รองปลัดฯหารือ ช่วยผู้ประสบภัย แก้ปัญหาการเผา ดำเนิน3โครงการ

รองปลัดฯหารือ ช่วยผู้ประสบภัย แก้ปัญหาการเผา ดำเนิน3โครงการ

รองปลัดฯหารือ ช่วยผู้ประสบภัย แก้ปัญหาการเผา ดำเนิน3โครงการ

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในปี 2567 และเร่งรัดให้ดำเนินการความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในขณะนี้อย่างทั่วถึงอีกทั้งได้หารือแนวทางการดำเนินโครงการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568 รวม 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการปรับเปลี่ยนพืชที่มีมูลค่าสูง และส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตร 2.โครงการบูรณาการผลิตถั่วเหลืองและถั่วเขียวพันธุ์ดีเพื่อส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาของกระทรวงเกษตรฯ และ 3.โครงการพัฒนาเกษตรบนพื้นที่สูงด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความเสียหายและศึกษาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรจากสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการพิจารณาผู้มีสิทธิ์ได้รับเกียรติบัตรและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติสืบสานเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ รายชื่อและข้อมูลผู้เสนอขอรับเกียรติบัตรฯ ตามระเบียบฯ ข้อ 6(9)-(10) พ.ศ.2567 (ครั้งที่ 1/2568)

ผู้ช่วยฯร่วมงานอนุรักษ์ฯ พัฒนากระบือปลักไทยที่โคราช

ผู้ช่วยฯร่วมงานอนุรักษ์ฯ  พัฒนากระบือปลักไทยที่โคราช

ผู้ช่วยฯร่วมงานอนุรักษ์ฯ พัฒนากระบือปลักไทยที่โคราช

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568 โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยโดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ ส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานภาคเอกชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายกระบือทั่วประเทศ โดยภายในงานมีกิจกรรมการจัดนิทรรศการจากภาครัฐ และกลุ่มเกษตรกร กิจกรรมการแสดงผลิตภัณฑ์และสาธิตการทำผลิตภัณฑ์จากกระบือไทย การประกวดกระบือปลักไทย 16 รุ่น ซึ่งมีกระบือ เข้าร่วมประกวดจากทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งสิ้น 144 ตัว เป็นกระบือปลักไทยเผือกเพศเมีย10 ตัว กระบือปลักไทยเผือกเพศผู้ 20 ตัว กระบือปลักไทยดำเพศเมีย 41 ตัว และกระบือปลักไทยดำเพศผู้ 73 ตัว

นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการต่างๆ 3 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยการดำเนินงานโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตร ตามพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย ภายใต้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน โซนที่ 2 นิทรรศการวิชาการจากหน่วยงานภายใต้กรมปศุสัตว์ 5 เรื่อง และโซนที่ 3 นิทรรศการของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ สมาคมฯ จำนวน 5 กลุ่ม การออกร้านสาธิตและจำหน่ายสินค้าของกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ นิทรรศการมีชีวิต การแสดงพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยต้นแบบ กิจกรรมวิ่งควาย กิจกรรมสู่ขวัญควาย

รวมทั้งยังมีกิจกรรมงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568 ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย “อนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย” มีพิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทาน พิธีสู่ขวัญควาย การแข่งขันวิ่งควาย การประกวดกระบือปลักไทย ทั้งนี้ กระบือที่ได้รับการพิจารณาว่ามีลักษณะดีที่สุดในการประกวดในครั้งนี้ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลกระบือปลักไทยชนะเลิศยอดเยี่ยม (Grand Champion) เพศผู้และเพศเมีย 2 รางวัล สำหรับการแข่งขันกระบือปลักไทย ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร กระบือที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1 รางวัล

‘บุญสิงห์’ร่วมงานสร้างปาล์มน้ำมันฯ

‘บุญสิงห์’ร่วมงานสร้างปาล์มน้ำมันฯ

‘บุญสิงห์’ร่วมงานสร้างปาล์มน้ำมันฯ

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธี Kick off การขับเคลื่อนปาล์มน้ำมัน “รวมพลังสร้างปาล์มน้ำมันไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐาน RSPO” ที่ โรงแรมแก้วสมุย รีสอร์ท จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสร้างการรับรู้ความรู้ ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐาน RSPO และสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ให้ก้าวไกลไปในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมการผลิตที่มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มผลผลิตและแก้ปัญหาภาคการเกษตร ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ ความต้องการสินค้าเกษตรที่ผลิตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค ซึ่งเห็นได้จากการมีระเบียบการค้าใหม่ๆ เช่น กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (European Union Regulation Deforestation : EUDR) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับการทำลายสู่ตลาดของ EU ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมการเกษตร จะได้นำมาตรฐาน RSPO มาส่งเสริมให้กับเกษตรกร จนได้รับการรับรองมาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ยังสร้างโอกาสในการแข่งขันของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในตลาดโลก โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร RSPO ซึ่งเห็นได้จากการลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ที่บริษัทเอกชนจะรับซื้อผลผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในราคาที่สูงขึ้น

‘อภัย’ร่วมทำMOUม.สงขลาฯ ด้านเทคโนโลยีแปรรูปเนื้อสัตว์

‘อภัย’ร่วมทำMOUม.สงขลาฯ ด้านเทคโนโลยีแปรรูปเนื้อสัตว์

‘อภัย’ร่วมทำMOUม.สงขลาฯ ด้านเทคโนโลยีแปรรูปเนื้อสัตว์

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือ MOU ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมทั้งเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์อาคารปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เนื้อแพะฮาลาล ที่สถานีวิจัยคลองหอยโข่ง คณะทรัพยากรธรรมชาติ และศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีการแปรรูปเนื้อสัตว์ ของศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เมื่อเร็วๆ นี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการศึกษาแนวทางรอดอาชีพโคนมไทยกับการแข่งขันการค้าเสรีโลก (FTA)” ให้แก่ สหกรณ์และองค์กรเกษตรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ 80 กว่าองค์กร รวมประมาณ 150 คน ที่โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ท อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อสร้างความเข้าใจสร้างแนวทางอยู่ร่วมกันกับการค้าเสร็จและจัดทำข้อมูลแนวทางรอดอาชีพโคนมกับการค้าเสรีเสนอภาครัฐต่อไป

ทำไมต้องเผาอ้อย? นักวิชาการไขข้อข้องใจ ชี้แก้ได้ต้องเอาจริงทั้งรัฐ-สังคม

ทำไมต้องเผาอ้อย? นักวิชาการไขข้อข้องใจ ชี้แก้ได้ต้องเอาจริงทั้งรัฐ-สังคม

ทำไมต้องเผาอ้อย? นักวิชาการไขข้อข้องใจ ชี้แก้ได้ต้องเอาจริงทั้งรัฐ-สังคม

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

27ม.ค. 2568 รศ.ดร.ขวัญตรี แสงประชาธนารักษ์ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขียนบทความว่าด้วยวิถีชีวิตของชาวไร่อ้อยและเหตุผลที่ยังคงต้องเผาอ้อย เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก “Khwan Saeng” เนื้อหาดังนี้

ในฐานะที่เติบโตมาในโรงงานผลิตเครื่องจักรกลเกษตรในจังหวัดที่มีไร่อ้อยเยอะมากๆ จนต่อมาได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเรียนต่อ แล้วเลือกไปที่ okinawa เพราะอยากจะทำรถตัดอ้อยขนาดเล็กช่วยชาวไร่จะได้ไม่ต้องเผา จนกลับมาเป็นอาจารย์ที่สาขาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่เริ่มทำงานจนปัจจุบันก็ยังทำวิจัยเกี่ยวกับเครื่องจักรกลเกษตรในไร่อ้อยมาตลอด 14 ปี

วันนี้ขอมาตอบคำถามที่หลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับอ้อยสงสัยว่า “ทำไมต้องเผาอ้อย” เท่าที่ตัวเองมีความรู้ที่จะตอบได้นะคะ

—————————————-

ทำไมต้องเผาอ้อยก่อนตัดอ้อย?

ใช้เครื่องจักรแทนได้ไหม ?

ใช้เครื่องจักรเล็กๆได้มั้ย ? คนไทยเก่งทำขึ้นมาหน่อย

ทำไมต้องรีบ รอคิวรถตัด คนงานหาไม่ได้ก็ค่อยๆ ทำไปเท่าที่ได้ อย่าเพิ่งเก็บเกี่ยว อย่าเพิ่งเผา ?

แล้วเราต้องอยู่กับการเผาตลอดไปงั้นหรือ ?

—————————————–

ทำไมต้องเผาอ้อยก่อนตัดอ้อย ?

1. ไม่เผาแล้วคนงานไม่ตัด หญ้ารก มีหมามุ่ย ใบอ้อยบาดตัว ขนใบอ้อยเข้าตา ต้องสางใบอ้อย ใช้เวลานานขึ้น 3-4 เท่า บางทีมีเงินจ้างก็หาแรงงานมาตัดไม่ได้

2. ค่าจ้างแรงงานตัดอ้อยกอง 100 ลำ ค่าตัดอ้อยสด 15-18 บาทต่อกอง แต่ถ้าตัดอ้อยเผา 5 บาทต่อกอง ต้นทุนต่างกันถึง 3 เท่า ส่วนต่างคิดเป็น 10-15% ของราคาอ้อย

3. เจ้าของแปลงเล็กๆ ไม่มีแรงงาน ไม่มีรถตัดอ้อย ต้องขายเหมาแปลง หรือให้โควต้ารายใหญ่มาตัดให้ ไม่มีอำนาจต่อรอง บางทีไม่ยินยอมก็โดนลักลอบจุดไฟเผา ซึ่งถ้าอ้อยถูกเผาแล้วต้องรีบตัดไม่งั้นจะเน่า ต้องส่งโรงงานภายใน 24 ชม. เลยเหมือนถูกบังคับขายไปด้วย

4. พ่อค้าอ้อยซื้อเหมาอ้อย บางคนมีความคิดว่าต้องลดต้นทุนให้มากที่สุด ไม่งั้นก็ให้ราคาซื้ออ้อยสูงสู้คนอื่นไม่ได้ เจ้าของแปลงก็ไปขายคนอื่นที่ให้ราคาดีกว่า

5. คนตัดไม่ใช่เจ้าของแปลง เจ้าของแปลงไม่มีกำลังพอจะตัดเอง กลายเป็น การตัดเลยอยู่บนแนวคิดที่ “ทำให้ต้นทุนต่ำที่สุด” ไม่สนใจเรื่องอินทรีย์วัตถุในดินในระยะยาว ไม่ได้สนใจเรื่องระบบนิเวศน์แมลงในแปลงถูกทำลาย (แปลงที่เผาจะมีปัญหาแมลงศัตรูพืชมากกว่าแปลงที่ไม่เผา เพราะไม่มีแมลงอื่นเหลือรอดมาช่วยจำกัดประชากร) เจ้าของแปลงต้องยอมอย่างเดียว

—————————————-

งั้นใช้เครื่องจักรแทนสิ ?

6. อ้อยเป็นพืชที่โตเป็นกอ จะตัดโคน+แยกใบออกจากลำได้ ต้องสับ และต้องเป่าแยกใบหลายรอบ เจออ้อยล้มก็ต้องจัดให้มันตั้งขึ้นมาได้ด้วย จะทำงานได้งานดี ทันเวลา กำลังต้องพอ เครื่องจักรต้องใหญ่

7. รถตัดอ้อยใหญ่ที่ทำได้ครบกระบวนการ ราคา 12 ล้าน ส่วนรุ่นกลางๆ หรือมือสอง ราคาประมาณ 5-6 ล้าน มาพร้อมข้อจำกัดและการตัดที่ช้าลง

8. รถตัดใหญ่จะเข้าได้ แปลงต้องไม่มีคันนา (ที่เช่าที่เป็นที่นาเดิมหมดสิทธิ์) ระยะระหว่างแถวต้องกว้าง ต้องมีถนนเข้าถึงได้

9. เปิดแปลงใหม่ทีหมดไปครึ่งวัน (การทำแปลงให้รถสิบล้อเข้าไปขนอ้อยได้) ต้องตัดๆ ถอยๆ เพื่อทยอยเอาอ้อยมาใส่รถบรรทุกที่จอดนอกแปลง ต้องตัดแบบ super slow ไปแบบนี้ 4 แถว รถบรรทุกถึงจะเข้าไปวิ่งขนาบรถตัดรับอ้อยในแปลงได้

….เพราะแบบนี้ แปลงเล็กๆไม่ต้องเรียก รถตัดใหญ่ไม่ไปจ้า เสียเวลาเปิดแปลง ทำยอดไม่ได้ เงินไม่พอไปผ่อนรถอีก (ผ่อนรถตัดปีละ 2 ล้าน ควรจะตัดให้ได้ปีละ 20,000 ตัน หรือวันละ 200 ตัน)

—————————————–

งั้นใช้เครื่องจักรเล็กๆ ได้มั้ย ? คนไทยเก่งทำขึ้นมาหน่อย

10. รถตัดเล็ก-มี

เครื่องสางใบ-มี

เครื่องตัดโคนติดรถไถ-มี

เครื่องตัดวางกองติดรถไถ-มี

รถคีบขึ้นรถบรรทุก-มี

เครื่องมือมีเยอะนะคะ นักวิจัย และ หลายๆบริษัททำกันเยอะมาก ทาง สอน. (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม) มีโครงการให้ยืมเครื่องสางใบด้วยค่ะ

แต่….เพ-ลานี้ต้องกราบใจคนขับรถไถติดเครื่องสางใบ ต้องขับรถไถเปิดประทุน แทรกตัวไปในป่าอ้อยแล้วให้เส้นในลอนตีใบจนขาดกระจายลอยฟุ้งแบบมองอะไรไม่เห็น ทั้งฝุ่นทั้งร้อน ขนใบอ้อย เศษใบอ้อย เข้าหน้าเข้าตาเข้าคอ ชาวไร่หลายๆ คนยอมทำ ต้องขอบคุณมากๆ

….ขับลุยมาครึ่งทาง อนิจจาเจออ้อยล้มกลางแปลง ไปต่อไม่ได้ จบกันที่ทนมา หาจ้างคนมาตัดเหมือนเดิม จ้างตอนนี้จ่าย 300 บาท ไม่มาแล้วด้วย ถ้าไม่เพิ่มเงิน กลางคืนก็ต้องมีเหล้าขาวล่ะ

….ถ้าโชคดีสางใบเสร็จ ก็มาใช้เครื่องตัดวางราย หรือเครื่องตัดรวมกองต่อ แล้วก็ต้องใช้รถคีบมาคีบลงรถบรรทุก พร้อมคนเรียงอ้อยอีก 2 คนบนรถ สรุปว่าใช้คนเยอะเกือบจะพอๆกับใช้คนตัดทั้งหมด แต่ดีหน่อยที่ไม่ต้องใช้แรงเยอะเท่า เครื่องทุนแรงได้บ้าง

….ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนในการตัดอ้อยสด ต้นทุนก็ไม่มีทางต่ำกว่า “ไฟแช็ค ราคา 6 บาท” ไปได้ ถ้ามองในแง่ต้นทุนอย่างเดียว ตัดอ้อยสดแพ้กระจุย!!

**แต่แน่นอนว่า ต้นทุนการตัดอ้อยไฟไหม้ที่ราคาถูกกว่า แต่มันก็แลกมาด้วย ต้องเสียอินทรีย์วัตถุในดิน เสียค่าปุ๋ยมากขึ้น ผลผลิตอ้อยตอปีต่อมาแย่ลง ไว้ตอได้น้อยลง ปัญหาแมลงและวัชพืชมากขึ้น และที่สำคัญคือการสร้างมลพิษ PM 2.5 จากการเผาในที่โล่ง

..แต่ก็วนกลับไปข้างบน หลายๆ ครั้ง คนตัด (เผา) ไม่ใช่เจ้าของแปลงไง**

—————————————

งั้นรอก่อนได้มั้ย ทำไมต้องรีบ รอคิวรถตัด คนงานหาไม่ได้ก็ค่อยๆทำไปเท่าที่ได้ อย่าเพิ่งเก็บเกี่ยว อย่าเพิ่งเผา ?

11. โรงงานน้ำตาลเป็นโรงงานที่ใช้ระบบเครื่องจักรขนาดใหญ่ ใช้วงจรไอน้ำในการทำงาน เดินเครื่องทีแล้วต้องรันยาวๆไม่หยุดไม่พัก ต้องให้มีอ้อยป้อนเข้าต่อเนื่อง เต็ม capacity ไม่งั้นขาดทุน เลยมีวันเปิดหีบ และวันปิดหีบ ชาวไร่ต้องขายอ้อยช่วงนี้เท่านั้น

12. อ้อยเป็นพืชไร่อายุยาว ตัดขายปีละครั้ง เหมือนเราทำงานบริษัทหนึ่งทุ่มเททำงานทั้งปี งานนี้จ่ายเงินเรารวบยอดปีละครั้งเดียวเท่านั้น ถ้ามีคนมาบอกว่า ส่งงานนี้ให้ทันวันนี้ๆ นะ ถ้าส่งไม่ทัน เงินเดือนทั้งปีที่ผ่านมาจะสูญทั้งหมด แล้วมีอีกคนยื่นมือมาบอกว่าทำแบบนี้สิ ส่งงานทันแน่นอน ได้เงินแน่ ถึงจะรู้อยู่ว่าวิธีนั้นมันมีผลเสียยังไง ส่งผลต่อส่วนรวมยังไง ก็คงไม่แปลกถ้าจะมีคนหวั่นไหวบ้าง ในเมื่อหันไปก็เจอลูกเมียและเจ้าหนี้!

**ไม่ใช่ว่าอยากให้เห็นใจคนที่เผานะคะ การจงใจลักลอบเผาอ้อยนั้นผิดอย่างแน่นอน และมีชาวไร่อีกเยอะมากๆ เป็นส่วนใหญ่เลยที่เขาก็ใส่ใจและพยายามที่จะไม่เผามาตั้งนานแล้ว**

….อ้อยไฟไหม้ตอนนี้ ก็มีทั้งคนที่จงใจ คนที่จำใจ และคนที่น่าเห็นใจที่โดนลูกหลงไฟลามมา….

—————————————–

 แล้วเราต้องอยู่กับการเผาตลอดไป?

คนในวงการอ้อยเขาก็ไม่ได้อยากอยู่กับการเผาตลอดไปหรอกค่ะ ชาวไร่ด้วยกันหลายคนก็เดือดร้อนมากจากไฟที่ลามมา ปัญหานี้มันจะต้องถูกแก้ เช่นมาตรการที่มีแล้วตอนนี้

จำกัดการรับซื้ออ้อยไฟไหม้ ไม่เกิน 25% และลดลงเรื่อยๆ

ให้อ้อยสดได้คิวเทอ้อยก่อน อ้อยไฟไหม้รอๆๆๆ

ให้เงินเพิ่ม/รางวัล อ้อยสดสะอาด ให้มีส่วนต่าง cover ต้นทุน ตรงนี้หลายๆ โรงงานให้เงินเพิ่มเอง

เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับรถตัดอ้อย/โครงการให้ยืมเครื่องสางใบ

การรับซื้อใบอ้อยมาผลิตพลังงาน

การรวมกลุ่มเกษตรกรแปลงเล็กที่ติดกันเป็นแปลงใหญ่ ร่วมกันวางแผนปลูกอ้อยและวางแนวแถวไปทางเดียวกัน เพื่อให้ตัดอ้อยด้วยรถตัดอ้อยได้

**ในส่วนของงานวิจัยจาก วิศวะ ม.ขอนแก่นเองที่พยายามช่วยลดการเผาทั้งในทางช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ และเครื่องมือให้รัฐในทางป้องปราม เช่น**

แนวทางการส่งเสริมชุดเครื่องจักรเก็บเกี่ยวลดการเผา

โดรนประเมินผลผลิตและความหวานของอ้อยในแปลง เพื่อให้สามารถใช้รถตัดอ้อยแบบรวมแปลงเล็กหลายๆแปลงเป็นแปลงใหญ่

เครื่องสับกลบใบอ้อยในอ้อยตอ

เครื่องอัดใบอ้อย เป็นก้อนเต๋า 1 นิ้ว ให้ง่ายต่อการขนย้ายและใช้เป็นเชื้อเพลิง

ผลิตภัณฑ์ต่างๆจากใบอ้อยเพื่อเพิ่มมูลค่า Bio-plastic, Bio-char, ปุ๋ย, น้ำมันเชื้อเพลิง

การวางแผน Logistic ใบอ้อยให้สามารถขยายพื้นที่รับซื้อใบอ้อย

โดรนอัตโนมัติ บินเก็บหลักฐานร่องรอยการเผา จากจุดความร้อนที่ได้จากภาพถ่ายดาวเทียม

AI ประมวลผลภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ช่วยจำแนกอ้อยสดและอ้อยเผาที่โรงงาน

ทั้งมาตรการต่างๆ และผลจากงานวิจัย ได้เอามาใช้และขยายพื้นที่ตัดอ้อยสดมากขึ้นมาก ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

ที่ยังขาดอยู่และทำได้ยากมาก คือ การบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง กับการติดตาม จับกุม ปรับ ขัง คนที่จุดไฟวางเพลิง แล้วกรณีที่เจ้าของแปลงไม่ได้จุด แล้วจะไปตามจับคนที่จุดจริงๆได้ยังไง ท่ามกลางความมืด และกลางป่าอ้อย ?? ในหลายพื้นที่มีการให้รางวัลนำจับ แต่ก็ช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มีเรื่องของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมาเกี่ยวข้องก็มี

สรุปแล้ว..การที่โรงงานรับซื้ออ้อยสดราคาสูงและไม่รับซื้ออ้อยเผา ช่วยลดการเผาก่อนตัดได้ แต่การเผาใบเคลียร์แปลงหลังตัด ยังคงจะเป็นปัญหาไปอีกสักพัก เพราะการรับซื้อใบอ้อยยังไม่ทั่วถึง และยังไม่คุ้มค่าในพื้นที่ที่ต้องขนส่งไกล

ใบอ้อยย่อยสลายยาก และเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่พร้อมจะติดไฟ ชาวไร่หลายรายเลือกจะสับกลบฝังลงดิน ถึงจะต้องแลกมาด้วยค่าแรง ค่าเครื่องมือและค่าน้ำมันไม่น้อย หลายๆคนก็ยอมแลกเพื่อจะได้ไม่ต้องเผาอ้อย ไม่สร้างมลพิษ

และยังมีชาวไร่อีกเยอะมากเลือกที่จะทิ้งใบไว้คลุมดินรักษาความชื้น และคุมวัชพืช แต่ก็ต้องมาแบกรับความเสี่ยงว่าไฟจะลามมาไหม้อ้อยตอนที่อ้อยงอกขึ้นมาแล้วหรือเปล่า เพราะนั่นหมายถึงเงินลงทุนที่ผ่านมาทั้งหมดจะสูญเปล่า ไม่เหลืออ้อยให้ขาย ยืนต้นตายเพราะไฟ

มีชาวไร่ต้นแบบอีกหลายท่านที่พยายามย่อยสลายใบอ้อย ด้วยการใช้น้ำหมักยูเรียฉีดพ่นช่วยเร่งการย่อยสลายใบอ้อยลงดิน ใช้แรงงานครัวเรือนทำกันเอง ใครอยู่ใกล้แหล่งน้ำก็ทำได้ง่ายหน่อย ใครอยู่ไกลแหล่งน้ำก็ยิ่งมีต้นทุนที่สูงขึ้น

การที่จะควบคุมต้นทุนผลผลิตเกษตรให้ต่ำ ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในเวลาที่ค่าน้ำมันพุ่ง ค่าปุ๋ยแพงแบบปัจจุบัน แค่เรื่องใบอ้อยก็เป็นมหากาพย์ขนาดนี้

การจะแก้ปัญหานี้ได้ เรายังคงต้องช่วยกันหาทางสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้ใบอ้อย หาทางลดค่าขนส่งใบอ้อย ซึ่งทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นและนักวิจัยจากหลายภาคส่วนมากๆ กำลังทำงานวิจัยด้านนี้อยู่ บางอย่างก็สำเร็จแล้วรอนำไปขยายสเกล บางส่วนก็เริ่มทดลองจริงในบางพื้นที่

สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ

– แผนงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เป็นแผนที่แปลว่า Action Plan ที่บอกว่าหน่วยงานไหนต้องทำอะไร อย่างไร แค่ไหนในแต่ละปี แผนที่ไม่ใช่แค่ยอดตัวเลขเป้าหมายแต่ไม่บอกว่าต้องทำยังไงให้ถึงเป้า (ตัวอย่างเช่นที่บราซิล รัฐ โรงงานและชาวไร่ 19,000 รายลงนามกันปี 2008 เพื่อจะแบนทุกกิจกรรมการเผาให้หมดสิ้นภายในปี 2017)

– กลไกการบังคับใช้กฏหมายที่จริงจังจากภาครัฐที่จริงใจ

– กลไกทางสังคม ชุมชนที่เข้มแข็งที่ทุกคนต้องมีจุดยืนร่วมกันว่า “ไม่เอาคนจุดไฟเผาใบอ้อย” ผ่านการจูงใจรูปแบบต่างๆ

Cr.ภาพจากช่องของเพื่อนๆ + ถ่ายเอง+ infographic จากงานวิจัยค่ะ

#ทำไมต้องเผาอ้อย #PM25 #เผาอ้อย #ฝุ่นพิษ #วิศวกรรมเกษตร

ขอบคุณเรื่องจาก

กาชาดอำนาจเจริญมอบสิ่งของ ช่วยกลุ่มเปราะบางสู้ภัยหนาว

กาชาดอำนาจเจริญมอบสิ่งของ  ช่วยกลุ่มเปราะบางสู้ภัยหนาว

กาชาดอำนาจเจริญมอบสิ่งของ ช่วยกลุ่มเปราะบางสู้ภัยหนาว

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐิติวรดา เทพเสนา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องกันหนาวบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยหนาว เหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ นายอำเภอและผู้แทนอำเภอทั้ง 7 อำเภอ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ โดยมี นายไพฑูรย์ พรหมสอน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอและผู้แทนทั้ง 7 อำเภอ ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าสถานีกาชาดที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี คณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอำนาจเจริญ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ เข้าร่วมพิธี ณ หอประชุมพญานาครินทร์ ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ

สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ได้มอบผ้าห่มและเครื่องกันหนาวให้แก่ประชาชนที่เดือดร้อนจากภัยหนาวในพื้นที่ 7 อำเภอ ของจังหวัดอำนาจเจริญ โดยการร้องขอผ่านแอปพลิเคชั่นพ้นภัย จำนวน 1,750 ชุดสถานีกาชาดที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ เหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ จึงได้จัดพิธีมอบผ้าห่มและเครื่องกันหนาวบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยหนาวขึ้น ณ หอประชุมพญานาครินทร์ ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมอบเครื่องกันหนาวประกอบด้วย 1.ผ้าห่มกันหนาว จำนวน 500 ชุด 2.เสื้อกันหนาวผู้ใหญ่ จำนวน 500 ชุด 3.เสื้อกันหนาวเด็ก จำนวน 100 ชุด 4.ผ้าห่มพระ หมวกไหมพรม จำนวน 50 ชุด ให้นายอำเภอและผู้แทนอำเภอทั้ง 7 อำเภอ ตามสัดส่วน เพื่อเป็นตัวแทนมอบให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ พระภิกษุ และเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ของตนเอง

ผู้ช่วยฯจัดอบรมอาสาฯเรือประมง

ผู้ช่วยฯจัดอบรมอาสาฯเรือประมง

ผู้ช่วยฯจัดอบรมอาสาฯเรือประมง

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการอาสาสมัครคนประจำเรือประมง หลักสูตรการปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ การกู้ชีพกู้ภัยจากเหตุจากเพลิงไหม้และลูกเรือตกน้ำ ตามโครงการของด่านตรวจประมงชลบุรี โดยมีผู้ควบคุมเรือ ช่างเครื่อง และลูกเรือประมง เข้าร่วมอบรมการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพ การกู้ชีพกู้ภัยจากเหตุจากเพลิงไหม้ และการช่วยเหลือลูกเรือตกน้ำที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจน้ำจ.ชลบุรี อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยความร่วมมือระหว่างด่านตรวจประมงชลบุรี กก.5 บก.รน.ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จ.ชลบุรี (ศรชล) ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ จ.ชลบุรี กรมเจ้าท่า สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ชลบุรี จัดหางาน จ.ชลบุรี โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ และศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเล (Stella Maris) สังฆมณฑลจันทบุรี

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์ในประเทศ และจากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์หรือ TIP Report ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเทียร์ 2 (Tier 2) ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเหยื่อจากการค้ามนุษย์โดยสมบูรณ์ แต่กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการปฏิบัติตามมาตรฐาน ดังนั้นการจัดอบรมในครั้งนี้จะเป็นการปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของแรงงานที่ทำงานในเรือประมง แสดงให้เห็นถึงการใช้แรงงานที่ดี ปราศจากการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานในเรือประมง ทั้งยังเป็นการเผยแพร่ไปยังสื่อต่างๆ ให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาให้ประเทศไทยได้รับการจัดกลุ่มให้อยู่ในประเทศเทียร์ 1 (Tier 1) เป็นประเทศที่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย ปกป้องเหยื่อการค้ามนุษย์อย่างครบถ้วนในอนาคตต่อไป

นศ.ราชมงคลศรีวิชัยเลี้ยงกุ้งแวนนาไม สร้างรายได้ช่วงระหว่างเรียนจนสำเร็จ

นศ.ราชมงคลศรีวิชัยเลี้ยงกุ้งแวนนาไม  สร้างรายได้ช่วงระหว่างเรียนจนสำเร็จ

นศ.ราชมงคลศรีวิชัยเลี้ยงกุ้งแวนนาไม สร้างรายได้ช่วงระหว่างเรียนจนสำเร็จ

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ผศ.มาโนช ขำเจริญ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง ผู้สนับสนุนโครงการ ฝึกทักษะให้นักศึกษา ภายใต้สัญญาความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง กับ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) ที่ให้การสนับสนุน งบประมาณ และลูกกุ้ง Super PLให้นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง สาขาวิชาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ระหว่างเรียน ด้วยการนำความรู้ทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในโรงเรือนซึ่งเป็นระบบปิด ตั้งแต่การผลิตลูกกุ้ง เตรียมบ่อ การเก็บข้อมูลเชิงวิชาการ การให้อาหารและจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเลี้ยง จากการเลี้ยงก็ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจได้กุ้งขาวตัวโตตามขนาดที่ตลาดต้องการ เลี้ยงเพียง 35 วัน ได้กุ้งขาวขนาด 45 ตัวต่อกิโลกรัม ก็สามารถจับขายได้ในราคาที่สูง ที่สำคัญผลกำไรจากการเลี้ยงกุ้งขาวรายได้ก็จะตกเป็นของนักศึกษาที่สามารถนำมาใช้จ่ายเป็นค่าเทอมค่าดำรงชีพได้อย่างสบายโดยไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้ และจบการศึกษาก็สามารถนำไปประกอบอาชีพได้อีกต่างหาก

การเลี้ยงกุ้งขาวในโรงเรือนระบบปิดจะใช้พื้นที่น้อย ซึ่งการบริหารจัดการ การควบคุมปัจจัยภายนอก ทั้ง ลม ฟ้า อากาศ สัตว์ปีกอย่างนก จะทำได้ดีกว่าระบบบ่อเปิดกลางแจ้ง การดูแลง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดในการระบายน้ำอยู่บ้าง แต่ก็เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ และจากผลสำเร็จดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ยินดีให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนต่อไป

เชียงรายสมรสเท่าเทียมวันแรก คู่รักเดินจดทะเบียนอย่างคึกคัก

เชียงรายสมรสเท่าเทียมวันแรก  คู่รักเดินจดทะเบียนอย่างคึกคัก

เชียงรายสมรสเท่าเทียมวันแรก คู่รักเดินจดทะเบียนอย่างคึกคัก

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันแรกที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมหรือพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ มอบสิทธิให้กับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ว่าเพศใดสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย ณที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงราย ได้มีคู่รักเดินทางมาจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายบุญส่งตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย รับจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม และมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก

นายบุญส่ง นอภ.เชียงรายกล่าวว่า “รัฐบาล Kick Off จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ณ ที่ว่าการอำเภอ ทั้ง 878 แห่ง สำนักงานเขต50 เขตในกรุงเทพมหานคร รวมถึงสถานกงสุลไทยในต่างประเทศในวันที่ 23 ม.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันแรกที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับทุกความรักตามแนวคิด “กรมการปกครองยินดีเป็นนายทะเบียนให้กับทุกความรัก” รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับนานาชาติในฐานะประเทศที่ยอมรับและเคารพสิทธิมนุษยชนรวมถึงสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ จึงเชิญชวนคู่รักทุกคู่เข้ารับบริการจดทะเบียนสมรสได้ ณที่ว่าการอำเภอ และสำนักงานเขตทุกแห่งทั่วประเทศ”

สำหรับเอกสารที่ต้องจัดเตรียมสำหรับการจดทะเบียนสมรส มีดังนี้ บัตรประชาชนตัวจริง หรือสำเนาหนังสือเดินทาง หนังสือรับรองโสด (กรณีสมรสกับชาวต่างชาติ) ใบสำคัญการหย่าตัวจริง (กรณีเคยจดทะเบียนสมรส) และพยาน 2 คน (พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน)

ตร.สันติบาลบุรีรัมย์อบรม ปลุกจิตสำนึกเยาวชนนร. เทิดทูนสถาบันรักสามัคคี

ตร.สันติบาลบุรีรัมย์อบรม  ปลุกจิตสำนึกเยาวชนนร.  เทิดทูนสถาบันรักสามัคคี

ตร.สันติบาลบุรีรัมย์อบรม ปลุกจิตสำนึกเยาวชนนร. เทิดทูนสถาบันรักสามัคคี

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจสันติบาล จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัด กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 จัดอบรมโครงการสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รุ่นที่ 2 ให้กับเยาวชน นักเรียน โรงเรียนคูเมืองวิทยาคม โดยมี นายวรากร เสนามาตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนคูเมืองวิทยาคม เป็นประธานพิธีเปิด มี พ.ต.ท.พนมวัสส์ สงวนศักดิ์ สารวัตร หัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาล จ.บุรีรัมย์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ตำรวจสันติบาลคณะครู และนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ จำนวน 134 คนที่ห้องประชุมโรงเรียนคูเมืองวิทยาคม ต.คูเมือง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ประวัติ ความเป็นมาของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเทิดพระเกียรติฯ พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงพระราชกรณียกิจโครงการในพระราชดำริต่างๆ โดยมีกิจกรรมสร้างจิตสำนึก ของ เยาวชน นักเรียน และประชาชน ในการช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รู้รักสามัคคี เพื่อรักษาความมั่นคงของ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้อยู่คู่สังคมไทย ตลอดไป