‘ธรรมนัส’ถกแก้ฝุ่นPM2.5 จัดการผู้เผาพืชผล-ลดกระทบปชช.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806387

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร ครั้งที่1/2567 โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงความสำคัญที่ต้องเร่งแก้ปัญหา PM2.5 ว่ารัฐบาลกำลังพิจารณา  (ร่าง) พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … เพื่อลดผลกระทบจากมลพิษสู่ประชาชน และนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีข้อสั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ ขอความร่วมมือและสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรให้ลดการเผาพืชผลทางการเกษตร รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องบูรณาการร่วมกัน

สำหรับที่ประชุมฯ ได้รับทราบสถานการณ์จุดความร้อนสะสม ว่าประเทศไทยมีจุดความร้อนสะสมทั่วประเทศ 9,924 จุด น้อยกว่าปี 2566 ถึง 1,071 จุด แบ่งเป็นจุดความร้อนสะสมในพื้นที่เกษตรกรรม 3,567 จุด (ร้อยละ 36 ของทั้งหมด) น้อยกว่าปีที่ผ่านมา 193 จุด(ปี 2566 จำนวน 3,760 จุด) แบ่งเป็น พื้นที่การเกษตร 2,170 จุด (ร้อยละ 22 ของทั้งหมด) และในเขต ส.ป.ก.1,397 จุด (ร้อยละ 14 ของทั้งหมด) โดยจังหวัดที่พบจุดความร้อนสะสมในพื้นที่การเกษตร 3 จังหวัดแรก ได้แก่ นครราชสีมา 127 จุด เพชรบูรณ์ 123 จุด และขอนแก่น 120 จุด ในเขต ส.ป.ก.พบจุดความร้อนสะสมสูงสุด 3 จังหวัดแรก ได้แก่ สระแก้ว 141 จุดชัยภูมิ 113 จุด และนครราชสีมา 110 จุด ซึ่งมีการรายงานผลการป้องกันและการเฝ้าระวังการเผาซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม–22 มีนาคม 2567 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2567 โดยชุดปฏิบัติการเพื่อเฝ้าระวังการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม) ตรวจสอบพบว่ามี 404 จุด เกิดจากการเผาจริงแต่ไม่ใช่พื้นที่การเกษตร 985 จุดไม่พบการเผาในพื้นที่จริง และอีก 391 จุด อยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ มีการดำเนินการเชิงรุก โดยการส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณามอบหมายเกษตรและสหกรณ์จังหวัด บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ทุกภาคส่วนจัดตั้งชุดปฏิบัติการเพื่อเฝ้าระวังการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงลงพื้นที่ขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดการเผา พร้อมทั้งตรวจสอบพิกัดที่พบจุดความร้อนจากข้อมูลดาวเทียมว่ามีการเผาจริงหรือไม่

ทั้งนี้ หากพบว่าผู้ใดทำการเผาบนพืชผลทางการเกษตรบนพื้นที่ ส.ป.ก.เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าได้กระทำจริง จะสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและแจ้งให้ออกจากพื้นที่ ในส่วนมาตรการรองรับเพื่อความยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างกำหนดมาตรฐาน GAP PM2.5 FREE ซึ่งจะมีผลบังคับในปี 2568 ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดการเผาทุกขั้นตอน เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระยะยาว โดย ร.อ.ธรรมนัส สั่งการให้เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาขั้นตอนการดำเนินการกับผู้ที่เผาพืชผลทาง
การเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีการกระทำซ้ำและลดผลกระทบกับผู้อื่นในวงกว้าง รวมถึงมอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ วางแผนการของบประมาณหรือการทำโครงการให้เป็นไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินโครงการ

ฉก.พญานาคราชจับ ผู้ลอบนำเข้าสารฯ ไม่ตรงข้อมูลสำแดง ส่ง‘ดีเอสไอ’เอาผิด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806385

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า นายชณาดล สัตธณภัทรหัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง น.ส.ภิรมณ เจริญศรี หัวหน้าด่านตรวจพืชลาดกระบัง และนายชัยชนะ นุ่นเส้งหัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ ร่วมอายัดวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่สำแดงการนำเข้าเป็นสาร Glufosinate Ammonium 15% W/V SL 2 Shipmentปริมาณนำเข้ารวม 139,800 ลิตรซึ่งได้สุ่มตัวอย่างและตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่าเป็นสาร Glyphosate538 ถัง ปริมาณ 107,600 ลิตร มูลค่า 12,105,000 บาท ซึ่งเป็นการกระทำความผิด ซุกซ่อน ลักลอบ ไม่เป็นไปตามข้อมูลสำแดงการนำเข้าและผิดเงื่อนไขการนำเข้า จึงดำเนินการทางกฎหมาย และเสนอกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แล้ว

นอกจากนี้ นายไกรสิงห์ ชูดี ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 และนายอำนาจ รุ่งจรูญ รักษาการ ผอ.สารวัตรเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ร่วมกับ พ.ต.ท.จำรูญ คำมาสว.กก.2 บก.ปคบ.สนธิกำลัง เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ไม่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น และสถานที่จำหน่ายในพื้นที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พบการกระทำความผิดโดยพบผลิตภัณฑ์ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 8 รายการ รวม 2,276.43 ลิตร และผลิตภัณฑ์ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 3 รายการ รวม 530.22 ลิตรรวมทั้งสิ้น 2,806.65 ลิตร คิดเป็นมูลค่า 13,700,000 บาท

ผช.เกษตรฯเปิดงานทำน้ำหมัก แก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806388

ผช.เกษตรฯเปิดงานทำน้ำหมัก  แก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำ

ผช.เกษตรฯเปิดงานทำน้ำหมัก แก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำ

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร่วมงาน : ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมโครงการรณรงค์การทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดฯ ที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์การทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วม ที่วัดบ้านโคก ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดโครงการรณรงค์ให้ประชาชนทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ มีการทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากดินและที่ดินได้อย่างยั่งยืน และเพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต รวมถึงเป็นการควบคุมกำจัดปลาหมอสีคางดำ
สร้างความสมดุลระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ ภายในบริเวณงานมีการจัดนิทรรศการด้านชีววิทยาของปลาหมอสีคางดำ และการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด มีการสาธิตวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพคุณภาพสูง (สูตรไนโตรเจนสูง) จากปลาหมอสีคางดำ และมีสินค้าเกษตรมาจำหน่ายในงานด้วย

วันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี รุกเดินหน้าสู่องค์การอัจฉริยะ มุ่งมั่นพัฒนาที่ดิน ให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806417

วันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี รุกเดินหน้าสู่องค์การอัจฉริยะ มุ่งมั่นพัฒนาที่ดิน ให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

วันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี รุกเดินหน้าสู่องค์การอัจฉริยะ มุ่งมั่นพัฒนาที่ดิน ให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.21 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี จัดขึ้นในหัวข้องาน “61 ปี พัฒนาที่ดิน เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน” โดยมี นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานเครือข่ายด้านการพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วม ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

โดย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสำเร็จของกรมพัฒนาที่ดินในวาระครบรอบวันสถาปนา ปีที่ 61 กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรดินให้อุดมสมบูรณ์ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นประโยชน์กับการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศได้อย่างยั่งยืน สำหรับแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก ร่วมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี สร้างรายได้ภาคการเกษตร โดยใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ส่งเสริมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสม สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรนำความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินไปพัฒนาทำการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพคุ้มค่าต่อการลงทุน ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความมั่งคั่งให้กับภาคการผลิตของประเทศได้อย่างยั่งยืน

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงาน บุคคลดีเด่น และหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน พบปะเกษตรกร และหมอดินอาสาที่มาร่วมจัดแสดงผลผลิตทางการเกษตร

ด้าน นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์การอัจฉริยะทางดิน ขับเคลื่อนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม 15 ล้านไร่ ภายในปี 2570” ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินงานพัฒนาทรัพยากรดินและที่ดินและวางแผนการใช้ที่ดินอย่างเป็นระบบ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการพัฒนาที่ดิน ปรับปรุง ฟื้นฟู บำรุงดิน อนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา กลุ่มเกษตรกร และสนับสนุนการพัฒนาศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยมุ่งมั่นพัฒนาที่ดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มีความมั่นคงทางอาหาร และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ดิน น้ำและป่าไม้ ไปพร้อมกัน

สำหรับงานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “61 ปี พัฒนาที่ดิน เกษตรกรทำกินอย่างยั่งยืน” ภายในงานมีกิจกรรม ประกอบด้วย พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีสงฆ์ พิธีเปิดงาน พิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงาน ข้าราชการ และหมอดินอาสาดีเด่น Kick off ขับเคลื่อนวันดินโลก ปี 2567 ในหัวข้อการจัดงาน“Caring for soils: measure, monitor, manage” ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน กำหนดจัดงานวันดินโลกปี 2567 ระหว่างวันที่ 5 – 11 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ ผลงานและนวัตกรรมต่างๆ อาทิ นิทรรศการ 6 ทศวรรษการพัฒนาที่ดิน การจัดการดิน ผลงานที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ นิทรรศการทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น การต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายจากนโยบายระดับโลกสู่การปฏิบัติ ผลงานหมอดินอาสาดีเด่นที่ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ การจัดการดินเพื่อเพิ่มผลผลิตพืช ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่คัดสรรมาจัดแสดงและจำหน่ายจากทุกภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

– 006

‘ก.เกษตร-กรมการข้าว’เตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806381

'ก.เกษตร-กรมการข้าว'เตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567

‘ก.เกษตร-กรมการข้าว’เตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 18.13 น.

“ก.เกษตร-กรมการข้าว”เตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 “พระบารมีเกริกก้องหล้า สู่ผืนนาข้าวไทย ผสานเกษตรแนวใหม่ ชาวนาไทยยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 4 – 6 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าว วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติปีนี้ภายใต้แนวคิด “พระบารมีเกริกก้องหล้า สู่ผืนนาข้าวไทย ผสานเกษตรแนวใหม่ ชาวนาไทยยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2567 ณ Hall 5 – 6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในการนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ในวันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2567 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาของไทย พร้อมชมนิทรรศการสาธิตด้านการผลิตข้าวนิทรรศการด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการผลิตข้าว การแสดงผลงานเชิดชูเกียรติเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เวทีเสวนา สาธิตนวัตกรรมจากข้าว พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการออกร้านจำหน่ายสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวโดยชาวนา และผู้ประกอบการค้าข้าวต่างๆ

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” จากเหตุผลที่วันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการทำนา ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ได้ทรงหว่านข้าว และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จึงถือเป็นวันที่เป็นสิริมงคลยิ่งของชาวนาไทย และเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวที่เป็นอาหารหลักหล่อเลี้ยงคนทั่วโลก ก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา นอกจากนี้ เป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาไทยซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนตลอดมา

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล ซึ่งกำหนดแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” มุ่งเป้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมาย โดยตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ จึงได้จัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมุ่งหวังให้เกษตรกร ชาวนา ผู้ประกอบการธุรกิจภาคการเกษตรได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าวเพื่อพัฒนาและต่อยอด สร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิต ยกระดับคุณภาพให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากล

“นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับอาชีพชาวนาไทย ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติที่ต้องสร้างความเข้มแข็ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักและเข้าใจปัญหาของชาวนาไทยที่ต้องเผชิญ จึงได้เร่งหามาตรการช่วยเหลือต่างๆ อาทิ การลดต้นทุนการผลิต ผ่านโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเลือกปุ๋ยได้ตามความต้องการ โดยไม่มีการล็อกสเปกสูตรปุ๋ยหรือบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการตามขั้นอยู่ในขณะนี้ โดยเตรียมเสนอเรื่องให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ตลอดจนต้องขยายตลาดกับต่างประเทศให้มากขึ้น เพิ่มโอกาสการค้าขาย สร้างรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวนาไทย นอกจากนี้ การสนับสนุนเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาช่วยในการทำนาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นเพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ” รมว.ธรรมนัส กล่าว

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าการจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “RICE” ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติ 10 พันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบารมีเกริกก้องหล้า สู่ผืนนาข้าวไทย นวัตกรรมอารักขาข้าวเพื่อสนับสนุนการผลิตข้าวแบบปลอดภัย เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว นิทรรศการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย สู่ความภูมิใจในพื้นนา นิทรรศการเชื่อมโยงเครือข่ายชาวนาไทย สู่เกษตรสมัยใหม่ พัฒนาข้าวไทยอย่างยั่งยืน นิทรรศการกว่าจะมาเป็นข้าวคุณภาพ นิทรรศการเทคโนโลยีดิจิทัลด้านข้าวและชาวนา นิทรรศการทำนารักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม สู่การผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้งการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ เต๋า ภูศิลป์, ลำยอง หนองหินห่าว มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และยังมีจุดให้บริการส่งสินค้าถึงบ้านอีกด้วย

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในครั้งนี้จะสามารถสร้างการรับรู้ถ่ายทอดนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการผลิตข้าวและส่งเสริมพัฒนาชาวนา ให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและชาวนาไทย

– 006

‘กรมพัฒนาที่ดิน’จัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีสงฆ์ เนื่องในวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806341

'กรมพัฒนาที่ดิน'จัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีสงฆ์ เนื่องในวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี

‘กรมพัฒนาที่ดิน’จัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีสงฆ์ เนื่องในวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 16.48 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานในพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมพัฒนาที่ดิน เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 61 ปี พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม นายอนุวัชร โพธินาม และดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งในพิธีการประกอบด้วยการจุดธูปเทียนและถวายพวงมาลัย เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมฯ ได้แก่ ศาลพระภูมิ ศาลตา-ยาย และอนุสาวรีย์ ดร.บรรเจิด พลางกูร จากนั้นเข้าสู่ช่วงพิธีสงฆ์ ประธานได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายภัตตาหาร และจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ โดยนำคณะผู้บริหารและข้าราชการกรมพัฒนาที่ดินเข้าร่วมพิธีฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

– 006

‘มกอช.’เดินหน้าเสริมความรู้ QR Trace on Cloud และ DGTFarm หนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806331

'มกอช.'เดินหน้าเสริมความรู้ QR Trace on Cloud และ DGTFarm หนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

‘มกอช.’เดินหน้าเสริมความรู้ QR Trace on Cloud และ DGTFarm หนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 16.12 น.

‘มกอช.’เดินหน้าเสริมความรู้ QR Trace on Cloud และ DGTFarm หนุนเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลประยุกต์ใช้สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยสินค้าเกษตร  

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. มีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค ตลอดจนการเจรจาแก้ไขปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดย มกอช. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร ทั้งในด้านเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย และการพัฒนาระบบนิเวศเกษตร รวมถึงการบูรณาการงานด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร สอดรับกับนโยบายการขับเคลื่อนเกษตรและอาหาร “3S” (Safety, Security & Sustainability) BCG โมเดล และนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” 

ที่ผ่านมา มกอช. ได้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการสื่อสารด้านความปลอดภัยอาหาร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงขยายช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในรูปแบบออนไลน์ โดยได้พัฒนาระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ (QR Trace on Cloud) และเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน-ออนไลน์ (DGTFarm) เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นในการเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยภายใต้ตราสัญลักษณ์ Q ให้กับผู้บริโภค

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตร และการจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบออนไลน์ รวมถึงประชาสัมพันธ์ระบบ QR Trace on Cloud และเว็บไซต์ DGTFarm ให้เป็นที่รู้จักและเกิดการนำไปใช้งาน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าเกษตรมาตรฐานแก่ผู้บริโภค มกอช. โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทส.) ได้จัดการสัมมนาสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรมาตรฐานด้วยระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ (QR Trace on Cloud) และเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน-ออนไลน์ (DGTFarm) ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์ ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ จากเกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ประมงจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด และสภาเกษตรกรจังหวัด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ และสุโขทัย

การสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความรู้ความชำนาญจากภาครัฐและภาคเอกชนมาให้ความรู้ ได้แก่ 1.มาตรฐานการตามสอบสินค้าเกษตรและมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย ปลอดภัยทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต 2.การกำกับดูแลสินค้าเกษตรและเครื่องหมายรับรอง 3.การสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรด้วยระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ (QR Trace on Cloud) และเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน-ออนไลน์ (DGTFarm) 4.ความสำเร็จของการใช้งานระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ (QR Trace on Cloud) และเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน-ออนไลน์ (DGTFarm) 5.เคล็ดลับสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าเกษตรด้วยบรรจุ 6.เทคนิคการขายออนไลน์ให้สบายใจ ปลอดภัยแน่นอน และ 7.การตลาดออนไลน์ยุคใหม่เพื่อเกษตรกรไทย

“อย่างไรก็ดี หวังว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย และผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคงและยั่งยืน”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’ แนะวิธีแก้ปัญหาวัชพืชดื้อยาในนาข้าว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806299

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’ แนะวิธีแก้ปัญหาวัชพืชดื้อยาในนาข้าว

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’ แนะวิธีแก้ปัญหาวัชพืชดื้อยาในนาข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.00 น.

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2567 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย. ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เผยแพร่คำแนะนำแก้ไขปัญหา “วัชพืชดื้อยา” เนื้อหาดังนี้

สลับกลุ่มกลไกออกฤทธิ์..แก้ปัญหาหญ้าดื้อยาได้‼

วิธีแก้ไขปัญหายาดื้อยาในนาข้าวเบื้องต้น ให้ลองดูใน โปสเตอร์ด้านล่างนะคะ ว่าเรามีวัชพืช ชนิดไหนที่ดื้อยาในนาข้าวดูจากรูปได้เลย

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีปัญหาหญ้าดอกขาว จะใช้สัญลักษณ์หมายเลข 1 จากนั้น เลื่อนลงไปดูว่าหมายเลข 1 อยู่ในยากลุ่มไหน ตัวไหนบ้าง ถ้าเดิมเราเคยใช้ยากลุ่ม A แล้วหญ้าเริ่มดื้อ ให้เปลี่ยนไปใช้กลุ่มอื่นที่มี สัญลักษณ์หมายเลข 1 ปรากฎอยู่ เช่นกลุ่ม C , กลุ่ม E หรือ กลุ่ม K 

กรณียาคู่ผสมที่มีกลุ่ม A ด้วย เช่น กลุ่ม A/B ถึงจะมีสัญลักษณ์หมายเลข 1 อยู่..ก็ห้ามใช้ เพราะหญ้าของเราดื้อยาในกลุ่ม A

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ควรใช้ยาในกลุ่มเดียวกันต่อเนื่อง มากกว่า 5 ครั้ง พอมีโอกาสสูงที่วัชพืช ดื้อยาจะเกิดขึ้น ในแปลงนาของเรา


ขอบคุณเรื่องจาก
https://www.facebook.com/photo/?fbid=758175169823879&set=a.556667909974607

กรมชลฯเร่งรัด กำจัดผักตบชวา ตั้งเครื่องสูบน้ำ เพิ่มการระบาย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806201

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้เร่งกำจัดผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตัดการแพร่ขยายพันธุ์ของวัชพืช เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำและกำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ มุ่งรักษาคุณภาพน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและระบายน้ำ ได้แก่ 1.โครงการชลประทานอุบลราชธานี ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง บริเวณ ต.นาคาย อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี 2.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 1 เครื่อง บริเวณปากคลองระบายน้ำที่ 3 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 3.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 1 เครื่อง บริเวณหมู่ 3 ต.พังยาง อ.ระโนด และบริเวณหมู่ 1 ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร จ.สงขลา 4.โครงการชลประทานสตูล ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 1 เครื่องบริเวณหมู่ 13 ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล

กำจัดผักตบ ได้แก่ 1.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย บริเวณท้ายฝายหนองหวาย ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น 2.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ บริเวณคลองส่งน้ำ 1 ซ้าย-3 ซ้ายระหาน ต.นางลือ อ.เมือง จ.ชัยนาท 3.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ บริเวณคลองญี่ปุ่นใต้ ต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม 4.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองสาลี ต.องครักษ์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พร้อมกับเน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทาน บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

กรมตรวจบัญชีฯมุ่งพัฒนาคุณภาพนร.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806199

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชี สหกรณ์ กล่าวว่า ได้ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนฯ โดยส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โดยวางระบบบัญชีและให้ความรู้ด้านการบัญชีแก่ครูและนักเรียน ใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาคน พัฒนาการเกษตร สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม แบบองค์รวม สอดแทรกการจัดทำบัญชี ไว้ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อฝึกให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการบัญชี พร้อมปลูกฝังให้รักการจดบันทึกบัญชี สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน มีเป้าหมาย รวม 527 โรงเรียน ใน 51 จังหวัด

2.โครงการพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนฯ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีให้แก่กรรมการและผู้ทำบัญชีให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มอาชีพ สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในพื้นที่ ศึกษาข้อมูลและประสานงาน
กลุ่มอาชีพ เพื่อจัดทำแผนงานและโครงการ คัดสรรคนทำหน้าที่สอนแนะและติดตามผลการจัดทำบัญชีของกรรมการและผู้ทำบัญชี มีเป้าหมาย คือกรรมการและผู้ทำบัญชี 174 ราย (กลุ่มดำเนินธุรกิจ 87 กลุ่ม และกลุ่มไม่ดำเนินธุรกิจ 43 กลุ่ม)

3.โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนฯ แนะนำการจัดทำบัญชีให้แก่กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงฯเพื่อส่งเสริมให้กรรมการและผู้ทำบัญชีนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น พึ่งพาตนเองได้ มีความรู้ความสามารถในการสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง มีเป้าหมาย คือกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงฯ ประกอบด้วย กรรมการและผู้ทำบัญชี 108 ราย (กลุ่มดำเนินธุรกิจ 54 กลุ่ม และกลุ่มไม่ดำเนินธุรกิจ61 กลุ่ม)