รมว.เกษตรฯติดตาม ปัญหาในพื้นที่พังงา เน้นเกษตรมูลค่าสูง ดำเนินการให้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771870

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกรและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งเรื่องเป้าหมายการยกระดับสินค้าเกษตร ทั้งเรื่องเกษตรกรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน และการขับเคลื่อนมังคุดทิพย์พังงาสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภายใต้ BCG Model ฤดูกาลผลิต ปี 2566 และผลการเข้าตรวจสอบห้องเย็นในพื้นที่ จ.พังงา ที่ อบต.บางวัน ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา

ทั้งนี้ จ.พังงา มีพื้นที่เกษตรกรรม 1.008 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 18.66 ของพื้นที่ โดยพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ ร้อยละ 81.80 ใช้สำหรับปลูกไม้ยืนต้น และไม้ผล มีพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มังคุดทิพย์พังงา และทุเรียน ซึ่งภาคการเกษตรถือว่ามีความสำคัญที่ช่วยเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ จ.พังงา ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด หรือ GPP ในปี 2564 มีมูลค่า 48,408 ล้านบาท เป็นมูลค่าในภาคการเกษตร 18,054 ล้านบาท
คิดเป็นร้อยละ 37.30 นอกจากนี้ ยังมีภาคประมงที่สร้างรายได้ ร้อยละ 60 ของสัดส่วน GPP ภาคเกษตร อย่างไรก็ดี จ.พังงา ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาภาคการเกษตรตลอดมา โดยขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้กินดีอยู่ดี

‘ธรรมนัส’จัดสรรที่ส.ป.ก. เดินหน้านโยบายคทช.ที่กระบี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771632

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่พบปะเกษตรกร ที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) แปลงหมายเลข 601 และแปลงหมายเลข 602 ต.เหนือคลอง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ว่าตามที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกินโดยใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งเอื้อให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สามารถขับเคลื่อนภารกิจด้านการจัดที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้นซึ่งจากคำสั่งของ คสช.ทำให้ส.ป.ก.กระบี่ ได้ออกประกาศกำหนดพื้นที่เป้าหมายการดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมายในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.กระบี่ 4 พื้นที่ ได้แก่ 1.ประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน จ.กระบี่ เรื่อง กำหนดพื้นที่เป้าหมายตามข้อ 1 (2) แห่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ประกาศ ณ วันที่16 มีนาคม 2561 พื้นที่แปลง ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่ 20 แปลงเนื้อที่ประมาณ991-2-85 ไร่

2.ประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเรื่องกำหนดพื้นที่เป้าหมายการดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมายประกาศ ณวันที่ 2 ตุลาคม 2562 แปลงที่ดินหมายเลข 601 ที่ดินตั้งอยู่ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ เนื้อที่ประมาณ 973 ไร่ 3.ประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่เป้าหมายการดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมายประกาศ ณ วันที่ 9 มีนาคม 2563 แปลงที่ดินหมายเลข 602 ที่ดินตั้งอยู่ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ และ ต.ห้วยยูง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เนื้อที่ประมาณ 683 ไร่ และ 4.ประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่เป้าหมายการดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมายประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 แปลงที่ดินหมายเลข 603 ที่ดินตั้งอยู่ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ และ ต.ห้วยยูง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เนื้อที่ประมาณ 3,617 ไร่ ทั้งนี้ กรมชลประทาน มีการจัดระบบท่อส่งน้ำความยาวรวม 59.228 กิโลเมตร จากโครงการอ่างเก็บน้ำคลองแห้ง เพื่อสนับสนุนน้ำในการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว

จากนั้น รมว.เกษตรฯ เดินทางไปติดตามการดำเนินงานในพื้นที่โครงการ คทช.แปลง ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่ เนื้อที่ประมาณ 976 ไร่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ ส.ป.ก.มีการจัดที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยตามคำสั่งของ คสช.ปัจจุบันส.ป.ก.อนุญาตให้สหกรณ์การเกษตรเมืองใหม่เขาพนม จำกัด เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน โดยมีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์เข้าทำประโยชน์ในแปลงที่ดินแล้ว 210 ราย

‘ไชยา’เร่งรัดปราบ สินค้าเกษตรเถื่อน แนะการลดต้นทุน จัดหาอาหารสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771636

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานกล่าวเปิดงานส่งเสริมประเพณีการแข่งขันเรือ ต.เหล่าปอแดง ประจำปี 2566 ที่สนามแข่งขันหนองสระสาธารณประโยชน์หน้าเทศบาล ต.เหล่าปอแดง ว่าขอชื่นชมคณะทำงาน พร้อมทั้งส่วนราชการต่างๆ ที่ช่วยกันจัดงานในครั้งนี้ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แสดงให้เห็นถึงความสามัคคี การผนึกกำลังของหลายหน่วยงานที่ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงขอให้ช่วยกันสืบสานประเพณีท้องถิ่นต่อไป

จากนั้น นายไชยา ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องเกษตรกร บ้านนาจาน ต.บ้านโพนนาแก้ว จ.สกลนคร ซึ่งส่วนใหญ่ทำการปศุสัตว์ (โคและสุกร) จำหน่ายได้ราคาไม่คุ้มทุน ได้รับผลกระทบด้านต้นทุนหัวอาหารสัตว์มีราคาสูง จึงมอบนโยบายแก้ปัญหา ดังนี้ 1.แก้ปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตรเถื่อน เพื่อให้กลไกการตลาดสินค้ากลับมาเป็นปกติ 2.สนับสนุนให้เกษตรกรหรือสหกรณ์ในพื้นที่ผลิตหัวอาหาร (ข้าวโพดและมันสำปะหลัง) เพื่อจัดจำหน่ายในพื้นที่ ลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ ลดการนำเข้าหัวอาหารที่มีราคาแพง 3.มอบหมายกรมปศุสัตว์ ควบคุมการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ เร่งจำหน่ายออกต่างประกาศ อีกทั้งการนำเข้าแบบผิดกฎหมาย อาจนำไปสู่โรคระบาดสัตว์ที่ควบคุมได้ยาก ทำให้สินค้าในประเทศราคาตกต่ำ และ 4.มอบกรมปศุสัตว์ พัฒนาโรงงานผลิตวัคซีนโรคระบาดสัตว์ให้ได้มาตรฐานสากลพร้อมส่งจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาจร่วมทุนกับภาคเอกชนในการพัฒนาโรงงานดังกล่าว

ปลัดฯขับเคลื่อนงานส่งเสริมเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771629

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด “การสัมมนาการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2567 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร” ครบรอบ 56 ปี โดยมีนายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะเข้าร่วม ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์สไตลิช คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี ว่าการขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตรไปสู่การปฏิบัติ ให้เกิดผลสำเร็จ และ 2.ขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรฯ ผนวกกับภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตร ผ่านการนำเสนอในนิทรรศการนั้น มีความสอดคล้องกับนโยบายเป็นอย่างมาก จึงเชื่อมั่นว่ากรมส่งเสริมการเกษตร จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสำเร็จ และเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรได้อย่างแน่นอนขณะเดียวกัน ขอชื่นชมความทุ่มเทและความเสียสละของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในการปฏิบัติงาน

ด้านนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตลอด 56 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนา มุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 57 กรมส่งเสริมการเกษตร จะยังคงดำเนินภารกิจอย่างเข้มข้น โดยตั้งเป้าให้เกษตรกรกลุ่มเกษตรกร สามารถเติบโต เข้าถึงปัจจัยการผลิต และตลาดสินค้าเกษตร ด้วยการใช้งานวิจัย ข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัลร่วมบูรณาการ พัฒนาองค์กรให้เกิดความเหมาะสมทั้งในด้าน คน สินค้า และพื้นที่ ก่อเกิดความสุขในด้านรายได้ สร้างความสุขในฐานะผู้ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพดีสู่ตลาด และพัฒนาไปเป็นผู้ประกอบการเกษตรที่มั่นคงและเติบโตไปพร้อมกัน โดยนำเสนอผ่านนิทรรศการ 5 ภารกิจส่งเสริมการเกษตร ภายใต้การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ

รองปลัดฯรุดประชุมคัดเลือก ตำบลต้นแบบเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771630

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมชี้แจงการคัดเลือกตำบลต้นแบบขับเคลื่อนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ร่วมกับกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านระบบ Zoom Meeting โดย “ผลักดันสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง”ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสินค้าที่มีศักยภาพสูงมีการรับรองมาตรฐาน และมีตลาดรองรับภายในประเทศหรือต่างประเทศ เป้าหมายตำบลต้นแบบขับเคลื่อนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 200 ตำบลทั่วประเทศ เกษตรกรมีรายได้ 180,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ภายในปีที่ 4 ของโครงการ พัฒนาสู่ความยั่งยืน ตามแนวทาง BCG Model ต่อไป

‘ธรรมนัส’เปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771582

'ธรรมนัส'เปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13

‘ธรรมนัส’เปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 22.05 น.

“ธรรมนัส”เปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13 มอบหมายกรมประมงส่งเสริมอาชีพชาวเลในชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและคุ้มครองวิถีชีวิตชาวเลอันดามัน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ประธานเปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 13 “โอบกอดฉันไว้จนกว่าจะเจอความยุติธรรม” โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วม ณ ชุมชนชาวเลแหลมหลา-หินลูกเดียว ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลเป็นการรวมตัวกันของพี่น้องชาวเลอันดามันทั้ง 3 ชนเผ่า ประกอบด้วย 1) ชนเผ่ามอแกลน 2) ชนเผ่ามอแกน และ 3) อูรักลาโว้ย ซึ่งกระจายอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล ตามวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองวัฒนธรรมวิถีชีวิตที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ต่อไป พร้อมทั้งเปิดหมุดเขตพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ชาวเลชุมชนหินลูกเดียว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในส่งเสริมสิทธิชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในที่อยู่อาศัยที่ดี ทั้งนี้ รมว.ธรรมนัส ได้มอบหมายกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เพื่อต่อยอดวิถีชีวิตสู่การเพิ่มพูนรายได้ให้แก่พี่น้องกลุ่มชาวพันธุ์ในชุมชนอย่างยั่งยืน

“ในบทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) พร้อมขับเคลื่อนนโยบายแบบบูรณาการเพื่อการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ทั้งในส่วนของโฉนดที่ดิน ตลอดจนการเข้าถึงสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างทั่วถึง ในด้านการประกอบอาชีพได้มอบหมายกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพให้กับพี่น้องชาวเล เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในชุมชนอย่างทั่วถึงและเร่งรัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” รมว.เกษตรฯ กล่าว

– 006

‘สมศักดิ์’ดัน’วัวชน’เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ยันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771607

'สมศักดิ์'ดัน'วัวชน'เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ยันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร

‘สมศักดิ์’ดัน’วัวชน’เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ยันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.23 น.

“สมศักดิ์”ดัน”วัวชน”เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ยันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมแจงใครเห็นต่างทรมานสัตว์ ชี้เป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่มีอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่ จ.สุโขทัย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวคิดการสนับสนุนการเลี้ยงโคกีฬาให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ว่า ที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน และกรมปศุสัตว์ สนับสนุนการเลี้ยงโคให้กับเกษตรกร เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่ทำหน้าที่เป็นเซลล์แมน เจรจาการส่งออกโคให้กับซาอุดีอาระเบีย และจีน ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จ ขณะนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านได้ตื่นตัว เนื่องจากที่ผ่านมาตนได้ทำโครงการเลี้ยงวัวนำร่องที่ จ.สุโขทัย ให้กับสมาชิกจำนวน 1,000 ครอบครัว ครอบครัวละ 2 ตัว ปัจจุบันได้ลูกวัวออกมาแล้ว เกือบ 1,900 ตัว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ และได้มีการเสนอโครงการโคเงินล้านเพื่อนำร่องต่อ ให้เกษตรกรเลี้ยงวัวพันธุ์ ทั้งโกเบ บราห์มัน และทาจิมะ ซึ่งเป็นโคเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งเมื่อโตเต็มที่จะมีราคาสูงถึง 200,000 บาท

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนยังมีแนวคิดการเลี้ยงโคเพื่อกีฬา เป็นการส่งเสริมการมีรายได้อีกอย่างหนึ่งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ซึ่งปัจจุบันที่ จ.สุโขทัย ได้มีสนามชนโคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งตรงนี้เป็นการส่งเสริมเกษตรกรมีรายได้ ทั้งผู้ที่เลี้ยงวัว ร้านอาหารต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมที่เป็นซอฟพาวเวอร์ เพราะคนที่เลี้ยงโคมีเป็นล้านครอบครัว ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน โดยนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ส่งเสริมให้ราคาเนื้อโคในประเทศไทยสูงขึ้น โดยการหาตลาดเพิ่ม อีกทั้งขณะนี้การส่งเสริมให้เป็นวัวกีฬา และทำให้เป็นแพคเกจเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ อีกทั้งขณะนี้ได้มีการขออนุญาตกีฬาชนวันให้ถูกกฎหมายแล้ว และถ้าจะมีการพนันแทรกซึมอยู่บ้าง เราจึงได้สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนและเยาวชน ซึ่งตรงนี้เราได้ทำก่อน ทั้งรูปแบบการทำกฎหมาย และถ้าภูมิคุ้มกันเราดีแล้วทุกอย่างสามารถดำเนินการได้

“หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่ากีฬาชนวันเป็นการทรมานสัตว์หรือส่งเสริมให้เล่นการพนัน ซึ่งตรงนี้ผมสามารถอธิบายได้ ถ้าใครสงสัยให้มาถามผมเพราะจะต้องมีคนต่อต้านอย่างแน่นอน ซึ่งไม่เป็นไร ยอมรับว่าผู้เข้าใจยังมีน้อย วันนี้เป็นแนวคิดของผมที่จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เพราะเมื่อก่อนแค่สนับสนุนการเลี้ยงวัวคนก็มองว่าเป็นคนใจบาป แต่ถ้าวันนี้เราทำการเกษตรอย่างเดียว เหนื่อยเหมือนเดิมรายได้ต่ำ อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมคิดเพียงว่าทำอย่างไรให้คนมีรายได้และถูกกฎหมาย ไม่ใช่เป็นเรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพียงแต่เรานำสัตว์มาเป็นการแข่งขันกีฬา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่นซึ่งมีอยู่แล้ว” นายสมศักดิ์ กล่าว

ลุยปลดหนี้ให้ชาวนา! ‘กรณ์’ ลงนาเกี่ยวข้าวอิ่มปี 10 พร้อมยกหูชวนรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สานต่อนโยบาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771428

ลุยปลดหนี้ให้ชาวนา! 'กรณ์' ลงนาเกี่ยวข้าวอิ่มปี 10 พร้อมยกหูชวนรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สานต่อนโยบาย

ลุยปลดหนี้ให้ชาวนา! ‘กรณ์’ ลงนาเกี่ยวข้าวอิ่มปี 10 พร้อมยกหูชวนรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สานต่อนโยบาย

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.05 น.

ลุยปลดหนี้ให้ชาวนา! “กรณ์” ลงนาเกี่ยวข้าวอิ่มปี 10 พร้อมยกหูรมว.เกษตรฯ ชวนลงพื้นที่สานต่อนโยบาย ชี้หนทางที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้ ต้องยกเครื่องสหกรณ์

25 พ.ย.66 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ลงพื้นที่ จ.มหาสารคาม เพื่อร่วมเกี่ยวข้าวอิ่ม ข้าวเกษตรอินทรีย์ ในโครงการเกษตรเข้มแข็ง โดยกล่าวว่า ปีนี้ครบ 10 ปี ข้าวอิ่มมหาสารคาม นับตั้งแต่ได้ริเริ่มเมื่อปี 2556 ที่ หมู่บ้านหนองหิน ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสารคาม จากการเปลี่ยนข้าวที่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก มาเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ จนถึงวันนี้มีการรับรู้ในวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยปีนี้ เรามีสินค้าเพิ่มมูลค่าแบบใหม่ ทดลองจนสำเร็จคือ สครับจมูกข้าวอินทรีย์ เตรียมบุกจีนเป็นตลาดส่งออก นับเป็นโอกาสดี หากใครจะนำไปเป็นนโยบายทางการเกษตร เพื่อทำให้ชาวนาไทยมีรายได้ดีอย่างยั่งยืน

“วันนี้ผมไม่ได้มาในฐานะนักการเมือง แต่การมุ่งช่วยชาวนาไทย เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ยังคงขออาสาทำต่อไปเหมือนเดิม ชาวนากลุ่มนี้เข้มแข็งมาก เป็นต้นแบบในความสามัคคีต่อยอดสู่ความเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งได้” นายกรณ์ กล่าว

อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า ชาวบ้านรายงานว่าข้าวปีนี้ได้ทั้งราคาและปริมาณผลผลิตที่ดี ราคาดี เพราะหลายพื้นที่มีปัญหาจากสภาวะอากาศ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศปลูกข้าวประเทศอื่นพบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะอินเดียถึงกับมีมาตรการระงับการส่งออกข้าว ทำให้ราคาตลาดโลกดีขึ้น นอกจากนี้สภาพดินของกลุ่มข้าวอิ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จากการงดใช้ปุ๋ยเคมีมานาน 10 ปี บวกกับจังหวะฝนที่เป็นใจ ทำให้ได้ข้าวเยอะกว่าเดิมมาก

นายกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ ชาวบ้านได้ถามงบเกี่ยวข้าวที่ผ่านมาเขาจะได้ไร่ละ 1,000 บาทในช่วงนี้ ซึ่งตนได้สอบถามไปยัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ท่านให้คำตอบว่า จะเริ่มจ่ายเงินส่วนนี้ในวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน นี้ ตนจึงชวนท่านลงมาดูงานที่นี่ด้วย เพราะได้ยินว่าท่านเอาจริงกับการหาแนวทางพัฒนาปรับปรุงบทบาทสหกรณ์เกษตรให้มีส่วนช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น

“บทเรียนสำคัญจากการทำโครงการนี้มากว่า 10 ปีคือ ที่จำเป็นที่สุดคือการช่วยเกษตรกรด้านการตลาดและการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่หลักของสหกรณ์ เราจะไปถึงจุดนี้ได้ต้องมีการยกเครื่องสหกรณ์ไทย ผมได้ยินมาว่าท่านรัฐมนตรีมีความคิดแนวนี้เช่นกัน ถ้าจริงจะดีมาก” อดีต รมว.คลัง กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจ ‘ข้าวอิ่ม’ ฤดูกาลนี้ สามารถสั่งจอง ได้ที่ โทร 096-672-2093 LINE :@immrice (lin.ee/6e30PFp

‘ธรรมนัส’ช่วยแรงงานเกษตร เพิ่มศักยภาพ-ทักษะในยุคไฮเทค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771104

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,600 คน ปัจจุบันมีแรงงานไทยอาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลประมาณ 3 หมื่นราย โดยอยู่ในพื้นที่ใกล้ฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบและขณะนี้ มีผู้แจ้งความประสงค์ต้องการกลับประเทศไทยประมาณ 6,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเกษตร

จากข้อมูลพบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยได้จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรที่รัฐอิสราเอล 6,500 คน ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมความพร้อมทุกด้านในการดูแลคนไทยกลุ่มแรงงานเกษตร ที่อพยพกลับจากประเทศอิสราเอล และที่สำคัญคือกลุ่มแรงงานเกษตรดังกล่าว นับเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในระดับสูง เพราะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ต่างๆ ด้านเทคโนโลยีการเกษตรจากอิสราเอลซึ่งเป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมที่ทันสมัยที่สามารถพลิกฟื้นทะเลทรายด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จนเป็นประเทศผู้นำด้านเกษตรในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการนำความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้เพื่อร่วมยกระดับและขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทยมาปรับใช้และต่อยอดในการประกอบอาชีพเกษตร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มแรงงานภาคเกษตรจากอิสราเอล กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมโครงการ ส่งเสริมฝีมือแรงงานเกษตรไทยในต่างแดนกลับคืนถิ่น โดยวางแนวทางและจะมีการพิจารณาจากทักษะ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความต้องการ แบ่งเป็น 3 แนวทางตามความสมัครใจ ได้แก่ 1.ปั้นสู่ครูพี่เลี้ยง ซึ่งกลุ่มดังกล่าว จะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และทักษะที่สูง สามารถมาร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะต่างๆ เพื่อสร้างกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer / Smart Farmer สร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตร

2.ป้อนสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร โดยกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ต้องการแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมตามความต้องการในด้านต่างๆ และ 3.ปูทางอาชีพสู่บ้านเกิด โดยจะสนับสนุนกลุ่มแรงงานที่ต้องการกลับบ้านในภูมิลำเนา ต่อยอดในการประกอบอาชีพ เช่น การเข้าถึงทุนในการประกอบอาชีพ สนับสนุนปัจจัยการผลิต การเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะ การหาตลาดรองรับ หรือการเข้าร่วมเป็น Smart Farmer เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชนต่างๆ หรือโครงการต่างๆ ตามความต้องการและความเหมาะสม เป็นต้น

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771106

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มอบนโยบาย : นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในการประชุมกรมการจังหวัดและส่วนราชการ จ.ชัยนาท มุ่งขับเคลื่อน “ชัยนาทโมเดล” เป็นจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงโค สนับสนุนเงินทุน ปัจจัยการผลิต ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในโอกาสร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการประจำ จ.ชัยนาท ครั้งที่ 10/2566 โดยมีนายนที มนตริวัต ผวจ.ชัยนาท ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด

กระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเขื่อนเจ้าพระยา สำนักงานชลประทานที่ 12

นายอนุชา กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐด้านภาคการเกษตร ในการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตร จึงเดินหน้าขับเคลื่อน “ชัยนาทโมเดล” โดยมีแนวทางการส่งเสริม ดังนี้ 1.นวัตกรรมข้าวพันธุ์ดี เมล็ดข้าวพันธุ์ดี (ใช้น้ำน้อย ผลผลิตสูง ทนทานโรค และแมลง) 2.ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการผลิตส่งเสริมการปลูกพืชแห่งโอกาส เช่น หญ้า การเลี้ยงวัว การบริหารจัดการน้ำ ยกระดับภาคเกษตร ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) 3.บริหารจัดการทรัพยากรดินให้เหมาะสมกับพืช 4.สร้างคุณค่า ความภาคภูมิอาชีพ ระบบตลาดนำการผลิต 5.ขยายสาขาวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท และ 6.เพิ่มศักยภาพวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท เป็นต้น โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมสนับสนุนพื้นที่ซึ่งมีความพร้อม

“กระทรวงเกษตรฯ จะขับเคลื่อนให้ จ.ชัยนาท เป็น “ชัยนาทโมเดล” คือจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกว่า 100 ครอบครัว มีอาชีพเลี้ยงโคพื้นเมืองส่งเสริมโดยให้องค์ความรู้สนับสนุนแหล่งเงินทุนใช้ ปัจจัยการผลิตท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร และหาช่องทางการตลาด เป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนที่ยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มากกว่าการผลิตพืชเพียงอย่างเดียวลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาด อีกทั้งยังทำการผลิตในรูปแบบ BCG Model เพื่อรักษาระบบนิเวศเกษตรด้วย” นายอนุชา กล่าว