สศก.ชี้ศูนย์ข้อมูลเกษตรฯ มุ่งทำBigDataเชื่อมโยงข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736907

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า
ได้ตั้ง “ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ” (National Agricultural Big Data Center : NABC) ขึ้น เพื่อรองรับการดำเนินการด้าน Big Data โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลด้านเกษตร และการให้บริการกับทุกภาคส่วน มีการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำธรรมาภิบาลข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางการเกษตร ตลอดจนศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้ในทุกระดับ สร้างเครือข่ายข้อมูลเกษตรขนาดใหญ่

ที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร เพื่อพัฒนาฐานข้อมูล ตลอดโซ่อุปทานจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย รวบรวมชุดข้อมูล (Datasets) นำมาจัดทำเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการเกษตร และวิเคราะห์ในมิติต่างๆ 5 ระบบ นอกจากนี้ ยังเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ อาทิ การทำงานภายใต้โครงการเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ดำเนินการรูปแบบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) แลกเปลี่ยน เชื่อมโยงข้อมูล และจัดทำ Dashboard สินค้าเกษตรสำคัญ 12 ชนิด แสดงในหน้าเว็บไซต์ http://www.คิดค้า.com และ http://www.nabc.go.th รวมถึงเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th และ data.moc.go.th)

อีกทั้ง NABC ยังได้จัดทำระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัด และระบบคาดการณ์ผลผลิตอันเป็นความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีหน่วยงานสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และ GISTDA ร่วมให้ข้อมูล ทำให้ปี 2565 สศก.ได้รับรางวัล “Excellent Open Data Hub” ตามโครงการ DIGI DATA AWARDS 2022 จากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) มอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่เปิดเผยชุดข้อมูลเปิดภาครัฐ ภายใต้แนวคิด “Data Driven Organization” โดยเป็นการเปิดเผยชุดข้อมูลที่ภาครัฐได้จัดเก็บและรวบรวมไว้นำมาเผยแพร่ให้กับประชาชน

สำหรับในปี 2566 สศก.จะเดินหน้าพัฒนา Big Data ด้านการเกษตร โดยจัดทำ Big Data ระดับจังหวัด ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท. 1-12) เพื่อเป็นการขยายการเชื่อมโยงบูรณาการข้อมูล และจัดทำรายงานข้อมูลด้านการเกษตรระดับจังหวัด อีกทั้งยังมีโครงการพัฒนาเครื่องมือเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบจากการใช้นโยบายและมาตรการทางการเกษตร รวมถึงโครงการจัดทำระบบวิเคราะห์ผลกระทบและเตือนภัยเศรษฐกิจพืชเศรษฐกิจหลักแบบอัตโนมัติ โดยมีการกำหนด Road Map ที่วางไว้ ทั้งระยะสั้น Data Quality & Literacy ระยะกลาง Data Service Platform และระยะยาว Customer & Citizen Centric

กรมข้าวเปิดโอกาส ชวนชาวนาให้ร่วม ขายคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้เสริม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736905

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้จัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพ ที่บางส่วนมีสาเหตุมาจากการเผาพื้นที่ทำกินในการทำการเกษตร เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก นอกจากนั้นยังส่งผลต่อชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผา ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกและเกิดปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายจังหวัด

“การขายคาร์บอนเครดิต เป็นสิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยการซื้อขายดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเปิดบัญชี T-VER credit กับ อบก.และซื้อขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter: OTC) ที่เป็นการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการขายคาร์บอนเครดิตของตนโดยไม่ผ่านตลาด” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวและว่าเพื่อลดภาวะโลกร้อน จึงมอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เข้ามาส่งเสริม ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชาวนาในเรื่องของคาร์บอนเครดิต

กรมชลฯเน้นบริหารน้ำรับฝนทิ้งช่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736906

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกัน 40,772 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 35,564 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,852 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรองรับน้ำรวมกันได้อีกประมาณ 13,019 ล้าน ลบ.ม.

จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้นทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ จึงกำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศทำการติดป้ายประชาสัมพันธ์แจ้งเตือน เฝ้าระวังอันตรายแก่ประชาชนที่เล่นน้ำบริเวณคลองชลประทาน พร้อมติดตามสภาพอากาศและสภาพฝนอย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนอย่างประณีตและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมอ่างเก็บน้ำ อาคารชลประทาน พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมอุปกรณ์หรือสถานที่เพื่อใช้ในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงให้ได้มากที่สุด เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2566 ที่กรมชลประทาน กำหนดไว้ได้แก่ 1.จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดทั้งปี 2.บริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลักในการเพาะปลูก 4.กักเก็บน้ำในเขื่อน รวมไปถึงแหล่งน้ำต่างๆ ให้มากที่สุด และ 5.วางแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอกับทุกกิจกรรม ลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชน

สศก.ร่วมเวทีคณะมนตรีฯ ยกระดับงานAPTERRอาเซียน+3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736643

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวินิต อธิสุข รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมคณะมนตรีขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 11 [The 11th Meeting of ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) Council] ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ร่วมกับ Mr. Sang Moon BYUN, Director, Food Grain Policy Division, Ministry of Agriculture, Food and Rural Affairs พร้อมนี้ น.ส.หิรัญญา สระสม ผอ.กองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมด้วย โดยผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้แก่ คณะมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมทั้งผู้แทนจากสำนักเลขานุการ AFSRB (ASEAN Food Security Reserve Board) และ AFSIS (ASEAN FoodSecurity Information System) โดยครั้งนี้ไทยทำหน้าที่เป็นประธานร่วมกับเกาหลีใต้

สำหรับการประชุมคณะมนตรี APTERR เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR รับทราบแผนงานการดำเนินงานและงบประมาณสำหรับปี 2566 รวมถึงรายงานสถานะทางการเงินของกองทุน APTERR ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการหารือแนวทางการยกระดับการดำเนินงาน APTERR ให้เป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายสินค้าอาหารอื่น (ข้าวสาลี) เพื่อสำรองนอกจากข้าว และการเพิ่มจำนวนสมาชิก APTERR นอกเหนือจาก ASEAN+3 รวมถึงข้อเสนอที่จะรวม AFSIS เข้ากับ APTERR

โอกาสนี้ นายวินิต ได้เน้นย้ำกับประเทศสมาชิกว่าการประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญ และเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากโควิด-19 และยังคงเป็นปีที่ประเทศสมาชิกต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งความไม่แน่นอนของความมั่นคงทางอาหารรวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมาAPTERR มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคงอาหารในภูมิภาค และได้รับการกล่าวถึงในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลกว่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญสำหรับการช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ ประเทศไทย ยินดีสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกใช้ประโยชน์จาก APTERR เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ด้านอาหารและลดความยากจนในภูมิภาค พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการบริหารจัดการสำรองข้าวและเสริมสร้างกลไกการดำเนินงาน รวมถึงการบริหารจัดการกองทุน APTERR อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม ของ APTERR ให้ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ ในการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินจากธรรมชาติและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมร่วมกัน

กรมชลฯสั่งการ งัด12มาตรการ ใช้6แนวปฏิบัติ รับมือฝนปี’66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736641

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 41,438 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น ร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯรวมกันรองรับปริมาณน้ำได้อีก 34,899 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,191 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 12,680 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ตามประกาศของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เรื่อง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนตกเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ใน 21 จังหวัดทุกภูมิภาค จึงกำชับให้สำนักงานชลประทานในพื้นที่เสี่ยงดำเนินการตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 ของ กอนช.ปรับเป็น 6 แนวทางปฏิบัติ ประกอบด้วย 1.กักเก็บเต็มประสิทธิภาพ 2.คาดการณ์พื้นที่เสี่ยง 3. หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง 4.ระบบชลประทานเร่งระบาย 5.เตรียมพร้อมเครื่องมือเครื่องจักร และ 6.แจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ รวมถึงเตรียมรับมืออุทกภัย วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำท่า และกำหนดผู้รับผิดชอบพื้นที่เสี่ยง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสรรทรัพยากร อาทิ เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และอื่นๆ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที และประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

โครงการคลองขุดใหม่ป่าสัก-อ่าวไทย ยาว 135 กม. ช่วยระบายน้ำหลากและแก้น้ำแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736590

โครงการคลองขุดใหม่ป่าสัก-อ่าวไทย ยาว 135 กม. ช่วยระบายน้ำหลากและแก้น้ำแล้ง

โครงการคลองขุดใหม่ป่าสัก-อ่าวไทย ยาว 135 กม. ช่วยระบายน้ำหลากและแก้น้ำแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.28 น.

กรมชลฯ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูจุดก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำป่าสัก-อ่าวไทยระยะที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา คาดว่าโครงการนี้จะช่วยระบายน้ำหลากและแก้ภัยแล้งได้อย่างตรงจุด

กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ระยะที่ 1 จังหวัดฉะเชิงเทรา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ไปดูจุดที่จะก่อสร้างคลองระบายน้ำป่าสัก-อ่าวไทย ณ จุดสิ้นสุดโครงการบริเวณอ่าวไทย ตำบลคลองสอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนำทีมโดย นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ย้ำว่าโครงการนี้จะช่วย เพิ่มศักยภาพระบบชลประทาน บริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และวิกฤตน้ำหลากที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ได้อย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรม

นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กล่าวว่าโครงการนี้จะเริ่มต้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

“โครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก – อ่าวไทย เป็นคลองขุดใหม่ เพื่อให้เป็นคลองระบายน้ำหลาก จากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักให้ไหลลงสู่อ่าวไทย มีความยาวรวมทั้งสิ้นประมาณ 135.555 กิโลเมตร

เริ่มจากแม่น้ำป่าสักบริเวณ ต.เริงราง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ผ่านพื้นที่ 38 ตำบล 11 อำเภอ ใน 5 จังหวัด คือ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ รวมพื้นที่ก่อสร้างโครงการทั้งสิ้น 16,305 ไร่

ซึ่งการสำรวจ ออกแบบได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยโครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่ กม.81+000 (อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา) ถึง กม.135+555 (ต.สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา) รวมความยาวทั้งสิ้นประมาณ 54.555 กิโลเมตร”

โครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก – อ่าวไทยจะช่วยเพิ่มศักยภาพระบบชลประทาน บริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบายน้ำได้ 600 ลบ.ม./วินาที ลดการเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และวิกฤตน้ำหลากที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และยังส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในพื้นที่อีกด้วย โดยสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในปลายฤดูฝนได้อีก 57.4 ล้าน ลบ.ม. สร้างความพึงพอใจและความกินดีอยู่ดีให้กับราษฎรในพื้นที่

ซึ่งโครงการนี้ได้จัดประชุมปฐมนิเทศสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรและผู้มีส่วนได้เสียไปแล้ว 2 เวที ตั้งแต่วันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2564 และการประชุมกลุ่มย่อยอีก 3 ครั้ง รวม 17 เวที ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 จนถึงเดือนมีนาคม 2566 และได้มีการจัดประชุมปัจฉิมนิเทศ ไปแล้วเมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา

โครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก – อ่าวไทย ใช้งบประมาณก่อสร้างจากการศึกษาเบื้องต้น เป็นค่าเวนคืนที่ดินประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท และค่าก่อสร้างคลองระบายน้ำรวมทั้งอาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท รวมมูลค่าโครงการร่วม 1 แสนล้านบาท ซึ่งหลังจากสำรวจ ออกแบบโครงการเสร็จสิ้นแล้วก็จะนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ต่อไป

ผลไม้พื้นเมืองสตูล ‘จำปาดะ’พืชGI แนะส่งขายจีนเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736552

ผลไม้พื้นเมืองสตูล 'จำปาดะ'พืชGI แนะส่งขายจีนเพิ่มมูลค่า

ผลไม้พื้นเมืองสตูล ‘จำปาดะ’พืชGI แนะส่งขายจีนเพิ่มมูลค่า

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 08.56 น.

เริ่มแล้ว! สตูลฤดูกาลกินผลไม้พื้นเมือง จำปาดะ พืชGI อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แนะส่งขายจีนเพิ่มมูลค่า

11 มิถุนายน 2566 เริ่มแล้วฤดูกาลผลไม้พื้นเมืองจังหวัดสตูล โดยเฉพาะผลไม้ที่ได้รับการยกระดับเป็นพืช  GI  อย่างจำปาดะ  ซึ่งเป็นผลไม้พื้นเมืองที่มีลักษณะเด่น คล้ายผลขนุน มีรสชาติกลมกล่อม เนื้อละมุน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เริ่มให้ผลผลิตผู้ที่ชื่นชอบได้รับประทานในช่วงเดือนมิ.ย.ไปจนถึงเดือนส.ค.กันแล้ว

โดยในช่วงแรกนี้หลายสวนผลไม้ ให้ผลผลิตในล็อตแรกกันไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลกรัม และล็อตที่สองและสามประมาณ 3,000 กิโลกรัม โดยเฉพาะในสวนของเกษตรกรแปลงใหญ่จำปาดะอำเภอควนโดนของนายรอเสด ตาเดอิน ที่เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น จากกรมวิชาการเกษตร ที่มีการปลูกจำปาดะพันธุ์ขวัญสตูล , น้ำดอกไม้ และอีกหลากหลายสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อ 

โดยมีนางอัจฉรา  หลงสะเตีย อายุ 61 ภรรยาเป็นคนแปรรูปจำหน่าย และแปรรูปโชว์ตามงานสำคัญที่มีการประสานให้มีการออกบูธมาโชว์โดยเฉพาะใน งาน “เปิดอาคารตลาดสินค้าเกษตร สหกรณ์การเกษตรควนโดน จำกัด” ซึ่งมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มาร่วมภายในงาน  ได้ร่วมรับประทานและชื่นชมในรสชาติ พร้อมแนะให้เกษตรกรรักษาคุณภาพเพื่อเปิดตลาดให้ประเทศจีนได้รู้จัก ความอร่อยของผลไม้พื้นเมือง อย่างจำปาดะของจังหวัดสตูลให้เป็นวงกว้างขวางมากยิ่งขึ้น 

สายพันธุ์จำปาดะที่นำมาแปรรูปด้วยการทอด นอกเหนือจากการทานแบบสดๆ โดยเลือกผลผลิตที่ไม่สุกฉ่ำเกินไปมาทอดเพราะอาจจะอมน้ำมันได้ แต่มีรสชาติหวาน ส่วนผลจำปาดะที่ไม่สุกมากเกิน อย่างพันธุ์ขวัญสตูลก็จะมีรสชาติที่แตกต่างกัน

สำหรับราคาจำปาดะจะมีการจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 70 – 200 บาทแล้วแต่สายพันธุ์ ส่วนการแปรรูปขาย 5 เม็ด 20 บาท.012

จัดใหญ่! วันข้าวฯ66 ขนองค์ความรู้-เทคโนโลยีลดต้นทุน-กิจกรรมด้านข้าว มารวมไว้ที่เมืองสองแคว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736261

จัดใหญ่! วันข้าวฯ66 ขนองค์ความรู้-เทคโนโลยีลดต้นทุน-กิจกรรมด้านข้าว มารวมไว้ที่เมืองสองแคว

จัดใหญ่! วันข้าวฯ66 ขนองค์ความรู้-เทคโนโลยีลดต้นทุน-กิจกรรมด้านข้าว มารวมไว้ที่เมืองสองแคว

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.32 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมการข้าวมีการจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการจัดงานในส่วนกลางนั้น ได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 5 – 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และถัดไปจะมีการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ที่จังหวัดพิษณุโลก ในวันที่ 16 – 17 มิถุนายน 2566  ณ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

ด้าน นางสาวชวนชม ดีรัศมี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก กล่าวว่า สำหรับ ภายในงานวันข้าวฯ ที่จัดขึ้นที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก จะมีการนำนิทรรศการด้านข้าวต่าง ๆ มากมาย มาจัดแสดง อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ 91 พรรษา นิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา นิทรรศการอุทยานพันธุ์ข้าว นิทรรศการวิชาการจากหน่วยงานราชการและเอกชน การสาธิตการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร แปลงสาธิตพันธุ์ข้าว แปลงสาธิตการปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ แปลงสาธิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนผู้ร่วมงานสามารถ ชม ชิม ช็อป ผลิตภัณฑ์จากข้าว และสินค้าเกษตรอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนั้น ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกชิงรางวัล อาทิ กิจกรรมการประกวดธิดาชาวนา กิจกรรมแข่งขันฝัดข้าวลีลา กิจกรรมการหุงข้าวหม้อดิน กิจกรรมแข่งขันตอบคำถามองค์ความรู้ด้านข้าว โดยท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-5531-3134

“นอกจากนั้นการจัดงานในส่วนของภูมิภาค ยังมีการจัดที่จังหวัดนครราชสีมา ณ Korat Hall ชั้น 4 เซ็นทรัล นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 22 – 23 มิถุนายน 2566 จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

– 006

อีกเสียงเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง‘เส้นทางนี้ไปต่อได้อย่างยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736254

อีกเสียงเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง‘เส้นทางนี้ไปต่อได้อย่างยั่งยืน’

อีกเสียงเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง‘เส้นทางนี้ไปต่อได้อย่างยั่งยืน’

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.23 น.

อีกเสียงเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง‘เส้นทางนี้ไปต่อได้อย่างยั่งยืน’

ธนศักดิ์ ออนกิจ เกษตรกรในระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งที่รู้จักระบบนี้ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ซึ่งเป็นเกษตรกรในประเภทประกันรายได้ของบริษัทซีพีเอฟ ต่อมาปี 2558 จึงสร้างฟาร์มของตนเองในพื้นที่ 44 ไร่ ในจังหวัดปราจีนบุรีและเข้าสู่ระบบนี้เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็น “ประเภทประกันราคา” กระทั่งปัจจุบันเขาเลี้ยงไก่เนื้อกว่า 2.8 แสนตัว/รุ่น ตามมาตรฐานการส่งออกของบริษัท มีรายได้รุ่นละ 30 ล้านบาท หรือราว 100 ล้านบาทต่อปี และยังพร้อมขยายฟาร์มต่อเมื่อโอกาสมาถึง เพราะมองว่า “เส้นทางนี้ยังไปต่อได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน”  

ธนศักดิ์ เป็นตัวอย่างเกษตรกรที่รู้จักและอยู่ในระบบนี้มายาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ ทั้งยังอยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนประเภทสัญญา รอยต่อของการปฏิวัติเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่น และยังยืนยันว่าระบบนี้ ช่วยลดความเสี่ยงในหลายด้านให้เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็น การได้รับเครดิตจากบริษัทให้นำลูกไก่และอาหารมูลค่าหลายสิบล้านบาทมาเลี้ยงก่อน โดยที่เกษตรกรไม่ต้องหาเงินไปลงทุนส่วนนี้เอง หรือการขายผลผลิตในราคาที่ตกลงกันล่วงหน้า ลดความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคาผลผลิตเกษตรได้ชัดเจน นอกเหนือไปจากการได้เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง ซึ่งสร้างรายได้อย่างมั่นคง สม่ำเสมอ ที่สำคัญคือการมีเวลาได้อยู่กับครอบครัว

“รูปแบบประกันราคา ทำให้เรามีความเป็นเจ้าของธุรกิจเองถึง 80% รับความเสี่ยงมากกว่าแบบประกันรายได้ ที่เหมือนเรารับฝากเลี้ยงสัตว์เฉยๆ แน่นอนว่ารายได้ที่ได้รับก็มากกว่าด้วย ประเด็นสำคัญในการเข้าสู่ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งคือต้องมีความเป็นมืออาชีพด้วยกันทั้งเกษตรกรและบริษัท เปิดใจให้กว้าง อย่าติดกับดักความเชื่อเดิมๆ  มีหลายมุมที่ผมได้ประโยชน์จากการสนับสนุนของบริษัทจนทำให้กิจการฟาร์มก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ เช่น เทคโนโลยีต่างๆที่บริษัทมีให้ ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากค่าแรงงานและทำให้เราเหนื่อยน้อยลง รวมไปถึงการทำฟาร์มให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยไม่ส่งผลกระทบ”  

ต่อคำถามเกี่ยวกับการส่งต่อมรดกฟาร์มในระบบนี้ให้แก่ทายาท 2 หนุ่มน้อยวัย 5 และ 8 ขวบหรือไม่นั้น  เขากล่าวว่าแม้ตนจะสืบทอดอาชีพเกษตรกรจากรุ่นพ่อ มาเป็น Smart Farmer ในวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายมั่นให้ลูกๆ ต้องสืบทอดอาชีพเกษตรกร โดยตั้งใจส่งเสริมให้ลูกๆได้เดินตามฝันของตัวเองก่อน เว้นแต่คนไหนมีความสนใจในอาชีพนี้ก็สามารถส่งต่อให้ได้ เพราะการเลี้ยงไก่เนื้อเป็นอาชีพที่มั่นคงใช้เลี้ยงตัวและครอบครัวได้ทั้งในวันนี้และในอนาคต  

นี่เป็นหนึ่งเสียงเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง จากปัจจัยในการที่เลือกคู่สัญญาหรือ ผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพ ในขณะที่ตัวธนศักดิ์เองก็เป็นเกษตรกรมืออาชีพเช่นกัน เมื่อทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อกัน ก็ประสบความสำเร็จไปด้วยกันได้อย่างมั่นคง 

สอดคล้องกับที่ ดร.อภิญญา วนเศรษฐ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวไว้ว่า กรณีพิพาทกันระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ มักเกิดขึ้นกับคู่สัญญาที่เป็น เกษตรกรรายย่อย และ บริษัทรายเล็กๆ หรือโรงงานขนาดเล็กตามท้องถิ่นในส่วนภูมิภาคที่อาจยังมีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานสากล 

ถ้าจะกล่าวว่า การเลือกคู่สัญญาในระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ก็เหมือนกับการตัดสินใจเลือก “คู่ชีวิต” ที่นับเป็นปัจจัยสำคัญข้อแรกที่จะชี้วัดความสุขและความสำเร็จของครอบครัวก็คงไม่ผิด

เกษตรฯเผยผลสำเร็จ รับรองทะเลน้อยพื้นที่มรดกโลกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736135

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความสำเร็จในการยื่นเอกสารข้อเสนอ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” เมื่อเดือนตุลาคม 2565 โดยการเสนอเรื่องดังกล่าว เพื่อขอรับการรับรองเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร มีหลักเกณฑ์การพิจารณาของพื้นที่ GIAHS ทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่ 1.ความมั่นคงอาหาร/ชีวิตความเป็นอยู่ดี 2.ความหลากหลายทางชีวภาพเกษตร 3.ระบบความรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีมาแต่ดั้งเดิม 4.วัฒนธรรม ระบบคุณค่า และองค์กรทางสังคม และ 5. ลักษณะภูมิทัศน์/และภูมิทัศน์ทางทะเล และจากการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group: SAG) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ได้ประกาศให้ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Global Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) ของ FAOและนับเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย

“พิธีมอบใบประกาศรับรองพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Globally Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) มีขึ้นที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง จะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การขึ้นทะเบียนฯ จะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ และยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน ทำให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโต และเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่อีกด้วย”นายประยูร กล่าว

สำหรับพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของไทย มีพื้นที่ทั้งหมด 45,822 เฮกตาร์ (458.22 ตารางกิโลเมตร) ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นทะเลแบบลากูน (Lagoon) หนึ่งเดียวของประเทศไทย มีความสำคัญเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ได้รับการแต่งตั้งอนุสัญญาแรมซาร์ ในปี 2541 (Ramsar site No.948) ครอบคลุมพื้นที่ป่าพรุ
เป็นเส้นทางอพยพของนกจากเอเชียตะวันออก และแหล่งที่อยู่ของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของสังคมสัตว์และสังคมพืชนานาชนิด และแหล่งประกอบอาชีพหลักและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพกสิกรรมแบบดั้งเดิม เช่น การทำนา การทำประมงและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะ “ควายปลัก” ซึ่งมีลักษณะเหมือนควายปกติ แต่มีความสามารถในการปรับตัวให้สามารถหากินได้ทั้งในน้ำและบนบก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของควายในพื้นที่ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมใน จ.พัทลุง