‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806973

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.18 น.

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ปราโมทย์ ยาใจ ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ประชุมคณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 1/2567 ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ระดับประเทศ และกำหนดจัดงานใน 6 จังหวัด โดยจุดหลัก ณ ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ท่าโป่งแดง) ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2567 และจุดรอง จำนวน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท จังหวัดราชบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดสงขลา โดยกำหนดจัดงานในช่วงเวลาเดียวกัน

ซึ่งภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมลงนามถวายพระพร พิธีถวายพระพรชัยมงคล การจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กิจกรรมการให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ โดยวิเคราะห์ปัญหาการดำเนินงานเชิงพื้นที่ และกำหนดแนวทางการดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้มีความเหมาะสม โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน อื่นๆ ในพื้นที่ร่วมออกบูธให้บริการ พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการร่วมดำเนินงานโครงการฯ ตามแนวทาง ที่กำหนด และแจ้งหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมดำเนินงานอย่างเต็มศักยภาพ ให้เหมาะสม และสมพระเกียรติ และมอบหมายคณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ระดับจังหวัด ดำเนินการขับเคลื่อนงานต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการดำเนินงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ไตรมาส 1 ถึงปัจจุบัน

– 006

กรมพัฒนาฯชูทำเกษตรอินทรีย์PGS

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806863

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้ส่งเสริมการทำเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) โดยส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน มีความมั่นคงด้านอาหาร และปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับหมอดินอาสา/กลุ่มเกษตรกร สนับสนุนในการปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งให้ข้อมูลวิชาการด้านการจัดการดิน และปัจจัยการผลิตให้สามารถทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การขุดบ่อน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จัดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ และเปิดรับสมัครกลุ่มเกษตรกรรายใหม่เข้าร่วมโครงการฯ

ด้านนายจำเริญ นาคคง ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ PGS ของกรมพัฒนาที่ดิน จะมี “มิสเตอร์เกษตรอินทรีย์” หรือเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุน ให้คำปรึกษาทางวิชาการ ช่วยเหลือในการทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากกว่า 500 กลุ่ม 20,000 ราย 40,000 ไร่โดยในปีงบประมาณ 2566 มีเกษตรกรผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ PGS 525 ราย 5,323 ไร่ และขยายผลการดำเนินงานผ่านศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS ทั้งหมด 75 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานการทำเกษตรอินทรีย์ครบวงจรตั้งแต่การจัดการดิน การผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ PGS ได้มาศึกษาดูงาน และนำความรู้แนวทางไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง

อสป.จัดโครงการ ‘ประมงคุณธรรม’ ใช้วิถีตลาดชุมชน สร้างคุณค่ายั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806860

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุทักษ์ จิระรัตนวงศ์ รอง ผอ.องค์การสะพานปลา (อสป.) เป็นประธานเปิด “โครงการตลาดประมงคุณธรรม สร้างคุณค่าที่ยั่งยืน” พร้อมด้วย น.ส.จรุวรรณ สินศิริ หัวหน้าสำนักงานท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลา กล่าวต้อนรับ และเป็นผู้กล่าวรายงาน โดยได้รับเกียรติจากศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) นายยงจิรายุ อุปเสน ผู้จัดการสำนักส่งเสริมและขับเคลื่อนเครือข่ายทางสังคม เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “วิถีตลาดประมงคุณธรรมตามแนวชุมชนคุณธรรม” และร่วมกันประกาศเจตนารมณ์หรือข้อตกลงของผู้จำหน่ายสินค้าในตลาด และร่วมกันกำหนดเป้าหมาย “ปัญหาที่อยากแก้” “ความดีที่อยากทำ” และปัญหาตลาดด้านอื่นๆ และกิจกรรมร่วมกันรณรงค์โดยการประชาสัมพันธ์การจำหน่ายสินค้าประมงอย่างมีความรับผิดชอบ เป็นตลาดอาหารทะเลสดใหม่ ไม่ใช้สารฟอร์มาลีนทำให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังร่วมกันสร้างมาตรฐานในการจำหน่ายสินค้าประมงอย่างมีความรับผิดชอบ พื้นที่ร้านค้าสะอาดถูกสุขอนามัย สินค้าประมง สด ใหม่ สะอาด และปลอดสารฟอร์มาลีน จำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ ภายใต้แนวคิด “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญ” มุ่งสร้างภาพลักษณ์ตลาดที่มีความรับผิดชอบต่อสินค้าและผู้บริโภค โดยมีกลุ่มเป้าหมายได้แก่ผู้ขายสินค้าอาหารทะเล และผู้ค้าทั่วไปในท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลา เข้าร่วมในโครงการฯ 30 คน ที่สำนักงานท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี

‘ธรรมนัส’หารือRSPO ยกระดับผลผลิตปาล์มน้ำมัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806864

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับนาย โจเซฟ เดอ ครูซประธานบริหารของ Roundtable on Sustainable Palm Oil : RSPO โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และคณะ เข้าร่วม ที่รัฐสภา โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า น้ำมันปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ซึ่งไทยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้มากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปลูกปาล์มน้ำมันยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงเกษตรฯ มีการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable and Climate – friendly Palm Oil Production and Procurement in Thailand : SCPOPP) โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตรร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิตน้ำมันปาล์ม เพิ่มความยั่งยืนในการผลิตน้ำมันปาล์มทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสังคมและสนับสนุนเกษตรกรในการจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกร พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

นอกจากนี้ RSPO มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันที่สอดคล้องกับโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มในประเทศไทยอย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ พร้อมที่จะสนับสนุนและยินดีร่วมมือกับ RSPO เพื่อประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร และเป็นแนวทางในการเปิดตลาดใหม่สำหรับน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นต่อไป

เกษตรฯหนุนแปลงใหญ่ BCGModelกล้วยหอมทองปทุมฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806862

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่กล้วยหอมทอง พื้นที่ ต.นพรัตน์ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งขับเคลื่อนงานระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้วยเศรษฐกิจแบบองค์รวม พัฒนายกระดับสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ในโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม หรือ BCG Model เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรสู่ 3 สูง ได้แก่ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง โดยด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) มีการจัดทำแปลงต้นแบบกล้วยหอมทองปทุมธานี ส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยหอมเป็นสินค้ากล้วยหอมทองทอดกรอบ กล้วยหอมทองทอดสุญญากาศ เค้กกล้วยหอมทอง และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ส่งเสริมสนับสนุนการนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตมาทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในแปลงปลูก ส่งเสริมและสนับสนุนการนำกาบกล้วยมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถุงรักษ์โลก กระถางชีวภาพ พัฒนาเป็นเส้นใยกล้วยเพื่อเป็นสิ่งทอประชาสัมพันธ์และจัดทำแหล่งเรียนรู้/แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP และ GI มีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดทั้งในกระบวนการผลิตและการแปรรูป สินค้าเกษตรอัตลักษณ์ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2564 โดยผลักดันให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง ในพื้นที่รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นแปลงใหญ่กล้วยหอมทอง ต.นพรัตน์ มีการทำแผนและปฏิทินร่วมกัน เพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิต (ค่าแรงงาน ค่าวัสดุ ค่าเช่าที่ดิน และรายจ่ายอื่นๆ) จากเดิมมีการลงทุนการผลิต ซึ่งมีรายจ่ายโดยรวมประมาณ 41,042 บาทต่อไร่ สามารถลดต้นทุนการผลิตเหลือ 35,142 บาทต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 15 จากการลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต เพาะหน่อพันธุ์ดีไว้ใช้เอง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืชและช่วยเพิ่มผลผลิต จากเดิม 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 5,000 กิโลกรัมต่อไร่คิดเป็นร้อยละ 20 สร้างรายได้เพิ่มจากเดิม 8,458 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 14,858 บาทต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 จากการดูแลรักษาตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ปลูก เลือกต้นพันธุ์คุณภาพ และจากภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิก 23 ราย พื้นที่ปลูกรวม 800 ไร่ สมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต GAP แล้ว 13 ราย พื้นที่ 542 ไร่ และมีสมาชิกได้การรับรองมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI “กล้วยหอมทองปทุมฯ” 21 ราย พื้นที่ 1,203 ไร่

‘กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมเปิดโครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806781

‘กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมเปิดโครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน

‘กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมเปิดโครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.28 น.

‘กระทรวงเกษตรฯ’เตรียมเปิดโครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน

26 พฤษภาคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเตรียมการ ดำเนินโครงการและกิจกรรม งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยกระทรวงเกษตรได้มีการหารือ ประชุมร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหารือการขับเคลื่อนโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ 10 โครงการ ในนามรัฐบาล

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเจ้าภาพการจัดโครงการลำดับที่ 5 โครงการพัฒนา 72 สายน้ำ อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย โครงการขุดลอกคลองส่งน้ำ จำนวน 24 แห่ง โครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ จำนวน 21 แห่ง และโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ จำนวน 27 แห่ง เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ เร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ขาดแคลนน้ำ รวมถึงสร้างการรับรู้ในการรักษาบริหารจัดการน้ำในช่วงภัยแล้ง ให้ผู้ใช้น้ำเกิดความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ คาดว่าจะเริ่มจัดโครงการในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 โดยจะมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งเริ่มกิจกรรมพร้อมกันใน 28 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย ศรีสะเกษ เลย มุกดาหาร นครราชสีมา อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ เชียงใหม่ พะเยา เชียงราย ขอนแก่น เพชรบุรี กำแพงเพชร ลพบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช ตรัง พังงา อุบลราชธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี พิษณุโลก ชัยนาท ชลบุรี และจะดำเนินกิจกรรมให้ครบ 72 สายน้ำ ภายในระยะเวลา 1 ปี

‘วัชระ’บุกพาณิชย์จี้’ภูมิธรรม’เร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มถูก-ปุ๋ยแพง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806556

'วัชระ'บุกพาณิชย์จี้'ภูมิธรรม'เร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มถูก-ปุ๋ยแพง

‘วัชระ’บุกพาณิชย์จี้’ภูมิธรรม’เร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มถูก-ปุ๋ยแพง

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 17.10 น.

“วัชระ”ยื่นรมว.พาณิชย์เร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มถูก-ปุ๋ยแพง ช่วยชนชั้นกรรมาชีพด่วนที่สุด

24 พฤษภาคม 2567 นายวัชระ  เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์เพื่อส่งหนังสือถึงนายภูมิธรรม  เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวสวนปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานีเกี่ยวกับกรณีราคาปาล์มตกต่ำ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2567 เหลือเพียงกิโลกรัมละ 3.60 บาท เกษตรกรชาวสวนปาล์มเดือดร้อนอย่างหนัก ผู้ปกครองโอดครวญน้ำตาตกในต้องขายปาล์ม 100 กิโลกรัม ถึงจะสามารถซื้อกระโปรงนักเรียนให้ลูกได้ 1 ตัว

นายวัชระ กล่าวว่า นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ได้รับความเดือดร้อนจากการขายปาล์มได้เพียงกิโลกรัมละ 3 บาทเช่นกัน ซึ่งราคาปาล์มมีราคาตกต่ำที่สุดของประเทศไทย ดังนั้นนายภูมิธรรม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มให้กับพี่น้องชาวสวนปาล์มใน จ.สุราษฎร์ธานีและทุกจังหวัดในภาคใต้โดยเร็วที่สุดด้วยเพราะเป็นชนชั้นกรรมาชีพผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่จากนายทุนขุนศึกศักดินาและมีข้อเสนอแนะดังนี้

“ขอให้ประกันราคาปาล์มในราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ให้เหมาะสมกับราคาต้นทุนการผลิตของเกษตรกร จัดเงินชดเชยช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อย ตรวจสอบตราชั่งลานปาล์ม สถานที่รับซื้อปาล์มทุกแห่งให้เที่ยงตรงอย่าให้มีการโกงตาชั่งอีกต่อไป ขอให้แก้ไขปัญหาปุ๋ยมีราคาแพง เกษตรกรร้องเรียนราคาแพงมากกระสอบละ 1,800 บาท ขอให้กวดขันจับกุมการลักลอบขนน้ำมันปาล์มเถื่อนจากต่างประเทศทั้งทางทะเลและทางบก ขอให้ควบคุมราคาเสื้อผ้าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนทั้งประเทศที่มีราคาแพง และขอให้ลงพื้นที่ไปฟังความทุกข์ยากของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม อย่านั่งอยู่แต่ในห้องปรับอากาศ”นายวัชระ กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’เจรจาขยายตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังมาเลเซีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806547

'อธิบดีปศุสัตว์'เจรจาขยายตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังมาเลเซีย

‘อธิบดีปศุสัตว์’เจรจาขยายตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังมาเลเซีย

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.53 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์นำทีมภาครัฐและเอกชนหารืออธิบดีกรมสัตวแพทย์บริการ สหพันธรัฐมาเลเซีย กระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ ด้านส่งเสริมการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างกัน พร้อมติดตามความก้าวหน้าที่ไทยขอขยายตลาดส่งออกเนื้อโค เนื้อแพะ และเนื้อสุกร ไปยังมาเลเซีย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ได้นำคณะภาครัฐและเอกชนเข้าพบ Dr. Akma binti Ngah Hamid อธิบดีกรมสัตวแพทย์บริการ (Department of Veterinary Services: DVS) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซียเพื่อกระชับความสัมพันธ์ พร้อมทั้งหารือเรื่องข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสัตว์ ความร่วมมือด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ และติดตามความก้าวหน้าการขอเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ โดยผู้แทนภาครัฐ ได้แก่ กรมปศุสัตว์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมกับผู้แทนเอกชนภาคการผลิตและส่งออกสินค้าปศุสัตว์

ผลจากการหารือร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายเห็นควรพัฒนาความร่วมมือด้านสุขอนามัยสัตว์ ด้านการค้าและการอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ปลอดโรคและปลอดภัย โดยเฉพาะเนื้อโค เนื้อแพะ และเนื้อสุกร เพื่อตอบสนองและสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางอาหารของสหพันธรัฐมาเลเซีย

ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์มีแผนการผลักดันการขยายตลาดสินค้าปศุสัตว์ไปยังต่างประเทศอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีกำลังซื้อสูงอย่างสหพันธรัฐมาเลเซีย เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ สร้างรายได้เพิ่มให้แก่ภาคการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในปี 2566 ที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกสัตว์มีชีวิตและสินค้าปศุสัตว์ไปยังสหพันธรัฐมาเลเซียรวมมูลค่า 16,463 ล้านบาท ประกอบด้วย โคมีชีวิต มูลค่า 1,078 ล้านบาท กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่า 4,702 ล้านบาท สินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ปีก มูลค่า 5,602 ล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเนื้อไก่ดิบ) สินค้ากลุ่ม Non-Frozen มูลค่า 4,545 ล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มไอศกรีม) และสินค้าอาหารปศุสัตว์ มูลค่า 536 ล้านบาท

– 006

เกษตรฯจัดอบรมหลักสูตรวกส.รุ่น5

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806386

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีเปิดการอบรมหลักสูตร “วิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 5 (Agriculture and Cooperatives Executive Program : ACE) บูรณาการสร้างเครือข่ายคุณภาพร่วมขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย จัดโดยกระทรวงเกษตรฯ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.ได้รับเกียรติจาก ดร.จรัลธาดากรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีผู้เข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าว รวม 96 คน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.

นายธนสารกล่าวภายหลังปาฐกถาพิเศษ ว่าหลักสูตร วกส.ปัจจุบันถือเป็นหลักสูตรอันดับหนึ่งด้านการเกษตรของประเทศ ที่คัดเลือกบุคลากรด้านการเกษตรที่สำคัญๆ ในประเทศทั้งจากภาครัฐและเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ ระหว่างผู้นำภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในรูปแบบ “ประชารัฐ” เพื่อมุ่งสู่การทำเกษตรวิถีใหม่ โดยมุ่งเน้นการนำวิทยาการเกษตรเทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทย ให้มีความพร้อมเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารระดับนานาชาติ ภายใต้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ภาคการเกษตรเป็น 3 เท่าภายใน 4 ปี ด้วยกลยุทธ์ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดอบรมมาแล้ว 4 รุ่น ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปบูรณาการเพื่อต่อยอดพัฒนาผลงานวิจัยร่วมกับ สวก.เพื่อกระตุ้นตลาดภาคการเกษตรให้กลับมาคึกคักมากยิ่งขึ้น อาทิ สเปรย์พ่นปากผสมสารสกัดฟ้าทะลายโจร ป้องกันการติดเชื้อไวรัส การวิจัยด้านการจัดการการผลิตมะขามหวานคุณภาพ การพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับการผลิตถั่วลิสง การแก้ปัญหาวิธีการคัดแยกมังคุดเนื้อแก้วยางไหลออกจากมังคุด ฯลฯ

‘เกษตร-กรมข้าว’ จัดงาน‘วันข้าว’ ชาวนาแห่งชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806401

‘เกษตร-กรมข้าว’  จัดงาน‘วันข้าว’  ชาวนาแห่งชาติ

‘เกษตร-กรมข้าว’ จัดงาน‘วันข้าว’ ชาวนาแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

‘เกษตร-กรมข้าว’ จัดงาน‘วันข้าว’ ชาวนาแห่งชาติ 4-6มิถุนายนนี้

กรมข้าว เตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “พระบารมีเกริกก้องหล้า สู่ผืนนาข้าวไทย ผสานเกษตรแนวใหม่ ชาวนาไทยยั่งยืน ระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายนนี้ ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าว วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม สำหรับงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติปีนี้ภายใต้แนวคิด “พระบารมีเกริกก้องหล้า สู่ผืนนาข้าวไทย ผสานเกษตรแนวใหม่ ชาวนาไทยยั่งยืน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2567 ที่ฮอลล์ 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในการนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ในวันที่ 4 มิถุนายน 2567 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาของไทย พร้อมชมนิทรรศการสาธิตด้านการผลิตข้าวนิทรรศการด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการผลิตข้าว การแสดงผลงานเชิดชูเกียรติเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เวทีเสวนา สาธิตนวัตกรรมจากข้าว พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการออกร้านจำหน่ายสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวโดยชาวนา และผู้ประกอบการค้าข้าวต่างๆ

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” จากเหตุผลที่วันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการทำนา ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ได้ทรงหว่านข้าว และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จึงถือเป็นวันที่เป็นสิริมงคลยิ่งของชาวนาไทย และเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวที่เป็นอาหารหลักหล่อเลี้ยงคนทั่วโลก ก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา นอกจากนี้ เป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาไทยซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนตลอดมา

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล ซึ่งกำหนดแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” มุ่งเป้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมาย โดยตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ จึงได้จัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมุ่งหวังให้เกษตรกร ชาวนา ผู้ประกอบการธุรกิจภาคการเกษตรได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวเพื่อพัฒนาและต่อยอด สร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิต ยกระดับคุณภาพให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากล

“นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับอาชีพชาวนาไทย ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติที่ต้องสร้างความเข้มแข็ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักและเข้าใจปัญหาของชาวนาไทยที่ต้องเผชิญ จึงได้เร่งหามาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ อาทิ การลดต้นทุนการผลิต ผ่านโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเลือกปุ๋ยได้ตามความต้องการ โดยไม่มีการล็อกสเปกสูตรปุ๋ยหรือบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการตามขั้นอยู่ในขณะนี้ โดยเตรียมเสนอเรื่องให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ตลอดจนต้องขยายตลาดกับต่างประเทศให้มากขึ้น เพิ่มโอกาสการค้าขาย สร้างรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวนาไทย นอกจากนี้ การสนับสนุนเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาช่วยในการทำนาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นเพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว