พด.แนะอนุรักษ์ดิน-น้ำฟื้นฟูภาคเกษตร

https://www.naewna.com/local/837820

พด.แนะอนุรักษ์ดิน-น้ำฟื้นฟูภาคเกษตร

พด.แนะอนุรักษ์ดิน-น้ำฟื้นฟูภาคเกษตร

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการเกษตร ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate Change) การทำลายป่าไม้ พื้นที่ เกษตรกรรมในที่ลุ่มต่ำและขวางทางไหลของน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสมจึงเกิดการชะล้างพังทลายของดิน จากสถานการณ์ฝนตกหนักสะสมในช่วงเดือนสิงหาคม 2567 ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลาก พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายเกิดการทับถมของตะกอนดิน ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่สามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ เพื่อฟื้นฟูดินและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน มีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำหลายรูปแบบ ดังนี้ 1.การปรับที่นาใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสะสมของตะกอนดินต้องปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน โดยการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินผ่านการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด ช่วยให้ดินดูดซับน้ำฝนได้มากขึ้น ลดปริมาณน้ำไหลบ่าหน้าดิน 2.การทำคันดินเบนน้ำ เพื่อชะลอและกระจายน้ำไหลบ่าให้ซึมลงดินลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ 3.การทำขั้นบันไดดิน เพื่อลดความรุนแรงของน้ำไหลบ่า 4.การสร้างฝายชะลอน้ำ ในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อชะลอการไหลของน้ำลดความรุนแรงของน้ำหลาก และเพิ่มการกักเก็บน้ำในดิน 5.การปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ชะลอความเร็วของน้ำไหลบ่า และเพิ่มการซึมน้ำลงดิน 6. การไถกลบตอซัง ที่ถูกน้ำท่วมตาย ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย ทำให้น้ำซึมผ่านได้ดีขึ้น 7.การขุดสระน้ำในไร่นา เพื่อกักเก็บน้ำฝนส่วนเกินไว้ใช้ในฤดูแล้ง และช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ และ 8.การปรับรูปแปลงนา ให้มีคันนาที่กว้างและสูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำในแปลงนา

รองปลัดฯผลักดันโครงการ เยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น

https://www.naewna.com/local/837822

รองปลัดฯผลักดันโครงการ  เยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น

รองปลัดฯผลักดันโครงการ เยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่นครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักการเกษตรต่างประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 และมีกำหนดส่งเยาวชนเกษตรไทยเดินทางไปฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นในช่วงเดือนเมษายน 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สำหรับผลการดำเนินโครงการฯ ประจำปี 2567 ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เยาวชนเกษตรไทยที่ได้รับการคัดเลือก มีความตั้งใจในการฝึกงานเป็นอย่างดี และครอบครัวเกษตรกรชาวญี่ปุ่นได้ให้ความร่วมมือในการฝึกงาน ทำให้เยาวชนเกษตรไทยได้รับความรู้และประสบการณ์ในการทำการเกษตรเพิ่มเติม และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกเยาวชนเกษตรไทยให้ตรงกับบริบทและวัตถุประสงค์ของโครงการฯ

เกษตรฯลดขั้นตอนช่วย ผู้ประสบภัยพิบัติทางการเกษตร

https://www.naewna.com/local/837817

เกษตรฯลดขั้นตอนช่วย ผู้ประสบภัยพิบัติทางการเกษตร

เกษตรฯลดขั้นตอนช่วย ผู้ประสบภัยพิบัติทางการเกษตร

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 5 /2567 โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ ในการลดขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยลดระยะเวลาขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรใหม่ จากเดิมไม่เกิน 90 วันเหลือไม่เกิน 65 วัน พร้อมทั้งมอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ หารือร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการศึกษาในรายละเอียดให้มีความสอดคล้อง เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ อีกทั้ง มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ประเมินความเสียหายเบื้องต้นก่อนน้ำลด เพื่อให้กระบวนการสำรวจรวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รายงานสรุปความเสียหายจากอุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ ดังนี้ 1.ด้านพืช ได้รับความเสียหาย 40 จังหวัด สำรวจพบความเสียหายสิ้นเชิงแล้ว เกษตรกร 71,039 ราย พื้นที่ 566,192 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 513,249 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 47 , 347 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่นๆ 5,596 ไร่ คิดเป็นเงิน 804.59 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 1,698 ราย พื้นที่ 8,251 ไร่ 2.ด้านประมง ได้รับความเสียหาย 23 จังหวัด สำรวจพบความเสียหายแล้ว เกษตรกร 3,629 ราย พื้นที่รวม 4,276ไร่ กระชัง 6,636 ตร.ม.คิดเป็นเงิน 24.92 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 828 ราย พื้นที่ 739 ไร่ กระชัง 6,374 ตร.ม. และ 3.ด้านปศุสัตว์ ได้รับความเสียหาย 14 จังหวัด พบความเสียหายแล้ว เกษตรกร 1,146 รายสัตว์ตาย / สูญหายรวม 90,212 ตัว แบ่งเป็นโค 382 ตัว กระบือ 46 ตัว สุกร 147 ตัว แพะ /แกะ 66 ตัว และสัตว์ปีก 89,571 ตัว

ด้านการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่ระบายจากเขื่อนภูมิพล สิริกิต์ และแควน้อยฯ ไหลมารวมกันที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C2 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ปัจจุบัน 2,359 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งตะวันออกและฝังตะวันตก รวมรับน้ำ 451 ลบ.ม./วินาที ส่วนปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,199 ลบ.ม./วินาที นอกจากนี้เขื่อนป่าสักฯ ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก 151 ลบ.ม./วินาที ไหลผ่านเขื่อนพระรามหก 303 ลบ.ม./วินาที ก่อนไหลมาบรรจบที่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานี C29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เฉลี่ย 1,990 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ การเปิดระบายของเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหกจะพิจารณาผลการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลขึ้น-ลงของกรมอุทกศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้พิจารณาปริมาณน้ำจากคลองพระยาบรรลือ (สน.สิงหนาท 2) และคลองพระพิมล (สน.บางบัวทอง) มาสนับสนุนในแม่น้ำเจ้าพระยาตาความเหมาะสม

รัฐบาลปลื้ม‘สินค้าเกษตร’ขึ้นแท่นที่ 1 อาเซียน 8 เดือนส่งออกพุ่ง 4.3 แสนล้านบาท

https://www.naewna.com/local/837742

รัฐบาลปลื้ม‘สินค้าเกษตร’ขึ้นแท่นที่ 1 อาเซียน 8 เดือนส่งออกพุ่ง 4.3 แสนล้านบาท

รัฐบาลปลื้ม‘สินค้าเกษตร’ขึ้นแท่นที่ 1 อาเซียน 8 เดือนส่งออกพุ่ง 4.3 แสนล้านบาท

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 12.05 น.

รัฐบาลปลื้ม‘สินค้าเกษตร’เมดอินไทยแลนด์ขึ้นแท่นที่ 1 ในอาเซียน ติดอันดับ 8 ของโลก หลัง 8 เดือนส่งออกพุ่ง 4.3 แสนล้านบาท ‘นายกฯ’สั่งเร่งลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคให้น้อยที่สุดดันติดTop5 ของโลกให้ได้ในต้นปีหน้า

27 ตุลาคม 2567 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลการส่งออกสินค้าเกษตรไปตลาดโลก ช่วง 8 เดือน (มกราคม – สิงหาคม 2567) นั้นพบว่าประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปตลาดโลก มีมูลค่ามากถึง 19,826 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเป็นการส่งออกไปกลุ่มประเทศคู่ค้าที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย มูลค่า 13,774 ล้านดอลลาร์ หรือ 4.3 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 69% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด

ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถครองแชมป์เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 1 ของอาเซียน และเป็นอันดับที่ 8 ของโลก โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน สัดส่วนกว่า 31% ของการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยทั้งหมด อาเซียน สัดส่วน 15% ญี่ปุ่น สัดส่วน 11% และเกาหลีใต้ สัดส่วน 3% ตลาดที่เติบโตได้ดี ได้แก่ อาเซียน ขยายตัว 39% อินเดีย ขยายตัว 34% ออสเตรเลีย ขยายตัว 23% สิงคโปร์ ขยายตัว 10% เกาหลีใต้ ขยายตัว 9% และญี่ปุ่น ขยายตัว 7% ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเจออุปสรรคการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ และความท้าทายจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน แต่แนวโน้มการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังมีทิศทางที่ดี และขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า จากรายงานถึงสถิติการส่งออกรายเดือน พบว่าความต้องการสินค้าเกษตรไทยเพิ่มขึ้น โดยในช่วงเดือนสิงหาคม 2567 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปประเทศคู่ FTA มูลค่า 1,651 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9% จากเดือนก่อนหน้า และภาพรวมของไทยกับคู่ค้าในตลาด FTA เติบโตเพิ่มขึ้น อาทิ จีน และญี่ปุ่น ขยายตัว 11%  อินเดีย ขยายตัว 24%  นิวซีแลนด์ ขยายตัว 34%  อาเซียน ขยายตัว 4% ฮ่องกง ขยายตัว 2%  ชิลี ขยายตัว 42.8%  อีกทั้ง ในช่วงเดือนสิงหาคม 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ 5 อันดับต้นของไทย ขยายตัวเป็นที่น่าพอใจทุกรายการ โดยสินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกเป็นอันดับที่หนึ่ง คือ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง มูลค่า 604 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 21% ข้าว มูลค่า 562 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 41% ยางพารา มูลค่า 497 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9% ไก่ มูลค่า 392 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 6%  ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มูลค่า 260 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 2% 

ทั้งนี้ แม้ว่าแนวโน้มสถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอนาคตมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยที่จะขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีนางสาวแพทองธาร ชินวัตรได้ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งลดอุปสรรคและเงื่อนไขต่างๆในข้อติดขัดเพื่อสนับสนุนให้ผู้ส่งออกของไทย ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นซึ่งจะมีโอกาสส่งผลให้ไทยติดอันดับหนึ่งใน5ของโลกได้ในปีหน้า โดยใช้ประโยชน์จากการดำเนินการของรัฐบาลที่เปิดโอกาส ในการสร้างข้อตกลง FTA อย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันไทยได้เจรจาจัดทำ FTA สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยทั้งสิ้น 14 ฉบับกับคู่ค้า 18 ประเทศคู่ค้า อีกทั้ง มีการลดและยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่แล้ว อาทิ  ยางพารา 16 ประเทศ ไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทยแล้ว ยกเว้นจีนและอินเดีย  ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 15 ประเทศ ไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทย ยกเว้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย  ไก่แปรรูป 14 ประเทศ ไม่เก็บภาษีนำเข้าไก่แปรรูปจากไทย ยกเว้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ชิลี และเปรู ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง 12 ประเทศ ไม่เก็บภาษีนำเข้าแล้ว ยกเว้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.ประชุม มอบนโยบาย-แนวทางการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568

https://www.naewna.com/local/837696

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็นปธ.ประชุม มอบนโยบาย-แนวทางการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.ประชุม มอบนโยบาย-แนวทางการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.00 น.

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และ นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เป็นประธานการประชุม มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการกลุ่ม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ณ หอประชุมเทศบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

– 006

‘นวนิตย์’ติดตามงาน ศูนย์เกษตรพิรุณราชฯ

https://www.naewna.com/local/837350

‘นวนิตย์’ติดตามงาน  ศูนย์เกษตรพิรุณราชฯ

‘นวนิตย์’ติดตามงาน ศูนย์เกษตรพิรุณราชฯ

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ โครงการศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2567 โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมได้ร่วมติดตามการขับเคลื่อนงานศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ พร้อมทั้งมอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมบูรณาการศึกษาและทบทวนแนวทางการพัฒนาระบบศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ ระยะที่ 2 ในรูปแบบ E-Service โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้บริการ และเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว แก่ผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เครือข่าย ซึ่งปัจจุบันได้มีการขยายศูนย์บริการเครือข่าย 1,938 ศูนย์ ทั่วประเทศไทย แบ่งออกเป็น 1.ระดับกรม (ส่วนกลาง) 22 ศูนย์ 2.ระดับจังหวัด 533 ศูนย์ และ 3.ระดับอำเภอ 1,383 ศูนย์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของเกษตรกรในทุกพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมงานบริการของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป อาทิ การขอรับบริการข้อมูลข่าวสาร การรับเรื่องร้องเรียนคลายทุกข์ และงานบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

โฆษกฯยันน้ำไม่ท่วมกทม. เขื่อนเจ้าพระยาปรับแผนระบาย

https://www.naewna.com/local/837348

โฆษกฯยันน้ำไม่ท่วมกทม. เขื่อนเจ้าพระยาปรับแผนระบาย

โฆษกฯยันน้ำไม่ท่วมกทม. เขื่อนเจ้าพระยาปรับแผนระบาย

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำและแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (swoc) กรมชลประทาน ถนนสามเสน

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่ ฝนที่ตกชุกกระจายทางตอนบนของลุ่มน้ำปิง ส่งผลให้เกิดน้ำหลากในลำน้ำสาขาของแม่น้ำปิง ก่อนจะไหลลงมาสมทบในแม่น้ำปิง ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นไหลเข้าท่วมพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และพื้นที่เศรษฐกิจก่อนหน้านี้

ด้านสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 19,650 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 79% ของความจุอ่างฯ รวมกันสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,221 ล้าน ลบ.ม.กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำที่ไหลมาจากทางตอนบนด้วยการเก็บกักน้ำไว้ในอ่างฯ ให้ได้มากที่สุด พร้อมบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตอนกลางด้วยการหน่วงน้ำไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำและแก้มลิงธรรมชาติ ส่วนปริมาณน้ำที่เหลือจะไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยา ที่สถานีวัดระดับน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พร้อมกับควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 2,400 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อนให้ได้มากที่สุด ซึ่งการระบายน้ำในอัตราดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่สถานีวัดน้ำ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 1,990 ลบ.ม./วินาที หรือคิดเป็น 70% ของความจุลำน้ำซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ชั้นในของ กทม.และปริมณฑล แต่อาจจะมีผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำหรือในพื้นที่ซึ่งมีระดับตลิ่งต่ำในช่วงที่มีน้ำทะเลหนุนสูง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ กทม.และปริมณฑล ที่อยู่ในแนวคันกั้นน้ำ กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำฝน พร้อมกับเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำด้วยการพร่องน้ำในคลองสาขาต่างๆ ตลอดจนบูรณาการร่วมกับกรุงเทพมหานคร ในการบริหารจัดการน้ำในจุดที่เชื่อมต่อกันให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด

ไทย-ไอร์แลนด์หนุนความมั่นคงอาหาร

https://www.naewna.com/local/837351

ไทย-ไอร์แลนด์หนุนความมั่นคงอาหาร

ไทย-ไอร์แลนด์หนุนความมั่นคงอาหาร

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร่วมมือ : นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับ นางพิปปา แฮ็คเก็ตต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและอาหารไอร์แลนด์ เสริมสร้างความร่วมมือด้านปฏิรูประบบเกษตรและอาหาร และยกระดับความมั่นคงทางอาหารเพื่อให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างมีคุณภาพ เพียงพอ และยั่งยืน

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นางพิปปา แฮ็คเก็ตต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและอาหารไอร์แลนด์ (Senator Pippa Hackett : Minister of State for Agriculture and Food of the Government of Ireland) โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการปฏิรูประบบเกษตรและอาหาร และการยกระดับความมั่นคงทางอาหาร โดยฝ่ายไอร์แลนด์ ยินดีให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนส่วนฝ่ายไทยได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าได้เตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงทางอาหารทั้งระบบ ผ่านกลไกคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับด้านนโยบายอาหารของประเทศ รวมถึงขับเคลื่อนความมั่นคงอาหาร ผ่านแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2570) ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการฐานทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอาหาร เพื่อให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างมีคุณภาพเพียงพอและยั่งยืน

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้ขอความสนับสนุนจากไอร์แลนด์ ผลักดันการดำเนินการเคลื่อนย้ายม้าจากประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรป โดยในปี 2563 สหภาพยุโรปได้ระงับการนำเข้าเป็นการชั่วคราวเนื่องจากโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness, AHS) ทำให้ม้าที่มาจากไทยไม่สามารถเคลื่อนย้ายกลับไปยังสหภาพยุโรปได้ จึงส่งผลกระทบต่อวงการกีฬาขี่ม้าของไทย โดยองค์กรสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ได้ให้การรับรองประเทศไทยว่าเป็นประเทศปลอดโรค AHS (AHS-free country) ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 และหวังว่าทางสหภาพยุโรปจะได้รับการคืนสถานะภายในปีนี้ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกเป็นอย่างมากให้กับนักกีฬาที่จะนำม้าจากสหภาพยุโรปเข้ามาแข่งในประเทศไทยในห้วงเดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ฝ่ายไอร์แลนด์ยินดีที่จะประสานเรื่องดังกล่าวกับสหภาพยุโรปต่อไป

รองปลัดฯร่วมวง ถกคกก.ขับเคลื่อน การป้องกัน-ฟื้นฟู สร้างฝายราษีไศล

https://www.naewna.com/local/837349

รองปลัดฯร่วมวง  ถกคกก.ขับเคลื่อน  การป้องกัน-ฟื้นฟู  สร้างฝายราษีไศล

รองปลัดฯร่วมวง ถกคกก.ขับเคลื่อน การป้องกัน-ฟื้นฟู สร้างฝายราษีไศล

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนตามแนวทางในการป้องกันแก้ไขและฟื้นฟูผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล ครั้งที่ 1/2567 โดยที่ประชุมได้รับทราบผลการศึกษาการชดเชยการสูญเสียรายได้และการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม กรณีโครงการก่อสร้างฝายราษีไศล เพื่อนำข้อมูลผลการศึกษาดำเนินงานต่อไป และรับทราบแนวทางการแก้ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราศีไศล และรับทราบรายชื่อราษฎรที่เป็นตัวแทนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างฝายราษีไศล เพื่อเป็นตัวแทนในการขอความเห็นชอบให้ทำการไต่สวนสิทธิ์ และพิสูจน์สิทธิ์ว่าเคยใช้ประโยชน์ในพื้นที่ 11,986 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบอาทิ 1.(ร่าง) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาข้อเท็จจริงเรื่องชดเชยการสูญเสียรายได้ และการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม กรณีโครงการก่อสร้างฝายราษีไศล 2.(ร่าง) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางชดเชยการสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพและการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม กรณีโครงการก่อสร้างฝายราษีไศล 3.(ร่าง) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการชดเชยการสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพและการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม กรณีโครงการก่อสร้างฝายราษีไศล 4.(ร่าง) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบรายชื่อครัวเรือนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพและการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม เป็นต้น

‘นฤมล’สานสัมพันธ์ทางการทูตโอมาน ครบ 44 ปี ส่งเสริมความร่วมมือการเกษตรและประมง

https://www.naewna.com/local/837356

'นฤมล'สานสัมพันธ์ทางการทูตโอมาน ครบ 44 ปี ส่งเสริมความร่วมมือการเกษตรและประมง

‘นฤมล’สานสัมพันธ์ทางการทูตโอมาน ครบ 44 ปี ส่งเสริมความร่วมมือการเกษตรและประมง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.31 น.

‘นฤมล’สานสัมพันธ์ทางการทูตโอมาน ครบ 44 ปี ส่งเสริมความร่วมมือการเกษตรและประมงระหว่าง 2 ประเทศ สู่การขยายตลาดสินค้า ตั้งเป้าให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 24 ต.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับ นายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะเข้ารับตำแหน่งใหม่ และหารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตร และสหกรณ์ระหว่างไทย-โอมาน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและรัฐสุลต่านโอมานมีความร่วมมือด้านการเกษตร ประมง การค้า และมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีระหว่างกัน จึงได้เสนอนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”ของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง รวมถึงการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความอยู่ดีกินดี มีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมทั้งขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างยั่งยืนให้ทางโอมานรับทราบแนวทาง เพื่อหารือการขับเคลื่อนงานภาคการเกษตรร่วมกัน

ด้านเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้สานสัมพันธ์กับทางไทยมาเป็นระยะเวลานาน และยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือด้านการเกษตรและประมงกับไทย ด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิจัย และงานวิชาการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนร่วมกัน นอกจากนี้ ทางโอมานกำลังเร่งพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและประมงแห่งรัฐสุลต่านโอมานและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและประมง เพื่อเสริมสร้างและส่งเสริมความร่วมมือเชิงเทคนิค เทคโนโลยี และการอำนวยความสะดวกด้านการค้า ครอบคลุมพืช ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน การจัดการดินและน้ำ รวมถึงความร่วมมือด้านเกษตรในอนาคต
 
ทั้งนี้ นางนฤมล ได้ขอให้เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทยเชิญตัวแทนแห่งรัฐสุลต่านโอมานเข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2567 ณ กรุงเทพมหานคร อีกด้วย