไปถึงภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีหนังสือถึงกรมท่าอากาศยาน เพื่อแจ้งความประสงค์ขอ เป็นหน่วยงานใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานตาก เพื่อการบินปฏิบัติการฝนหลวง และขอรับโอนท่าอากาศยานตาก เพื่อจะสามารถพัฒนาปรับปรุงท่าอากาศยานตาก ให้เป็นศูนย์หลักในการปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศ การปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาภัยแล้งการปฏิบัติการดับไฟป่า และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก Pm2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากยิ่งขึ้นตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบัน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดตาก เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวอยู่แล้ว และเล็งเห็นว่าปัจจุบันท่าอากาศยานตากไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ ทำการบินแบบประจำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 จึงเป็นการลดภาระด้านงบประมาณที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้กรมท่าอากาศยาน รวม ไปถึงจะเป็นการให้ทางราชการสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ท่าอากาศยานตากได้อย่างเต็มที่และเป็นการกระจายงบประมาณที่ รัฐบาลสนับสนุนให้กรมท่าอากาศยานที่มีการให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ เป็นการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ทั้งนี้กรมท่าอากาศยานไม่มีแผนการดำเนินการเพื่อบริหารจัดการในเชิงพาณิชย์ จึงทำให้การมอบหมายความรับผิดชอบ และบริหารท่าอากาศยานตากให้กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะทำให้ทางราชการสามารถใช้พื้นที่ได้เต็มศักยภาพในการพัฒนาปรับปรุงให้เป็นศูนย์หลักในการบินปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ รวมถึงจะช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก Pm2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชนต่อไป

-(016)