47 ปี‘หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า’ ก้าวสู่โอกาสใหม่หุ้นส่วนโรงชำแหละสุกรปลายทางอาหารปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791429

47 ปี‘หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า’ ก้าวสู่โอกาสใหม่หุ้นส่วนโรงชำแหละสุกรปลายทางอาหารปลอดภัย

47 ปี‘หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า’ ก้าวสู่โอกาสใหม่หุ้นส่วนโรงชำแหละสุกรปลายทางอาหารปลอดภัย

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.41 น.

47 ปี‘หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า’ ก้าวสู่โอกาสใหม่หุ้นส่วนโรงชำแหละสุกรปลายทางอาหารปลอดภัย

ที่ดินแห้งแล้งรกร้างว่างเปล่า 1,253 ไร่ ในตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการพลิกฟื้นจนมีความอุดมสมบูรณ์ สร้างชุมชนเกษตรกรที่เข้มแข็งภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” เปลี่ยนชาวบ้านยากไร้สู่กลุ่มเกษตรกรผู้มั่งคั่ง ด้วยการทำเกษตรกรรม มีการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพหลัก ปลูกพืชไร่และไม้ผลเป็นอาชีพเสริม จนสามารถส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นชุมชนต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่ปี 2520 พวกเขาทำได้อย่างไร?

ภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการ บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด มาให้คำตอบกับคำถามนี้ เขาบอกว่าที่นี่เมื่อ 47 ปีที่แล้ว ชาวบ้านต่างเผชิญปัญหาความยากจน ไร้โอกาส ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ต้องการเข้ามาแก้ไข ด้วยการรวบรวมผืนดินที่แห้งแล้ง รกร้างมาพัฒนาให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งให้ความรู้ที่ทันสมัยในการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการเพาะปลูก จัดหาแหล่งเงินทุน และหาตลาดในการจัดจำหน่าย ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ด้วยโมเดล “3 ประโยชน์ 4 ประสาน” ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือ 4 ฝ่าย คือ รัฐบาล เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร เพื่อรองรับการพัฒนาเกษตรกรรมทันสมัย ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ประการ คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ต่อประชาชน และสุดท้ายเป็นประโยชน์ต่อองค์กร โครงการฯ นี้ ช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิตเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ทำให้พวกเขาเข้าถึงที่ดิน เทคโนโลยีการเลี้ยงสุกร และแหล่งเงินทุน

โครงการฯ นี้ มีเครือซีพี โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ รับหน้าที่ดูแลและส่งเสริมเกษตรกรในการเลี้ยงสุกรที่มีคุณภาพ ในรูปแบบประกันราคา ด้วยเทคโนโลยีด้านสายพันธุ์สุกรพันธุ์ดี อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ พร้อมปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งรับผิดชอบสนับสนุนทั้งการผลิตและการหาตลาดแทนเกษตรกร ด้วยการรับซื้อลูกสุกรที่โตได้ขนาดกลับคืนในราคาประกัน เกษตรกรจึงมีรายได้มั่นคง เพียงพอที่จะดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถจัดสรรรายได้ชำระคืนเงินกู้ครบในระยะเวลา 10 ปี ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน บ้านอยู่อาศัย และโรงเรือนเลี้ยงสุกร เปลี่ยนจากเกษตรกรยากไร้ สู่ครอบครัวที่มีฐานะพออยู่พอกินและมีที่ดินเป็นของตนเอง

หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าก้าวสู่มาตรฐานสากล ด้วยการนำนวัตกรรมการเลี้ยงสุกรที่ทันสมัยยิ่งขึ้น เลี้ยงสุกรในโรงเรือนปิดแบบ EVAP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งด้านการเจริญเติบโตและสุขภาพของสุกร เกษตรกรสามารถขยายการผลิตจากเดิมเลี้ยงรายละ 30 แม่ เป็น 150-500 แม่ ตามกำลังความสามารถของแต่ละราย มีการใช้ระบบไบโอแก๊ส เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้กับชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

ในทศวรรษที่ 4 หมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยหยุดพัฒนา มีการต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านการจัดการและการใช้เทคโนโลยีทันสมัย สู่การสร้างสรรค์โครงการที่หลากหลายเพื่อสมาชิกหมู่บ้านและชุมชนโดยรอบ โดยมีเยาวชนลูกหลานร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดรับอาชีพเสริมที่หลากหลายเพื่อเพิ่มพูนรายได้ จากอาชีพเลี้ยงสุกรปัจจุบันมี 22 ครอบครัว มีแม่สุกรเพิ่มจาก 30 แม่ เป็น 100- 700 แม่ มีรายได้ 300,000 – 2,000,000 บาท/เดือน ส่วนอาชีพเสริมเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ 6 ครอบครัว มีรายได้ 90 -150,000 บาท/เดือน ปลูกผักอินทรีย์ 2 ครอบครัว สร้างรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน ปลูกยางพารา 2 ครอบครัว มีรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน และเพาะเห็ดฟาง 2 ครอบครัว สร้างรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน

“ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริมส่งผลให้เกษตรกรมีความมั่นคง มั่งคั่ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญเรายังให้ความสำคัญกับระบบนิเวศชุมชน สมาชิกของหมู่บ้านทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนชุมชนสู่ความยั่งยืนผ่านหลากหลายโครงการ อาทิ ธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้การทำการเกษตรมีผลผลิตตลอดปี ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามจำเป็นได้อย่างเหมาะสมที่สุด สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำได้ถึง 1 ล้านบาท/ปี และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ต้อนรับผู้ที่สนใจเช่นเดียวกับ ป่านิเวศเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ บนเนื้อที่ 14 ไร่ ของหมู่บ้าน มีพรรณไม้ถึง 109 ชนิด จำนวน 5 หมื่นต้น และเกษตรกรยังต่อยอดความสำเร็จป่านิเวศฯ สู่การพัฒนาการใช้สมุนไพรเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาปฏิชีวนะได้ 2.8 ล้านบาท/ปี” ภักดี กล่าว

นอกจากนี้ ชาวหนองหว้ายังได้ร่วมกันระดมทุนจัดตั้งโรงชำแหละสุกรร่วมกับซีพีเอฟ เป็นโรงชำแหละทันสมัย สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อให้เป็นปลายทางการผลิตอาหารที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภค นับเป็นก้าวย่างสำคัญของชาวหนองหว้าที่ได้วางรากฐานที่เหนียวแน่นสู่ลูกหลาน ได้เข้าศึกษาเรียนรู้และต่อยอดอาชีพของตนเองได้ พร้อมสืบสานองค์ความรู้ของชุมชนสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ

“หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” พลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้ง ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรสีเขียว เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงสัตว์และอาชีพเสริมที่มั่นคง สร้างอนาคตการศึกษาที่ดีให้กับลูกหลาน ที่สำคัญซีพีและซีพีเอฟ ได้มอบความรู้อันเป็นทรัพย์สินที่มีค่าให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ชาวหนองหว้าพิสูจน์แล้วว่าโจทย์ที่ยากที่สุดแต่พวกเขาก็ทำได้ ด้วยความเข้มแข็งของชาวชุมชน วันนี้เกษตรกรชาวหนองหว้ายังคงช่วยกันคิดสร้างสรรค์ เปิดรับสิ่งใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืนต่อไป

คลิกชม Clip VDO >> https://youtu.be/-ZVxD-tWCFc  

อินไซด์ถกพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’ 2กมธ.เชื่อโยงขบวนการ‘ทุจริต’-เจออีกคนต่างถิ่นยึดส.ป.ก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791418

อินไซด์ถกพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’ 2กมธ.เชื่อโยงขบวนการ‘ทุจริต’-เจออีกคนต่างถิ่นยึดส.ป.ก.

อินไซด์ถกพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’ 2กมธ.เชื่อโยงขบวนการ‘ทุจริต’-เจออีกคนต่างถิ่นยึดส.ป.ก.

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.15 น.

‘ชัยวัฒน์’ลั่นปมแผนที่ทหารขอจบในชั้นศาล ‘กฤษฎีกา’ชี้ส.ป.ก.ออกเอกสารสิทธิ์ได้เฉพาะในพื้นที่จำแนกออกจากป่าถาวรเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งอำเภอ ‘กมธ.ที่ดินฯ’ส่ง 10 รายชื่อคนต่างถิ่นส่อได้ที่ ส.ป.ก.โดยไม่ชอบให้ ป.ป.ช. เชื่อมีขบวนการทุจริต 2 กมธ. พร้อมหน่วยงานพิพาทจ่อลงพื้นที่สำรวจรังวัดพื้นที่พร้อมกันสัปดาห์หน้า

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 6 มีนาคม 2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอภิชาติ ศิริสุนทร สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นประธาน กับกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. เป็นประธาน มีการพิจารณาวาระติดตามปัญหาเขตปฏิรูปทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งได้เชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.), เลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), เลขานุการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา,อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ, เจ้ากรมแผนที่ทหาร, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา,นายอำเภอปากช่อง เข้ามาชี้แจง

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะเลขานุการ กมธ.การที่ดินฯ สอบถามว่า รับข้อมูลจากประชาชนและส่วนราชการในพื้นที่ว่ามีการเปลี่ยนมือและมีการใช้ที่ดินผิดประเภท รวมถึงการทุจริตคอรัปชั่นในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากกระบวนการออก ส.ป.ก.มีการทุจริต ผลประโยชน์ก็จะไม่ได้ตกสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของ ส.ป.ก.คือการกระจายที่ดินสู่เกษตรกร แต่ขณะนี้ที่ดินไม่ได้อยู่ในมือของเกษตรกร เพราะมีกระบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้ที่ดินไม่ตกถึงมือเกษตร ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่ได้รับความชัดเจนจากส.ป.ก.ว่าจะจัดการปัญหาการทุจริตอย่างไร รวมถึงจะป้องกันอย่างไรเพื่อให้เกิดการทุจริต และหากพบเจ้าหน้าที่ทุจริตจะทำอย่างไร นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลยังได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการจัดการพื้นที่ทับซ้อน ในทางปฏิบัติหาก ส.ป.ก.ออกในพื้นที่ที่มีแนวทางชัดเจนว่าเป็นเขตอุทยาน จะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ หากมีการออก ส.ป.ก.ให้กับชาวบ้านจริง แต่อยู่ในพื้นที่อุทยานจะทำอย่างไร

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงว่า แผนที่เป็นตัวกำหนดว่าใครผิดกฎหมายหรือใครผิดระเบียบ หากผิดระเบียบก็แค่กล่าวตักเตือน แต่หากเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.สามารถดำเนินการได้ เจ้าหน้าที่ที่ไปรังวัดเป็นพื้นที่ป่า ผิดระเบียบ ไม่ได้ผิดกฎหมาย ตอนนี้ต้องดูว่าหากอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แล้วผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องถูกดำเนินคดี

“ไม่ใช่อย่างที่ผมบอกว่าอยากจบหล่อๆ เหมือนครั้งที่เจอในอุทยานแห่งชาติทับลาน แล้ววันนี้จะมาจบแบบนี้อีกไม่ได้ จึงต้องมีความชัดเจนว่าเป็นเขตอุทยานหรือเขตส.ป.ก. และส.ป.ก.มีอำนาจในการเข้าไปขีดเขตแดนหรือไม่ เพราะกฤษฎีกาก็ระบุว่าไม่สามารถทำได้ ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย หากบอกว่าเรื่องแผนที่เขตแดนจบแล้ว ก็ไม่ต้องมาคุยกัน แต่หากออกมาโดยไม่ชอบ ผมขอจบในชั้นศาล” นายชัยวัฒน์ กล่าว 

นายวีรยุทธ วรรณเลิศสกุล ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องที่ดิน ส.ป.ก.หากอะไรที่ไม่ได้ออกถูกต้องตามระเบียบเงื่อนไข เพราะการประกาศคือการคลุมทั้งหมด ซึ่งเราต้องดูตามความเป็นจริง หากเป็นพื้นที่ป่า ระเบียบและกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจทำ ฉะนั้น ในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่เป็นปัญหาที่มีการทำรังวัดไปแล้ว 5 แปลง แต่สภาพไม่เหมาะสำหรับการทำกินเพราะเป็นพื้นที่ป่า เขาก็ไม่ออกให้ ทั้งนี้ ทาง ส.ป.ก.ได้มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ของตนเองไปแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ของส.ป.ก. ซึ่ง ส.ป.ก.จะอนุมัติได้ต้องมีร่องรอยของการทำกิน และระเบียบมีการเขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนที่มีการสอบถามว่า หากมีการยกเลิก ส.ป.ก.ไปแล้ว จะทำอย่างไรนั้น ในส่วนของกระทรวงทรัพย์ฯ เราได้มีการจัดที่ดินให้ราษฎรภายใต้กฎหมายของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยาน ซึ่งจะให้สิทธิ์ราษฎรในการทำกิน และยังอนุญาตให้อยู่ตามปกติหากมีการเพิกถอน ส.ป.ก.

ขณะที่นายอภิชาติ ได้สอบถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายึดหน่วยงานที่ประกาศแนวเขตตามพระราชกฤษฎีกาเป็นที่ตั้ง ก็แสดงว่าสิ่งที่กรมแผนที่ทหารทำมาเป็นแค่ข้อสังเกต เอามาสรุปว่าเป็นแนวเขตของใครไม่ได้ใช่หรือไม่ 

ตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบว่า กฤษฎีกาเคยมีหนังสือถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเขตดำเนินการของ ส.ป.ก. ในขณะนั้น ว่าน่าจะทำได้เฉพาะในเขตที่มีการจำแนกออกจากพื้นที่ป่าไม้ถาวรเท่านั้น คือ พื้นที่ 3.3 หมื่นกว่าไร่ ถ้านอกเขตจำแนกไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ตามมาตรา 25 วรรคสาม กำหนดไว้ว่าการที่จะกำหนดเขต ส.ป.ก. ให้ดำเนินการเฉพาะเขตที่จะปฏิรูปที่ดินเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหากับประชาชน ต้องขออนุญาต ส.ป.ก.ก่อนดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ เมื่อมีการแก้ไขกฎหมาย ส.ป.ก.ในปี 2532 กฎหมายจึงเขียนไว้ชัดว่าให้ดำเนินการเฉพาะในเขตที่จะดำเนินการปฏิรูปเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งอำเภอที่ได้ประกาศคลุมไว้ เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็น ซึ่งในกรณีที่เป็นปัญหานี้ทาง ส.ป.ก. อ้างว่ามีความล่าช้าและมีปัญหาเรื่องงบประมาณต่างๆ แต่จริงๆ แล้วเขตดำเนินการ ส.ป.ก. ทั้งหมดไม่ใช่ทั้งอำเภอ แต่เฉพาะบางส่วนของอำเภอเท่านั้น 

ทั้งนี้ กมธ.ได้ขอเอกสารจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทั้งหมดเกี่ยวกับการออก ส.ป.ก.เพื่อมาประกอบการพิจารณาด้วย

ต่อมานายเลาฟั้ง กล่าวอีกว่า  จากการลงพื้นที่ได้ทราบจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า มีการทุจริตออกโฉนดให้คนที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ มีภูมิลำเนามาจากต่างจังหวัด ต่างอำเภอ ซึ่งตามกฎหมาย ส.ป.ก. ถือว่าไม่มีคุณสมบัติในการออกโฉนดหรือถือครองที่ดิน โดยพบว่ามีจำนวน 58 รายชื่อ โดยมี 10 รายชื่อ ที่ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ จึงขอมอบเอกสารหลักฐานให้ ป.ป.ช.นำไปตรวจสอบต่อไป

ด้านตัวแทน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการส่งเรื่องร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช.  และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อตั้งอนุฯ ไต่สวนหาผู้กระทำผิดต่อไป

ขณะที่นายสุริยน  พัชรครุภานนท์   รองผู้อำนวยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) กล่าวว่า ควรจะมีการจัดลงสำรวจพื้นที่ เพื่อความชัดเจน ซึ่งคณะที่ประชุมก็เห็นด้วยและจะร่วมลงพื้นที่ด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะสามารถลงพื้นที่เพื่อร่วมกันรังวัดที่ดินได้ภายในสัปดาห์หน้า  และเชื่อว่าทุกอย่างจะจบที่คณะกรรมการวันแมป

ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอให้ทาง คทช.ออกหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุทยานฯ ส.ป.ก. คทช. และจังหวัด เพื่อร่วมกันตรวจพิสูจน์รังวัดที่ดินให้เห็นกับตาและได้ข้อสรุปร่วมกัน โดย กมธ.จะร่วมลงพื้นที่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อบุคคลที่ได้รับ ส.ป.ก. ซึ่งไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ เบื้องต้น จำนวน 10 รายชื่อนั้น พบว่า เป็นบุคคลที่มาจาก อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี  เขตปทุมวัน กทม. เขตประเวศ เขตสวนหลวง เขตมีนบุรี อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี อ.เถิน จ.ลำปาง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ

เอาให้เคลียร์!สัปดาห์หน้า‘ชัยวัฒน์’ขนชุดใหญ่ลุยรังวัดแนวเขต ปมพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791411

เอาให้เคลียร์!สัปดาห์หน้า‘ชัยวัฒน์’ขนชุดใหญ่ลุยรังวัดแนวเขต ปมพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’

เอาให้เคลียร์!สัปดาห์หน้า‘ชัยวัฒน์’ขนชุดใหญ่ลุยรังวัดแนวเขต ปมพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.50 น.

‘ชัยวัฒน์’ลั่นไม่กังวลถูกฟ้องถอน‘หมุดส.ป.ก.’ จ่อขน‘กรมแผนที่ทหาร-ส.ป.ก.-กรมอุทยานฯ-กรมที่ดิน’ลงรังวัดพร้อมกันสัปดาห์หน้า เอาให้เคลียร์ปมทับซ้อน‘เขาใหญ่’

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 6 มีนาคม 2567 ที่รัฐสภา ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์กรณีที่ส.ป.ก.แจ้งความเอาผิดนายชัยวัฒน์ ฐานเข้าไปถอนหมุดส.ป.ก.4-01 ที่เขาใหญ่ ว่า เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นข้อดีว่าเขายืนยันว่าเป็นหลักของส.ป.ก. และเราไม่ต้องไปพิสูจน์ เพราะปกติเราจะนำหลักส.ป.ก.ไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบว่าหลักมาจากไหน ซื้อล็อตไหน ใครเป็นคนจัดซื้อจัดจ้าง และใครเป็นผู้รับ แต่เขาได้บอกแล้วว่าเป็นหลักของเขา และเขาได้มาแจ้งความดำเนินคดีกับตน ซึ่งตนไม่ได้กังวล เพราะจะได้มั่นใจว่าเป็นหลักของเขาจริงๆ ที่มี 2 หลักที่ชี้แจงไปเมื่อวานนี้ (5 มี.ค.) ฟังดูแล้วทำให้ไม่มั่นใจว่าหลักส.ป.ก. สามารถถือได้ด้วยหรือ ใส่ถุงหิ้วไปที่ไหนอยากปักก็ปักใช่หรือไม่

“ผมอยากถามนายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการส.ป.ก. ว่าแผนงานของส.ป.ก. ในการออกไปรังวัดหรือการปักหลัก ต้องใช้แผนงาน แผนเงิน ในการขนหลักไปปักให้กับชุมชน และต้องมีช่างรังวัดไปปัก รวมถึงต้องมีแผนการดำเนินงานส่งผลงานด้วย ท่านไม่ได้จ้างคนหรือมีแผนงานไป หรือให้คนหิ้วถุงส.ป.ก. ไปปักตามใจชอบใช่หรือไม่ ซึ่งในระบบราชการไม่สามารถทำได้ ดังนั้น จึงต้องให้ความชัดเจนกับสังคม” นายชัยวัฒน์ กล่าว  

เมื่อถามว่ากรมอุทยานฯ และกรมแผนที่ทหาร ยังถกเถียงถึงเส้นแผนที่ใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ใช่ โดยในเรื่องแผนที่ กรมแผนที่ทหารพยายามจะโชว์ร่องรอยเพื่อให้เห็นแผนที่ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2496 ซึ่งเราได้อธิบายตามแผนที่ที่เป็นตารางล็อกๆ คือ สวนป่า ไม่ใช่ที่ให้ชาวบ้านเข้าไปทำกิน ตรงนี้เคลียร์และจบไปแล้ว ส่วนแนวเขตที่อ้างอิงหมุดเขายอมรับว่าเขาไม่ได้ยึดหมุด แต่ยึดจากฟิลบุ๊คข้างเคียงว่ามีร่องห้วยยาวหลายสิบกิโลเมตร โดยสุดท้ายจบที่ตนได้ร้องขอกับคณะกรรมการเพื่อขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ให้หน่วยงานไม่ว่าจะเป็น กรมอุทยาน ส.ป.ก. กรมแผนที่ทหาร กรมพัฒนาที่ดิน ฝ่ายปกครอง ลงไปรังวัดพร้อมกัน ในระบบที่เชื่อถือและยอมรับกันได้

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ฉะนั้นแผนที่ที่เดินหน้าต่อจะไม่คุยเรื่องแผนที่ทหารแล้ว ถ้าตนยอมรับได้ ก็จะไม่มีไปถึงศาลปกครองหรือฟ้องศาลต่อไป ถ้าลงในแผนที่และตนยอมรับ ก็จบ ซึ่งวันนี้ได้เห็นความคืบหน้าและเห็นแววแล้วว่าจะจบแบบไหน

“การลงพื้นที่ในสัปดาห์ ผมจะลงพื้นที่ด้วยตัวเอง รวมถึงมีฝ่ายปกครองร่วมลงพื้นที่ด้วย จะได้มีพยานยืนยันว่าแนวเส้นเดิน เส้นทางที่ถูกต้องเป็นเส้นไหน แบบไหนที่ยอมรับและไม่ยอมรับ โดยต้องยึดจากวิทยาศาสตร์ คือ ยึดจากหมุดแผนที่กรมทหาร โยงมาในแนวของพระราชกฤษฎีกา ต้องมีเส้นสมมติ 1 เส้น และจะจบเส้นใดเส้นหนึ่ง ไม่ใช่เดินทางฟิลบุ๊คแล้วยึดร่องเขา ร่องห้วยมา ฉะนั้นการลงพื้นที่ครั้งหน้าจะเป็นการลงพื้นที่ร่วมกัน และเป็นข้อตกลงการทำงานร่วมกัน ไม่มีความขัดแย้ง ทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติ เชื่อว่าไปด้วยกันได้แน่นอน” นายชัยวัฒน์ กล่าว

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีระบุว่าให้ยึดเส้นแนวเขตแผนที่ทหารจะทำให้แนวเขตของแผนที่ทหารมีสถานะเหนือกว่าแผนที่อื่นหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า นายกฯยังไม่ได้รับรองว่าจะนำเส้นทหารมาใช้ในกรณีนี้ แต่วันนี้ ส.ป.ก.กลับนำเส้นนี้มาฟ้องว่าอยู่ในเขตส.ป.ก. โดยหลักการต้องคุยกัน ส่วนตัวไม่ได้โกรธ ถือว่าเป็นไปตามที่เราคาดหมายไว้อยู่แล้ว และเส้นดังกล่าวก็ต้องมาตกลงกันครั้งต่อไป ทั้งกรมแผนที่ทหาร และอุทยาน และหลายๆส่วน โดยที่มีช่างรางวัดอยู่ด้วย และตกลงกันว่าจะเริ่มอย่างไรให้ถูกต้องที่สุด

เมื่อถามว่า จะคุยกับส.ป.ก.อย่างไรให้จบ เพราะทุกครั้งที่เชิญมา ทางส.ป.ก.ไม่มา นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เสียใจที่ 2 ครั้ง เชิญมา ทางส.ป.ก.ไม่มีผู้แทนหลักๆมา รวมถึงวันนี้ก็ไม่มีใครมาสักคนตอบ ซึ่งอ้างว่าเป็นวันสถาปนาส.ป.ก. แต่อย่างไรก็ต้องมีความรับผิดชอบ

‘ธรรมนัส’ปลุก‘ส.ป.ก.’กล้าโต้ครหารุกป่า ฉะนักวิชาการพูดมั่ว ลุยยึดคืนรีสอร์ตสวมสิทธิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791375

‘ธรรมนัส’ปลุก‘ส.ป.ก.’กล้าโต้ครหารุกป่า ฉะนักวิชาการพูดมั่ว ลุยยึดคืนรีสอร์ตสวมสิทธิ์

‘ธรรมนัส’ปลุก‘ส.ป.ก.’กล้าโต้ครหารุกป่า ฉะนักวิชาการพูดมั่ว ลุยยึดคืนรีสอร์ตสวมสิทธิ์

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 13.09 น.

‘ธรรมนัส’ปลุกจิตสำนึกเจ้าหน้าที่‘ส.ป.ก.’ต้องกล้าชี้แจงความจริง พร้อมจัดสรรที่ดินไม่รุกป่า เดินหน้าเอาผิดข้าราชการประพฤติมิชอบออก‘เอกสารสิทธิ์’ไร้จิตสำนึก สั่งที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย ประสาน‘ปปป.-ปปง.’ลุยสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง 7 มี.ค.นี้ ย้ำเจ้าของรีสอร์ตที่ไม่ใช่เกษตรกรอ้างสิทธิ์โดนยึดคืนทั้งหมด เบรกนักวิชาการอย่าด้อยค่า‘ส.ป.ก.’ ไม่รู้จริงอย่าพูดมั่ว

6 มีนาคม 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานครบรอบวันสถาปนา 49 ปี สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ว่า การจัดสรรที่ดินต้องยึดหลักกฎหมาย ส.ป.ก. ปี 2518 เป็นหลัก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินเป็นหลัก เปรียบเหมือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีผู้บังคับการทุกจังหวัด พื้นที่ไหนทำผิดผู้บังคับการต้องรับผิดชอบชอบ ในส่วน ส.ป.ก.เช่นกัน มีหัวหน้าส่วนในแต่ละจังหวัด 72 แห่งรับผิดชอบชัดเจน เมื่อกระทำผิดก็ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน และการกระทำผิดพื้นที่เดียวก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่า คน ส.ป.ก. เป็นคนชั่วทั้งหมด

“ในกรณีที่มีนักวิชาการมาประณาม ดูถูก ต้องกล้าชี้แจงความจริง ต้องกล้าโต้ตอบ ไม่เช่นนั้นไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจ ผมในฐานะ รมว. และมี รมช. อีก 2 คน ล้วนผ่านงานมาทั้งสิ้น และทุกคนไม่ธรรมดา และมีที่ปรึกษาฝ่ายภาคเมืองที่เข้มแข็ง ขอให้ข้าราชการอย่าหงอย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า หากพบว่ามีข้าราชการคนใด เอาตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่ไปหากินโดยมิชอบ โดยใช้ช่องว่างของกฎหมาย จะต้องรับผิดชอบ และตนพร้อมที่จะตัดนิ้วร้ายทิ้งได้ทันที อย่างไรก็ตามตนรู้สึกผิดหวัง เนื่องจากให้ความไว้ใจข้าราชการในกระทรวงฯต่อการทำงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบ แต่มีบางคนที่ตั้งแต่ตนเป็น รมช.เกษตรฯ เคยกระทำผิด และตนให้โอกาสแก้ตัว แต่ยังทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก แสดงให้เห็นว่าบุคคลนี้เป็นนิ้วเน่า ตนจึงจำเป็นต้องตัดทิ้ง แต่หากจะให้ตัดนิ้วทั้งหมดก็จะไม่สามารถทำงานได้ ต้องเหลือนิ้วหรือคนไว้ทำงาน และการให้ข่าวของเจ้าหน้าที่ต้องมีความชัดเจน และคำนึงถึงภาพรวม ส.ป.ก. ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ต้องเดินหน้าในการทำหน้าที่จัดที่ดินให้เกษตรกร ด้วยความซื่อตรงและโปร่งใส

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ในส่วนพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ผ่านมา มีหลายพื้นที่ที่ประชาชนไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาพื้นที่ ส.ป.ก. ตนจึงพยายามแก้ระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มมูลค่าที่ดิน จาก ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนด ซึ่งประเด็นดังกล่าวทำให้นักวิชาการออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งโฉนดเพื่อการเกษตร ไม่เหมือนโฉนดที่ดิน แต่เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดรูปที่ดิน 2518 ซึ่งเป็นกฎหมาย ส.ป.ก. โดยตรง และเดินตามกฎกระทรวงที่ว่าด้วยเรื่องการกำหนดกรอบการออกโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร

“ไม่อยากให้สังคม และนักวิชาการไปแปลงสารผิดจนเกิดความเสียหายต่อ ส.ป.ก.  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ ส.ป.ก. ต้องกล้าที่จะชี้แจงระหว่าง ส.ป.ก.4-01 เดิม กับโฉนดที่ดินเป็นอย่างไร รวมถึงต้องพูดให้ชัดเจนกับเกษตรกรในพื้นที่” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. ทั้งหมด มี 22 ล้านไร่ ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด ยืนยันว่านโยบายการดำเนินการออกโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร 22 ล้านไร่ ตามเป้าหมายที่มีอยู่ ต้องมีการปลูกไม้ยืนต้นไม่ต่ำกว่า 10 ต้นต่อไร่ จะทำให้ได้ต้นไม้ 220 ล้านต้น เกิดการสร้างป่ามหาศาล

“อย่ามาบอกว่า ส.ป.ก. ไม่รักป่า ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด รัฐมนตรีเกษตรฯทั้ง 3 คน มาจากบ้านนอก รักป่าทุกคน โดยเฉพาะพื้นที่ผม คือ จ.พระเยา หากพบว่าผู้นำชุมชนทำลายป่าก็จะแจ้งดำเนินคดีทันที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับการจัดสรรพื้นที่ ส.ป.ก. จากนี้ไปเจ้าหน้าที่ต้องมีจิตสำนึก ไม่ควรจัดในพื้นที่ป่า หรือแนวเขตใกล้พื้นที่อุทยานแห่งชาติ (อช.) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า เพราะอาจทำให้สัตว์ป่าลงมาทำลายพืชไร่พืชสวนได้ และไม่เฉพาะพื้นที่เขาใหญ่ แต่ยังมีพื้นที่ภูหลวง จ.เลย ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน สัตว์ป่าจะลงมาทำลายพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งนี้หากเกษตรกรได้รับการการจัดสรรพื้นที่ใกล้ป่าก็จะขยายที่ดินทำกินเกิดการบุกรุก และทั้งหมดคือการสร้างปัญหาไม่ใช่แก้ปัญหา ส่วนปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจะไปโทษเจ้าหน้าที่อุทยานฯก็ไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของเขา แต่ขอตำหนิสื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอข่าวที่บิดเบือนเข้าใจผิด และไม่เป็นข้อเท็จจริง

“หากมีเจ้าหน้าที่คนใดไปสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มทุน และนำนอมินีมาสวมสิทธิ์ที่ดิน ส.ป.ก. ไปเรียกรับเงินรับทองจากกลุ่มทุน และสร้างรีสอร์ตรุกพื้นที่ ส.ป.ก. หากจับได้ เตรียมพ้นจากข้าราชการและจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดนวินัยร้ายแรง ก่อนจะมอบนโยบายในแต่ละครั้ง ผมได้คิดทบทวนมาแล้ว ผ่านการคิดร่วมกับที่ปรึกษาที่เคยทำงานในกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งทุกคนมีความสามารถ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มักจะมีพี่น้องข้าราชการ ถามว่าทำไมกระทรวงเกษตรฯมีแต่เรื่องประเด็นการทุจริต ตนจะตอบคำถามอยู่เสมอว่าเป็นเรื่องเก่าในอดีต ที่ต้องมาตามแก้ปัญหา แม้กระทั่งข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก.ในพื้นที่เขาใหญ่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบว่า มีการรังวัดที่ดิน ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.66 และรีบออกเอกสารสิทธิ์ ทำให้เกิดพิรุธ โดยในวันพรุ่งนี้ (7 มี.ค.67) กระทรวงเกษตรฯจะพาตำรวจ ปปป. และ ปปง. ไปตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อทำให้เกิดข้อเท็จจริง และคลายความกระจ่าง รวมถึงดำเนินคดีกับผู้มี่เกี่ยวข้องทั้งหมด  ////-005

‘พัชรวาท’มอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ป้องกันขาดแคลนน้ำช่วงหน้าแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791328

‘พัชรวาท’มอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ป้องกันขาดแคลนน้ำช่วงหน้าแล้ง

‘พัชรวาท’มอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ป้องกันขาดแคลนน้ำช่วงหน้าแล้ง

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 09.01 น.

‘พัชรวาท’มอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ป้องกันขาดแคลนน้ำช่วงหน้าแล้ง

6 มีนาคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการสร้าง และดูแลระบบสาธารณูปโภคให้เกิดสุขภาวะอนามัยที่ดี เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค และได้มอบให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการป้องกันการขาดแคลนน้ำที่มีคุณภาพ ที่อาจเกิดผลกระทบกับประชาชนในทุกพื้นที่ เพราะแหล่งน้ำดิบถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน

ทั้งนี้ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับให้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ติดตามการใช้ประโยชน์และดูแลรักษาระบบประปาบาดาลและจุดบริการน้ำบาดาลทุกพื้นที่ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยังได้จัดทำโครงการติดตามคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำบาดาล เพื่อศึกษาและติดตามการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำบาดาลและคุณภาพน้ำบาดาลในหลายพื้นที่ ทั่วประเทศ สำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลในการเฝ้าระวังผลกระทบต่อชั้นน้ำบาดาลด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ยังมีภารกิจที่สำคัญก็คือ การพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร เพื่อจัดหาแหล่งน้ำบาดาลให้กลุ่มเกษตรกร มีน้ำใช้ทำการเกษตรอย่างเพียงพอ โดยพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลตามหลักวิชาการให้เหมาะสมกับศักยภาพน้ำบาดาลในพื้นที่ เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจ สามารถเข้าร่วมโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ โดยการรวมกลุ่มกัน 8-15 ราย มีพื้นที่การเกษตรไม่น้อยกว่า 60-500 ไร่ และไปยื่นเรื่องผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. หรือ เทศบาล) และส่งเรื่องไปที่สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 1-12 ที่รับผิดชอบพื้นที่แต่ละจังหวัด จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบคุณสมบัติ และเดินทางไปสำรวจพื้นที่ว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะเจาะบ่อน้ำบาดาล และจัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณต่อไป ซึ่งโครงการนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

รมว.เกษตรฯเปิดคูหาสินค้า เกษตร-อาหารไทยส่งยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791294

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปเข้าร่วมเป็นเกียรติพิธีเปิดการจัดงานแสดงสินค้าเกษตรและอาหารไทย ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน โดยมี พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ทั้งนี้ ภายในงานมีร้านค้าจากประเทศไทย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าเกษตรและอาหารไทย โดยมีสินค้าเกษตร 3 ประเภท ได้แก่ 1.อาหารทานเล่น ได้แก่ กล้วยอบกรอบ มะพร้าวอบแห้ง ไอกรีมจากผลไม้สด 2. เครื่องดื่ม ได้แก่ แคปซูลกาแฟจากโครงการหลวง ชาสมุนไพร และ 3.สินค้าเกษตรที่ใช้นวัตกรรม ได้แก่ เครื่องแกงกะหรี่แช่แข็ง เส้นพาสต้าจากข้าวน้ำตาลต่ำ เป็นต้น รวมทั้งเครื่องจักรสานจากร้านภูฟ้ามาจัดแสดง

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจผู้ประกอบไทยที่มาออกคูหาภายในงาน โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนและช่วยเหลือประสานช่องทางการตลาดเพิ่มเติมผ่านสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

เกษตรฯมอบโฉนด ให้ใช้ทำการเกษตร มุ่งช่วยชาวระนอง สร้างรายได้เพิ่มขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791295

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ต.เกาะพยาม อ.เมือง จ.ระนอง พร้อมกับร่วมประชุมหารือแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างยั่งยืนบ้านเกาะพยาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ 14 ราย เป็นการสร้างและขยายโอกาสในการบริหารจัดการที่ดินทำกินของเกษตรกรมากขึ้น รวมถึงมอบงบประมาณอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการประมงประจำปีงบประมาณ 2567 ให้แก่ “กลุ่มแม่บ้านกะปิเกาะเหลา” อีกทั้งได้มอบหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทยสำหรับประมงพื้นบ้าน 2 ราย และมอบกล้าไม้เศรษฐกิจให้แก่ตัวแทนเกษตรกร 14 ราย ตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในด้านการสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิต

สำหรับการทำเกษตรกรรมภายในพื้นที่เกาะพยาม พบว่าส่วนใหญ่มีการปลูกมะม่วงหิมพานต์ประมาณ 4,990 ไร่ เกษตรกรในพื้นที่กว่า 200 ครัวเรือน โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสมาชิกเกษตรแปลงใหญ่มะม่วงหิมพานต์เกาะพยาม และวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนเกาะพยาม เพื่อแปรรูปสินค้าจากเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เป็นแนวทางเพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

‘อนุชา’ชูหมอดินอาสาต้นแบบทำเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791293

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดินของนายอภิชา ทองสุย หมอดินอาสาประจำ ต.กะเปอร์ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ว่าได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ดินและสนับสนุนการพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจหลักในการส่งเสริม พัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็งเพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่การเกษตร นำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อไป

“ศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดินแห่งนี้ นับว่าเป็นต้นแบบในการทำเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้เกษตรกร จากเดิมปีละ 40,500 บาท เป็น 404,250 บาท และขยายผลให้ผู้ที่สนใจได้มาเรียนรู้และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หมอดินอาสา จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการร่วมผลักดันแนวคิดเงินบาทแรกของแผ่นดิน เพื่อสร้างเม็ดเงินและสร้างกำลังซื้อภายในประเทศให้เติบโตขึ้น” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ดิน เกิดจากการพลิกฟื้นผืนดินในพื้นที่กว่า 27 ไร่ ที่หน้าดินถูกชะล้างพังทลายในฤดูแล้งขาดน้ำ และดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก ทำให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรแบบยั่งยืน ผ่านการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงพื้นที่แบบขั้นบันได ร่วมกับการปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน และป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินจุลินทรีย์ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต มีการใช้วัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนการใช้ไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

ชาวไร่ยาสูบอีสานวอน ร้องรมว.กลาโหมปราบบุหรี่เถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791297

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ภายในงานฉลองสมโภชพระธาตุรัตนมงคลอุโบสถ วัดบ้านหนองไหล อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด ในพื้นที่ปลูกยาสูบ ตัวแทนสมาคมการค้าชาวไร่ยาสูบเตอร์กิชภาคอีสาน ได้ยื่นหนังสือถึงนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เพื่อเรียกร้องให้สั่งการไปยังทหารทุกเหล่าทัพ ร่วมกันปราบปรามและจับกุมบุหรี่เถื่อนตามแนวชายแดน ทั้งทางบกและทางทะเลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะทางบกในภาคตะวันออก และทางทะเลภาคใต้ ที่เป็นช่องทางที่สำคัญของการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายในประเทศไทย ซึ่งกินส่วนแบ่งการตลาดไปเกือบถึง 1 ใน 4 ของตลาดยาสูบปัจจุบัน

นายสันต์ หารสุโพธิ์ ตัวแทนชาวไร่ยาสูบอีสาน กล่าวว่า พี่น้องชาวไร่ยาสูบหวังว่า รมว.กลาโหม จะช่วยเหลือพี่น้องชาวไร่ยาสูบในภาคอีสาน เพราะตอนนี้อุตสาหกรรมยาสูบอ่อนแอจากปัญหาบุหรี่เถื่อนที่รุกหนัก กระทบถึงความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบที่พึ่งพาโควตาการปลูกจากการยาสูบแห่งประเทศไทย แต่เมื่อบุหรี่ถูกกฎหมายสู้บุหรี่เถื่อนไม่ได้ โควตาก็ไม่เพิ่ม การปลูกยาสูบหมุนเวียนกับพืชชนิดอื่นก็ทำให้รายได้ที่ควรได้ในช่วงนี้หายไป โดยปกติแล้วจะใช้เป็นเงินสำรองด้านการศึกษาของบุตรหลาน และแม้จะมีการจับกุมบุหรี่เถื่อนอย่างต่อเนื่อง แต่ตนมองว่าหากจับกุมตั้งแต่การนำเข้าตามพรมแดนธรรมชาติ จะช่วยลดการแพร่กระจายของบุหรี่เถื่อนในประเทศได้ เพราะเมื่อข้ามชายแดนมาได้แล้วก็ไม่ยากเลยที่จะกระจายสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ไปตามที่ต่างๆ ผ่านพัสดุไปรษณีย์หรือขนส่งทางบก

นายสันต์กล่าวอีกว่า พี่น้องสมาชิกสมาคมฯ หวังพึ่ง รมว.กลาโหม ช่วยสั่งการเรื่องนี้ไปยังเหล่าทัพต่างๆ เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย รมว.กลาโหม รวมทั้ง นางชญาภาสินธุไพร สส.เขต 8 ร้อยเอ็ด ที่ร่วมเดินทางมาในงานนี้ ได้พบปะพูดคุยกับชาวไร่ยาสูบ และได้รับปากว่าจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อช่วยเหลือปราบปรามเรื่องของบุหรี่เถื่อน รวมทั้งจะนำหนังสือของชาวไร่ยาสูบนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป

ปัจจุบันมีชาวไร่ยาสูบประมาณ 15,000 ครัวเรือน ใน 8 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ นครพนม สกลนคร ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และหนองคาย ปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิชเป็นหลัก โดยฤดูกาลปลูกจะเริ่มในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนการปลูกยาสูบเตอร์กิช จะช่วยสร้างรายได้ให้ชาวไร่ยาสูบเฉลี่ยไร่ละ 16,000 บาท ทำให้ชาวไร่ยาสูบมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคงเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และสามารถนำเงินไปลงทุนทำการเกษตรหมุนเวียนพืชอื่นๆ ในฤดูฝนถัดไป รวมถึงเพียงพอต่อการดำรงชีพของครอบครัวด้วย

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลกฯ หนุนกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790949

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลกฯ หนุนกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลกฯ หนุนกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.15 น.

สมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย (World’s Poultry Science Association Thailand Branch : WPSA THAI) ชี้การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมนี้ ต้องมุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมสัตว์ปีก ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับสังคม ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวม มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) 

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาและค้นคว้าวิจัยในห่วงโซ่การผลิต ทั้งระบบฟาร์มและอาหารสัตว์ เพื่อลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต เช่น การวิจัยและพัฒนาสูตรอาหารให้เหมาะกับการเติบโตของสัตว์ในแต่ละช่วงวัย เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยส่งเสริมการทำงานระบบการย่อยอาหารของสัตว์ทั้งกระเพาะอาหารและสำไส้ ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และจะมีส่วนช่วยลดการปล่อยของเสียจากสัตว์ได้ เพิ่มความสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อมก้าวตามเป้าหมายของโลกในการเข้าสู่ Net Zero

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมฯ มุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ผู้บริโภคทั่วโลก การประชุมและสัมมนาเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมเข้าถึงข้อมูลด้านวิชาการการผลิตสัตว์ปีก พร้อมเผยแพร่ความรู้ แนวความคิด และติดตามข้อมูลข่าวสาร วิทยาการใหม่ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการและคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมผลิตสัตว์ปีกต่อไป

สำหรับการประชุมใหญ่สามัญ และงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2566 ในครั้งนี้ มุ่งเน้นความรู้และนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสัตว์ปีกที่ยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ Precision Poultry Nutrition for Sustainability ที่จะช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งงานวิจัยพบว่าภาคปศุสัตว์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตอาหาร 1 กิโลกรัม มากที่สุดคือ ฟาร์มวัว (99 กิโลกรัม) ฟาร์มแกะเนื้อ ฟาร์มวัวนม ฟาร์มกุ้ง ฟาร์มปลา ฟาร์มหมู และฟาร์มเลี้ยงไก่ (9.9 กิโลกรัม) ตามลำดับ ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนผสม และนวัตกรรมสูตรอาหารสัตว์ จะช่วยทำให้สัตว์สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์ ลดของเสียในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะช่วยลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจน ที่มาจากมูลสัตว์ และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งผู้ผลิตเนื้อสัตว์และฟาร์มจำเป็นต้องตระหนักในเรื่องเหล่านี้

ประเทศไทยเป็นผู้นำและมีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมสัตว์ปีกในระดับสากลมาอย่างยาวนาน และการส่งออกสัตว์ปีกของไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกมาโดยตลอด เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานสร้างรายได้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการภาคธุรกิจ โดยตัวเลขการส่งออกเนื้อไก่ ปี 2566 ทั้งเนื้อไก่สด และเนื้อไก่แปรรูป ทั้งหมดจำนวน 1.097 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.47 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1 ที่ 42% อันดับ 2 ประเทศอังกฤษ 15% อันดับ 3 กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) 13% และจีน 11% ขณะที่เนื้อเป็ดทั้งสดและแปรรูป มีการส่งออก ในปี 2566 รวมทั้งหมด 4.79 พันตัน แบ่งเป็นส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น 52% รองลงมาประเทศอังกฤษ และอียู

ทั้งนี้ การศึกษาค้นคว้าวิจัย และพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิต ทั้งระดับฟาร์ม ระดับโรงงาน และการแปรรูป มีความจำเป็นและสำคัญมากต่อการส่งออก รวมถึงเรื่องการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ ทูตเกษตรที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อหาตลาดใหม่ และขยายตลาดให้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันที่สูง รวมทั้งสถานการณ์สงครามที่ยืดยื้อ เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักและเฝ้าระวัง เพื่อเตรียมพร้อมปรับรูปแบบการผลิตให้ทันต่อสถานการณ์โลก โดยเฉพาะเรื่องการผลิตอย่างยั่งยืน ที่เป็นเทรนด์โลกอยู่ในขณะนี้