‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807376

'อธิบดีกรมการข้าว'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.53 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม”ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก” พร้อมทั้งรับฟังปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก เพื่อพบปะพูดคุยรับฟัง/แก้ไขปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก และให้กำลังใจข้าราชการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมี นายพิษณุ ถนอมธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากรในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก ให้การต้อนรับคณะทำงาน

การพูดคุยครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนโควต้าแผนการผลิตใหม่ มีการยกเลิกโควต้าการปลูกข้าวหอมมะลิในพื้นที่จังหวัดนครนายก และเพิ่มแผนการผลิตข้าวขาวให้มากขึ้น เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างประสิทธิภาพ ตลอดจนขับเคลื่อนงานนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าวให้บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประสิทธิผลกับเกษตรกรมากที่สุด

– 006

‘ธรรมนัส’Kickoff ยางพารามาตรฐาน ต่อยอดผลสำเร็จ ผู้นำยางฯของโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807284

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรกรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายด้านยางพาราแก่คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และผู้บริหารการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียม Kick off การขับเคลื่อนมาตรการ EU Deforestation Regulation: EUDR ของ กยท.ซึ่งเป็นกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ค้าขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้สินค้าที่เข้าและออกจากสหภาพยุโรป ต้องผ่าน 3 ข้อ ดังนี้ 1.ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation free) 2.มีกระบวนการผลิตที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายต่างๆ ของประเทศผู้ผลิต และ 3.ได้รับการตรวจสอบและประเมินสินค้า (Due Diligence) วัตถุประสงค์ของการ Kick off ในครั้งนี้เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จผู้นำยางพาราของโลก และขยายโอกาสทางการค้ายางพาราให้กว้างยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ กยท.ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อเป็นการจัดทำฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบและประเมินสินค้าไปแล้วกว่า 1.68 ล้านคน (พื้นที่ 3.17 ล้าน HA.) อีกทั้งจัดทำระบบการซื้อขายผ่านตลาดกลางยางพารา TRT (Thai Rubber Trade) ที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับมาตรการที่ EUDR กำหนด โดย Kick off ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทาง ร.อ.ธรรมนัส ได้กำชับ กยท.รักษาเสถียรภาพราคายางพารา พร้อมทั้งขับเคลื่อนพัฒนาประสิทธิภาพการค้าการลงทุนของอุตสาหกรรมยาง ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราของไทย

พด.ผลิตน้ำหมักจากปลาหมอสีคางดำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807288

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้นำนวัตกรรมจากผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ มาใช้แก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำที่มีมาก โดยใช้ผลิตน้ำหมักชีวภาพผสมกับผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.2ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและไขมันของซากสัตว์ ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสาคร สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสงครามและสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี จัดการรณรงค์การทำน้ำหมักชีวภาพคุณภาพสูง (สูตรไนโตรเจนสูง) ที่วัดบ้านโคก หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีการทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอสีคางดำ ซึ่งจากการศึกษาของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าน้ำหมักชีวภาพจากปลา มีไนโตรเจน 0.98% ฟอสฟอรัส 1.12% โพแทสเซียม 1.03% แคลเซียม 1.66% แมกนีเซียม 0.24% และกำมะถัน 0.20%

นอกจากนี้มีกรดอินทรีย์ และสารฮอร์โมนต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช สำหรับสูตรการผลิตให้นำปลาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เทผสมลงในถังน้ำหมักที่มีส่วนผสมของกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม น้ำ 10 ลิตร และผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม) นำมาคนให้เข้ากัน ปิดฝาไม่ต้องสนิท และตั้งไว้ในที่ร่ม ในระหว่างการหมักจะพบเห็นฝ้าขาวซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ผิวหน้าของวัสดุหมัก ฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมีกลิ่นแอลกอฮอล์ จึงจำเป็นต้องคนน้ำหมัก ทุกๆ 2–3 ครั้งต่อวัน เพื่อระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และทำให้ส่วนผสมคลุกเคล้าได้ดียิ่งขึ้นโดยหมักไว้ประมาณ 25–30 วัน ซึ่งการพิจารณาว่าน้ำหมักชีวภาพจะพร้อมใช้งาน สามารถสังเกตได้จากคราบเชื้อฝ้าขาวที่พบลดลง ไม่พบฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง และความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) เฉลี่ย 3.5 โดยวิธีการใช้เพียงแค่นำน้ำหมักชีวภาพจากปลา 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 100-150 ลิตร

สวพส.ช่วยเกษตรกรพื้นที่สูง ปรับวิธีทำเกษตร-ลดเผาเพิ่มรายได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807287

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.เพชรดา อยู่สุข รอง ผอ.ด้านการพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.กล่าวว่า ได้นำแนวทางการดำเนินงานของโครงการหลวง มาปรับใช้ในพื้นที่สูง ให้ชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกพืชทางเลือก โดยใช้พื้นที่น้อย แต่มีรายได้ตอบแทนสูง และไม่ต้องเผาพื้นที่การเกษตร โดยมีวิธีการทำงาน คือการวิเคราะห์เป็นรายหมู่บ้านเป็นรายคน เลือกพืชเลือกวิธีการประกอบอาชีพที่ตรงตามกับภูมิสังคม เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีมาตรฐาน มีตลาดรองรับ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มาสนับสนุนอย่างเช่น แหล่งน้ำ ไฟฟ้า ถนน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานมากกว่า 30 กรม จาก 7 กระทรวง เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกัน

จากการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยการปรับระบบเกษตรที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชทางเลือกและไม่เผาวัสดุการเกษตร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงทั้ง 44 แห่ง พบว่า เกษตรกรกลุ่มสำรวจ 266 คน มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า (153%) จากเดิมที่มีค่าเฉลี่ยรายได้ก่อนปรับระบบเกษตรกร 68,526 บาท/ครัวเรือน/ปี ซึ่งเป็นรายได้ที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนของประชาชนบนพื้นที่สูงจากการสำรวจโดย สวพส.120,483 บาท/ครัวเรือน/ปี เมื่อปรับระบบเกษตรแล้วเกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตผล 173,332 บาท/ครัวเรือน/ปี ทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สินภาคเกษตรลดลง

จากการทำงานแบบพุ่งเป้ามีพื้นที่ชัดเจน ประชาชนเป้าหมายชัดเจน สวพส.ใช้วิธีการทำงานที่เป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมจากงานวิจัยบวกกับความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทำให้มีชุมชนที่ประสบความสำเร็จ ชาวบ้านมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่มากกว่าและเป็นความต้องการของเกษตรกรทุกคน คือสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ปัจจุบันถ้าชาวบ้านอยากมีรายได้ 1 แสนบาทต่อปีแค่หันมาปลูกพืชทางเลือกพืชเศรษฐกิจที่สร้างผลตอบแทนสูงใช้พื้นที่แค่ 3-5 ไร่ ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อนอาจจะต้องใช้พื้นที่ 50-100 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือปัจจุบันชาวบ้านก็สามารถปรับมาเป็นพื้นที่สำหรับปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นให้เป็นพื้นที่สีเขียว หรือหลายชุมชนเองก็คืนพื้นที่บางส่วนเพื่อฟื้นฟูเป็นป่า

“นอกจากนี้ยังช่วยลดการเผาในพื้นที่เกษตรได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2564-2565 มีจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 44 พื้นที่ ลดลงเหลือ 703 และ 435 ตามลำดับ จากปี 2563 ที่มีจุดความร้อนมากถึง 1,477 จุด ควบคู่กับการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร เช่น การสร้างฝายชะลอน้ำ 272 ตัว แนวกันไฟ 98 ชุมชน ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร การผลิตปุ๋ยหมักลดการเผา 1,073 ตัน ป้องกันการบุกรุกป่าและอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 1.47 ล้านไร่ ใน 463 ชุมชน และปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว 22,951 ไร่ ทำให้ประชาชนบนพื้นที่สูงสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอปลอดภัยที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP และ Organic สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” น.ส.เพชรดา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807285

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ  เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

สกู๊ปพิเศษ : หนุ่มทิ้งเมืองกรุง กลับคืนถิ่นเกิด สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพาะเห็ดระโงก จากเป็นคลังอาหาร สู่รายได้หลักหลักแสนบาท

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่บ้านไร่สวนธรรม (ทำ) บ้านหนองศาลา หมู่ 8 ต.บึงมะลูอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เพื่อไปพบกับนายศักดา สิงห์เงิน เกษตรกรหนุ่มวัย 30 ปี อดีตลูกจ้างเมืองกรุง พลิกชะตาชีวิตจากแรงงาน กลับสู่วิถีชีวิตลูกชาวนาชาวสวน จากคิดเพียงสร้างคลังอาหารให้ครอบครัว ลองผิดลองถูก ช่างสังเกต จนพบวิธีสร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ ในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ปลูกต้นยางนาเพาะเห็ดระโงกจำหน่าย สร้างรายได้กว่า 100,000 บาท ต่อเดือน ให้กับครอบครัว และพร้อมเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ ที่เข้ามาขอศึกษาเรียนรู้แนวทาง เพื่อนำไปประกอบอาชีพด้วย

โดยนายศักดา สิงห์เงิน เจ้าของสวนบ้านไร่สวนธรรม(ทำ) เปิดเผยว่า เดิมทีตนเองนั้นมีอาชีพเป็นลูกจ้าง ทำงานรับจ้างอยู่ที่กรุงเทพฯ จนเมื่อ 7 ปี ก่อนตนได้ตัดสินใจ หิ้วกระเป๋าเดินทางกลับบ้าน ตั้งใจจะกลับมาทำนาทำสวนสานต่ออาชีพเกษตรจากพ่อแม่ โดยในห้วงแรก ทำนา ปลูกพริก ปลูกถั่ว เพาะปลูกพืชล้มลุก เมื่อผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ก็นำไปจำหน่ายที่ตลาด ทำนา ทำสวนไป ไม่มีที่หลบแดด ต้นไม้ใหญ่สักต้นก็ไม่มีให้หลบจึงได้หาต้นไม้มาปลูกตามขอบๆ รอบๆ ที่ดินซึ่งก็เลือกต้นยางนา เพราะโตไวให้ร่มเงาได้ดี หลังจากปลูกก็พบว่ามี “เห็ดระโงก” เกิดใต้ต้นยางนาจำนวนมาก จึงเก็บมาประกอบอาหาร ก็พบว่ายังมีเหลืออีกจึงนำไปจำหน่ายที่ตลาดและได้ราคาดีมาก จึงมีความคิดเพิ่มรายได้ของครัวเรือน ตั้งใจศึกษาหาข้อมูลทางโซเชียลต่างๆ แต่ก็ไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก ต้องลองผิดลองถูกมาพอสมควร จนได้สูตรเฉพาะของตน แบ่งพื้นที่ปรับเปลี่ยนมาปลูกต้นยางนา สร้างป่าเลียนแบบธรรมชาติ เมื่อตนเห็นเห็ดดอกแรก เกิดขึ้นในสวนตนรู้เลยว่าตนพบช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวแล้ว

โดยในการทำนั้นเริ่มจากทีละน้อยค่อยๆทำค่อยๆ ขยาย ซึ่งในห้วงแรกๆ ครอบครัวก็ไม่ค่อยที่จะเห็นด้วย ประกอบกับคนในหมู่บ้านต่างก็มองว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะยังไม่เคยเห็นมีใครทำในละแวกบ้าน บางส่วนมองว่าตนนั้นเพี้ยนหรือบ้าไปแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมตนนั้นหมกมุ่นจริงจังมาก เฝ้าศึกษาและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสวนเป็นหลัก เฝ้าดูการเกิดเชื้อของเห็ด ดูธรรมชาติรอบๆ ของเขา ดูแม้กระทั่งปลวกที่มาทำรังในพื้นที่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ตนนั้นก้าวผ่านคำว่า “บ้า” จากคนรอบตัวแล้ว ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ามาก และในวันนี้ทุกคนได้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนแล้ว

ที่บ้านไร่สวนธรรม(ทำ) แห่งนี้นอกจากจะมีเห็ดระโงกจำหน่าย ยังมีเชื้อเห็ดและต้นกล้าไม้ยางนาที่ลงเชื้อเห็ดจำหน่ายด้วย ซึ่งตนใช้ช่องทางในสังคมออนไลน์ ในการจำหน่ายผ่านทางเพจ ชื่อว่า บ่าวข้าวปุ้นบ้านไร่สวนธรรม (ทำ) โดยราคาต้นกล้ายางนาลงเชื้อเห็ดแล้ว 4 รอบ อยู่ที่ราคาต้นละ 30 บาท ส่วนดอกเห็ดราคาขึ้นลงตามราคาของตลาด ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากมีการสั่งจองต้นกล้ายางนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเดินทางมาขอศึกษาในแปลง โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว และใกล้ที่จะเกษียณ บ้านไร่สวนธรรม(ทำ) แห่งนี้พร้อมให้ข้อมูลอย่างละเอียดไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีหวง เพราะตนมองว่าถ้าปลูกต้นไม้กันมากๆ จะช่วยให้ธรรมชาติกลับคืนมา และธรรมชาติก็จะให้อาหารเรากลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เป็นคลังอาหารธรรมชาตินั่นเอง

เสริมพงษ์ ทองสัมฤทธิ์

รองปลัดฯตรวจการในพื้นที่ ภาคกลางตอนล่าง4จังหวัด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807291

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ร่วมลงพื้นที่ตรวจการกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) ในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ครั้งที่ 3/2567 “ฐานเศรษฐกิจสีเขียว และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” ที่ จ.เพชรบุรี ในช่วงก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังการบรรยายและเยี่ยมชมเทคโนโลยีการกำจัดขยะและการบำบัดน้ำเสีย และปลูกป่าชายเลน ที่โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรีซึ่งมีนายเกษม จันทร์แก้ว องคมนตรีและผอ.โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระดำริ นายเทอดศักดิ์ บุณยขจร รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และนายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมต้อนรับ

ทั้งนี้ นายกฯ สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ นำรูปแบบเทคโนโลยีพัฒนาสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริไปปรับใช้ตามภารกิจที่อยู่ในหน้าที่เพื่อลดต้นทุนการบำบัดน้ำเสียทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และภาคครัวเรือน

ผู้ช่วยฯตรวจคลองมหาชัย ซ่อมกำแพงป้องกันตลิ่งทรุด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807053

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายยุทธเขตต์ ยินดีทรัพย์ ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และนายสากล ชลคีรี ผอ.โครงการชลประทานสมุทรสาคร ลงพื้นที่คลองมหาชัย เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมกำแพงป้องกันตลิ่งคลองมหาชัยบริเวณศาลเจ้าปุนเถ้ากง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เสนอแผนงานเรื่องคลอง 4 สายและสร้างประตูน้ำ 9 แห่งที่สำรวจออกแบบไว้แล้วเพื่อแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุน อีกทั้งจะเข้าสำรวจโครงการใหม่เพิ่มเติมตามข้อสั่งการจากการลงพื้นที่สมุทรสาครของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ รวมทั้งโครงการก่อสร้างปรับปรุงกำแพงป้องกันตลิ่งฯ ตั้งแต่บริเวณท้ายประตูระบายน้ำแก้มลิง จนถึงแม่น้ำท่าจีน โดยจะเข้าสำรวจพื้นที่ร่วมกับเทศบาลนครสมุทรสาคร อย่างไรก็ตาม ได้ชี้แจงปัญหาน้ำท่วมริมคลองมหาชัย เนื่องจากแนวกำแพงป้องกันตลิ่งชำรุด มีน้ำไหลซึมผ่านช่วงน้ำขึ้น ตามแนวกำแพงป้องกันตลิ่ง หรือบานประตูน้ำFlap Value ในจุดที่จะต้องมีการซ่อมแซมเร่งด่วนนั้น เทศบาลนครสมุทรสาคร สามารถขออนุญาตดำเนินการได้เพื่อแก้ปัญหาน้ำหนุนสูงและรั่วซึมกำแพงป้องกันตลิ่งเอ่อท่วมชุมชนบริเวณริมคลองมหาชัยต่อไป

ที่ปรึกษาฯร่วมงาน เปิดโคบาลล้านนา หนุนเลี้ยงโคเนื้อ ชูพัฒนาพันธุ์สัตว์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807055

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดการประกวดโคเนื้อ “โคบาลล้านนา ครั้งที่ 3” ที่หาดทรายเทียมหนองหลวง ต.เวียงชัย อ.เวียงชัย จ.เชียงราย โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับการจัดการประกวดโคเนื้อ “โคบาลล้านนา ครั้งที่ 3”ดำเนินงานโดยสำนักงานปศุสัตว์ จ.เชียงรายภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและสร้างเครือข่ายการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพอาหารปลอดภัยอย่างสร้างสรรค์ กิจกรรมการยกระดับและเพิ่มศักยภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพอาหารปลอดภัย ประจำปี 2567 โดยประชาสัมพันธ์ขยายผลการสร้างมูลค่าเพิ่มโคเนื้อ จัดให้มีการประกวดโคเนื้อขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพใน จ.เชียงราย และพัฒนาศักยภาพการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ การคัดเลือกพันธุ์สัตว์ และมีการจัดประกวด 2ประเภท ได้แก่ โคลูกผสมยุโรปทั่วไป และโคลูกผสมบีฟมาสเตอร์ รวมทั้งหมด 12 รุ่นโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อใน จ.เชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง ในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) และผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้านปศุสัตว์ ใน จ.เชียงราย ซึ่งในปีนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่มีการจัดประกวดโคเนื้อเกิดขึ้นตั้งแต่มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อมาระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลผลิตโคเนื้อที่ได้พัฒนาปรับปรุงพันธ์โดยพ่อพันธุ์สายเลือดยุโรปเริ่มเจริญเติบโตและขยายเพิ่มขึ้นใน จ.เชียงราย มีเป้าหมายในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ โดยยกระดับสายเลือดพันธุ์โคเนื้อยุโรป เน้นโคเนื้อสายพันธุ์ บีฟมาสเตอร์ เป็นหลัก

เกษตรฯ-มิชลินวางแนวทาง ยางไทยรับกฎEUDRมุ่งตลาดโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807054

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ร่วมหารือกับคณะผู้แทนบริษัท มิชลิน กรุ๊ป กำหนดแนวทางบริหารจัดการระบบยางพาราไทย รองรับกฎระเบียบEU Deforestation Regulation (EUDR) และแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือฯ โดยมีนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายบุญสิงห์กล่าวว่า บริษัท มิชลิน ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยางล้อหลักของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ผลิตยางล้อและยางพาราแห่งยุโรป (ETRMA) ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่มีการใช้วัตถุดิบยางพาราของประเทศไทย ได้เข้าพบผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานด้านกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า EUDR ในสินค้าประเภทยางพารา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมความพร้อมสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง 7 ชนิด โดยจะเร่งขับเคลื่อนการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อสามารถแสดงแหล่งที่มาของผลผลิตในการส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปได้ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าในกลุ่มดังกล่าวได้

สำหรับการหารือครั้งนี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการสินค้ายางพาราของไทยให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้าการลงทุนของอุตสาหกรรมยาง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราของไทย สำหรับกระบวนการด้านเอกสารสิทธิที่ดินทำกินของเกษตรกร กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายขับเคลื่อนการใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตรให้มีความถูกต้อง โดยเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกฎระเบียบ EUDR

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนและร่วมมือกับบริษัท มิชลิน กรุ๊ป ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยาง เพื่อความยั่งยืนของยางธรรมชาติ เช่น ระบบกรีดแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ระบบการจัดการดินและปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างระบบนิเวศให้มีความยั่งยืน ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำแพลตฟอร์มดิจิทัล รวบรวมข้อมูลห่วงโซ่การผลิตด้านต้นน้ำ สำหรับการปรับปรุงในแง่ของการปฏิบัติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงในการรองรับกฎระเบียบ EUDR รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมาย กยท.ให้เร่งขยายตลาดเครือข่ายยาง เพื่อให้เข้าถึงจุดรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรรายย่อยได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานยางพารา โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรชาวสวนยางไทยมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ประเทศผู้ผลิตและผู้ใช้ยางมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจจากยางพารา

โฆษกฯดันทุเรียนคุณภาพส่งออกจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807052

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์ส่งออกทุเรียนไทยไปยังตลาดประเทศจีน ปี 2567 ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร เร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออกไปจีนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในส่วนของนโยบาย สวน โรงคัดบรรจุ การส่งออก การขนส่ง การตลาด การแปรรูปและการเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการ พร้อมกับวางแผนขยายผลไปยังทุกภูมิภาคที่ผลิตทุเรียนเพื่อส่งออก และได้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ สวพ.6 และศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีกว่า 180 คนเพื่อสลับเปลี่ยนหมุนเวียนทำหน้าที่ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนสิ้นสุดฤดูกาลส่งออก และเพิ่มผู้จัดการเขตพื้นที่ทุเรียน (DIZ) จากเดิม 6 คน เพิ่มเป็น 9 คน พร้อมจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด หากพบการสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP หรือการให้เช่าโรงคัดบรรจุพร้อมกับใบรับรอง GMP-DOA เป็นต้น

น.ส.อัยรินทร์กล่าวต่อว่า ได้ใช้แนวนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ เป็นธงนำในการสร้างรายได้ และขยายโอกาสให้ภาคเกษตร มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเป็น 3 เท่าภายใน 4 ปี จึงเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาภาคเกษตร ที่ช่วยเสริมจุดแข็งด้านการตลาด จากการสร้างความเชื่อมั่นให้
ผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ สถิติการส่งออกทุเรียน ปี 2566 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนทั้งหมด 57,000 ตู้/ชิปเมนท์ ปริมาณสูงถึง 945,900 ตัน มูลค่า 120,469.34 ล้านบาทโดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากจากปี 2565 ถึงร้อยละ 38.47 (ปี 2565 ส่งออกทุเรียนไปจีน 8.11 แสนตัน มูลค่ากว่า 8.7 หมื่นล้านบาท) สำหรับช่องทางการส่งออกพบว่ารถยนต์มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 63.9 รองลงมาคือ ทางเรือ ร้อยละ 31.72 และทางรถไฟ ร้อยละ 1.17