‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

ท่ามกลางความกังวลของสังคมต่อปัญหาปลาหมอคางดำ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “ปลาต่างถิ่นรุกราน” ที่สร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศน้ำจืดและอาชีพประมงพื้นบ้าน วันนี้ภาพรวมสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการขับเคลื่อนเชิงรุกของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ภายใต้กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงกำจัด แต่เน้นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จนทำให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับปลาชนิดนี้ ควบคู่กับการรักษาสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม

เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปลาป่น ถือเป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำประสิทธิภาพของแนวทางดังกล่าว โดยนายกสมาคมผู้ผลิตปลาป่นและผู้แทนบริษัทเอกชน นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของโรงงานปลาป่น บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียงมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน สะท้อนจากปริมาณปลาที่ชาวประมงนำมาส่งขายให้โรงงาน ซึ่งลดลงอย่างมากจนไม่เพียงพอสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต

“จากเดิมที่เคยรับซื้อปลาหมอคางดำได้วันละหลัก 1,000 กิโลกรัม ปัจจุบันต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะรวบรวมได้ แต่ก็ยังไม่ถึง 200 กิโลกรัม” นายปรีชากล่าว พร้อมย้ำว่านี่คือสัญญาณชัดว่าประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงจริง ไม่ใช่เพียงการประเมินจากตัวเลขในเอกสาร แต่เป็นผลลัพธ์ที่ภาคธุรกิจรับรู้ได้โดยตรง

ในมิติคุณภาพ นายปรีชายังชี้ให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำมีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะด้านโปรตีน “ปลาน้ำจืดทั่วไปโปรตีนจะอยู่ราว 30–40% แต่ปลาหมอคางดำได้ถึง 55% ขณะที่ปลาทะเลทั่วไปจะมากกว่า 60% เรื่องโปรตีนจึงไม่ใช่ปัญหา หากโปรตีนน้อยก็ทำอาหารสัตว์ โปรตีนมากก็แปรรูปเป็นอาหารคนได้” มุมมองนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ปลาหมอคางดำไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็นภาระ หากมีการจัดการและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

ด้านภาครัฐ โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม รายงานผลการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พบว่าความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในลำคลองต่างๆ ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่พบเฉลี่ย 100 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ปัจจุบันเหลือเพียง 5–7 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการควบคุมที่ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ขณะที่สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ได้ยกระดับการแก้ปัญหาเป็น “วาระร่วมของชุมชน” โดยผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ครอบคลุม 21 สายคลองทั่วจังหวัด การดำเนินงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจับปลา แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่านกิจกรรมมากกว่า 45 ครั้ง ที่ช่วยทั้งลดความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ และสร้างการรับรู้ให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาเฝ้าระวังและจัดการร่วมกัน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือการจัดการที่รวดเร็ว เป็นระบบและยั่งยืน พร้อมการส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น ปลาร้า ปลาแดดเดียว และน้ำปลา ทำให้ปลาหมอคางดำจาก “ปัญหา” กลายเป็น “ทรัพยากร” ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น และลดแรงจูงใจในการปล่อยหรือแพร่กระจายปลากลับสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ในระดับนโยบาย นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เคยเปิดเผยว่า กรมประมงได้เร่งควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำผ่านกิจกรรมเชิงรุก อาทิ การ “ลงแขกลงคลอง” และการนำปลาหมอคางดำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพ ภายใต้แบรนด์ “WASTE, NOT WASTED ของเสียที่ไม่เสียของ” ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายในพื้นที่

อีกหนึ่งกลไกสำคัญ คือโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำจากบ่อเพาะเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ 14 จังหวัด ปัจจุบันสามารถรับซื้อและส่งต่อให้กรมพัฒนาที่ดินเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพได้แล้วรวมกว่า 2.84 ล้านกิโลกรัม (ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2568) ตัวเลขนี้ไม่เพียงช่วยลดประชากรปลาในธรรมชาติ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดให้คล้องจอง แต่คือกระบวนการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูล วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้าด้วยกัน จนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในเชิงการลดจำนวนปลาหมอคางดำ การฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ และการสร้างรายได้ใหม่ให้ท้องถิ่น บทเรียนสำคัญคือ เมื่อชุมชน “รู้จริง” และมีเครื่องมือที่เหมาะสม ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนก็สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว เครื่องร้อน สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนา ปี 69

อธิบดีกรมการข้าว เครื่องร้อน สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนา ปี 69

อธิบดีกรมการข้าว เครื่องร้อน สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนา ปี 69

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เครื่องร้อน  สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนาฯ ปี 69

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ทั้งนี้  รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ได้มีคณะรัฐมนตรี กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทอดพระเนตรการทำนาที่อำเภอบางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ทั้งได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทยและเป็นวาระสำคัญต่อกิจกรรมข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิตในการกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”

รายงานข่าว ยังระบุด้วยว่า  การที่กำหนดให้มีวันข้าวและชาวนาแห่งชาติเป็นการเฉพาะ โดยแยกออกจากวันพระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นเกษตรกรนั้น เนื่องจากวันพระราชพิธีพืชมงคลดังกล่าวมิได้เฉพาะเจาะจงแต่เฉพาะอาชีพการทำนาและชาวนาเท่านั้น แต่หมายรวมถึงอาชีพการทำไร่ การทำสวนด้วย ประกอบกับการกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลในแต่ละปีนั้น เป็นการกำหนดทางจันทรคติ ทำให้ไม่สามารถระบุเป็นวันแน่ชัดล่วงหน้าถาวรในปฏิทินได้ และไม่เหมาะสมที่จะจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองสำหรับชาวนาโดยทั่วไป รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีภารกิจในการเตรียมงานสำหรับพระราชพิธีดังกล่าวด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมส่งเสริมอาชีพเกษตรในสังคมเมือง

21 ธันวาคม 2568 นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” ซึ่งจัดขึ้นในห้วงระยะเวลา 100 วัน แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดโพรงมะเดื่อ ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
ภายในงาน ได้มอบอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนวัดโพรงมะเดื่อ เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมอบรมฝึกอาชีพด้านการเกษตรในสังคมเมือง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ การปลูกผักสวนครัวในพื้นที่จำกัดในรูปแบบกระถางแขวน การเพาะต้นอ่อนพืช การร้อยมาลัยจากดอกกล้วยไม้ และการจัดกระเช้ากล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างรายได้เสริมให้แก่ประชาชน

นางอัญชลี บอกอีกว่ากิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐในการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

รองนายกฯ ‘ธรรมนัส’ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ คลินิกเกษตรเคลื่อนที่

รองนายกฯ 'ธรรมนัส' เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ คลินิกเกษตรเคลื่อนที่

รองนายกฯ ‘ธรรมนัส’ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ คลินิกเกษตรเคลื่อนที่

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.07 น.

วันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการในระดับท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรเกษตรกร เข้าร่วมให้บริการ จำนวน 39 หน่วยงาน ณ โรงเรียนวัดโพรงมะเดื่อ (ศรีวิทยากร) ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

▫️โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จำนวน 11 คลินิกหลัก ได้แก่ คลินิกดิน (สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม) คลินิกพืช (ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครปฐม) คลินิกข้าว (ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี) คลินิกปศุสัตว์ (สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม) คลินิกประมง (สำนักงานประมงจังหวัดนครปฐม) คลินิกชลประทาน (โครงการชลประทานนครปฐม) คลินิกสหกรณ์ (สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม) คลินิกบัญชี (สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดนครปฐม) คลินิกกฎหมาย (สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครปฐม) คลินิกหม่อนไหม (ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ กาญจนบุรี) และคลินิกส่งเสริมการเกษตร (สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม) 

 ▫️นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการอบรมระยะสั้น เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่สำคัญในพื้นที่ หัวข้อซ่อมอาชีพเดิม เสริมอาชีพใหม่ และมีการออกร้านและบริการสินค้าราคาประหยัดจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer Smart Farmer และกลุ่มโอทอป ภายในจังหวัดนครปฐม จำนวน 20 ร้านค้า อีกด้วย

▫️ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมการข้าว นำผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี ร่วมออกบูธคลินิกข้าว โดยได้นำนิทรรศการและองค์ความรู้ด้านข้าวมาจัดแสดง อาทิ นิทรรศการหนาวนี้แช่ข้าวอย่างไร ให้งอกสวย ตัวอย่างการตรวจสอบสิ่งเจือปนและการทดสอบความงอกของข้าวอย่างง่าย ตลอดจนนิทรรศการข้อมูลด้านพันธุ์ข้าวมาจัดแสดงให้ผู้เข้าร่วมงาน 

▫️สำหรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงการบริการทางการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรในคราวเดียวกัน ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ที่มีปัญหาได้รับบริการทางการเกษตร เช่น การวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช สัตว์ ประมง รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และฝึกอบรมความรู้การเกษตรที่เหมาะสมควบคู่กันไปด้วย

ธรรมนัสลุยเชียงราย ชูโมเดลไถกลบตอซัง แก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก-ฝุ่น PM 2.5

ธรรมนัสลุยเชียงราย ชูโมเดลไถกลบตอซัง แก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก-ฝุ่น PM 2.5

ธรรมนัสลุยเชียงราย ชูโมเดลไถกลบตอซัง แก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก-ฝุ่น PM 2.5

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.42 น.

อธิบดีกรมการข้าวร่วมติดตามรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย

19 ธันวาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ร่วมติดตาม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจราชการและพบปะรับฟังปัญหา จากพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเตรียมผลักดันการเชื่อมโยงกลไกภาคการเกษตร สร้างความมั่นคง สู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเน้นย้ำในเรื่อง การลดการเผาตอซัง 

ในการนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบหมายให้ กรมการข้าวร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินในการขับเคลื่อนโครงการรณรงค์ไถกลบ – ลดการเผาตอซัง ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการอยู่ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ ลดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่น PM 2.5) และก๊าซเรือนกระจก

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

19 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเร่งขับเคลื่อนงานพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 2 นายชาคริต ไทยประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 2 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนเชียงแสนวิทยา ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้นำเสนอ VTR เกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สแลบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตร  รวมทั้งบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ลดความเสี่ยงจากอุทกภัย และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชน

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 13 บ้านแม่คำใหม่ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร รวมถึงลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ มีความจุอ่างฯ  51.65 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ประมาณ 79,000 ไร่ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝน 67,000 ไร่ และฤดูแล้ง 48,900 ไร่

ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สแลบ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย มีความจุอ่างฯ  20.41 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 57,000 ไร่ สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูฝน 45,500 ไร่ และฤดูแล้ง 33,200 ไร่

ปัจจุบันทั้ง 2 แห่ง อยู่ในแผนดำเนินงานก่อสร้างระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2571–2574) หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สำคัญ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านน้ำของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

กยท.รุดเยียวยา! ‘ชาวสวนยาง’ ชายแดนบุรีรัมย์-หลังได้รับผลกระทบสู้รบ

กยท.รุดเยียวยา! ‘ชาวสวนยาง’ ชายแดนบุรีรัมย์-หลังได้รับผลกระทบสู้รบ

กยท.รุดเยียวยา! ‘ชาวสวนยาง’ ชายแดนบุรีรัมย์-หลังได้รับผลกระทบสู้รบ

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.53 น.

กยท.รุดเยียวยา! ชาวสวนยางชายแดนบุรีรัมย์ จ่ายรายละ 3,000 บ. เผยสู้รบทำผลผลิตหาย 1.5 หมื่นตันต่อวัน

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมคณะ มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุด ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ลี้ภัยจากการสู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้แทนรับมอบ

ดร.เพิก เปิดเผยว่า กยท. เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ 1.เงินชดเชยขาดรายได้ รายละ 3,000 บาท ระหว่างที่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ทำกินได้ 2.กรณีเสียชีวิต ซึ่งช่วยเหลือค่าทำศพรายละ 30,000 บาท และ 3.การฟื้นฟู โดยสนับสนุนปุ๋ยและอุปกรณ์การเกษตรเพื่อลดต้นทุนในพื้นที่ที่สวนยางได้รับความเสียหายจากการโดนระเบิด

ปัจจุบันพื้นที่สวนยางใน 9 จังหวัดชายแดนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะ จ.บุรีรัมย์ เสียหายกว่า 1 แสนไร่ และภาพรวมทั้งแนวชายแดนเสียหายกว่า 1 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตยางพาราหายไปจากระบบประมาณ 10,000 – 15,000 ตันต่อวัน

สำหรับสถานการณ์ราคายาง ดร.เพิก ระบุว่า หลังจากผ่านพ้นช่วงขาลงจากปัจจัยน้ำท่วมหาดใหญ่และค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะนี้ราคายางได้หยุดการลดลงและเริ่มขยับเป็นขาขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เนื่องจากซัพพลายในตลาดหายไปจากเหตุสู้รบ โดย กยท. ได้เตรียมเงินหมุนเวียนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคา มั่นใจว่าราคายางเฉลี่ยทั้งปีจะไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน

///////-026

รมช.เกษตรฯติดตามโครงการฯแก้ปัญหาน้ำ

รมช.เกษตรฯติดตามโครงการฯแก้ปัญหาน้ำ

รมช.เกษตรฯติดตามโครงการฯแก้ปัญหาน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.07 น.

รมช.เกษตรฯ ติดตามโครงการ อ่างเก็บน้ำคลองสะพานเต่า หนุนแก้ปัญหาน้ำสุราษฎร์ฯ

วันนี้ (18 ธ.ค.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสะพานเต่า ต.คลองศก อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการสำคัญในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และลดปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรและที่อยู่อาศัยของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสะพานเต่า มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 8.60 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำระยะทางรวมประมาณ 35 กิโลเมตร สามารถรองรับและกระจายน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 9,500 ไร่ โดยใช้งบประมาณดำเนินการทั้งโครงการประมาณ 600 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2573–2576

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาด้านน้ำแล้ว โครงการดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในด้านการเป็นแหล่งเพาะและอนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรธรรมชาติ ช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชุมชนในอนาคต

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการวางแผนศึกษารายงานความเหมาะสม (FS) และการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและการพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

015

เปิดคลินิกเกษตรฯบูรณาการให้บริการเกษตรกร

เปิดคลินิกเกษตรฯบูรณาการให้บริการเกษตรกร

เปิดคลินิกเกษตรฯบูรณาการให้บริการเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

รมช.เกษตรฯ เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ไตรมาส 1 ปี 2569 บูรณาการทุกภาคส่วน ยกระดับบริการเกษตรกรถึงพื้นที่

วันนี้ (18 ธ.ค.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนมาปฏิบัติ ผ่านการให้บริการด้านการเกษตรเชิงรุกที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกร พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้เกษตรกร ซึ่งช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรในระยะยาว  

ทั้งนี้ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ให้บริการในลักษณะครบวงจรในจุดเดียว อาทิ การวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพดิน การวินิจฉัยและป้องกันโรคพืช โรคสัตว์ และโรคสัตว์น้ำ การให้คำปรึกษาด้านการผลิต การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม การให้บริการวัคซีนสัตว์ช่วยป้องกันโรค ตลอดจนการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่  

นายนเรศ กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน ตลอดจนส่วนราชการในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมจัดกิจกรรมและนิทรรศการให้บริการความรู้และคำปรึกษา เพื่อให้สามารถเข้าถึงการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทั่วถึง  ขณะเดียวกันได้กำชับให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานด้วยความเสียสละ มีจิตอาสา และให้บริการอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรในพื้นที่

015

สศก.เผยGDPภาคเกษตรโตร้อยละ3.3

สศก.เผยGDPภาคเกษตรโตร้อยละ3.3

สศก.เผยGDPภาคเกษตรโตร้อยละ3.3

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผย GDP ภาคการเกษตรของไทยปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3.3 พร้อมคาดการ GDP ภาคการเกษตรปี 2569 เติบโตกว่าร้อยละ 2

วันนี้ (18 ธ.ค.) นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทยที่ต้องเผชิญกับ 5 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ , มาตรการการกีดกันทางการค้าและมาตรฐานสินค้ารูปแบบใหม่ , สภาพอากาศแปรปรวนและภัยพิบัติธรรมชาติการ , เติบโตสีเขียว และโครงสร้างประชากรสูงวัยที่มีมากขึ้นซึ่งส่งผลต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรด้วยนโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ผ่านกลไกลการสร้างรายได้ สร้างตลาด และสร้างโอกาส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและผลักดันให้ภาคการเกษตรไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568  ของไทย(GDP)ในภาพรวม มีการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (2567) ซึ่งในภาพรวมมีปัจจัยสนับสนุนจาก ปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก ประกอบกับสภาพอากาศเอื้ออำนวย ไม่ประสบภัยแล้งรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีขึ้น รวมถึงนโยบายจากภาครัฐที่ได้มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการส่งเสริม และบริหารจัดการได้ดีขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันประเทศไทยยังต้องเผชิญกับภัยพิบัติในหลายช่วง ไม่ว่าจะเป็นพายุวิภา และ คาจิกิ ทำให้ผลผลิตเกษตรได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเงินบาทแข็งค่าซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยในสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาการบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้มีการขยายตัว ในขณะที่ สาขาการประมงที่ยังคงหดตัว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2569 สศก.คาดว่าจะมีการขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2-3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่มีความต่อเนื่อง และความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจโลกที่มีการชะลอตัว รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า และความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วย