มหิดลจัดงานวันพระราชทานนาม 54 ปี และงานครบรอบ 135 ปี มหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712904

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.นพ.ก้องเขต เหรียญสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน “ครบรอบ 54 ปี วันพระราชทานนาม และ 135 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล” กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล มีประวัติมายาวนานนับแต่ครั้งเป็นศิริราชพยาบาล พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ.2512 วันที่ 2 มีนาคม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม“มหิดล” ให้เป็นนามมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลได้พัฒนาขยายขอบข่ายวิชาการให้กว้างขวาง มีการจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมในศาสตร์ทุกด้าน มีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติจำนวนมาก และได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย จากสถาบันจัดอันดับหลายแห่งในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” และพร้อมเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก

สำหรับในปีนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล กำหนดจัดงาน ครบรอบ 45 ปี วันพระราชทานนาม และ 135 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล ขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2566 ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยในเวลา 09.00 น. มีการปาฐกถาเกียรติยศ ศ.นพ.กษาน จาติกวนิช ครั้งที่ 12 เรื่อง “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน : ในภาวะความไม่ยั่งยืนของการพัฒนา” โดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัลแก่บุคลากรและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2565 ได้แก่ รางวัลมหิดลทยากร รางวัลคนดีศรีมหิดล รางวัลอาจารย์ตัวอย่าง รางวัล MU Researchers of the Year 2023 รางวัลผู้มีผลงานการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตร รางวัลบุคลากรดีเด่น ประจำปี 2565

นอกจากนี้ ภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการในหัวข้อ “นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ที่ทรงมีพระกรุณาธิคุณทรงพระวินิจฉัยให้
“ต้นกันภัยมหิดล” เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งได้รวบรวมพระกรุณาธิคุณด้านอื่นๆ ที่ทรงมีแก่มหาวิทยาลัยมหิดล ในอีกหลายประการ

เสียงจากคนเลี้ยงหมู!‘หมูเถื่อน’กดราคายับเกินจุดขาดทุน ‘รายย่อย’จ่อเลิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712863

เสียงจากคนเลี้ยงหมู!‘หมูเถื่อน’กดราคายับเกินจุดขาดทุน ‘รายย่อย’จ่อเลิก

เสียงจากคนเลี้ยงหมู!‘หมูเถื่อน’กดราคายับเกินจุดขาดทุน ‘รายย่อย’จ่อเลิก

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.42 น.

‘หมูเถื่อน’กดราคาหมูไทยยับเยินเกินเส้นขาดทุน วอนรัฐป้องกันจริงจัง ด้านกรมศุลฯ เตรียมเปิดตู้คอนเทนเนอร์ตกค้าง 23 ก.พ.นี้

22 กุมภาพันธ์ 2566 นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยถึง สถานการณ์ราคาหมูหน้าฟาร์มที่กำลังร่วงลงไม่เป็นท่าติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ กระทั่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 84-88 บาท/กิโลกรัม (กก.) แต่ราคาขายจริงนั้นถูกกดราคาต่ำสุดไปถึงราว 70 กว่าบาท/กก.แล้ว ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 100.07 บาท/กก. ขาดทุนยับเยินจากกองทัพหมูเถื่อนที่ยังเกลื่อนเมือง คาดว่ารายย่อยจะทยอยเลิกเลี้ยง โดยขอถามภาครัฐว่าแค่ป้องกันไม่ให้เข้าไทยก็ไม่ต้องตามจับให้วุ่นวาย

“ราคาขายหมูหน้าฟาร์มที่ตกต่ำอย่างหนักในขณะนี้ สะท้อนชัดเจนถึงปริมาณหมูเถื่อนที่ระบาดอยู่ในตลาด ทั้งๆที่มีการส่งสัญญาณถึงรัฐมาโดยตลอดว่าหมูเถื่อนยังคงเกลื่อนเมืองอยู่ แม้ปีที่แล้วจะจับหมูเถื่อนได้ราว 1 ล้านกิโลกรัม ก็เป็นเพียง 5% ของที่ระบาดอยู่ในตลาดเท่านั้น  เราร้องขอเพียงช่วยป้องกันไม่ให้มันเข้ามา เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องเดือดร้อนไปตามจับ ไม่ต้องกังวลกับสุขภาพผู้บริโภคชาวไทยว่าจะเสี่ยงกับหมูที่ไม่ผ่านการตรวจโรค และไม่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนตลาด  กดราคาหมูของเกษตรกรไทยจนเดือดร้อนถึงขั้นขาดทุนกันเช่นนี้ หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คนเลี้ยงหมูของไทยต้องสูญพันธุ์แน่” นายสัตวแพทย์วรวุฒิกล่าว

ทั้งนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดไม่ให้หมูเถื่อนเข้าสู่ประเทศไทย คือดักตั้งแต่ทางเข้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งล่าสุดมีการดำเนินโครงการท่าเรือสีขาว กรมศุลกากรรายงานว่าจะมีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่ตกค้างอยู่ในท่าเรือแหลมฉบังกว่า 1,000 ตู้ เพื่อตรวจสอบดูสิ่งของผิดกฎหมาย นับเป็นโครงการที่ช่วยป้องปรามไม่ให้หมูเถื่อนทะลักเข้าสู่ตลาดได้ โดยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเปิดตู้ตกค้างนั้น ขอให้กรมศุลกากรเร่งเปิดตู้ที่เก็บความเย็น ซึ่งมักจะเป็นแหล่งเก็บซ่อนหมูเถื่อนได้นานนับปี และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะพบหมูเถื่อนอยู่ในจำนวนตู้ที่ตกค้างนี้แน่นอน โดยชมรมฯ พร้อมจะเข้าร่วมตรวจสอบด้วย

นายสัตวแพทย์วรวุฒิ กล่าวอีกว่า ในชีวิตจริงเกษตรกรไม่สามารถขายหมูหน้าฟาร์มได้ตามราคาที่สมาคมฯประกาศ เพราะเกิดการกดราคากันขึ้น เป็นการบังคับทางอ้อมให้เกษตรกรจำใจต้องขายขาดทุน เนื่องจากหากไม่ขายก็จำเป็นต้องเลี้ยงหมูต่อไป ในขณะที่ค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้นมาก เท่ากับต้นทุนการเลี้ยงจะเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องตัดใจขาย นับเป็นสถานการณ์ที่น่าเห็นใจที่สุด จึงต้องขอวอนเจ้าหน้าที่รัฐเร่งกวาดล้างจับกุม พร้อมๆกับป้องกันหมูเถื่อนลอตใหม่ อย่าให้เข้ามาทำลายตลาดหมูไทยมากไปกว่านี้

ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ รายงานราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ประจำวันพระที่ 19 ก.พ. 2566 เปรียบเทียบกับ ราคาวันพระก่อนหน้า (13 ก.พ. 2566) พบว่ามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยระบุสาเหตุสำคัญว่า เกิดจากปัญหาหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้องประกาศปรับลดราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลงในทุกภาค ดังนี้  ภาคตะวันออก ปรับราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ 84-86 บาท/กก. ลดลง 6 บาท/กก. ภาคอีสาน ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ 86-88 บาท/กก. ลดลง 8-10 บาท/กก. ภาคเหนือ ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ 88 บาท/กก.ลดลง 6 บาท/กก. และ ภาคใต้ ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเหลือ 86 บาท/กก. ลดลง 4 บาท/กก.   

เกษตรฯถกคกก.อ้อย-น้ำตาล ร่วมหารือใน6ประเด็นสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712714

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ครั้งที่ 2/2566 ในฐานะกรรมการ(ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ) ที่ห้องประชุม อก. 1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมฯ โดยที่ประชุมได้หารือและพิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.เห็นชอบการต่ออายุหนังสืออนุญาตให้เป็นบริษัทส่งออกน้ำตาลทราย 2.เห็นชอบสถาบันชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิได้รับเงินค่าบำรุงสถาบันชาวไร่อ้อยฤดูกาลผลิตปี 2565/2566

3.เห็นชอบการกำหนดอัตราค่าบำรุงสถาบันชาวไร่อ้อยฤดูกาลผลิตปี 2565/2566, 4.เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานของฝ่ายไทย กรณีบราซิลยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องไทยให้การอุดหนุนการส่งออก 5.เห็นชอบการแต่งตั้งลูกจ้างประจำให้ดำรงตำแหน่งในระดับ 8 และ 6.เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูกาลผลิตปี 2565/2566

ปลัดเกษตรฯร่วมลงนาม ด้านเกษตรไทย-สหราชอาณาจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712720

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงนามและหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อมอาหาร และกิจการชนบทแห่งสหราชอาณาจักร (Department for Environment, Food and Rural Affairs (DEFRA) of the United Kingdom) โดยมีนายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทแห่งสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยและสหราชอาณาจักร จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตและเป็นคู่ค้าที่สำคัญกันมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่เคยมีการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองประเทศได้กระชับความสัมพันธ์ทางการค้าภายหลังสหราชอาณาจักร แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป โดยในปี 2564 มีการลงนามจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร (Joint Economic and Trade Committee : JETCO) โดย รมว.พาณิชย์ ทั้งสองฝ่าย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านการเกษตร จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการ ชนบทแห่งสหราชอาณาจักร (Memorandum of Understanding on Agricultural Cooperation between the Ministry of Agriculture and Cooperatives of the Kingdom of Thailand and the Department for Environment, Food and Rural Affairs of the United Kingdom)

“บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ นับเป็นความสำเร็จร่วมกันของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร ที่จะส่งเสริมการค้าของทั้งสองประเทศ โดยใช้กรอบความร่วมมือนี้ เป็นกลไกสำคัญในการอำนวยความสะดวกทางการค้าและพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรเพื่อให้การทำงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เราจึงขอเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมหารือด้านการเกษตร (Agricultural Dialogue) ครั้งที่ 1 ในปี 2566 เพื่อจัดตั้งคณะทำงานการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร การหารือความร่วมมือในด้านการเกษตร พืชสวน ปศุสัตว์ การประมงการแปรรูปอาหาร นโยบายการเกษตร ตลอดจนด้านอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและภาคการเกษตร และรับทราบว่า DEFRA แต่งตั้งทูตเกษตรมาประจำการ ณ สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ประจำประเทศไทย ซึ่งจะทำให้กระทรวงเกษตรฯ และ DEFRA ประสานงานด้านการเกษตรได้โดยตรง” นายประยูร กล่าว

นอกจากนี้ ยังหยิบยกประเด็นความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และอื่นๆ ร่วมหารือเพื่อพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหาร สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน

‘กรมวิชาการเกษตร’ไฟเขียวรับรอง ห้องปฏิบัติการตรวจสอบศัตรูพืชไบเออร์ พิษณุโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712652

‘กรมวิชาการเกษตร’ไฟเขียวรับรอง ห้องปฏิบัติการตรวจสอบศัตรูพืชไบเออร์ พิษณุโลก

‘กรมวิชาการเกษตร’ไฟเขียวรับรอง ห้องปฏิบัติการตรวจสอบศัตรูพืชไบเออร์ พิษณุโลก

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.27 น.

‘กรมวิชาการเกษตร’ไฟเขียวรับรอง ห้องปฏิบัติการตรวจสอบศัตรูพืชไบเออร์ พิษณุโลก บริษัทผู้ผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์แห่งแรกในไทยหนุนยกระดับประเทศไทยเป็นผู้นำด้านเมล็ดพันธุ์ผักระดับโลก

21 กุมภาพันธ์ 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกเมล็ดพันธุ์มูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านเมล็ดพันธุ์ผักในระดับโลก (World Leader of Tropical Seed) ตามที่ได้ประกาศไว้ในที่ประชุม Asian Seed Congress 2022 โดยเป้าหมายการดำเนินการที่เกิดขึ้นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ประสานการทำงาน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง พร้อมกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ใช้นโยบายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในแบบ “ตลาดนำการวิจัย” และ “ตลาดนำการผลิต” โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงสำหรับเกษตรกร

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ สร้างความเชื่อมั่นในเรื่องเมล็ดพันธุ์คุณภาพกรมวิชาการเกษตรได้มีการผลักดันการรับรองห้องปฏิบัติการตรวจศัตรูพืช (Plant Pest Laboratory Certification) ของบริษัทเอกชน ในการอำนวยความสะดวกการออกใบรับรองสุขอนามัยพืช เพื่อยืนยันว่าพืชและผลิตภัณฑ์จากพืชที่ส่งออกจากประเทศไทยปราศจากศัตรูพืชและโรค และเป็นไปตามข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศ/ภูมิภาคที่นำเข้า

ในวันนี้(วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 ) กรมฯได้มอบหนังสือรับรองให้กับห้องปฏิบัติการตรวจสอบศัตรูพืชของไบเออร์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนระบบการตรวจสอบศัตรูพืชของไทย อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนเป้าหมายการส่งออกเมล็ดพันธุ์ และผู้นำด้านเมล็ดพันธุ์ผักในระดับโลกของไทยต่อไป

ขณะที่นายวีรพล เจริญพานิช ผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจครอปซายน์ ประเทศไทย กัมพูชา พม่า บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไบเออร์ไทย มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ห้องปฏิบัติการตรวจสอบศัตรูพืชของบริษัทที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร สามารถออกใบรับรองสุขอนามัยพืชและใบรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งต่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงและได้มาตรฐานการส่งออก เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ซึ่งห้องปฏิบัติการตรวจสอบศัตรูพืชของไบเออร์ ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้ผ่านเงื่อนไขการรับรองและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ทั้งนี้ การที่กรมวิชาการเกษตรได้ออกใบรับรองการตรวจสอบศัตรูพืช สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ทุกคนมีสุขภาพดี และไม่ขาดแคลนอาหาร” (Health for all, Hunger for none) ที่ไบเออร์ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต โดยทำงานร่วมกับเกษตรกรเครือข่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักที่มีคุณภาพ โดยไบเออร์มีศูนย์การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและสกลนคร มีเครือข่ายเกษตรกรที่บริษัทฯได้เข้าไปพัฒนาทักษะในการผลิตเมล็ดพันธุ์กว่า 9,000 ครัวเรือน ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม และยังช่วยเพิ่มทักษะในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกในครัวเรือน

นายวีรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจคอรปซายน์ทั่วโลก ทุ่มทุนกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปีในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของไบเออร์ไทยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเช่นเดียวกัน เพื่อทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตจากไทยมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้บริษัทยังได้ให้การสนับสนุนกรมวิชาการเกษตรในการผลักดันนโยบายและการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยให้เป็น World Leader of Tropical Seed ตามที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว จึงได้มีการลงทุนและพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบศัตรูพืชตามแนวทางนโยบายของกรมวิชาการเกษตร ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการตรวจสอบศัตรูพืชของไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนเป้าหมายการส่งออกเมล็ดพันธุ์ และผู้นำด้านเมล็ดพันธุ์ผักในระดับโลกของไทย โดยปัจจุบันไบเออร์ได้ส่งออกเมล็ดพันธุ์จากไทยไปทั่วโลกกว่า 80% ตลาดหลักเป็นยุโรป แอฟริกาใต้ อเมริกา จีน และอินเดีย ส่วนอีก 20% จำหน่ายในประเทศ เมล็ดพันธุ์หลักเป็นมะเขือเทศ พริก แตงโม ข้าวโพดหวาน..-005

‘ไทย-ญี่ปุ่น’ประชุมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทาน-การระบายน้ำ ครั้งที่ 5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712579

'ไทย-ญี่ปุ่น'ประชุมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทาน-การระบายน้ำ ครั้งที่ 5

‘ไทย-ญี่ปุ่น’ประชุมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทาน-การระบายน้ำ ครั้งที่ 5

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.15 น.

ไทย-ญี่ปุ่น ประชุมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ ครั้งที่ 5

ที่กรมพัฒนาชนบท กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน  และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ ญี่ปุ่น-ไทย ครั้งที่ 5  หรือ (The 5th Japan-Thailand Irrigation and Drainage Technology Exchange) โดยมี นายชินจิ อาเบะ (Mr.Shinji ABE) รองอธิบดีกรมพัฒนาชนบท กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น และนายฮิโรมิจิ คิตาดะ (Mr.Hiromichi KITADA) ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือต่างประเทศเพื่อการปรับปรุงที่ดิน ร่วมให้การต้อนรับ 

เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในประเด็นความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อตอบสนองต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัยของเขื่อน และอ่างเก็บน้ำใต้ดิน (Underground reservoir) 

โดย กรมชลประทาน และกรมพัฒนาชนบท ประเทศญี่ปุ่น ได้ลงนามร่วมกันในบันทึกการหารือ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ (Record of Discussions in the field of Irrigation and Drainage Technology Exchange: ROD) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้จัดการประชุมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างกัน.

ปลัดฯถกเรียวสุเกะร่วมมือด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712448

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเรียวสุเกะ โอกาวะ (Ryosuke Ogawa) ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านการต่างประเทศ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น พร้อมด้วย น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือระดับสูงด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ-กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) ครั้งที่ 3 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายสำคัญ และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหาร

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือถึงประเด็นที่โลกให้ความสำคัญในปัจจุบัน อาทิ ความร่วมมือในการปฏิรูประบบการเกษตรและอาหาร การส่งเสริมการเกษตรยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การอนุรักษ์และการใช้ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการส่งเสริมการปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ นอกจากนี้ ได้มีพิธีลงนามบันทึกการหารือ (Record of Discussion) ของโครงการทดสอบประสิทธิภาพชุดอุปกรณ์พวงมาลัยอัตโนมัติในพื้นที่ประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอัจฉริยะในประเทศไทย ระหว่างกรมการข้าว กับบริษัท ท็อปคอน คอร์ปอเรชั่น (Topcon) ประเทศญี่ปุ่น

“ในการประชุมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะยกระดับความร่วมมือ เพื่อเป็นการเร่งรัดการพลิกโฉมระบบการเกษตรและอาหารอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการแก้ไขสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ โรคระบาดในพืชและสัตว์ และความมั่นคงทางอาหาร ที่ผ่านมา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้เน้นย้ำกับทุกๆ หน่วยงานถึงความจำเป็นที่จะต้องบูรณาการการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่คนรุ่นต่อไป โดยหัวใจสำคัญคือการแก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ” นายประยูร กล่าว

‘อลงกรณ์’ย้ำสร้างโอกาส พัฒนาผลผลิตแปรรูปสัตว์น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712449

‘อลงกรณ์’ย้ำสร้างโอกาส  พัฒนาผลผลิตแปรรูปสัตว์น้ำ

‘อลงกรณ์’ย้ำสร้างโอกาส พัฒนาผลผลิตแปรรูปสัตว์น้ำ

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงความเดือดร้อนของประชาชน จึงเร่งหาแนวทางก้าวข้ามวิกฤตและใช้เป็นโอกาสในทุกด้าน เช่น การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ปล่อยปลาตะเพียน 2 แสนตัว ลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี รวมทั้งการสนับสนุนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกว่า 2,800 องค์กร ใน 50 จังหวัด อีกทั้ง จ.เพชรบุรี สนับสนุนงบประมาณองค์กรละ 1 แสนบาท พัฒนาต่อยอดการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร สร้างแบรนด์ เดินหน้าการตลาดแนวใหม่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รังสรรค์เมนูเด็ดเพชรบุรี สร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมการท่องเที่ยวสนับสนุน Soft Power เติมรายได้แก้ปัญหาหนี้สินเน้นการพัฒนาชุมชน เพื่อชุมชน พร้อมหนุน “ปลาเวียน” ปลาประจำ จ.เพชรบุรี ที่กรมประมง สามารถพัฒนาเพาะพันธุ์ได้แล้วมีความสวยงามอย่างมาก สามารถเข้าสู่ตลาดปลาสวยงามที่กำลังเติบโตช่วยสร้างอาชีพรายได้ใหม่ให้ประชาชน

ในโอกาสนี้ นายอลงกรณ์ ได้นำผู้เข้าร่วมกิจกรรมปล่อยปลาตะเพียนลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี และเยี่ยมชมผลผลิตเกษตรกร อาทิ อาหารแปรรูป อาหารสดหลากชนิด พร้อมทั้งส่งมอบพันธุ์ปลาให้ผู้แทนทุกชุมชนได้นำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อเป็นประโยชนแก่ประชาชนต่อไป

ด้าน นางวันเพ็ญ มังศรี รอง ผวจ.เพชรบุรี กล่าวว่า ขอบคุณทุกฝ่ายที่เห็นความสำคัญ สนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความตระหนักถึงคุณค่าการฟื้นฟูแหล่งน้ำ ด้วยการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแม่น้ำเพชรบุรี และแหล่งน้ำธรรมชาติ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดนับเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ทรัพยากรน้ำและสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ให้มีประชากรสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับงาน “กิจกรรมเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและสร้างการรับรู้สู่เกษตรกรด้านประมงจังหวัดเพชรบุรี” มีการจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำลงในแม่น้ำเพชรบุรีและแหล่งน้ำธรรมชาติ ตลอดจนการสร้างการรับรู้สู่เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนเกี่ยวกับงานด้านประมง ตามนโยบาย รมว.เกษตรฯ ในการเสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และช่วยเหลือเกษตรกรชาวประมงที่ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพด้านประมง โดยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผลผลิตสัตว์น้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมงได้มีพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ ภายใต้กิจกรรมภายในงาน มีการสนับสนุนพัฒนาทักษะการขาย การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว

กรมชลฯกางแผนพัฒนาลุ่มน้ำ’คลองเปลี่ยน’ บรรเทาท่วม-แล้ง’สิชล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712469

กรมชลฯกางแผนพัฒนาลุ่มน้ำ'คลองเปลี่ยน' บรรเทาท่วม-แล้ง'สิชล'

กรมชลฯกางแผนพัฒนาลุ่มน้ำ’คลองเปลี่ยน’ บรรเทาท่วม-แล้ง’สิชล’

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.57 น.

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาพื้นที่ประสบอุทกภัยซ้ำซากบริเวณคลองเปลี่ยน พื้นที่รอยต่อตำบลเปลี่ยนและตำบลเทพราช อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 นายพิทักษ์พงษ์ ติ๊บแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครศรีธรรมราช และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ลุ่มน้ำคลองเปลี่ยน เป็นลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเปลี่ยนและตำบลเทพราช อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีสภาพลำน้ำที่คดเคี้ยว เมื่อถึงช่วงฤดูฝนมักจะประสบปัญหาน้ำท่วม และในช่วงฤดูแล้งก็มักจะพบกับปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำ กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองเปลี่ยน ด้วยการก่อสร้างฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อทำหน้าที่หน่วงชะลอน้ำและเก็บกักน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ได้แก่ โครงการฝายวังปลาโสด ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น เพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป

ทั้งนี้ หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ตำบลเปลี่ยนและตำบลเทพราช อำเภอสิชล พื้นที่รับประโยชน์รวม 260 ไร่ สนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค จำนวน 229 ครัวเรือน อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นทางเชื่อมในการสัญจรและการขนย้ายพืชผลทางการเกษตรของพี่น้องประชาชนระหว่าง 2 ตำบล ได้อีกด้วย

แนะเกษตรกร! ใช้‘โดรน’พ่นยาฆ่าหญ้าอย่างไรได้ผล-ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712369

แนะเกษตรกร! ใช้‘โดรน’พ่นยาฆ่าหญ้าอย่างไรได้ผล-ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน

แนะเกษตรกร! ใช้‘โดรน’พ่นยาฆ่าหญ้าอย่างไรได้ผล-ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.22 น.

“สมาคมวิทยาการวัชพืช”แนะเกษตรกร ใช้”โดรน”พ่นยาฆ่าหญ้าอย่างไรได้ผล-ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 เพจเฟซบุ๊ก “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความพร้อมภาพประกอบแนะนำการใช้โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับสำหรับพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อเพื่อนบ้าน ดังนี้ “ช่วงนี้ลมแรง..พ่นยาฆ่าหญ้าในแปลงเรา แต่ละอองยา อาจไปลงแปลงเพื่อนบ้าน เปลี่ยนมาใช้หัวฉีดผสมอากาศ ช่วยลดการปลิวของละอองได้ 90-95%”

“คนรับจ้างพ่นยาฆ่าหญ้าด้วยโดรน นิยมติดตั้ง ‘หัวผ่า’ เพราะมีราคาถูกและเห็นละอองฟุ้งกระจายทำให้เกษตรกรรู้สึกพอใจ แต่ความจริงคือยิ่งฟุ้งยิ่งปลิวลมไปไกล ข้อดี เกษตรกรรู้สึกว่าพ่นยาโดนวัชพืชแล้วและราคาถูก ส่วนข้อเสีย เมื่อลมแรง ละอองสารจะไม่ตกลงบนพื้นที่เป้าหมายทำให้ประสิทธิภาพกำจัดวัชพืชต่ำ มีโอกาสสูงที่ละอองสารจะปลิวไปโดนพืชข้างเคียง และอาจต้องพ่นยาซ้ำสิ้นเปลือง”

“การใช้โดรนพ่นยาฆ่าหญ้าที่ถูกต้องควรใช้หัวผสมอากาศแบบพัดคู่ เพราะลดการฟุ้งกระจายได้ 90-95% ข้อดี กำจัดวัชพืชได้ดีกว่า ละอองสารจะปลิวไปโดนพืชข้างเคียงน้อยมาก และไม่ต้องพ่นซ้ำ ส่วนข้อเสีย ราคาแพงกว่าหัวผ่าธรรมดา 3 เท่า ใช้เวลาพ่นนานขึ้นเพราะแนวฉีดแคบลง และเกษตรกรรู้สึกเหมือนไม่ได้ฉีดยาเพราะมองไม่เห็นละอองสาร”

– 006

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FWSST1977%2Fposts%2Fpfbid07i131oRZ7GRcB7eWkLEXgaGh2fxWqbgUk1MdowVDm5UuHzptKwn4e4gBPSi5YMEJl&width=500&show_text=true&height=636&appId