‘นฤมล’เดินหน้า พัฒนาเกษตรกร ร่วมประชุมFAO

https://www.naewna.com/local/836376

‘นฤมล’เดินหน้า  พัฒนาเกษตรกร  ร่วมประชุมFAO

‘นฤมล’เดินหน้า พัฒนาเกษตรกร ร่วมประชุมFAO

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.50 น.

‘นฤมล’เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร ร่วมประชุมFAO จัดทรัพยากรน้ำดิน

“นฤมล”ประกาศ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกรรายย่อยด้วยเกษตรสมัยใหม่ บนเวที “World Food Forum 2024” พร้อมเชิญนานาประเทศเยือนไทยร่วมประชุมการจัดการทรัพยากรดินและน้ำฯ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหหกรณ์ ได้กล่าวในพิธีปิดการประชุม World Food Forum 2024 ภายใต้ธีม อาหารที่ดีกว่าเพื่อทุกคนทั้งในวันนี้และอนาคต “Good food for all, for today and tomorrow” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2567 ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่า ตลอดการประชุมที่ผ่านมา พวกเราได้คำมั่นสัญญาจากทุกภาคส่วนที่จะร่วมมือกันในทุกมิติ ทั้งนโยบายจากภาครัฐ ภาคการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การลงทุนจากโครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะบทบาทของเยาวชนที่จะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารและเกษตรในอนาคต

นางนฤมล กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย รวมถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยได้ดำเนินการภายใต้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “BCG Model” ซึ่งเป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง BCG Model มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” อีกทั้งเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ การลงทุน โลจิสติกส์ เศรษฐกิจดิจิตอล และเป็นผู้นำด้านอาหารและการเกษตร

“ประเทศไทยได้สนับสนุนการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีจากการเกษตรแม่นยำ ไปจนถึงตลาดดิจิตัลเพื่อค้าผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด อันนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร พัฒนาผลผลิตและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ภายใต้นโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยประเทศไทยยังตระหนักถึงบทบาทของดินและน้ำต่อความมั่นคงอาหาร และได้ส่งเสริมงานวิจัย การลงทุน เพื่อพัฒนาสุขภาพดิน และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ”

นางนฤมล ยังได้กล่าวเชิญชวนผู้นำประเทศ และนักวิชาการ เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2567 ณ กรุงเทพมหานครฯ ด้วย

กรมชลฯระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพมโนรมย์-ช่องแค แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

https://www.naewna.com/local/836306

กรมชลฯระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพมโนรมย์-ช่องแค แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

กรมชลฯระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพมโนรมย์-ช่องแค แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.43 น.

กรมชลประทาน จัดปัจฉิมนิเทศเปิดเวทีระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน  กล่าวว่า โครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี เป็นโครงการย่อยของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ตอนบนจาก 16 โครงการ มีอายุการใช้งานมาแล้วมากกว่า 60 ปี ปัญหาปัจจุบันระบบชลประทานของโครงการมีประสิทธิภาพลดลงไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะการณ์ อีกทั้งคลองส่งน้ำฯ และอาคารประกอบใช้งานมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้อาคารชำรุดเสียหาย รวมถึงอาคารควบคุมมีสภาพชำรุดทรุดโทรม และคลองส่งน้ำบางสายยังเป็นคลองดิน คลองระบายน้ำมีสภาพตื้นเขิน ขนาดคลองแคบลง ปัญหาการบุกรุกเขตคลองระบายน้ำ คันคลองระบายน้ำบางช่วงต่ำ ท่อรับน้ำจากปากคลองมีระดับสูงกว่าระดับน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก เกิดปัญหาในช่วงฤดูแล้งถึงต้นฤดูฝน เกษตรกรต้องใช้เครื่องสูบน้ำเข้าคลองเอง เนื่องจากระดับน้ำต่ำทำให้น้ำไม่เข้า ทรบ.ปากคลอง ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตร และงบประมาณที่ใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมโครงการฯ มีอยู่อย่างจำกัด แม้ว่าจะมีการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งระบบได้ 

นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยดำเนินการปรับปรุงระบบชลประทานให้มีความสอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองชัยนาท-ป่าสัก ให้มีความเหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องมีการจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค ที่เชื่อมโยงกับระบบลำน้ำของโครงการข้างเคียงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความสมดุลระหว่างการใช้น้ำ การระบายน้ำ และการรักษาคุณภาพน้ำ ซึ่งการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาและการปรับปรุงระบบชลประทาน ระบบระบายน้ำ รวมถึงระบบลำน้ำที่มีอยู่เดิม การก่อสร้างอาคารกักเก็บน้ำในคลองระบายเพิ่มเติม การก่อสร้างสถานีสูบน้ำปลายคลองระบายน้ำลงคลองชัยนาท-ป่าสัก จะส่งผลดีต่อภาพรวมของโครงการฯ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ การสูบน้ำ บรรเทาปัญหาอุทกภัยและเก็บกักน้ำเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงการนำพลังงานทดแทนมาใช้ การดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค มีระยะเวลาดำเนินการ 540 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2566 สิ้นสุดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2567

การดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแคจะมีความเชื่อมโยงกันโดย โครงการส่งน้ำฯ มโนรมย์ รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองชัยนาท-ป่าสัก และโครงการส่งน้ำฯ ช่องแค รับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก 

สำหรับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ มีแผนงานปรับปรุงคลองส่งน้ำและอาคารประกอบ 33 สาย ความยาว 215 กิโลเมตร และปรับปรุงระบบคลองระบายน้ำและอาคารประกอบ 24 สาย ความยาว 221 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการปรับปรุง 1,333.51 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบส่งน้ำ 860.74 ล้านบาท,ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบระบายน้ำ 369.98 ล้านบาท, ค่าลงทุนด้านเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้ใช้น้ำ 4.45 ล้านบาท และค่าลงทุนด้านอาคารสถานที่/ครุภัณฑ์/บุคลากร 98.34 ล้านบาท ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานในพื้นที่โครงการ 281,805 ไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง 64,437 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 352 บาท/ไร่ คิดเป็นมูลค่า 143.43 ล้านบาท/ปี ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่โครงการ จำนวน 330,314 ไร่ และสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 32,681 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.89

ส่วนโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค มีแผนงานปรับปรุง คลองส่งน้ำและอาคารประกอบ 26 สาย ความยาว 194 กิโลเมตร และปรับปรุงระบบคลองระบายน้ำและอาคารประกอบ 19 สาย ความยาว 237 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการปรับปรุง 1,313.90 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบส่งน้ำ 808.85 ล้านบาท,ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบระบายน้ำ 425.75 ล้านบาท, ค่าลงทุนด้านเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้ใช้น้ำ 3.97 ล้านบาท และค่าลงทุนด้านอาคารสถานที่/ครุภัณฑ์/บุคลากร 75.33 ล้านบาท ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานในพื้นที่โครงการ 245,320 ไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง 52,612 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 276 บาท/ไร่ คิดเป็นมูลค่า 111.53 ล้านบาท/ปี ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่โครงการ จำนวน 280,770 ไร่ และสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 28,438 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 10.13

ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นจะส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ และลพบุรี สิงห์บุรี และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับประโยชน์จากโครงการฯ มีน้ำกิน น้ำใช้ เพื่อการอุปโภค บริโภคและทำการเกษตรอย่างพอเพียง สร้างอาชีพและรายได้มั่นคง ประชาชนมีความอยู่ดี กินดี มีความสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป

นายวิทยา ชพานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า หากมีการพัฒนาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้งเป็น 64,437 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้ด้านเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 143.43 ล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 352 บาท/ไร่ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอุทภัยในพื้นที่ใครงการ 330.314 ไร่ สามารถลดพื้นที่น้ำได้ 32,681 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.89 จะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค ได้ดียิ่งขึ้น 

นายอนิวรรต์ ไพรดำ ผู้จัดการแปลงใหญ่ข้าวตำบลสนามแจง หมู่ที่2  ต. สนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี   กลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตคลองส่งน้ำ 14 ขวา  กล่าวว่า ทางกลุ่มมีสมาชิก 20 ราย ได้มีการผลิตพันธุ์ข้าวปทุมธานี1 ให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี จำนวน 900 กว่าไร่  เกษตรกรใช้น้ำจากคลองชัยนาท ป่าสัก โครงการช่องแค คลองส่งน้ำ 14 ขวา ที่ผ่านมาเกษตรกรแทบจะไม่ได้น้ำจากคลองส่งน้ำ 14 ขวาเป็นหลักแต่ใช้จากคลองระบายที่แยกย่อยออกมาที่เป็นหัวใจหลักในการส่งน้ำมาให้กับเกษตรกรที่ผลิตข้าว และก็ต้องขอบคุณกรมชลประทาน ที่จะมีการพัฒนาปรับปรุงคลองส่งน้ำ 14 ขวา ให้เป็นคลองส่งน้ำให้กับเกษตรกรเพื่อช่วยให้การเพาะปลูก การทำการเกษตรแบบยั่งยืนและ เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ดียิ่งขึ้น  

นางเพ็ชรัตน์ ทองมี  กำนันตำบลโพธิ์ชัย อำเภออินทร์บุรึ จังหวัดสิงห์บุรี และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำคลองส่งน้ำ 9 ขวา  ชัยนาท-ป่าสัก กล่าวว่า ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำมีความต้องการในเบื้องต้นคือการกำจัดวัชพืชที่มีในคลองเยอะ อยากให้มีการดาดคลอง จะทำให้วัชพืชไม่ขึ้น การไหลของน้ำจะไหลได้ดีขึ้น  และธรณีประตูที่อยากทำให้ต่ำลง จะสามารถส่งน้ำเข้าไปในคลอง9 ขวา ได้ดีขึ้น ยังมีตรงพื้นที่ดงมัน อยากให้มีการปรับปรุงฝายน้ำ จากอันเดิมเก่ามาก อยากให้ทำประตูใหม่ ระบบจะได้ดีขึ้น หากมีการระบายน้ำ ส่งน้ำได้ดีจะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเกษตรผลิตเมล็ดข้าวส่งศูนย์ข้าวชัยนาท สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้ได้มากขึ้น 

นายประจวบ พวงสมบัติ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำเขาแก้ว ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหนึ่งชุมชนที่อยู่ในพื้นที่การปรับปรุงสถานีสูบน้ำเขาแก้ว จุดสำคัญในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์  บอกว่า อยากให้มีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำเขาแก้ว ที่สร้างมาหลายสิบปีแล้ว อยากให้มีประสิทธิภาพได้ดีกว่านี้ สามารถสูบน้ำได้แบบต่อเดียว ที่ปกติต้องสูบน้ำสองต่อทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภาระค่าไฟที่มีการใช้จ่ายที่สูง หากมีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำก็จะช่วยให้ชาวบ้าน เกษตรกรใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย 

ร.ต.ต.ดร.วิรัช โตอิ้ม นายกเทศมนตรีตำบลท่าน้ำอ้อยม่วงหัก กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เล็งเห็นความสำคัญโดยจะมาพัฒนาปรับปรุงคลองสูบน้ำ สถานีสูบน้ำบ้านเหล็กให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างทั่วถึง  สำหรับเทศบาลตำบลท่าน้ำอ้อยม่วงหักมีหน้าที่ช่วยดูแลกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มผู้ใช้น้ำของบ้านเหล็ก หากมีปัญหาอะไรทางเทศบาลฯจะประสานงานกับกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของชลประทานให้กับเกษตรกร โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง 

อีกทั้งผมได้สนับสนุนโครงการนี้มาตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน โดยให้เงินทุนสำรองตั้งโครงการนี้ 600,000 บาท ซึ่งปัจจุบันเราสามารถสูบน้ำและผันน้ำเข้ามาได้ ทุกวันนี้พี่น้องเกษตรกรดีใจที่มีน้ำใช้ในฤดูแล้งได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือต้องเสียค่ากระแสไฟฟ้าเอง ทางกรมชลประทานไม่สามารถตั้งงบประมาณ มาช่วยเหลือได้ ซึ่งหากมีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำนี้ก็จะช่วยให้ประชาชน มีน้ำใช้ได่ง้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

‘นฤมล’ดันนโยบายสหกรณ์ก้าวสู่ปีที่52

https://www.naewna.com/local/836132

‘นฤมล’ดันนโยบายสหกรณ์ก้าวสู่ปีที่52

‘นฤมล’ดันนโยบายสหกรณ์ก้าวสู่ปีที่52

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ประจำปี 2567
ครบรอบ 52 ปี โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กทม.ว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งผลักดันให้สหกรณ์ภาคการเกษตร โดยนำหลักตลาดนำ นวัตกรรมเสริม ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ มาเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรในชุมชนแบบมืออาชีพ รวมถึงมีการสร้างกลุ่มอาชีพเพื่อสร้างอาชีพเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดผลผลิตในสถาบันเกษตรกร เช่น ผัก ผลไม้ และข้าวสาร ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2568 กรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและสหกรณ์ภาคการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง โดยการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ทำระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง ฟาร์มเกษตรอัจฉริยะในพื้นที่การเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ได้ปริมาณต่อไร่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพผลผลิตทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นที่ยอมรับของตลาด จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากยุค Farmer Aging Society สู่ยุคของ Smart Farmer ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งมีการส่งเสริมและพัฒนาร้านค้าสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรทั้งทางตรงและช่องทางออนไลน์ให้มีความเข้มแข็ง โดยให้สมาชิกสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้บริการของสหกรณ์มากขึ้น พร้อมทั้งผลักดันการเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมกันระหว่างสหกรณ์ภาคการเกษตรและสหกรณ์ นอกภาคการเกษตรให้มากยิ่งขึ้น

DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

https://www.naewna.com/local/836179

DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

DRRAA เร่งแผนดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ AWMC

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.36 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการถาวรของศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน (ASEAN Weather Modification Centre : AWMC) เป็นเจ้าภาพการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 (ASEAN Regional Seminar on Weather Modification 2024) ระหว่างวันที่ 18 –  22 ตุลาคม 2567

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 (ASEAN Regional Seminar on Weather Modification 2024) โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนหน่วยงานความร่วมมือ และผู้แทนหน่วยงานร่วมบูรณาการเข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ พร้อมเปิดเผยว่า จากประเด็นเรื่องน้ำที่มีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากปัญหาภาวะโลกร้อน หรือปัจจุบันได้ยกระดับให้เป็นภาวะโลกเดือดแล้ว ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างสุดขั้ว อันนำมาสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง หรือน้ำท่วม สภาวะเหล่านี้ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำและอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้ ด้วยความจำเป็นที่ต้องรักษาแหล่งทรัพยากรน้ำและอาหารนี้ให้คงอยู่ การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว

การดัดแปรสภาพอากาศจึงเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มปริมาณฝนในพื้นที่แห้งแล้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและความท้าทายดังกล่าวในระยะยาว ประเทศไทยนับว่าโชคดีที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริโครงการฝนหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สนองและสืบสานพระราชประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ เพื่อความอยู่ดี กินดีและมีความสุข ตลอดจนมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีฝนหลวง ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สำหรับนำมาใช้ในการป้องกัน บรรเทาความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งร่วมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคการเกษตร และรักษาระบบนิเวศของประเทศด้วย

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการอาเซียนด้านอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์ (ASEAN SCMG) ครั้งที่ 41 ได้จัดการประชุม ระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2562 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และเห็นชอบในการผลักดันการดำเนินความร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาคอาเซียน โดยจัดตั้งศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน (ASEAN Weather Modification Centre : AWMC) อันจะเป็นศูนย์การแลกเปลี่ยน และหารือ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาภัยแล้ง และสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำร่วมกันในภูมิภาคต่อไป ซึ่งประเทศไทย โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับหน้าที่ให้เป็นหน่วยงานประสานงานหลักในการจัดทำหลักการและขอบเขตการทำงานของ AWMC ต่อมาที่ประชุม ASEAN SCMG ครั้งที่ 44 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ได้อนุมัติหลักการและขอบเขตการทำงานของ AWMC ดังกล่าว พร้อมทั้งได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (ASEAN Committee on Science, Technology and Innovation – COSTI)

การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร โรงแรมดีวารี พัทยา และการศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคตะวันออก มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 95 ราย ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายไทย ได้แก่ นักวิชาการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน  65 ราย และผู้แทนหน่วยงานความร่วมมือ จำนวน 11 ราย ในส่วนของผู้แทนจากต่างประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ราย ประกอบด้วยผู้แทนจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ มองโกเลีย ศรีลังกา และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ อันเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการดัดแปรสภาพอากาศของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และสมาชิกศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียนให้มีความรู้ และเกิดทักษะที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย จนสามารถร่วมดำเนินโครงการความร่วมมือให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดการความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนา วิจัยและปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และสามารถนำมาปรับใช้กับเทคนิคของแต่ละประเทศได้อย่างเหมาะสม และร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานภายใต้ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นเครื่องมือและกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และบรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

นอกจากนี้ ยังเป็นการแบ่งปันและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเทคโนโลยีฝนหลวงของไทยให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่ดำเนินความร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร อันเป็นการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รวมถึงเพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยมีประเทศไทย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก และฝ่ายเลขานุการถาวรของ AWMC ให้แก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในปี 2567 นี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การแก้ไขและรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยนวัตกรรม การพัฒนาวิธีการทำงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล และการจัดการความรู้แบบบูรณาการ” โดยผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติฯ จะมีโอกาสได้ชมการสาธิตการปฏิบัติการฝนหลวง และกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และนักบินจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในการรับมือกับแนวโน้มความท้าทายในอนาคต แสวงหาความร่วมมือและการแบ่งปันความรู้ในด้านนี้ รวมถึงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้ชุมชนของ “AWMC” จุดเด่นอีกหนึ่งประการคือการให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงลึกและการอภิปรายเกี่ยวกับแผนการวิจัยและพัฒนาภายใต้กรอบ 4S: ได้แก่ ความมั่นคง (Security) ความปลอดภัย (Safety) ความราบรื่น (Seamlessness) และความยั่งยืน (Sustainability)

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มุ่งหวังให้การประชุมนี้ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนา วิจัยและปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ตลอดจนร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานภายใต้ “AWMC” โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นเครื่องมือ และกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และบรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาคให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อันจะนำไปสู่การดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อตกลงที่กำหนดร่วมกันต่อไป

– 006

เกษตรกร’ตำบลหนองตะพาน’ ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

https://www.naewna.com/local/836157

เกษตรกร'ตำบลหนองตะพาน' ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

เกษตรกร’ตำบลหนองตะพาน’ ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.22 น.

เกษตรกรพื้นที่ ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ปลูกข้าวคุณภาพ พร้อมปลูกพืชผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่

เกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ได้ดำเนินการในพื้นที่ หมู่ 2 ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ของ นายลำยอง แสนเจริญ เป็นระบบเกษตรผสมผสานที่ปลูกข้าวพันธุ์ กข43 เป็นพืชหลัก ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวจะปลูกข้าวนาปีเป็นหลัก โดยบริเวณข้างคันนาจะมีการปลูกพืชผักต่างๆ เช่น ชะอม ข่า ตะไคร้ แตงกวาบวบและผักหนาม เป็นต้น มีการเลี้ยงปลา ได้แก่ ปลานิลและปลาจาระเม็ด รวมถึงเลี้ยงแหนแดงเพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแนวทางของเกษตรผสมผสานที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร บนพื้นฐานแห่งการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

– 006

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

https://www.naewna.com/local/836156

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.16 น.

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ขยายผลการปลูกข้าวพันธุ์ กข43

การถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ขยายผล ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ในการผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวสาร รับประทานภายในครอบครัวและจำหน่ายภายในชุมชน สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

โดยเกษตรกรกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองตะพาน ได้ดำเนินการปลูกข้าวพันธุ์ กข43 จำนวน 35 ไร่ ได้ผลผลิตข้าวเปลือก จำนวน 17,500 กิโลกรัม โดยแบ่งไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดูต่อไป จำนวน 5,000 กิโลกรัม และนำมาสีเป็นข้าวสารเพื่อจำหน่าย ณ ปัจจุบัน ได้มีการสีเป็นข้าวสารไปแล้ว จำนวน 6,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 240,000 บาท

– 006

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

https://www.naewna.com/local/836074

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 12.33 น.

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

การสนับสนุนและส่งเสริมการจัดทำแปลงเรียนรู้ในพื้นที่ขยายผล ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มีการส่งเสริมและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว กข43 ที่เป็นผลผลิตจากแปลงเรียนรู้ภายในงานด้านข้าว ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง โดยให้เกษตรกรยืมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกและเพิ่มปริมาณผลผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรรายอื่น ซึ่งคิดอัตราการคืน 1:1.25 กิโลกรัม ในปี 2567 มีเกษตรกรยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวไปทั้งสิ้น 400 กิโลกรัม

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

https://www.naewna.com/local/836130

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต  ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เกษตร และสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส บริษัท ไวค์เอเชีย จำกัด ผู้จัดการสหกรณ์นิคมบาเจาะ และสหกรณ์นิคมปิเหล็ง ประธานแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ต.โคกเคียน และเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประชุมหารือการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO และพื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ภายใต้โครงการโคบาลชายแดนใต้ ที่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด หมู่ที่ 7 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO และ 2.พื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ภายใต้โครงการโคบาลชายแดนใต้ โดยที่ประชุมจะดำเนินการประชุมการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมต่อไป

รองปลัดฯถกอนุฯ พิจารณาแผนงาน โครงการที่ใช้เงิน กองทุนจัดรูปที่ดิน

https://www.naewna.com/local/836129

รองปลัดฯถกอนุฯ  พิจารณาแผนงาน  โครงการที่ใช้เงิน  กองทุนจัดรูปที่ดิน

รองปลัดฯถกอนุฯ พิจารณาแผนงาน โครงการที่ใช้เงิน กองทุนจัดรูปที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดินครั้งที่ 5/2567 โดยมีอนุกรรมการ นายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผอ.สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง นายกิตติพร ฉวีสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม สรุปผลการประชุมได้ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบ รายงานผลการตรวจสอบภายใน ประจำปี 2567 ซึ่งกลุ่มตรวจสอบภายใน กรมชลประทาน ได้เข้าตรวจสอบ และได้มีข้อเสนอแนะให้ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ทั้งนี้ สำนักงานจัดรูปที่ดินได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อเสนอแนะแล้ว

2.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การดำเนินงานตามเกณฑ์ประเมินผลการดำเนินงานกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2567 ได้แก่ การทบทวนแผนปฏิบัติการระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการ ประจำปีบัญชี 2568 การทบทวนแผนปฏิบัติการดิจิทัลระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการดิจิทัล ประจำปีบัญชี 2568 การทบทวนแผนการบริหารทรัพยากรบุคคลระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปีบัญชี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังและกองทุนจัดรูปที่ดิน ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2567

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

https://www.naewna.com/local/836133

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร  เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อฟื้นฟูดินและช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความผลกระทบ ดังนี้ ให้สำนักงานพัฒนาที่ดินเขตและสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดประเมินสถานการณ์ จัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ประสบอุทกภัยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลจัดการดิน พืชและน้ำ ภายหลังน้ำลดให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และชนิดพืช รวมทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับหมอดินอาสา เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย สำหรับพื้นที่ลุ่มที่เป็นนาข้าว เกษตรกรควรรีบทำการระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุด ปล่อยให้ดินแห้งเพื่อไม่ให้ต้นข้าวเน่าตาย ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ จากสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต

ในกรณีพื้นที่น้ำท่วมขังแปลงนาจนต้นข้าวเน่าตาย หรือบ้านเรือนชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเมืองมีน้ำนิ่งท่วมขัง อาจทำให้น้ำเน่าเสีย เกิดลูกน้ำและยุงรำคาญ ส่งผลเสียต่อสุขภาพอนามัยประชาชน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสีย สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายขยะสด ช่วยบำบัดน้ำเน่าเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากเศษอาหารเหลือทิ้งในครัวเรือนสำหรับสวนไม้ผล ให้ทำทางระบายน้ำให้น้ำไหลออกห้ามนำเครื่องจักรหนักเข้าไปเหยียบย่ำในพื้นที่ และห้ามเข้าเหยียบย่ำโคนต้นไม้ เพราะดินที่ถูกน้ำท่วมจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นได้ง่ายทำให้ดินขาดอากาศต้นไม้เกิดการทรุดโทรม ถ้าต้นไม้จะล้มให้ทำไม้ค้ำยัน เมื่อดินแห้งแล้วให้พรวนดินเพื่อให้ดินแห้งเร็วขึ้น หากพบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อราแนะให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 3 ที่มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในต้นพืชได้อย่างดี และให้พักดินพื้นที่ถูกน้ำท่วมสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน โดยอาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ได้เร่งสำรวจพื้นที่ของเกษตรกร/หมอดินอาสาที่ได้รับความเสียหาย เพื่อปรับพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเร็วที่สุด กำหนดแนวทางให้ความรู้ทางวิชาการการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ให้คำแนะนำการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่างๆ เมล็ดปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพ ในการช่วยบำรุงฟื้นฟูสภาพดินหลังน้ำลดลง รวมทั้งแก้ปัญหาและฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรตามชนิดพืชที่ปลูก โดยกรณีที่นาข้าวได้รับความเสียหายทั้งแปลง ให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราดเพื่อให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถเตรียมพื้นที่ในการทำนาในฤดูกาลต่อไปและส่งเสริมการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงดินและเพิ่มธาตุอาหารในดิน หรือผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมสำหรับในพื้นที่ไม้ผล แนะนำให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ลดปัญหารากเน่าโคนเน่า ส่วนพื้นที่พืชไร่ที่ได้รับความเสียหายให้ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งนี้เมื่อน้ำลดลงไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นาข้าว พืชไร่ ไม้ผลมีความจำเป็นต้องทำการปรับสภาพพื้นที่ และเร่งปรับปรุงฟื้นฟูดินให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์โดยเร็ว