‘ไชยา’ชูผ้าไหมแพรวาบ้านโพน Soft Power ดันสู่ตลาดโลก สร้างรายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768817

'ไชยา'ชูผ้าไหมแพรวาบ้านโพน Soft Power ดันสู่ตลาดโลก สร้างรายได้ชุมชน

‘ไชยา’ชูผ้าไหมแพรวาบ้านโพน Soft Power ดันสู่ตลาดโลก สร้างรายได้ชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.30 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2566 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวา บ้านโพน หรือ ศูนย์วิจิตรแพรวาบ้านโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย คณะผูบริการกระทรวงเกษตรฯ โดยมี นายธวัชชัย รอดงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายสำเริง ม่วงสังข์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่ราชการส่วนภูมิภาค ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ นายไชยา กล่าวว่า ได้มอบนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลให้กรมหม่อนไหมนำไปผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนการผลิตผ้าไหมแพรวาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เป็น Soft Power ที่เกิดจากภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงคิดค้นลายผ้าเพิ่มเติมให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคในทุกระดับในราคาที่เข้าถึงและจับต้องได้ ซึ่งปี 2565 อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ออกแบบลายผ้าไหมแพรวา ชื่อว่า ลายพันมหาพัน ให้เป็นลายประจำอำเภอคำม่วง ประเมินมูลค่าเบื้องต้น 5 แสนบาท

ขณะเดียวกันยังมอบหมายให้กรมหม่อนไหมสนับสนุนการดึงศักยภาพผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ผ้าไหมแพรวา ออกสู่ตลาดโลก และเพิ่มช่องทางจำหน่าย โดยการร่วมมือกับจังหวัดต่าง ๆ คัดเลือกลายผ้าที่มีความโดดเด่นมาส่งเสริมการขาย และผลักดันให้ผ้าไทยเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนม หรือออกสู่เวทีโลก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม รวมถึงสร้างรายได้เข้าประเทศด้วย

นอกจากนี้ นายไชยา ได้ร่วมสาธิตการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้า การสางไหม การย้อมสีไหมด้วยวัสดุธรรมชาติในพื้นที่ และเยี่ยมชมคูหาจัดแสดงสินค้า GI อาทิ ผ้าไหมแพรวาของกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหมแพรวา บ้านหนองแก่นทราย ร้านผ้าไหมแพรวาแม่ประคอง กาฬสินธุ์  สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน กลุ่มทอผ้าไหมบ้านโคกหลัก 7 และชิมพุทรานมแก้วบ้านโพน สินค้า GI จากร้านสวนคูณคอง รวมถึงเยี่ยมชมโครงการสร้างทายาทหม่อนไหม สื่อกิจกรรมการออกแบบลวดลายผ้าไหมแพรวาแบบประยุกต์ ซึ่งให้เด็กนักเรียนร่วมสร้างสรรค์ลายผ้าไหมโดยคงอัตลักษณ์ของพื้นถิ่นไว้แต่มีความร่วมสมัยมากขึ้น

จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเกษตรกรและผู้ประกอบการหม่อนไหมในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 2,156 ราย (ปลูกหม่อน 252 ราย เลี้ยงไหมหัตถกรรม 345 ราย เลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 40 ราย ทอผ้า 1,500 ราย และร้านค้าผ้าไหม 19 ราย) มีกลุ่มวิสาหกิจหม่อนไหม 162 กลุ่ม เกษตรกรอัจฉริยะ 637 ราย (เกษตรกรอัจริยะต้นแบบ (SFM) 252 ราย เกษตรกรอัจริยะที่มีอยู่เดิม (ESF) 345 ราย เกษตรกรที่กำลังพัฒนาเป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (DSF) 40 ราย ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมจัดทำแนวทางขับเคลื่อนงานหม่อนไหมในพื้นที่ โดยเร่งฟื้นฟู สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหม่อนไหม ด้วยการยกระดับผลผลิต ลดต้นทุน เน้นเพิ่มมูลค่าสินค้าให้รองรับตลาด BCG รวมถึงจัดหาตลาดให้เกษตรกร และจัดหาแหล่งน้ำให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหม่อนไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมให้ได้คุณภาพมาตรฐานอีกด้วย

– 006

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ ตรวจสถานการณ์น้ำ หนุนทำทุกกิจกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768280

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำ หนุนทำทุกกิจกรรม ยันมีน้ำใช้ในฤดูแล้ง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ โดยมีนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทานที่ผ่านมาอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีปริมาณเกินร้อยละ 80 ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลเขื่อนกิ่วลม เขื่อนแม่มอก เขื่อนห้วยหลวงเขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนสิรินธรเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนขุนด่านปราการชลเขื่อนประแสร์ และเขื่อนนฤบดินทรจินดา ซึ่งกรมชลประทาน มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์ได้สามารถสนับสนุนทุกกิจกรรมช่วงฤดูแล้งสำหรับอ่างเก็บน้ำอื่นๆ ก็มีการติดตามและวางแผนการบริหารจัดการในช่วงฤดูแล้ง มั่นใจไม่กระทบการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศอย่างแน่นอน นอกจากนี้ กรมชลประทาน ได้รายงานสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำชี-มูล และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า จากปริมาณน้ำที่มีอยู่มีปริมาณมากกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากมีฝนตกจำนวนมาก ทำให้น้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้น จึงมีโอกาสในการทำนาปรังในพื้นที่เขตชลประทาน อย่างไรก็ดี พื้นที่ทำนาปรังดังกล่าว จะต้องผ่านคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ที่มีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นฝ่ายเลขานุการ หากมีมติเห็นชอบ กระทรวงเกษตรฯ จะนำเข้าคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ต่อไป

‘ไชยา’มอบนโยบายอ.ส.ค. ดันนมไทย-เดนมาร์คเจาะตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768283

‘ไชยา’มอบนโยบายอ.ส.ค.  ดันนมไทย-เดนมาร์คเจาะตลาด

‘ไชยา’มอบนโยบายอ.ส.ค. ดันนมไทย-เดนมาร์คเจาะตลาด

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขับเคลื่อน : นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผลักดันผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ก ให้สามารถแข่งขันกับภาคเอกชน และเจาะตลาดระดับบนที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้สามารถทำกำไรได้ดี

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่มอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรม ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ว่าปัจจุบันการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมมีอุปสรรคจากการเกิดโรคระบาดในวัว (ลัมปี สกิน) ต้นทุนอาหารสูง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมขาดทุนจึงเลิกกิจการ ส่งผลให้น้ำนมดิบมีปริมาณลดลง และเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 อ.ส.ค.ได้ปรับราคาซื้อน้ำนมดิบ ณ โรงงาน เพิ่มขึ้น 2.25 บาท/กิโลกรัม เป็น 22.75 บาท/กิโลกรัม เพื่อบรรเทาปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีเงินทุนเพิ่มขึ้น
รวมถึงผลักดันให้ อ.ส.ค.ผลิตน้ำนมแปรรูปในเชิงพาณิชย์

นายไชยา กล่าวต่อว่า ผลิตภัณฑ์นมของ อ.ส.ค.(นมไทย-เดนมาร์ก) มีเครื่องจักรและกระบวนการผลิตที่ดี อันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นผลิตภัณฑ์นมที่คนไทยเลือกซื้ออันดับ 1 ซึ่งสามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ จึงมอบนโยบายให้ อ.ส.ค.วางแผนส่งเสริมกิจการโคนมแบบนักธุรกิจในปี 2567 เพื่อให้สามารถแข่งขันกับภาคเอกชน รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากการจัดทำแบรนด์สินค้าเจาะตลาดระดับบน เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง สามารถทำกำไรได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.ส.ค.มีต้นทุนจากแหล่งน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ ทำให้มีจุดขายสินค้าที่คุณค่าทางอาหารมากกว่าผู้ประกอบการที่ผลิตจากน้ำนมแปรรูปจากนมผง และผันตัวไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ในท้องถิ่นรับช่วงต่อในการจำหน่ายนมโรงเรียนแทน พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวฟาร์มโคนมและผลิตภัณฑ์นมของ อ.ส.ค.

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ที่สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (มิตรภาพ) ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมขอให้แก้ไขปัญหาต้นทุนอาหารสำหรับโคนมมีราคาสูง รวมถึงต้องการจำหน่ายน้ำนมดิบในราคาตามกลไกตลาด เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถมีรายได้

จากนั้น นายไชยา ได้เยี่ยมชมการบริหารฟาร์มโคนมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ที่ประทีปฟาร์ม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อนำหลักคิดแบบเอกชนไปปรับใช้กับเกษตรกรโคนมที่อยู่ภายใต้การดูแลของ อ.ส.ค.โดยประทีปฟาร์มมีการจัดการดูแลผลผลิตจากโคนมทั้งระบบแบบลดการเกิดขยะให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) และสามารถสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่ม อาทิ แม่วัวปลดระวาง สามารถเป็นเนื้อที่แทรกไขมันอย่างดี มูลวัวนำมาแยกกากจัดทำเป็นปุ๋ย เป็นต้น ซึ่งโคนมแต่ละตัวได้ให้อาหารหยาบคุณภาพดี และมีหลักคิดในการปูพื้นยางรองรับน้ำหนักให้โคนมมีสุขภาพดี ส่งผลให้สามารถผลิตน้ำนมได้วันละ 16 กิโลกรัม/ตัว/วัน ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่ อ.ส.ค.กำหนดไว้ที่ 12 กิโลกรัม/ตัว/วัน

“เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงเล็งเห็นว่าจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคง จึงขอฝากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมช่วยกันส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมให้มากขึ้น” นายไชยา กล่าว

รมว.เกษตรฯรุดหารือรมช.เกษตรจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768282

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนายเติ้ง เซี่ยวกัง (H.E.Mr.DengXiaogang) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทสาธารณรัฐประชาชนจีน(Ministry of Agriculture and Rural Affairs : MARA) และคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของไทยและจีน พร้อมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเชิงนโยบาย ผลักดันการค้า การลงทุนสินค้าเกษตรและอาหารไทย-จีนให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ เข้าร่วม ว่าไทยกับจีน ยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 1 ของไทย มูลค่าการส่งออกของสินค้าเกษตร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 222,540 ล้านบาท เป็น 249,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.22

“นับเป็นโอกาสอันดีที่ทั้ง 2 ประเทศ เห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนและสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรที่เหมาะสม ผ่านกลไกความร่วมมือทวิภาคีของกระทรวงเกษตรฯไทยและจีน โดยกระทรวงเกษตรฯจีน จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-จีน ครั้งที่ 13 ในปี 2567 โดยประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายสนใจ คือการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายการค้าการลงทุนด้านการเกษตรระหว่างกัน ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตร (กรอ.กษ.) จะมีส่วนสำคัญในสนับสนุนการขยายการค้าการลงทุนด้านการเกษตรดังกล่าวรวมไปถึงการยกระดับความร่วมมือพหุภาคี ภายใต้กรอบอาเซียนบวกสาม (จีน-ญี่ปุ่น-สาธารณรัฐเกาหลี)

รองปลัดฯถกอนุกรรมการ จัด‘มหกรรมพืชสวนโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768281

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณโครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี พ.ศ. 2569ครั้งที่ 1/2566 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134)

ทั้งนี้ ในที่ประชุมติดตามพิจารณาประเด็นที่สำคัญ ดังนี้ 1.การพิจารณาเห็นชอบการปรับแผนงานและงบประมาณ ภายใต้แผนงานที่ 3 การจัดตกแต่งภูมิสถาปัตยกรรมงานสาธารณูปโภคและงานอาคาร2. การพิจารณาเห็นชอบงบประมาณกิจกรรมภายใต้แผนงานที่ 4 การบริหารจัดการประชาสัมพันธ์และกิจกรรม และ 3.การตั้งของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567

‘ธรรมนัส’นำทีมลงพื้นที่‘อุตรดิตถ์’ ติดตามความก้าวหน้าโครงการ‘เขื่อนทดน้ำผาจุก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768241

‘ธรรมนัส’นำทีมลงพื้นที่‘อุตรดิตถ์’ ติดตามความก้าวหน้าโครงการ‘เขื่อนทดน้ำผาจุก’

‘ธรรมนัส’นำทีมลงพื้นที่‘อุตรดิตถ์’ ติดตามความก้าวหน้าโครงการ‘เขื่อนทดน้ำผาจุก’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.24 น.

‘ธรรมนัส’นำทีมลงพื้นที่‘อุตรดิตถ์’ ติดตามความก้าวหน้าโครงการ‘เขื่อนทดน้ำผาจุก’ มอบกรมชลประทานเร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่

9 พฤศจิกายน 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามความก้าวหน้าโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก โดยมี ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ต.ผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า โครงดารดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอลับแล อำเภอตรอน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอพรหมพิราม และอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก และเพื่อเป็นการพัฒนาระบบชลประทาน ประมาณ 481,400 ไร่ (พัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝนที่มีศักยภาพให้เป็นพื้นที่ชลประทานประมาณ 304,000 ไร่ และส่งน้ำสนับสนุนและปรับเปลี่ยนระบบส่งน้ำจากเดิมโดยการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เป็นระบบส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงประมาณ 134,800ไร่ และพื้นที่โครงการชลประทานน้ำริด จังหวัดอุตรดิตถ์ ประมาณ 42,600 ไร่)

สำหรับโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ตั้งอยู่ในแม่น้ำน่าน บริเวณบ้านคลองนาพง หมู่ 7 ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันได้สร้างเขื่อนทดน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำ พร้อมอาคารประกอบ หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอลับแล อำเภอตรอน และอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอพรหมพิราม และอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก รวมพื้นที่กว่า 481,400 ไร่

“วันนี้ตั้งใจมารับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน และได้มอบหมายกรมชลประทานเร่งแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องอย่างเร่งด่วน ปัญหาใดที่สามารถแก้ไขได้ให้ทำทันที ปัญหาไหนที่ยังทำไม่ได้ จะต้องกลับไปศึกษาและหาแนวทางแก้ไข รวมถึงให้บรรจุแผนดำเนินการในปีงบประมาณต่อไป” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จะเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำ และระบบระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับลุ่มน้ำน่าน เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้กับพี่น้องชาวอุตรดิตถ์ ได้มีน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค บริโภค และการเกษตร อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี ซึ่งจังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 447,618 ไร่ มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนการใช้น้ำให้กับจังหวัดต่าง ๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวม 22 จังหวัด ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯประมาณ 6,102 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯ

กรมพัฒนาฯเสริมสร้างทรัพยากรดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768084

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการการประเมินสถานภาพทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น โดยศึกษาลักษณะและสมบัติบางประการของดิน รวมถึงประเมินสถานภาพทรัพยากรดินในพื้นที่ปลูกพืชอัตลักษณ์พื้นถิ่นเพื่อให้ได้ฐานข้อมูลทรัพยากรดินและแนวทางการจัดการดินในพื้นที่ปลูกพืชบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(พืช GI) รายชนิดพืช ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้ทราบสถานภาพทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีและบ่งชี้สถานะของดินที่มีการปลูกพืชให้มีคุณภาพดี อีกทั้งนำไปใช้เป็นคำแนะนำการจัดการดินในพื้นที่ปลูกพืช GI เพื่อให้เกษตรกร เจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานต่างๆ นำไปใช้ในการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรดินในบริเวณที่มีลักษณะโดดเด่น เพื่อผลักดัน เสริมสร้าง และคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พืชท้องถิ่น และพืชเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังสนับสนุนในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุตามเป้าหมายระดับแผนแม่บทย่อย : สินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ในการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกพืช GI การสนับสนุนฐานข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (พืช GI) ให้ได้มาตรฐานเพื่อคุ้มครองทรัพยากรดินที่เหมาะสมสำหรับพืช GI โดยจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศ (พืช GI) ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ แผนที่ชุดดิน แผนที่สภาพการใช้ที่ดิน ความเหมาะสมของที่ดิน ในขอบเขตพื้นที่เพาะปลูกพืช GI ของประเทศไทย 48 ชนิด

“ฐานข้อมูลสารสนเทศพืชบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (พืช GI) และสถานการณ์ของทรัพยากรดินในพื้นที่เพาะปลูกพืช GI ถูกนำมาวิเคราะห์และประเมินคุณภาพที่ดินทั้งระดับความต้องการปัจจัยของพืช GI และสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดชั้นความเหมาะสมของที่ดินสำหรับพืช GI ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ใช้จัดทำเขตการใช้ที่ดินสำหรับพืช GI ในการขยายพื้นที่เพาะปลูก”นายอนุชา กล่าว

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการดำเนินการจัดทำศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเป็นศูนย์บริการเกษตรกร (Service Mind for Farmer Smile Center) ผ่านระบบแอปพลิเคชั่น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกร และประชาชนทั่วไปสามารถขอรับบริการต่างๆ รวมทั้งข้อมูลด้านเกษตร ตลอดจนรับเรื่องร้องเรียน และปัญหาด้านการเกษตร ผ่านระบบ
แอปพลิเคชั่น เพื่ออำนวยความสะดวกและให้เกิดความรวดยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักกฎหมาย สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน เข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุม 134กระทรวงเกษตรฯ

‘ไชยา’เข้าร่วม งานTCAC2023 การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768085

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีเปิดการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ประจำปี 2566 (Thailand Climate Action Conference : TCAC 2023)ภายใต้แนวคิด “สานพลัง เสริมภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน” จัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานฯและปาฐกถาพิเศษ

ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน ตลอดจน น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้วเลขานุการ รมช.เกษตรฯ น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายจิตติศักดิ์ศรีปัญญา ผอ.กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน เข้าร่วม

‘อนุชา’มอบนโยบายมกอช. มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768087

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธีและกล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปี วันสถาปนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช.พร้อมคณะ และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมพิธีฯที่ มกอช.

นายอนุชากล่าวว่า มกอช.มีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค ตลอดจนการเจรจาระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน และแก้ปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล รวมถึงสามารถแข่งขันในเวทีโลก ดังนั้น งานด้านมาตรฐาน จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลว่าด้วย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร” เมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นเช่นกัน

“สำหรับภารกิจและการดำเนินงานของมกอช.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีอยู่แล้ว แต่จะต้องเพิ่มการสร้างการรับรู้ด้านมาตรฐาน ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน อย่างไรก็ดี ก้าวต่อไปของ มกอช.ต้องพิจารณาว่ามีสินค้าเกษตรชนิดใดอีกบ้างที่สามารถเพิ่มตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องลงมาสนับสนุนและให้ความสนใจในเรื่องนี้โดยสร้างอาชีพเสริมให้เกษตรกรชาวนาได้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มมูลค่าทางผลผลิต และมีกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ว่าพืชชนิดใด แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับรายได้หลักและถือเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ จึงได้ต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างมูลค่า ปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการเกษตรนำไปสู่มิติใหม่ในการสร้างตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรให้สูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ มกอช.มีผลงานสำคัญที่ผ่านมาที่เป็นประจักษ์ในหลายด้าน ได้แก่ การประสบความสำเร็จในการเจรจาส่งออกผลมังคุดสดไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องอบไอน้ำ ซึ่งส่งผลช่วยลดต้นทุนการผลิตและการส่งออกมังคุดของไทย ช่วยคงความสดใหม่และไม่สร้างความเสียหายให้กับผลมังคุดสด อีกทั้งช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาของมังคุด อีกทั้งยังถือว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดส่งออกให้กับมังคุดของไทย นอกจากนี้ ยังเปิดตลาดเนื้อเป็ดปรุงสุกจากไทยไปออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเด็นการหารือภายใต้กรอบการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญ ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย–ออสเตรเลีย ช่วยผู้ประกอบการไทยให้สามารถที่จะส่งออกสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกไปออสเตรเลียได้ ผู้บริโภคออสเตรเลีย มีทางเลือกในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้าเนื้อเป็ดปรุงสุก

เปิดตัวแอปฯเกษตรพิรุณราช บริการครบจบทุกด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768088

เปิดตัวแอปฯเกษตรพิรุณราช  บริการครบจบทุกด้านเกษตร

เปิดตัวแอปฯเกษตรพิรุณราช บริการครบจบทุกด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดตัว : นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือการจัดทำศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อเป็นศูนย์บริการเกษตรกร ผ่านแอปพลิเคชั่น เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปสามารถขอรับบริการต่างๆ รวมทั้งข้อมูลด้านเกษตร ตลอดจนรับเรื่องร้องเรียน และปัญหาด้านการเกษตร

“เลขาฯกกต.” พร้อมทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ จะกี่ครั้งขึ้นกับรัฐบาล ไม่ติดเงื่อนไขทำผ่านอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องดูความพร้อม

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการศึกษาเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มประชุม โดยจะประชุม 1-2 วันนี้และจะมีความคืบหน้า เพราะเราจะหารือโดยละเอียด ทั้งในส่วนเรื่องของงบประมาณ อัตราการขึ้นเงินเดือนว่าจะเป็นเท่าไร ส่วนจะทันรอบการให้ข้าราชการเลือกรับเงินเดือนเป็น 2 งวด ในช่วงต้นปี’67 หรือไม่นั้น ตนขอรอฟังข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงจะมีบทสรุปออกมา และค่อยเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นมีการประเมินหรือไม่ หากเพิ่มเงินเดือนข้าราชการจะใช้งบประมาณเท่าไรนายปานปรีย์กล่าวว่า ยัง ขอฟังรายละเอียดก่อน ส่วนที่มีนักวิชาการเสนอให้ปรับเป็นระยะ โดยเริ่มจากข้าราชการชั้นผู้น้อยก่อนนั้น ตนขอฟังรายละเอียดก่อน เพราะต้องดูเรื่องของงบประมาณด้วย เนื่องจากที่ผ่านมางบประมาณออกมาล่าช้าพอสมควร เบื้องต้นอาจต้องใช้งบประมาณของปีหน้า จึงขอว่าอย่าเพิ่งฟันธง ให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนและจะนำมาแจ้งให้ทราบ เมื่อถามย้ำว่า ในการประชุมวันที่ 10 พ.ย. จะได้บทสรุปเลยหรือไม่ นายปานปรีย์กล่าวว่า รอฟังก่อน ขอให้ใจเย็นๆ