‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762572

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง  แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลงพื้นที่ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จ.ระยอง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรด้านประมง รวมทั้งการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.และโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC รวมทั้งปล่อยพันธุ์สัตว์ทะเลกุ้งแชบ๊วย ปลากะพง 500,500 ตัว ในพื้นที่ ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรใน จ.ระยอง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ด้านการประกอบอาชีพประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน และอาชีพประมง รวมถึงการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.และโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC อีกทั้งได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทะเลกุ้งแชบ๊วยปลากะพง รวม 500,500 ตัวที่สมาคมประมง จ.ระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

สำหรับแนวทางการพัฒนาด้านการประมง มีการสนับสนุนด้านต่างๆ ได้แก่ 1.ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยเฉพาะการฟื้นฟูการเลี้ยงและผลผลิตกุ้งทะเลด้วยการแลกเปลี่ยนเทคนิคการเพาะเลี้ยง ถอดองค์ความรู้จากเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลประสบความสำเร็จและประสานแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร รวมถึงส่งเสริมการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) เพื่อให้มีฐานข้อมูลผลผลิตกุ้งทะเลที่ครบถ้วนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกุ้งทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.ส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนการแปรรูปสินค้าประมงให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าและมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น 3.สนับสนุนและจัดตั้งร้านจำหน่ายสินค้าประมงประจำอำเภอโดยรวบรวมสินค้าประมงจากหลายๆ แหล่งผลิต ในแต่ละอำเภอ รวมกันตั้งเป็นร้าน Fisherman shop @ Rayong ของแต่ละอำเภอ สนองตอบนโยบายกรมประมงและแนวทางการพัฒนาสถานที่จำหน่ายอาหารตามเกณฑ์มาตรฐานของ จ.ระยอง

4.สนับสนุนระบบเครือข่ายองค์กรชุมชนประมงเข้มแข็งเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำและสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนสินค้าและผลผลิตสัตว์น้ำระหว่างกลุ่มองค์กรนำไปสู่การพัฒนาการแปรรูปสินค้าประมงต่อไป 5.เร่งประชาสัมพันธ์สร้างช่องทาง
ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้กับชาวประมงเกี่ยวกับข้อกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องลดปัญหาความขัดแย้งของชาวประมงและ 6.การกำหนดแนวทางทำประมงด้วยเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่เหมาะตามช่วงฤดูกาล

อย่างไรก็ดี กรมประมง จะขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนต่างๆ รวมทั้งการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร จ.ระยอง ซึ่งได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี 2536 โดยมีพื้นที่ 105,430 ไร่จัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 4,621 ราย 5,448 แปลง 81.253 ไร่ มีที่ดินคงค้างจัดที่ดิน 24.1 77 ไร่ และมีเกษตรกรเข้ารับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 20 ราย ใน อ.ปลวกแดง และ อ.บ้านค่าย

‘ไชยา’รุดมอบนโยบายพื้นที่โคราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762569

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์ โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่าได้มอบนโยบายภายใต้แนวคิด “ผลิตให้พอ ดูแลให้ดี พัฒนาให้มีคุณภาพ”หมายถึง 1.ผลิตให้พอ คือการศึกษาสถานการณ์ตลาด ทั้งความต้องการสินค้าและปริมาณสินค้าที่ผลิต เพื่อดูแลสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และรักษาเสถียรภาพด้านราคา รักษากลไกตลาดให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งใช้การวางแผนข้อมูลสารสนเทศ (Big data) ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ ในการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลในการบูรณาการร่วมกันของภาคปศุสัตว์

2.ดูแลให้ดี คือการใส่ใจดูแลในด้านการพัฒนาคุณภาพและสูตรอาหารสัตว์ให้เหมาะสม ควบคู่กับการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เน้นบูรณาการ และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ผลิตอาหารสัตว์ เพื่อนำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ของตนเองและจำหน่ายไปยังพื้นที่อื่นๆ และด้านการดูแลคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกร ได้จัดทำโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ใช้แรงงานแทนการใช้เครื่องจักร ซึ่งเป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์ ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และ 3.พัฒนาให้มีคุณภาพ คือการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์การพัฒนา แบ่งออกเป็น (1)พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ เริ่มจากการพัฒนาพันธุ์สัตว์ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการดูแลสินค้าให้ปลอดโรคได้การรับรองมาตรฐานสุขอนามัย และ (2) การพัฒนาระบบงานภายในกรม โดยส่งเสริมให้เป็น “ปศุสัตว์ดิจิทัล” ปรับขั้นตอนการทำงานในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น อาทิ การอนุมัติ การออกใบอนุญาตต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาค

‘เกษตรกร’เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762479

'เกษตรกร'เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

‘เกษตรกร’เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.07 น.

คปก.เห็นชอบหลักการ แปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน และตกถึงมือทายาทในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2566 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรุงเทพฯ ว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ อาทิ 1) การจัดที่ดินยังคงเป็นไปเพื่อประกอบเกษตรกรรมตามศักยภาพของพื้นที่ 2) สามารถเปลี่ยนมือได้ระหว่างเกษตรกรที่มีคุณสมบัติด้วยกันตามที่กฎหมายกำหนด 3) ต้องปลูกไม้มีค่าในพื้นที่ตามสัดส่วนที่ ส.ป.ก. กำหนด
4) สามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ 5) ต้องถือครอง ส.ป.ก. 4-01 และทำประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยมีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไข จำนวน 1,628,520 ราย เอกสารสิทธิรวม 2,205,561 ฉบับ
เนื้อที่รวม 22,079,407.67 ไร่ โดย ส.ป.ก. จะทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่าง ๆ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

“กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. จะส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฉบับแรกให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรได้ภายในวันที่ 15 มกราคม 2567 อย่างแน่นอน และจะทยอยให้ ส.ป.ก. จังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการออกโฉนดให้กับเกษตรกรทุกจังหวัดที่เข้าหลักเกณฑ์ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างแท้จริง สามารถตกทอดถึงมือทายาท และเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพด้านเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ “โครงการตรวจสอบและดำเนินการกรณีเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินถึงแก่ความตายในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ.2567” วงเงิน 22.5 ล้านบาท เพื่อให้ ส.ป.ก.นำไปใช้จ่ายเพื่อเร่งรัดและติดตามให้ทายาทเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ถึงแก่ความตายมาแจ้งขอรับสิทธิการจัดที่ดินแทนที่ (รับมรดก) ซึ่งยังไม่มาแสดงตนอีก จำนวน 171,434 ราย ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ตามมติ คปก.ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ที่เห็นชอบให้ขยายระยเวลาออกไปอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2566

และมีมติเห็นชอบ “โครงการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้เงินกู้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามนโยบายรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี” ตามระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การให้กู้ยืมเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2554 โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้ 1) เงินต้นเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ไม่เกิน 300,000 บาท 2) สถานะเป็นลูกหนี้ปกติ 3) สามารถขอผ่อนผันการชำระเงินต้นรายงวดและงดเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ของเงินรายงวดที่ครบกำหนดชำระ โดยระยะแรกดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567หลังจากครบระยะแรกจะมีการประเมินผลเพื่อที่จะนำไปสู่การปรับปรุงและดำเนินการระยะ 2 และ 3 ต่อไป โดยมีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขโครงการนี้ จำนวน 17,806 ราย คิดเป็นต้นเงินที่พักชำระหนี้รวม 630 ล้านบาท และเป็นดอกเบี้ยที่งดเว้นรวมปีละ 25.2 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขสามารถยื่นลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ ส.ป.ก.จังหวัดทุกจังหวัดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สทนช.ติดตามสถานการณ์ ศูนย์ฯลงพื้นที่เจรจาผันน้ำเข้าทุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762326

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้ สทนช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำกรมประชาสัมพันธ์ และกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นต้น เปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการสถานการณ์ ตลอดจนติดตามประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและอำนวยการหน่วยงานในพื้นที่บริหารจัดการมวลน้ำในช่วงฤดูฝนให้เกิดความเป็นเอกภาพจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว

ทั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าวจะวางแผนเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และภายหลังเกิดภัย โดยจะร่วมกันวางแผนและจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม พร้อมวิเคราะห์คาดการณ์ที่แม่นยำ ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิบัติงานจนเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ลดผลกระทบ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อสถานการณ์ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะการเตรียมเจ้าหน้าที่ ทรัพยากร สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาในช่วงปลายฤดูฝน

สำหรับสถานการณ์น้ำขณะนี้ ร่องมรสุมพาดผ่านผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง และมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยในช่วงนี้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยานั้น มวลน้ำหลากจากตอนบนไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น โดยมีน้ำไหล ผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ที่ 1,498 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) /วินาที จะส่งผลให้น้ำท่าด้านท้ายน้ำมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่ ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ส่วนหน้าภาคกลาง ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นการรับน้ำเข้าทุ่งผักไห่ พร้อมร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านในประเด็นการรับน้ำเข้าทุ่งผักไห่ โดยที่ประชุมมีมติสมัครใจในการนำน้ำเข้าทุ่งฯ ซึ่งชาวบ้านยังบอกอีกว่าการรับน้ำเข้าทุ่งนั้น ยังสามารถช่วยในเรื่องของไล่หนู และเป็นการกำจัดวัชพืชในนาอีกทั้งยังเป็นการเติมปุ๋ยธรรมชาติ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน และยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาด้วย

นอกจากนี้ยังได้คาดการณ์ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปริมาตรน้ำมากกว่าร้อยละ 80 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้นกระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ คาดการณ์ว่าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และมีแนวโน้มปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80

‘อนุชา’รับฟังเกษตรกร จัดการความเดือดร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762331

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับหนังสือจากนายธีรศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกร จ.ชุมพร เพื่อขอให้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร จ.ชุมพร ในเรื่องภัยแล้ง อุทกภัย ตลอดจนปัญหาราคาหมูหน้าฟาร์มตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

ทั้งนี้ นายอนุชา ได้พบปะพูดคุย และรับฟังปัญหาจากตัวแทนผู้เลี้ยงหมู จ.ชุมพร พร้อมทั้งยืนยันว่าจะเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกร และให้เกษตรกรได้มีอาชีพสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

รมว.เกษตรฯลั่น ปราบสินค้าเถื่อน ทำลายหมู161ตู้ ลอบนำเข้าผิดก.ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762323

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีส่งมอบ-รับมอบ และนำตู้สินค้าประเภทซากสุกรของตกค้างและของกลางในคดีพิเศษที่ 59/2566 จำนวน 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ไปทำลาย โดยมีนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายสมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายอำนาจ เจริญศรี รอง ผวจ.ชลบุรี และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ว่ามีนโยบายกำหนดมาตรการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อน มุ่งปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรด้านพืช ประมงและปศุสัตว์ที่ผิดกฎหมาย โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ผลผลิตตกต่ำทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ รวมถึงการหลอกลวง สินค้าผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งได้ประกาศขับเคลื่อนยุทธการปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย แล้ว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้รับมอบตู้สินค้าของกลาง 161 ตู้คอนเทนเนอร์ 4.3 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 567 ล้านบาท จากกรมศุลกากร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิบัติการของกรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาภายใต้โครงการท่าเรือสีขาว โดยเปิดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าตกค้าง พบสินค้าผิดกฎหมายทั้งหมูเถื่อนและอื่นๆ จากนี้จะทำลายของกลางดังกล่าวให้สิ้นซากเพื่อสร้างความมั่นใจและเรียกความเชื่อมั่นจากผู้เลี้ยงสุกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมทั้งเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร

‘ธรรมนัส’รุกพัฒนางานด้านประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762329

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานครบรอบวันสถาปนากรมประมง ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “97 ปี กรมประมงสร้าง เสริม เพิ่ม ยก พัฒนา ประมงไทยก้าวสู่ศตวรรษใหม่อย่างยั่งยืน” และ“วันประมงแห่งชาติ” ประจำปี 2566 โดยมีนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กรมประมง ว่าได้เดินหน้านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ตามโครงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในลุ่มน้ำสำคัญของประเทศ 62 จังหวัด 62 ล้านตัว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนของประชาชนและชาวประมง และเพื่อดูแลเกษตรกรฐานรากให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนมีความอยู่ดีมีสุข ซึ่งพันธุ์สัตว์น้ำที่ปล่อยในลุ่มน้ำสำคัญจะเป็นสัตว์น้ำต้นทุนที่ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ สร้างสมดุลระบบนิเวศ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับสิ่งแวดล้อม ในโอกาสวันประมงแห่งชาติ ครบรอบปีที่ 40 จึงมีการจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 4 แห่งใน 4 ภาค แห่งละ 300,000 ตัว รวมทั้งสิ้น 1,200,000 ตัว เป็นพันธุ์สัตว์น้ำทั้งหมด 8 ชนิด ได้แก่ ปลาตะพัด ปลาตะเพียนทอง ปลาตะเพียนขาว ปลาบ้า ปลากระแหปลาเทพา ปลาสร้อยขาว และปลาหมอตาล

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า ขอแสดงความยินดีกับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และชาวประมง ที่ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นในแต่ละสาขา ทั้งประเภทบุคคลทางการเกษตรดีเด่น ประเภทสถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรดีเด่นด้านการประมงที่ได้รับโล่รางวัลในวันนี้ภาคการประมงนับได้ว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการทำการประมง ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชากรของประเทศไทยและประชากรโลก

‘ธรรมนัส’เดือด! สั่งล้างบาง’ห้องเย็น’ลักลอบเก็บ’เนื้อสัตว์เถื่อน’ทั่วปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762372

'ธรรมนัส'เดือด! สั่งล้างบาง'ห้องเย็น'ลักลอบเก็บ'เนื้อสัตว์เถื่อน'ทั่วปท.

‘ธรรมนัส’เดือด! สั่งล้างบาง’ห้องเย็น’ลักลอบเก็บ’เนื้อสัตว์เถื่อน’ทั่วปท.

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.40 น.

“ธรรมนัส”เดือด! สั่งการด่วน เร่งล้างบางห้องเย็นลักลอบเก็บ จำหน่ายเนื้อสัตว์เถื่อนทั่วประเทศ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ถูกยิงเสียชีวิตขณะนำกำลังเข้าตรวจพบห้องเย็นเถื่อน ในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ลั่นสาวถึงกลุ่มทุนผู้อยู่เบื้องหลังไม่ไว้หน้าใคร พร้อมประสาน รมว.กลาโหม และ ผบ.ตร.ขอกำลังทหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ร่วมกับกรมปศุสัตว์ จัดชุดเอกซเรย์ห้องเย็นทั่วประเทศโดยด่วน

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า ตามที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ถูกกระหน่ำยิงเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย ขณะนำกำลังเข้าไปตรวจสอบห้องเย็นต้องสงสัยลักลอบจำหน่ายเนื้อสัตว์เถื่อนแห่งหนึ่งที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นั้น ถือเป็นเหตุการณ์รุนแรง อุกอาจที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่ขณะปฎิบัติหน้าที่โดยไม่มีทางสู้ ซึ่งตนเองจะไม่ยอมให้ผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ และต้องให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

โดยขั้นตอนจากนี้ ตนได้ประสานไปยัง ท่านสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม และพลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้สนธิกำลังทหารและสั่งการผู้การจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งกำลังชุดเฉพาะกิจปฎิบัติการพิเศษลงพื้นที่ พร้อมกับหน่วยงานของกรมปศุสัตว์เพื่อติดตามตรวจสอบห้องเย็นทั่วประเทศที่ฝ่าฝืนกระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายทันที

“ผมขอแสดงความเสียใจต่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ผู้เสียชีวิต เบื้องต้นทราบว่าเป็นถึงหัวหน้าด่านตรวจ ซึ่งได้กำชับให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ดูแลเยียวยา ครอบครัวและบุตรอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นมอบเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท ส่วนผู้ที่บาดเจ็บก็ต้องรักษาและเยียวยาขวัญกำลังใจเช่นกัน เนื่องจากถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานอย่างบุริสุทธ์ใจ แต่เรื่องนี้ไม่ทำให้ผมหวั่นไหวหรือล้มเลิกที่จะล้างบางผู้กระทำผิดกฎหมายแน่ นอนจากนี้ ต้องตรวจเอ็กซเรย์ทั่วประเทศเข้มข้นมากขึ้น ไม่มีละเว้นว่าใครเป็นนายทุน หรืออยู่เบื้องหลังห้องเย็นเถื่อนแม้แต่รายเดียว” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายอธิบดีกรมปศุสัตว์ ออกคำสั่งให้ปศุสัตว์ทุกจังหวัดตรวจห้องเย็นทั่วประเทศโดยขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งแต่ผู้การตำรวจแต่ละจังหวัดให้ร่วมมือดำเนินการเต็มที่ ซึ่งเบื้องต้น ตนได้ประสานไปยัง พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้สั่งกำชับผู้การจังหวัดทั่วประเทศแล้ว เพราะได้รับทราบข่าวและมีเบาะแสว่ามีเจ้าหน้าที่ตามด่านกักกันตามแนวชายแดนหลายแห่งถูกข่มขู่เอาชีวิต โดยเฉพาะด่านทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งจะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัส ยังกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ยิงเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จนเสียชีวิตและบาดเจ็บครั้งนี้ น่าจะเป็นผลจากการที่ตนเองได้สั่งกวาดล้างและทำลายขบวนการนำเข้าสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างจริงจัง  โดยล็อตแรกมีการเผาทำลายหมูเถื่อนเมื่อวันที่ 29 ก.ย.2566 ซึ่งเป็นซากสุกรของตกค้างและของกลางในคดี พิเศษที่ 59/2566 จํานวน 161 ตู้ ณสำนักงานชลประทานที่ 9 จังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นการทำลายของกลางครั้งประวัติศาสตร์ ที่มีการทำลายสินค้าเถื่อนมากถึง 4.5 ล้านกิโลกรัม หรือ 4 พันตัน มูลค่ารวมกว่า 450 ล้านบาท และจนถึงขณะนี้ยังมีการตรวจสอบห้องเย็นเพื่อปราบปรามการลักลอบขนส่งและซุกซ่อนหมูเถื่อน หรือสินค้าเกษตรอื่นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้กระทำผิดหวาดเกรงและพยายามตัดเส้นทางที่จะสาวถึงนายทุนใหญ่ดังกล่าว

มีรายงานว่า เหตุยิงเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เสียชีวิและบาดเจ็บครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันนี้ (11 ตุลาคม) ที่ผ่านมา ขณะหัวหน้าด่านกักสัตว์เพชรบูรณ์ พร้อมเจ้าหน้าที่สัตวบาล รวม 9 นาย เข้าตรวจสอบห้องเย็นแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลช้างตะลูด อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบนำเข้าและซุกซ่อนเนื้องวัวเถื่อนผิดกฎหมายเพื่อนำออกจำหน่าย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและอยู่ระหว่างจดบันทึกการตรวจสอบนั้น ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงที่ที่ศรีษะของหัวหน้าด่านตรวจจนเสียชีวิต และกระสุนยังเฉี่ยวไปโดนเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์บาดเจ็บอีก 1 ราย หลังเกิดเหตุคนร้ายถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดที่ สภ.นครสวรรค์

หนุน‘ธรรมนัส’นัดอธิบดีกรมศุลฯ เปิดตู้‘หมูเถื่อน’ตกค้างล็อตสอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762294

หนุน‘ธรรมนัส’นัดอธิบดีกรมศุลฯ เปิดตู้‘หมูเถื่อน’ตกค้างล็อตสอง

หนุน‘ธรรมนัส’นัดอธิบดีกรมศุลฯ เปิดตู้‘หมูเถื่อน’ตกค้างล็อตสอง

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.35 น.

หนุน‘ธรรมนัส’นัดอธิบดีกรมศุลฯ เปิดตู้‘หมูเถื่อน’ตกค้างล็อตสอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่าการบริหารกระทรวงใน 4 ปีนี้ จะใช้ KPI (Key Performance Indicator) เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน โดยมีเป้าหมายรวมของความสำเร็จคือ “เกษตรกรต้องอยู่ดีกินดี ลดภาระหนี้ เพิ่มรายได้เป็น 3 เท่าใน 4 ปี”  ฟังแล้วใจฟู หัวใจเกษตรกรไทยทั่วประเทศคงจะพองโตตามงบประมาณกว่าแสนล้านบาทของกระทรวงใหญ่ไปแล้ว

 ยังไม่ต้องพูดถึงรายได้เพิ่ม 3 เท่า ลำพังแค่ให้ลดภาระหนี้ได้ก็คงจะวิเศษที่สุด แต่จะทำอย่างไรให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง “เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู” ที่บอบช้ำแสนสาหัสจากสถานการณ์ต่างๆที่ถาโถมเข้ามากระทบตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วจาก โรคระบาด ASF ไล่มาจนถึง “หมูเถื่อน” หลายหมื่นตันทะลักเข้าประเทศไทย กดดันราคาขายหมูให้ตกต่ำ จนเกษตรกรไทยขาดทุนยับเยิน สวนทางต้นทุนการผลิตที่ทะยานขึ้นจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และภาวะเอลนีโญ กระทั่งวันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยเราก็ยังลืมตาอ้าปากไม่ได้

คงไม่ต้องพูดถึงการกินดีอยู่ดีตามเป้าหมายรัฐบาล เพราะขอแค่ขายหมูไม่ให้ขาดทุนก็ยังยาก ตราบใดที่หมูเถื่อนไม่หมด โรคระบาดยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือแม้แต่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังสูงลิบ สวนทางราคาขายหน้าฟาร์มที่ต่ำเตี้ย หากไม่รีบวางแผนกลยุทธ์ช่วยเหลือเกษตรกรให้รอดอย่างจริงจัง ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ก็สอบตก KPI กันหมดกระทรวง ส่วนบทลงโทษข้าราชการก็อาจจะแค่ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แต่บทสุดท้ายของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยนั้นหนักหนาสาหัสกว่านัก เพราะมันอาจหมายถึงการล้มละลายและเลิกอาชีพไปเลย

ถ้า รมว.เกษตรฯ อยากจะช่วยให้คนเลี้ยงหมูรอดตายตามเป้า อยากจะช่วยข้าราชการกระทรวงให้สอบผ่าน KPI ก็ควรต้องอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการทำงานให้ข้าราชการอย่างเต็มที่ เช่น

+ กรณีหมูเถื่อน: ท่าน รมว.ประกาศไว้ว่าจะทำสงครามกับหมูเถื่อนให้สิ้นซากภายใน 2 เดือน (กันยายน-ตุลาคม 2566)  ท่านยิ่งต้องกวดขันติดตามคดีหมูเถื่อนอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงหมูเถื่อนที่ถูกจับกุมแล้ว 161 ตู้ แต่ต้องเร่งประสานความร่วมมือกับ “อธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่” ให้สั่งการเปิดตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นตกค้างอยู่อีกไม่ต่ำกว่า 93 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกันไปเลยว่าในนั้นเป็น หมูเถื่อนหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้นโยบายปราบปรามเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายของท่านสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย

+ กรณีวัคซีนป้องกันโรค: ดูเหมือนท่าน รมช.เกษตรฯ จะประกาศนโยบายเรื่องการผลิตวัคซีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านบริหารจัดการโรคระบาด และเตรียมสนับสนุนและพัฒนาการผลิตวัคซีนมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้เป็นฮับ (Hub) ศูนย์กลางการผลิตวัคซีนในภูมิภาคนี้ ซึ่งถ้าทำได้จริงจะถือเป็นเรื่องน่ายินดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าทุ่มเทวิจัยผลิตวัคซีน ASF ได้สำเร็จ หลังจากมันเกิดขึ้นมาแล้วร้อยปีและไม่มีประเทศใดคิดค้นได้ ประเทศไทยจะกลายเป็นฮับการผลิตวัคซีนสัตว์ของโลกเลย ไม่ใช่แค่ภูมิภาค

+ กรณีต้นทุนการผลิตสูง: มีนักวิชาการหลายท่านออกมาให้แนวทางการช่วยลดต้นทุนแก่เกษตรกรเพื่อช่วยผู้เลี้ยงหมูมากมาย เจาะจงไปที่ต้นทุนหลักซึ่งก็คือวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่รอการปรับปรุงแก้ไขให้ได้มาซึ่งราคาที่สมเหตุผล โดยต้องปรับโครงสร้างวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งห่วงโซ่ จริงอยู่ว่าดูจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ แต่ รมว.เกษตรฯ น่าจะช่วยเจรจาให้ พณ.หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้ร่วมกันได้

นี่เป็นเพียงบางส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูได้ และยังมีอีกหลายๆ มาตรการที่ภาครัฐจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี ขอเพียงกระทรวงเกษตรฯ เป็นโต้โผขับเคลื่อนจริงจัง แค่ลดภาระหนี้กับเพิ่มรายได้ให้ได้ก็ปลื้มแล้ว ยิ่งถ้าเพิ่มรายได้เกษตรกรเป็น 3 เท่าภายใน 4 ปี ได้จริงๆ เมื่อนั้นไม่ใช่แค่สอบผ่าน KPI แต่ท่าน รมว. และข้าราชการทั้งกระทรวง จะได้ใจเกษตรกรไทยทั้งประเทศไปครองเต็มๆ  

ที่มา : วลัญช์ ศรัทธา

‘ธรรมนัส’ลุยผลักดัน! ยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรไทย-จีน อย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762229

'ธรรมนัส'ลุยผลักดัน! ยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรไทย-จีน อย่างยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ลุยผลักดัน! ยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรไทย-จีน อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.41 น.

“ธรรมนัส”นำทีมร่วมหารือ”รมช.เกษตรจีน”กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ผลักดันการยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรไทย-จีน อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ร่วมหารือกับ นายเติ้ง เซี่ยวกัง (H.E.Mr.Deng Xiaogang) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท สาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Agriculture and Rural Affairs : MARA) และคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของไทยและจีน พร้อมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเชิงนโยบาย รวมทั้งการผลักดันการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรและอาหารไทย-จีน ให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมี นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน โดยได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 1 ของไทย มูลค่าการส่งออกของสินค้าเกษตรในปี 2566 (ม.ค.-มิ.ย.) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 222,540 ล้านบาท เป็น 249,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.22

“วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ทั้ง 2 ประเทศ เห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนและสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรที่เหมาะสม ผ่านกลไกความร่วมมือทวิภาคีของกระทรวงเกษตรฯไทยและจีน โดยกระทรวงเกษตรฯจีน จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-จีน ครั้งที่ 13 ในปี 2567 โดยประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายสนใจ คือ การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายการค้าการลงทุนด้านการเกษตรระหว่างกัน ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตร (กรอ.กษ.) จะมีส่วนสำคัญในสนับสนุนการขยายการค้าการลงทุนด้านการเกษตรดังกล่าว รวมไปถึงการยกระดับความร่วมมือพหุภาคี ภายใต้กรอบอาเซียนบวกสาม (จีน-ญี่ปุ่น-สาธารณรัฐเกาหลี) นอกจากนี้ ในด้านการบริหารจัดการระบบมรดกทางการเกษตรโลก (Globally Important Agricultural Heritage Systems : GIAHS) กระทรวงเกษตรฯ จีน มีความสำเร็จในการขึ้นทะเบียน GIAHS มากที่สุดในโลก ถึง 19 แห่ง และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการบริหารจัดการระบบมรดกทางการเกษตรโลกให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 1 แห่ง คือ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

สำหรับการเอาชนะความยากจน กระทรวงเกษตรฯของทั้ง 2 ประเทศ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งทางรัฐบาลจีนได้มีการแก้ไขปัญหาและสามารถเอาชนะความยากจน โดยการปฏิบัติการขจัดความยากจนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ในการพัฒนาด้านการเกษตรและความมั่นคงในชนบท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ประสบความสำเร็จในการขยายการส่งออกสินค้าจากไทยไปจีน โดยได้เห็นชอบร่วมกันกับฝ่ายจีน ที่จะมีการลงนามในพิธีสารฯ การส่งออกสินค้าเกษตรจากไทยไปจีน จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง 2) เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและสิ้นส่วนสัตว์ 3) ต้นสนใบพาย และ 4) เสาวรสผลสด

สำหรับมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน ในปี 2565 มีมูลค่าการค้ารวม 498,694 ล้านบาท โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนมูลค่า 406,305 ล้านบาท สินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ 1) ทุเรียนสด 106,038 ล้านบาท 2) มันสำปะหลัง 51,296 ล้านบาท 3)สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง 37,631 ล้านบาท 4) ยางธรรมชาติทีเอชเอ็นอาร์ 30,491 ล้านบาท และ 5) น้ำยางธรรมชาติ 18,144 ล้านบาท ในขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าเกษตรจากจีนมูลค่า 92,389 ล้านบาท สินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ 1) องุ่นสด 7,074 ล้านบาท 2) แอปเปิลสด 6,505 ล้านบาท 3) สัตว์น้ำแช่เย็นจนแข็ง เช่น หมึกกระดอง 3,643 ล้านบาท 4) ปลาทูนากระป๋อง 3,504 ล้านบาท และ 5) อาหารสัตว์ 3,402 ล้านบาท

– 006