ฉก.พญานาคราชจับ ขนยางพาราเถื่อน ยึดได้5หมื่นกิโลฯ ในพื้นที่ด่านสะเดา

https://www.naewna.com/local/845101

ฉก.พญานาคราชจับ  ขนยางพาราเถื่อน  ยึดได้5หมื่นกิโลฯ  ในพื้นที่ด่านสะเดา

ฉก.พญานาคราชจับ ขนยางพาราเถื่อน ยึดได้5หมื่นกิโลฯ ในพื้นที่ด่านสะเดา

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช (ฉก.พญานาคราช) กล่าวว่า กำลังเจ้าหน้าที่ ฉก.พญานาคราช นำโดย พ.ต.ท.อัครเดชปิ่นทองพันธ์ รองผกก.สภ.คลองแงะจ.สงขลา นายฐิติพงษ์ เพ็งแพง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ด่านตรวจพืชสะเดา และว่าที่ ร.ต.ศุภชัย จันทร์แก้ว ผอ.การยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนล่าง ได้ร่วมกันทำการสุ่มตรวจยานพาหนะต้องสงสัยที่จะขนสินค้าทางการเกษตรผิดกฎหมายในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งได้ตรวจค้นรถยนต์บรรทุกกึ่งพ่วงยี่ห้อวอลโว่ ทะเบียนประเทศมาเลเซีย หมายเลข BQR 7778 คนขับรถเป็นชาวมาเลเซีย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าคนขับรายดังกล่าว ได้ขับรถขนเศษยางพาราน้ำหนักรวม 50,000 กิโลกรัมตรวจสอบเบื้องต้นเข้าข่ายความผิดฐานพยายามลักลอบขนเศษยางพาราออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร รวมทั้งยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมส่งออกให้การยางแห่งประเทศไทย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242 วรรคหนึ่ง มาตรา 242 วรรคสอง, พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 มาตรา 26 มาตรา 52 และพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 47 มาตรา 48 จึงคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ทำความรู้จัก‘VMS’ ระบบตรวจสอบการเดินเรือประมง แจ้งเตือนได้หากล้ำอาณาเขตเพื่อนบ้าน

https://www.naewna.com/local/845164

ทำความรู้จัก‘VMS’ ระบบตรวจสอบการเดินเรือประมง แจ้งเตือนได้หากล้ำอาณาเขตเพื่อนบ้าน

ทำความรู้จัก‘VMS’ ระบบตรวจสอบการเดินเรือประมง แจ้งเตือนได้หากล้ำอาณาเขตเพื่อนบ้าน

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.10 น.

ทำความรู้จัก”VMS” ระบบตรวจสอบการเดินเรือประมง แจ้งเตือนได้หากล้ำอาณาเขตเพื่อนบ้าน

ยังคงต้องติดตามกันต่อไปกับเหตุเรือประมงไทยถูกทหารเมียนมายิง มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงทหารเมียนมายังได้ยึดเรือและควบคุมตัวลูกเรือไว้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2567 ที่ผ่านมา โดยฝ่ายเมียนมาอ้างว่าเรือไทยรุกล้ำเข้าไปในในพื้นที่ของเมียนมา

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (2 ธ.ค.2567) นายวรวุฒิ ชัยธนะวิวรรธ ผู้ช่วย สส.ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล พรรคประชาชน ภูเก็ต เขต 3 ซึ่งลงพื้นที่บ้านน้ำเค็มหมู่ 2 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ได้ทราบข้อมูลจากไต๋เรือหลายรายว่า ชาวประมงทราบกันดีว่า เรือประมงทุกลำจะมีเครื่อง VMS แจ้งเตือนอยู่แล้วเวลาเรือที่รุกล้ำไปในแนวเขตอุทยานและน่านน้ำที่เข้าไปไม่ได้

“ไต๋เรือทุกลำยืนยันมาแล้วว่าไม่มีเรือลำไหนเข้าไปทำการประมงในประเทศเพื่อนบ้านอย่างแน่นอน ซึ่งจากการสอบถามชาวประมงเรื่องที่เป็นไปได้ก็น่าจะเป็นพื้นที่พิพาทที่ไม่ชัดเจนว่าทางเราได้รุกล้ำหรือไม่ คิดว่าจากกรณีที่ทหารพม่าใช้อาวุธปืนยิงเรือประมงไทยซึ่งยิงเข้าห้องโดยสารเรือจนทำให้ไต๋เรือเกือบเอาชีวิตไม่รอด มองว่าทหารพม่าทำเกินกว่าเหตุ” นายวรวุฒิ กล่าว

สำหรับเครื่อง “VMS” นั้น บทความ “ระบบติดตามเรือประมง VMS” โดย บริษัท เอ. แอนด์ มารีน (ไทย) จำกัด ซึ่งจำหน่ายอุปกรณ์เดินเรือ อธิบายว่า สืบเนื่องจากประเทศไทยถูกจับตาจากสหภาพยุโรป (EU) เรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (lilegal, Unreported and Unregulated Fishing) หรือ IUU จึงจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไข เพื่อไม่ให้กลายเป็นอุปสรรคทางการค้าและกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ นำมาสู่การที่กรมประมงได้จัดทำระบบติดตามตำแหน่งเรือ (Vessel Monitoring System : VMS ) โดยใช้ระบบดาวเทียมขึ้น

เว็บไซต์ vmsthailand.com ของ บริษัท อีสท์อินอินโนเวชั่น จำกัด ที่ให้บริการแอปพลิเตชั่น VMS Thailand อธิบายไว้ในบทความ “VMS ทำงานอย่างไร?” ว่า เมื่อติดตั้งอุปกรณ์ VMS แล้ว อุปกรณ์จะจับสัญญาณดาวเทียม เพื่อบอกให้ทราบถึงตำแหน่งปัจจุบัน วันที่ เวลา ความเร็ว ระดับน้ำมัน ทิศทางที่เรือกำลังแล่น และข้อมูลต่างๆ ของเรือ แล้วทำการส่งข้อมูลดังกล่าว ผ่านเครือข่ายสื่อสารจากผู้ให้บริการ เพื่อทำการสำรองข้อมูลบนระบบเซิร์ฟเวอร์

จากนั้น ระบบจะทำการประมวลผลโดยโปรแกรม เพื่อรายงานข้อมูลการใช้งานเรือออกมา เช่น ตำแหน่ง เส้นทางการเดินเรือ ความเร็ว เพื่อให้ผู้ควบคุมสามารถตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานเรือ และหาวิธีปรับปรุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินเรือ โดยเจ้าของเรือสามารถติดตามดูเรือหรือกลุ่มเรือของตัวเองได้ ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือ บนเว็บเบราว์เซอร์ และ แอปพลิเคชั่นที่รองรับการใช้งานทั้งระบบ Android และ iOS

ขณะที่ทางกรมประมงก็มีแพลตฟอร์ม VMS ของตนเอง โดยชาวเรือสามารถสมัครเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ vms.fisheries.go.th หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Fisheries Touch โดยข้อมูลจาก “เอกสารแนะนำโปรแกรมประยุกต์ระบบติดตามเรือประมง Vessel Monitoring System (VMS)” ของกรมประมง ในส่วน “เมนูติดตามเรือ” เป็นฟังก์ชั่นสำหรับการติดตามสถานะของเรือแต่ละลำ โดยจะทราบสถานะต่างๆ เกี่ยวกับเรือ ได้แก่ ตำแหน่งที่เรือจอด ความเร็วและทิศทางในการเดินเรือ เป็นต้น

นอกจากนี้ ระบบยังจะแสดงตำแหน่งเรือบนแผนที่ทางทะเล พร้อมทั้งแสดงข้อมูลอื่นๆ เช่น ชื่อและรูปกัปตันเรือ , ชื่อเรือ , ทะเบียนเรือ , Cell site ในการส่งข้อมูล , เวลาอัพเดตข้อมูลล่าสุดของกล่อง GPS ที่ส่งมายังระบบ รวมถึงระบบแผนที่และขอบเขต EEZ หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศต่างๆ หมายถึงบริเวณที่อยู่เลยไปจากและประชิดกับทะเลอาณาเขต โดยแนวเขตเศรษฐกิจจำเพาะต้องไม่ขยายออกไปเลย 200 ไมล์ทะเล จากเส้นฐานซึ่งได้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ข้อ 55 และ 57)

วันที่ 2 ธ.ค. 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับเรือประมงพาณิชย์ที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไป ตามประกาศของกรมประมงจะต้องติดตั้งระบบติดตามเรือ (Vessel Monitoring System : VMS) ซึ่งเป็นระบบติดตามเรือที่ประมงทั่วโลกนำมาใช้ควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ด้วยการนำเทคโนโลยีของอินเตอร์เน็ต จุดพิกัดดาวเทียม (GPS) และเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือ (Global Service Mobile : GSM) มาทำงานร่วมกันเพื่อให้ทราบถึงพิกัดเรือประมง (Vessel Positioning System : VPS) ได้แบบ Real time รวมทั้งยังสามารถตรวจสอบประวัติการเดินเรือประมงย้อนหลังได้ด้วย

“ตอนนี้ได้สั่งการให้ทางกรมประมงตรวจสอบเรือของเรา ว่ารุกช้ำเข้าไปในเขตเขาไหม เมื่อได้ข้อมูลที่แน่ชัด จะเร่งหารือกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อกำหนดท่าทีและแก้ไขปัญหา พร้อมกันนี้ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของชาวประมงที่เสียชีวิต รวมถึงแสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ที่ยังอยู่ในความควบคุมของทางการเมียนมา”นางนฤมล กล่าว

ถึงเวลานี้ก็คงต้องขอเอาใจช่วยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งดำเนินการเพื่อให้ทางทหารเมียนมาปล่อยลูกเรือทั้ง 31 คน ที่ถูกควบคุมตัว กลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว!!!

ขอบคุณภาพประกอบจาก : http://www.marinethai.net , VMS Thailand

อ้างอิง

– https://www.marinethai.net/vessel-monitoring-system-vms/

– https://vmsthai.com/how-does-vms-work/

– https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20161115130450_file.pdf

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ‘ไต๋เรือ’ยัน‘เรือไทย’ไม่ล้ำแดนพม่า-มีเครื่อง VMS แจ้งเตือน

– สั่งกรมประมงตรวจสอบ VMS หาพิกัดเรือประมงไทยที่ถูกเมียนมายิง

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ : กุญแจสู่อนาคตอาหารปลอดภัยและสมดุลสิ่งแวดล้อม

https://www.naewna.com/local/845125

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ : กุญแจสู่อนาคตอาหารปลอดภัยและสมดุลสิ่งแวดล้อม

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ : กุญแจสู่อนาคตอาหารปลอดภัยและสมดุลสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.45 น.

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ : กุญแจสู่อนาคตอาหารปลอดภัยและสมดุลสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่อุตสาหกรรมเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ (Sustainable Animal Welfare) เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบอาหารที่มั่นคง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามเส้นทางสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกชีวิตบนโลก

การเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความต้องการอาหารที่ยั่งยืน และแรงผลักดันด้านสวัสดิภาพสัตว์ การสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มผลผลิต การรักษาสิ่งแวดล้อม และดูแลสัตว์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น ตลอดจนเป็นแรงกระตุ้นให้การเลี้ยงสัตว์ปีกเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลกรวมถึงบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิมสู่การทำฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm) ด้วยการนำแนวทาง “ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์” มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาสมดุลระหว่างคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จากการนำหลักการสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ (Five Freedoms) ซึ่งเป็นพื้นฐานการเลี้ยงสัตว์สู่ความยั่งยืน มาประยุกต์ใช้ในการดูแลสัตว์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆ ดังนี้

•อิสระจากความหิวกระหาย

•อิสระจากความไม่สบายกาย

•อิสระจากความเจ็บปวดและโรคภัย

•อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ

•อิสระจากความกลัวและความเครียด

หลักสวัสดิภาพสัตว์ จะช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ป้องกันโรค และทำให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพสูงและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งเกษตรกรยังสามารถลดต้นทุนในระยะยาวและเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟ ยังให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Internet of Things (IoT), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซ็นเซอร์อัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการจัดการฟาร์มแบบ Smart Farm ช่วยเพิ่มความแม่นยำและเรียลไทม์ในการติดตามสุขภาพสัตว์ การจัดการ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ลดความเครียดและป้องกันการเกิดโรคระบาด พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์สู่ระดับสากล

นอกจากนี้ การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบคลาวด์ (Cloud-based Data Management) ช่วยให้สามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานได้ในระยะยาว

ในขณะเดียวกันประเทศผู้นำเข้าอาหารยังได้เพิ่มเงื่อนไขด้านความรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบ เช่น การใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และถั่วเหลืองจากแหล่งเพาะปลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบย้อนกลับได้ และไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า โดยซีพีเอฟ ตั้งเป้าหมาย “Zero Deforestation” ภายในปี 2568 เพื่อการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิดนี้ ทุกชีวิตจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนโดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เพื่อสมดุลในอนาคตที่ดีกว่าระหว่าง คน สัตว์ และโลกของเรา

#นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองผู้อำนวยการด้านมาตรฐานฟาร์มและข้อกำหนดลูกค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ และงานโครงการหลวง 2567

https://www.naewna.com/local/845008

'อธิบดีกรมการข้าว'เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ และงานโครงการหลวง 2567

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ และงานโครงการหลวง 2567

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.54 น.

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 เวลา 17.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ The Royal Project International Conference : From Alternative Development to Sustainable Development Goals : Empowering Alternative Development to Address Global Challenges และทรงเปิดงานโครงการหลวง 2567 “Hats on Hills ห่มเขาด้วยเงาไม้ ใต้ร่มพระบารมี 55 ปี โครงการหลวง” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

เกษตรฯแจงจ่ายไร่ละพัน เร่งผลักดันโครงการช่วยชาวนา

https://www.naewna.com/local/844876

เกษตรฯแจงจ่ายไร่ละพัน เร่งผลักดันโครงการช่วยชาวนา

เกษตรฯแจงจ่ายไร่ละพัน เร่งผลักดันโครงการช่วยชาวนา

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) ชี้แจงถึงโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/2568 หรือโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 กำหนดเป็นหลักการว่าการจัดทำมาตรการ/โครงการ เพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และภาคเกษตรต่อจากนี้ไปให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตร โดยตรงแก่เกษตรกร และให้พิจารณาดำเนินมาตรการ/โครงการ ลักษณะที่เป็นการสนับสนุน การเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคการเกษตร การพัฒนาภาคเกษตรตลอด ห่วงโซ่อุปทาน หรือเป็นการยกระดับกระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก้สินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกร สามารถสร้างรายได้ของตนเอง ได้อย่างเพียงพอได้ในระยะยาว และดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และมีความยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 รวม 2 โครงการ วงเงิน 59,500.01 ล้านบาท จำแนกเป็นวงเงินสินเชื่อ 50,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 9,019.01 ล้านบาท และเตรียมเสนอ ครม.ดังนี้ 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2567/68 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวม 43,843.76 ล้านบาท แยกเป็นวงเงินสินเชื่อ 35,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 8,362.76 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.จ่ายสินเชื่อตามโครงการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อชะลอข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยกำหนดข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการฯ และวงเงินสินเชื่อต่อตัน

2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน วงเงินงบประมาณ 15,656.25 ล้านบาท แยกเป็นวงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย หรือเพื่อการแปรรูป โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกรร้อยละ 3.50 ต่อปี ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาดำเนินงานตามระเบียบให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรสูงสุด

กยท.ชูนวัตกรรมยาง-ลดต้นทุนผลิต

https://www.naewna.com/local/844877

กยท.ชูนวัตกรรมยาง-ลดต้นทุนผลิต

กยท.ชูนวัตกรรมยาง-ลดต้นทุนผลิต

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ได้เตรียมจัด “โครงการรวมใจภักดิ์ หลอมรักษ์ สืบสานการพัฒนาที่ยั่งยืน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ซึ่งเป็น 1 ใน 19 โครงการ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเชิญ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดงาน ที่ศูนย์วิจัยยางหนองคายและสำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.หนองคาย โดย กยท.จะชู “สวนยางอารยเกษตร” ซึ่งเป็นพื้นที่แปลงสาธิตต้นแบบแหล่งเรียนรู้ในการจัดการสวนยางจำลองการใช้พื้นที่สวนยางอย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่น้อมนำศาสตร์ของพระราชามาใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงด้านการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถเรียนรู้การสร้างรายได้ระหว่างรอเก็บเกี่ยวผลผลิต จากการทำเกษตรชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ของตน นอกเหนือจากการปลูกยางพาราซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยวชนิดเดียว

นายสุขทัศน์กล่าวอีกว่า ได้นำนวัตกรรมยางพาราที่จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตและอำนวยความสะดวกการจัดการภายในสวนยางมาจัดแสดง อาทิ เครื่องสกัดน้ำมันจากชิ้นส่วนยางที่เหลือจากการแปรรูป (เศษยาง, ขี้ยาง) เป็นทางเลือกในการสร้างพลังงานทดแทน รวมถึงนำหุ่นยนต์กรีดยางเข้ามาจัดแสดงโชว์กรีดยางแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตและลดต้นทุนการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กยท.เตรียมแจกพันธุ์ยาง RRIT 3904 รวม 777 ต้น ให้ผู้นำเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่คิดค้นและพัฒนาโดยสถาบันวิจัยยาง กยท.มีความต้านทานต่อโรคทางใบและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในปริมาณมาก

‘นฤมล’จัดงานน้อมรำลึก รัชกาลที่9พระบิดาฝนหลวง

https://www.naewna.com/local/844878

‘นฤมล’จัดงานน้อมรำลึก รัชกาลที่9พระบิดาฝนหลวง

‘นฤมล’จัดงานน้อมรำลึก รัชกาลที่9พระบิดาฝนหลวง

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายราเชน ศิลปะรายะ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรพร้อมคณะ และผู้แทนส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม.

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ให้เทิดพระเกียรติพระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ทรงมีพระราชดำริที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นฝนจนเกิดเป็นเทคโนโลยีฝนหลวง ช่วยขจัดทุกข์ของประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และเป็นองค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งได้จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้ประชาชน เยาวชน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง อันเป็นมรดกสำคัญของประเทศในการช่วยเหลือประชาชนมาตลอดระยะเวลา 69 ปี

ส่วนการจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2567 กรมฝนหลวงฯ มีการจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา องค์ราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระบิดาแห่งฝนหลวง”

รองปลัดฯร่วมถก คกก.นโยบายยางฯ รับทราบทุกประเด็น ครอบคลุมการผลิต

https://www.naewna.com/local/844875

รองปลัดฯร่วมถก  คกก.นโยบายยางฯ  รับทราบทุกประเด็น  ครอบคลุมการผลิต

รองปลัดฯร่วมถก คกก.นโยบายยางฯ รับทราบทุกประเด็น ครอบคลุมการผลิต

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 2/2567 โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับการประชุมดังกล่าว มีการรับทราบประเด็นต่างๆ อาทิ 1.สถานการณ์ยางพาราของประเทศไทยและของโลก และ 2.ผลการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ และประเด็นเสนอเพื่อพิจารณาเห็นชอบ ได้แก่ (1) การขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษา เสถียรภาพราคายาง โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง และขยาย ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง (2) การขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบัน เกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท และ (3) การขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูป ยางพารา วงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีข้อเสนอแนะให้ดำเนินการวางแผนยุทธศาสตร์ยางพาราของไทย ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิต เน้นการศึกษาโอกาสในการขยายตลาดยางแปรรูปของประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น

‘ก.เกษตรฯ’เร่งช่วยเหลือด้านปศุสัตว์อย่างครอบคลุม ขอพี่น้องชาวใต้มั่นใจ

https://www.naewna.com/local/844891

'ก.เกษตรฯ'เร่งช่วยเหลือด้านปศุสัตว์อย่างครอบคลุม ขอพี่น้องชาวใต้มั่นใจ

‘ก.เกษตรฯ’เร่งช่วยเหลือด้านปศุสัตว์อย่างครอบคลุม ขอพี่น้องชาวใต้มั่นใจ

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยความคืบหน้าการช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ให้แก่พี่น้องเกษตรกรภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ว่า กรมปศุสัตว์ได้ช่วยเหลือเฉพาะหน้าในเบื้องต้นแล้ว ดังนี้ 1.แจกเสบียงพืชอาหารสัตว์ 134,240 กิโลกรัม 2.อพยพสัตว์ 207,793 ตัว 3.สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ/ยาปฏิชีวนะ/วิตามิน) 268 ชุด 4.รักษาสัตว์ 701 ตัว 5.ถุงยังชีพสัตว์ 158 ถุง

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ ช่วยเหลือประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 รวมทั้งวางแผนฟื้นฟูภายหลังน้ำลด เพื่อที่เกษตรกรจะสามารถกลับมาประกอบอาชีพและมีรายได้ตามปกติโดยเร็ว

สำหรับความเสียหายด้านปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า (30 พ.ย.67) มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา สตูล และ ตรัง จำนวน 71 อำเภอ 425 ตำบล 2,235 หมู่บ้าน มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 117,400 ราย สัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม 5,753,340 ตัว แบ่งเป็น โค 215,925 ตัว กระบือ 8,453 ตัว สุกร 75,164 ตัว แพะ/แกะ 135,775 ตัว และสัตว์ปีก 5,318,023 ตัว ส่วนแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ 6,017.50

“เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ได้ที่ 1. สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด 2. สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ 3. ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ 4. กลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3315” นายอนุกูล กล่าว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดดอยสะเก็ด (มูลนิธิดิอาร์ค)

https://www.naewna.com/local/844830

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดดอยสะเก็ด (มูลนิธิดิอาร์ค)

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดดอยสะเก็ด (มูลนิธิดิอาร์ค)

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.45 น.

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ นายสัตวแพทย์ศราวุธ เขียวศรี รักษาราชการแทนปศุสัตว์เขต 5 สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายธีรวิทย์ ขาวบุบผา ผู้อำนวยการกองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด ดอยสะเก็ด (มูลนิธิดิอาร์ค) อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ ได้รับสนองงานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการวางแผนออกแบบสถานที่พักพิงสัตว์และดำเนินโครงการก่อสร้างสถานที่พักพิงสัตว์และโรงพยาบาลสัตว์ของมูลนิธิ ดิ อาร์ค และมีหน่วยงานอื่นๆ ร่วมถวายงานฯ ซึ่งศูนย์พักพิงฯ มีสุนัขจำนวน กว่า 600 ตัว มีสัตวแพทย์จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ กรมปศุสัตว์ร่วมปฏิบัติงาน ทั้งนี้เพื่อสนองงานในการช่วยเหลือสุนัข แมวจรจัดที่ถูกทอดทิ้ง และสัตว์ที่ถูกทารุณกรรม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งด้านสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ต่อไป

– 006