‘ธรรมนัส’เปิดโต๊ะเจรจาผู้แทนสมัชชาคนจน รับฟัง 10 ข้อเรียกร้อง เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762213

'ธรรมนัส'เปิดโต๊ะเจรจาผู้แทนสมัชชาคนจน รับฟัง 10 ข้อเรียกร้อง เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

‘ธรรมนัส’เปิดโต๊ะเจรจาผู้แทนสมัชชาคนจน รับฟัง 10 ข้อเรียกร้อง เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.35 น.

‘ธรรมนัส’เปิดโต๊ะเจรจาผู้แทนสมัชชาคนจน รับฟัง 10 ข้อเรียกร้อง เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2566 ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมงคลชัย  สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับแกนนำสมัชชาคนจน (สคจ.) พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ กรมชลประทาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย 10 กรณีปัญหา รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพิ่มเติมอีก 3 ข้อ ซึ่งข้อเรียกร้องโดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการฟื้นฟูอาชีพ คุณภาพชีวิต การบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกคนจนที่อาศัยหรือทำกินในที่ดินของรัฐทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. เขตป่าสงวน หรือที่ราชพัสดุ การจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน อาทิ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนราศีไศล จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด 
 
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในส่วนประเด็นปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบกับกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนปฏิบัติการ กรอบแนวทางดำเนินการ และระยะเวลาให้ชัดเจนโดยลงพื้นที่ทำงานร่วมกับผู้แทนสมัชชาคนจนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาผลกระทบและแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น เช่น การแก้ไขปัญหาในเขตพื้นที่ป่า หรือที่ราชพัสดุ จะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบคณะกรรมการโดยเร็วซึ่งได้กำหนดกรอบระยะเวลากระทรวงที่เกี่ยวข้องภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนขึ้น 
 
“รัฐบาลมีความจริงใจในการเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องสมัชชาคนจนตามข้อเรียกร้องให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มพี่น้องสมัชชาคนจน ยินดีรับฟังทุกปัญหาของพี่น้องเกษตรกร หากการดำเนินการใดที่จะส่งผลกระทบทำให้พี่น้องประชาชน เกษตรกรเดือดร้อนผมจะไม่ทำ” รมว.เกษตรฯ กล่าว —017

รองปลัดฯร่วมประชุมที่จีน แสดงวิสัยทัศน์งานด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762125

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุม the 7th ASEAN – China Agricultural Cooperation Forum ที่นครหนานหนิงมณฑลกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นมณฑลกว่างซี เป็นเจ้าภาพ และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธาน

สำหรับเป้าหมายของการประชุมครั้งนี้คือการสนองต่อแผนปฏิบัติการ ASEAN China Plan of Action on Green Agricultural Development 2023-2027 ซึ่งไทยในฐานะหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียน มีความจำเป็นในการแสดงวิสัยทัศน์และมีส่วนร่วมของแผนปฏิบัติการฯ ที่จะส่งผลให้ไทยรักษาบทบาทและความสำคัญในเวทีระดับภูมิภาคต่อไป โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ Mr.Tang Renjian รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทจีน Mr.Ma Youxiang รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทจีน Mr.Lan Tianliผู้ว่าการมณฑลกว่างซี เป็นต้น

Mr.Tan Renjian กล่าวว่า จีนได้ดำเนินการตามนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร โดยยกระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ส่งผลให้ผลผลิตด้านการเกษตรของจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งได้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและประสบการณ์ผ่านกรอบความร่วมมือแบบทวิภาคีและพหุภาคีกับประเทศอาเซียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจีนพร้อมจะตอบสนองต่อแผนปฏิบัติการ ASEAN – China Plan of Action on Green Agricultural Development 2023-2027 โดยเสนอให้จีนและประเทศอาเซียน ร่วมกันผลักดันความร่วมมือ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.การเชื่อมโยงทางนโยบาย 2.การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชั่น 3.การค้าสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ในรูปแบบ Win-Win และ 4. ยกระดับการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมระดับประชาชน

ขณะที่นายเศรษฐเกียรติ ระบุว่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร อันมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคนบนโลก ซึ่งปัจจุบันห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารโลกถูกท้าทายอย่างหนักจากปัจจัยที่ยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ อาทิ El Nino ดินถล่ม และพายุโซนร้อน ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างชัดเจน ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่ในภูมิภาค เล็งเห็นความจำเป็นในการร่วมกับทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน-จีน ยกระดับความร่วมมือในการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารในมีความเข้มแข็งและยั่งยืน ทำให้สามารถส่งต่อโลกที่มีปัจจัยพื้นฐานด้านอาหารที่มั่นคงให้แก่ลูกหลาน

51ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งแก้หนี้สิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762128

51ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งแก้หนี้สิน

51ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งแก้หนี้สิน

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมงาน : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 51 ปี ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยขอให้มุ่งเน้นการบริหารจัดการภาคการเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้าน สร้างรายได้แก่ภาคการเกษตร รวมถึงส่งเสริมให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 51 ปี โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กทม.ว่าได้ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการตรวจรับรอง GAP และสามารถต่อยอดไปสู่คาร์บอนเครดิตในภาคการเกษตร มุ่งเน้นการบริหารจัดการภาคการเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้านการสร้างรายได้แก่ภาคการเกษตร รวมถึงส่งเสริมให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กรสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับแนวทางการปฏิบัติงานและการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้สมาชิกสหกรณ์ จะมุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน พร้อมป้องกันปราบปรามการทุจริตในสหกรณ์ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนสมาชิกสหกรณ์ให้เข้าถึงทรัพยากรการผลิต เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำเงินทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีเครื่องมือ-อุปกรณ์การตลาดที่ทันสมัย เพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตและแปรรูปสินค้าการเกษตร ช่วยสร้างมูลค่าและขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้สหกรณ์มีศักยภาพในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งไปพร้อมๆ กับความก้าวหน้าของสหกรณ์ ตลอดจนการดูแลสวัสดิการต่างๆ ให้สมาชิกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบรางวัลหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณ ระดับคุณภาพดีเด่น และรางวัลนักส่งเสริมและสนับสนุนสหกรณ์ดีเด่น ประจำปี 2566 รวม 10 รางวัล

‘ธรรมนัส’ติดตาม ดูสถานการณ์น้ำ จี้กรมชลฯรับมือ ตามนโยบายรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762126

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กรมชลประทาน สามเสน ว่าจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด แต่ในบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่ำกว่าปกติ ประกอบกับช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกจะสิ้นสุดลงแล้ว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีความเป็นห่วงประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จึงกำชับให้กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นแล้วว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตรในวงกว้าง จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน เพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นและที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่นๆ ตั้งแต่การป้องกัน การเผชิญกับสถานการณ์ และการแก้ไขฟื้นฟูตามนโยบายที่ได้มอบไว้ ทั้งนี้ ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนและเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘เกษตรกรบุรีรัมย์’รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762002

'เกษตรกรบุรีรัมย์'รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

‘เกษตรกรบุรีรัมย์’รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.41 น.

เกษตรกรชาวโนนสุวรรณ  จ.บุรีรัมย์  เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายพักชำระหนี้  ชี้เคยดำเนินการมาแล้ว 9 ปี ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง  ยังต้องแบกรับภาระหนี้และดอกเบี้ยเหมือนเดิม  ทั้งที่ราคาผลผลิตตกต่ำ วอนรัฐซื้อหนี้จาก ธกส.และปรับลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 7 บาทเหลือ 1 บาท   

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2566 ที่ จ.บุรีรัมย์ ตัวแทนเกษตรกรชาว อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาทบททวนโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระยะเวลา 3 ปี  วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท  โดยอ้างว่า นโยบายพักหนี้เคยดำเนินการมาแล้ว 9 ปี แต่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง  เพราะเมื่อครบ 3 ปีแล้ว เกษตรกรก็ยังต้องดิ้นรนหาเงินมาชำระหนี้และดอกเบี้ยเหมือนเดิม  แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำไม่สอดคล้องกลับข้อเท็จจริง   เกษตรกรก็ยังต้องแบกรับภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่สูงเหมือนเดิม จึงอยากเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนจากนโยบายพักชำระหนี้ ควรจะซื้อหนี้ของเกษตรกรจาก ธ.ก.ส.  และมีนโยบายให้เกษตรกรผ่อนชำระกับทางรัฐบาลโดยตรง และควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรให้เหลือร้อยละ 1 บาทต่อปี   ถึงจะเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง   เพราะทุกวันนี้เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่กู้เงินไปลงทุนทำการเกษตรกร  ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 7 บาทต่อปี   แต่หากใครชำระไม่ต่อเนื่องเป็นหนี้เสีย ก็ถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 12 บาทต่อปี 

ด้านนายสวาท จำปาสา และนายบุญรอด  ศิลสุพรรณ์ ตัวแทนเกษตรกรชาว อ.โนนสุวรรณ  บอกว่า  รัฐบาลที่ผ่านมาเคยดำเนินการโครงการพักชำระหนี้มาแล้วถึง 9 ปี  แต่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระหนี้สินเหมือนเดิมโดยเฉพาะดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 7 บาทต่อปี จึงอยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ฟังเสียงความต้องการของเกษตรกรว่าแท้จริงแล้วควรจะทำอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างตรงจุด  และสามารถแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนได้จริง จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลซื้อหนี้เกษตรกรจาก ธ.ก.ส.  เพื่อให้เกษตรกรผ่อนชำระกับรัฐบาลโดยตรง และควรจะปรับลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 1 บาทต่อปี  จึงจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ตัวแทนเกษตรกรจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าว  ไปยื่นเสนอต่อนายเศรษฐา เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรต่อไป —017

รมว.เกษตรฯลุย3จว. รุกจัดการแก้ปัญหาอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761886

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งแจกถุงยังชีพแก่พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัย ที่เทศบาล ต.แม่ปุอ.แม่พริก และบ้านต้นธง อ.เมือง จ.ลำปาง

สำหรับ จ.ลำปาง มีพื้นที่ 7,833,726 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,036,512 ไร่ หรือร้อยละ 13.23 พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรด ส้มเกลี้ยง และยางพารา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดฝนตกหนัก น้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่เกษตร 8 อำเภอ 35 ตำบล 144 หมู่บ้าน ปัจจุบันมีการประกาศเขตภัยพิบัติ 5 อำเภอ

“สิ่งสำคัญคือการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วม สำหรับสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ได้มอบหมายกรมชลประทาน จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือราษฎรแต่ละพื้นที่ และบูรณาการร่วมกับส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งให้จัดทำแผนการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ และในภาพรวมของจังหวัด ตรงไหนที่สามารถเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำได้ให้ดำเนินการทันที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2567 กรมชลประทาน มีแผนดำเนินการในการสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง และแก้มลิง 2 แห่ง เพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและลุ่มน้ำสาขา อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือทางด้านการเกษตรและบรรเทาอุทกภัย นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและแจกถุงยังชีพที่อ่างเก็บน้ำแม่แย้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่ และประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย

เกษตรฯร่วมวงถก คกก.ประมงทะเล ตั้งเป้าให้เป็นผู้นำ สินค้าประมงโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761879

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และนายเฉลิมชัยสุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เข้าร่วมทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 240/2566 ลงวันที่ 18 กันยายน 2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ประกอบด้วยกรรมการ 22 ราย โดยมีนายภูมิธรรม เป็นประธานกรรมการฯ และอธิบดีกรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการมีเจตนารมณ์ในการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการประมงให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทางทะเล

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการทำงาน ยุทธวิธีและการแบ่งงาน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการฯ 6 คณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นผู้นำด้านการค้าสินค้าประมงในตลาดโลก และวางแผนการเจรจากับต่างประเทศ เร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายประมง จัดระเบียบการทำการประมง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในเชิงพื้นที่ ในเชิงเวลา การจัดระเบียบเครื่องมือประมง การมุ่งลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมง การดูแลชาวประมงพื้นบ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรภายใต้บริบทการทำประมงไทย

‘ธรรมนัส’ควง2รมช. วางแนวทางแก้น้ำท่วมอุบลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761883

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำสถานการณ์อุทกภัย พร้อมพบปะประชาชน มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) 15 ราย มอบเวชภัณฑ์ถุงยังชีพและหญ้าพระราชทาน แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ และน้ำหมักชีวภาพ ที่สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง และหอประชุมประชาวาริน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ภายหลังเกิดสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล จนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน และพื้นที่การเกษตร 9 อำเภอใน จ.อุบลราชธานี ได้รับผลกระทบ แยกเป็นด้านการดำรงชีพ ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ รวม 3 ตำบล 26 ชุมชน/หมู่บ้าน 913 ครัวเรือน 3,218 คน ราษฎรอพยพ 18 ชุมชน 301 ครัวเรือน 1,079 คน แยกเป็นจุดพักพิงชั่วคราว 15 จุด 269 ครัวเรือน 997 คน พักบ้านญาติ 32 ครัวเรือน 85 คน

ด้านการเกษตร พื้นที่การเกษตร ได้รับผลกระทบ 9 อำเภอ แบ่งเป็นด้านพืช ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 9 อำเภอ รวม 47 ตำบล 204 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัยฯ 6,793 ครัวเรือน พื้นที่ประสบภัยที่คาดว่าจะเสียหายรวมทุกชนิดพืช 46,387.75 ไร่ แบ่งเป็น 1.ข้าว 44,993 ไร่ 2.พืชไร่และพืชผัก 724.25 ไร่ และ 3.ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ 670.50 ไร่วงเงินที่คาดว่าจะให้ความช่วยเหลือ 64,438,819 บาท โดยประมาณการตามหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือฯด้านประมง ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน เกษตรกร 22 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 25.70 ไร่ และด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ รวม 8 ตำบล 17 หมู่บ้าน 8 ชุมชน เกษตรกรได้รับผลกระทบ 244 ราย การอพยพสัตว์ ประกอบด้วย โค 994 ตัว กระบือ 434 ตัว สุกร 161 ตัว ไก่พื้นเมือง 5,972 ตัว ไก่ไข่ 12 ตัว ไก่เนื้อ 1 ตัว เป็ดไข่ 8 ตัว เป็ดเนื้อ 2,917 ตัวแพะ 2 ตัว นกกระทา 4 ตัว ห่าน 1 ตัวรวม 10,506 ตัว และแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหาย 71 ไร่

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน ได้ใช้อาคารชลประทานทางตอนบนของแม่น้ำชี (เขื่อนชนบท เขื่อนมหาสารคาม เขื่อนวังยาง) และแม่น้ำมูล (เขื่อนราษีไศล) เพื่อหน่วงน้ำและผันเข้าระบบชลประทาน นำไปเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนตอนกลางจะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนหัวนา เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร และเขื่อนธาตุน้อย ก่อนจะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนปากมูลลงสู่แม่น้ำโขงในอัตรา 3,372.5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที นอกจากนี้ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับกองบิน 21 มณฑลทหารบกที่ 22 และชาวบ้าน เสริมแนวกระสอบทราย 4,000 ใบ จัดเตรียมเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง

‘รมช.อนุชา’มอบนโยบาย’มกอช.’ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761824

'รมช.อนุชา'มอบนโยบาย'มกอช.' เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

‘รมช.อนุชา’มอบนโยบาย’มกอช.’ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

“รมช.อนุชา”มอบนโยบาย”มกอช.” เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร เปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรไทย สู่มิติใหม่ หวังดันตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรเพิ่มขึ้น พร้อมเปิดงาน ครบรอบ 21 ปี มกอช. “มุ่งมั่นพัฒนา สินค้าเกษตรไทย ปลอดภัย มั่นคง ยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปี มกอช.โดยมี นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช.พร้อมด้วย นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการ มกอช.และนางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการ มกอช.ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุม 511 อาคาร 5 มกอช.

นายอนุชา กล่าวว่า มกอช.เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค ตลอดจนการเจรจาระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน และแก้ปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล รวมถึงสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ดังนั้น งานด้านมาตรฐาน จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลว่าด้วย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร” เมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นเช่นกัน

“มกอช.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับ และเพิ่มมูลค่า สำหรับภารกิจและการดำเนินงานของ มกอช.ที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีอยู่แล้ว แต่จะต้องเพิ่มการสร้างการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ด้านมาตรฐาน ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ก้าวต่อไปของ มกอช.ต้องกลับมาพิจารณาว่ามีสินค้าเกษตรชนิดใดอีกบ้างที่สามารถเพิ่มตัวเลขจีดีพีภาคเกษตร สร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องลงมาสนับสนุนและให้ความสนใจในเรื่องนี้ โดยสร้างอาชีพเสริมให้เกษตรกรชาวนาได้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มมูลค่าทางผลผลิต และมีกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ว่าพืชชนิดใดก็แล้ว แต่ จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับรายได้หลักและถือเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ ผมจึงได้ต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างมูลค่า ปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการเกษตรของไทย นำไปสู่มิติใหม่ ในการสร้างตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรให้สูงขึ้น และส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” รมช.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ มกอช.มีผลงานสำคัญที่ผ่านมาที่เป็นประจักษ์ในหลายด้าน ได้แก่ การประสบความสำเร็จในการเจรจาส่งออกผลมังคุดสดไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องอบไอน้ำ ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้ส่งผลช่วยลดต้นทุนการผลิตและการส่งออกมังคุดของไทย ช่วยคงความสดใหม่และไม่สร้างความเสียหายให้กับผลมังคุดสด อีกทั้งช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาของมังคุด อีกทั้ง ยังถือว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดส่งออกให้กับมังคุดของไทยอีกด้วย นอกจากนี้ มกอช.ยังได้ทำการเปิดตลาดเนื้อเป็ดปรุงสุกจากไทยไปออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเด็นการหารือภายใต้กรอบการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญ ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย – ออสเตรเลีย โดยในการเปิดตลาดครั้งนี้จะส่งผลช่วยผู้ประกอบการไทยให้สามารถที่จะส่งออกสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกไปออสเตรเลียได้ โดยการส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคออสเตรีเลียก็จะมีทางเลือกในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกเพิ่มมากขึ้นด้วยด้วยเช่นกัน

ด้าน นายพิศาล พงศาพิชณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มกอช.ได้ดำเนินงานตามภารกิจหลักตลอด 21 ปี โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เริ่มต้นตั้งแต่ ระดับต้นน้ำ โดย มกอช.ได้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร จำนวนทั้งสิ้น 409 เรื่อง แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป 400 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ 9 เรื่อง มาตรฐานการผลิตยั่งยืน ได้แก่ มาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน มาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลยั่งยืน มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มยั่งยืน โครงการ “แมลง” แหล่งอาหารอนาคต และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนในอาหาร ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวน 50 ราย นอกจากนี้ ในระดับกลางน้ำ มกอช. ได้มีโครงการและภารกิจที่ทาง มกอช.ได้นำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรนำไปเผยแพร่ ประยุกต์ใช้ รวมถึงการอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ การดำเนินงานการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน ที่ มกอช.ร่วมกับ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาระบบบริการภาครัฐ หรือระบบ CAB Service ระบบ TAS-License และระดับปลายน้ำ มกอช.ได้จัดทำโครงการและภารกิจที่พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการส่งต่อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ให้ถึงมือผู้บริโภค ได้แก่ โครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า Q (Q market) โครงการตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant) และ Q Restaurant Premium และเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน – ออนไลน์ DGT Farm เว็บไซต์รวบรวมสินค้าเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน กว่า 1,739 รายการ

“สำหรับก้าวต่อไป มกอช.ยังคงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมความต้องการตลาด ที่เปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรฐานผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด มาตรฐานโรงรวบรวมและคัดบรรจุทุเรียน อีกทั้ง มกอช.ยังเล็งเห็นถึงการพัฒนาระบบดิจิทัล อันได้แก่ การรับรองมาตรฐานตรวจรับรอง มุ่งเน้นในการทำให้เป็น Single Platform รวมถึงไปการขยายผลพัฒนาระบบ QR Trace on Cloud และ DGT Farm ทั้งนี้ มกอช.ยังมุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านมาตรฐาน ทั้ง Q อาสา และบุคลากรในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาระบบ e-learning ด้านมาตรฐาน โดยขยายวิชา เพิ่มเติมจากมาตรฐาน GAP พืชอาหาร และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไปยังมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ นอกจากนี้ ภารกิจทางด้านการเจรจา มกอช. ยังคงมุ่งหน้าผลักดันในด้านการเจรจา ให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ในระดับสากล รวมไปถึงการพัฒนาระบบการอนุญาต การกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มกอช. มุ่งมั่นดำเนินการตามภารกิจหลักขององค์กร ให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

– 006

‘กรมชลฯ’ขานรับนโยบาย’รมว.กษ.’ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761938

'กรมชลฯ'ขานรับนโยบาย'รมว.กษ.'ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

‘กรมชลฯ’ขานรับนโยบาย’รมว.กษ.’ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.43 น.

‘กรมชลฯ’ขานรับนโยบาย’รมว.กษ.’ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2566  ที่ห้องประชุมกรม ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน นายชูชาติ รักจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง รักษาการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา และนายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม 

สำหรับการประชุมในวันนี้ กรมชลประทานได้มีการพิจารณาแนวทางในการเพิ่มพื้นที่บึงบอระเพ็ดให้สามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้นในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งเป็นพื้นที่หน่วงน้ำในแม่น้ำสายหลักในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อลดปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ช่วยบรรเทาอุทกภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยกรมชลประทาน จะดำเนินการควบคู่ไปกับแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 บริหารจัดการ/การเข้าใช้ประโยชน์ ด้านที่ 2 การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ด้านที่ 3 คุณภาพตะกอน และรักษาระบบนิเวศ และด้านที่ 4 การจัดการน้ำท่วม บรรเทาอุทกภัย

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ มากที่สุด กรมชลประทานจะเร่งดำเนินการพัฒนา และฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดอย่างครบวงจร ตลอดจนนำไปสู่การบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำได้อย่างยั่งยืนตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ —017