‘ชาวสวนยาง’เฮ!ครม.ไฟเขียวประกันรายได้เฟส4 อนุมัติสินเชื่อหนุนกิจการไม้ยางเฟส2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714193

‘ชาวสวนยาง’เฮ!ครม.ไฟเขียวประกันรายได้เฟส4 อนุมัติสินเชื่อหนุนกิจการไม้ยางเฟส2

‘ชาวสวนยาง’เฮ!ครม.ไฟเขียวประกันรายได้เฟส4 อนุมัติสินเชื่อหนุนกิจการไม้ยางเฟส2

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.51 น.

ชาวสวนยางเฮ! ครม.ไฟเขียว ประกันรายได้ชาวสวนยาง เฟส 4 กว่า 7.64 พันล้าน พร้อมอนุมัติสินเชื่อ 2 หมื่นล้าน หนุนกิจการไม้ยาง เฟส 2

28 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 วงเงิน 7,643.86 ล้านบาท และอนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ ระยะที่ 2 วงเงินกู้ยืม 20,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 วงเงิน 7,643.86 ล้านบาท มีระยะเวลาโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2566 ระยะเวลาประกันรายได้รวม 2 เดือน คือ ตุลาคม – พฤศจิกายน 2565 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 และเป็นเกษตรกรที่ปลูกยางในพื้นที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น ซึ่งมีประมาณ 1.6 ล้านคน รวมพื้นที่สวนยางกรีดได้ 18.18 ล้านไร่

ส่วนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นๆ ยังคงเดิม อาทิ 1)เป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ 2)ราคายางที่ประกันรายได้ มีดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม 3)แบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวน ร้อยละ 60 และคนกรีดร้อยละ 40 ของเงินค่าประกันรายได้ สำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางที่ผ่านมา 3 ระยะ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 วงเงินสะสมโครงการรวมทั้งสิ้น 46,682.88 ล้านบาท สามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้เฉลี่ยปีละ 1.4 ล้านคน

น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ ระยะที่ 2 วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท มีระยะเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติอนุมัติ โครงการนี้ เป็นการสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการแปรรูปไม้ยางและผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยมากกว่าร้อยละ 50 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรับซื้อไม้ยาง การดำเนินงานกิจการไม้ยาง การขยายกำลังการผลิตและปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี และค่าดำเนินการ รวมวงเงิน 604 ล้านบาท

ทั้งนี้ มีเป้าหมาย คือ 1)ลดพื้นที่ปลูกยาง จำนวน 200,000 ไร่ และ 2)ราคาไม้ยางไม่ต่ำกว่า 1,500 บาทต่อตัน การดำเนินโครงการในระยะที่ผ่านมา สามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบกิจการแปรรูปไม้ยางพาราที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากสถานการณ์โควิด – 19 ได้กว่า 38 บริษัท และสามารถดูดซับไม้ยางจากการโค่นต้นยางได้ 4.22 ล้านตัน จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ 6 ล้านตัน

‘นิพนธ์’ย้ำปศุสัตว์ต้องทำครบวงจร หวังสร้างความมั่นคงอาหารคนในพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713986

‘นิพนธ์’ย้ำปศุสัตว์ต้องทำครบวงจร หวังสร้างความมั่นคงอาหารคนในพื้นที่

‘นิพนธ์’ย้ำปศุสัตว์ต้องทำครบวงจร หวังสร้างความมั่นคงอาหารคนในพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.42 น.

“นิพนธ์”ย้ำปศุสัตว์ต้องทำครบวงจร ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทาง หวังสร้างความมั่นคงอาหารให้คนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 นายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุม 211 ชั้น 2 อาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล อ.ละงู จ.สตูล โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการ กพต.หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมประชุม

นายนิพนธ์ กล่าวถึงความก้าวหน้ากิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ โดยกล่าวว่า ตามมติ กพต.ครั้งที่ 3/65 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 65 ได้อนุมัติกิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ ตามโครงการเมืองปศุสัตว์ ภายใต้กรอบระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 7 ปี (พ.ศ.2565 – 2571) ได้ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ และคณะทำงานครั้งที่ 1 เพื่อเตรียมความพร้อมแผนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และสร้างการรับรู้ต่อประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งศอ.บต.ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านสภาเกษตรกรจังหวัด และคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง ทั้งจัดทำแผนผังการบริหาร การบริการต่อเกษตรกรที่เข้ามาติดต่อยังหน่วยงาน แผนผังการบริหารด้านการธุรการ การกักสัตว์เพื่อควบคุมโรคติดต่อในการขนย้ายโคเข้าพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ การฉีดวัคซีน การผสมเทียม การบริหารน้ำเชื้อโค รวมทั้งแผนการติดตามประเมินผล เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานมีการบูรณาการ การทำงานร่วมกันขององค์กรทุกภาคส่วน ตามกระบวนการห่วงโซ่คุณค่า (ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง) โดยมีเกษตรกรประสงค์เข้าร่วมจำนวน 230 กลุ่มๆ ละ 10 คน รวม 2,300 คน ประกอบด้วยจังหวัดนราธิวาส 64 กลุ่ม ยะลา 68 กลุ่ม ปัตตานี 42 กลุ่ม สงขลา 30 กลุ่ม และจังหวัดสตูล 26 กลุ่ม โดยจังหวัดนราธิวาสได้นำร่องการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับคู่มือปฏิบัติงานกิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ไปแล้ว จำนวน 2 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มต้นแบบที่จูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและจังหวัดอื่น ได้ศึกษาเป็นต้นแบบในการดำเนินการ และได้เตรียมความพร้อมในการปลูกพืชอาหารสัตว์แล้วจำนวน 4,600 ไร่ ซึ่งพรุ่งนี้อาจจะมีวาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้า ครม.

นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องปศุสัตว์นั้น ทั้งการเลี้ยงโคเนื้อ ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เราต้องมาดูกระบวนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งหากอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่เกิดผลสำเร็จ เราจะมีตลาดประเทศตะวันออกกลาง ตลาดคาบสมุทรอินโดจีน อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่มีประชากรต้องการบริโภคจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าส่งเสริมการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ซึ่งการตั้งเป้าหมายโดยทำให้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหารนั้น จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

“อย่างกรณีไก่ไข่ ซึ่งขณะนี้ทราบจากรายงานว่า ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้นมีการนำเข้าจากจังหวัดใกล้เคียงกว่า 5 แสนฟองต่อวันเพื่อบริโภค ภาครัฐต้องเข้าไปส่งเสริมตั้งกระบวนการต้นทาง คือ การมีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ที่ดี จากนั้นมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานฮาลาลตรงตามต้องการของตลาด และไปสู่ปลายทางคือการจำหน่าย และการปรับปรุงมาตรฐานต่างๆเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และขยายตลาดออกไปให้เพิ่มมากขึ้นอีก ตรงนี้จะเป็นอีกจุดสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นไม่สงบในพื้นที่ด้วยการพัฒนา” นายนิพนธ์ กล่าว

‘กรมการค้าภายใน’ลุยแหล่งผลิตมะนาว ป้อนขายส่งผ่านรถโมบายทั่วกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713564

‘กรมการค้าภายใน’ลุยแหล่งผลิตมะนาว ป้อนขายส่งผ่านรถโมบายทั่วกรุงเทพฯ

‘กรมการค้าภายใน’ลุยแหล่งผลิตมะนาว ป้อนขายส่งผ่านรถโมบายทั่วกรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.30 น.

ลดภาระค่าครองชีพ! ‘กรมการค้าภายใน’ลุยแหล่งผลิตมะนาว ป้อนขายส่งผ่านรถโมบายทั่วกรุงเทพฯ 

25 ก.พ.2566 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ก.พ.) กรมฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์มะนาวและแหล่งผลิตของกลุ่มเกษตรกรตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ผลผลิต ปริมาณผลผลิต เพราะแหล่งผลิตนี้ เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่กรมฯ ได้ทำการเชื่อมโยงผลผลิตไปจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนผ่านรถโมบายพาณิชย์ ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ดูแลพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์ราคามะนาวหน้าแล้ง ต้นมะนาวไม่ติดดิก ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย และแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ทั้งในส่วนของประชาชนและร้านอาหารที่ใช้มะนาวเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร

“ผลสำรวจพบว่าต้นมะนาวบางส่วนเริ่มติดดอกใหม่ในปริมาณมากขึ้นแล้ว คาดว่าผลผลิตมะนาวจะเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงพฤษภาคม โดยแหล่งผลิตแห่งนี้ เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่กรมฯ ได้ทำการเชื่อมโยง และยังมีแหล่งผลิตอื่น ๆ ในจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดพิจิตร ที่กรมฯ จะทำการเชื่อมโยงนำผลผลิตไปจำหน่ายในราคาถูกผ่านรถโมบายพาณิชย์ โดยมั่นใจว่า จะดูแลและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์มะนาวหน้าแล้ง” นายวัฒนศักย์กล่าว

ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ และร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์มะนาวอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านปริมาณและราคา หากพบพื้นที่ใด มีปัญหาราคามะนาวสูงหรือสินค้าไม่เพียงพอ จะทำการเชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากตลาดกลางทั่วประเทศ และจังหวัดแหล่งผลิตเข้าไปเปิดจุดจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็วต่อไป  

ปัจจุบัน สถานการณ์ผลผลิตมะนาว อยู่ในสภาพอากาศช่วงหนาว กระทบแล้ง ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของมะนาว ประกอบกับฝนตกชุกและน้ำท่วมในบางพื้นที่แหล่งผลิตในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตมะนาวในแหล่งผลิตสำคัญได้รับความเสียหาย ทำให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะปกติตามช่วงฤดูกาลผลิตในแต่ละปี โดยราคามะนาวล่าสุดในกรุงเทพฯ ราคาเบอร์ 1-2 เฉลี่ยราคา 5-7 บาท เพิ่มจากเดือนก่อนราคา 3.9-4.50 บาท

โดยกรมการค้าภายใน ได้มีการติดตามสถานการณ์และดำเนินแก้ไขปัญหาในทันที โดยได้ร่วมมือกับสมาคมตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย ประกอบด้วย ตลาดศรีเมือง ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง เชื่อมโยงผลผลิตมะนาวจากตลาดกลางออกจำหน่ายผ่านรถโมบายพาณิชย์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนผู้บริโภค รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบมะนาวในราคาขายส่ง ซึ่งได้วิ่งไปจำหน่าย ณ สถานที่ชุมชน กว่า 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา โดยได้รับความสนใจจากประชาชนและร้านอาหารเป็นอย่างมาก ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ กรมฯ ได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน หากตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาจะมีโทษ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากมีการค้ากำไรเกินควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

‘ก.เกษตรฯ’จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713330

'ก.เกษตรฯ'จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

‘ก.เกษตรฯ’จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.10 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีฯ พร้อมสนับสนุนให้มีการบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ มีการรวมกลุ่มเกษตรกรและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและต่อยอดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองศาลา ตำบลหนองศาลา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ประกอบกับมีการทำงานบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ตลอดจนมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุยในไร่นา การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น

สำหรับโคเพศเมีย จำนวน 233 ตัว ที่ได้รับการไถ่ชีวิตในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี จะนำไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ 1) อำเภอชะอำ จำนวน 37 ตัว 2) อำเภอท่ายาง จำนวน 106 ตัว 3) อำเภอบ้านลาด จำนวน 20 ตัว 4) อำเภอเมืองเพชรบุรี จำนวน 20 ตัว 5) อำเภอบ้านแหลม จำนวน 20 ตัว 6) อำเภอเขาย้อย จำนวน 21 ตัว และ 7) อำเภอหนองหญ้าปล้อง จำนวน 10 ตัว และเมื่อครบสัญญาแล้ว เกษตรกรจะได้รับกรรมสิทธิ์โคเป็นของตนเองต่อไป

“โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับสนองพระราชดำริให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ถือได้ว่าก่อเกิดประโยชน์ เป็นคุณูปการแก่เกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง และยังเป็นที่น่ายินดีที่มีการบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง และยังมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นา การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และประการสำคัญ ยังได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นการสนองแนวพระราชดำริด้านการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ จึงขอให้เกษตรกรที่จะได้รับมอบ โค-กระบือในครั้งนี้ เลี้ยงดูแลโค-กระบือเป็นอย่างดี เสมือนเป็นสมาชิกในครัวเรือน และปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริอย่างเคร่งครัด” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

– 006

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713188

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์  ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่คณะดูงานสาขาวิชาแผนภาคและเมืองคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ศึกษาดูงาน ที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการท่องเที่ยวชุมชน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และพลเอกภาณุวัชร นาควงษม์ ที่ปรึกษาศูนย์โครงการพัฒนาตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจาก มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโอกาสเดินทางเยือนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเยี่ยมชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการท่องเที่ยวชุมชน  ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิงวิชาการและลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาเมืองสำหรับอาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต และหลักสูตรการวางแผนภาคและเมือง ดุษฎีบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ได้เยี่ยมชม ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ  ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถานที่ฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพ การจักสานหวาย จักสานไม้ไผ่ การแกะสลัก การทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาชาวเขา ดอกไม้ประดิษฐ์ เครื่องหนัง และการทำเครื่องเงิน จากนั้น เดินทางไป วัดพระธาตุดอยกองมู สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา แหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่และทุกชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และวัดจองคำพระอารามหลวง วัดจองกลาง วัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ในการจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงวิชาการและลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาเมืองของหลักสูตรการวางแผนภาคและเมือง และ Institute of Geography,University of Cologne ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ วันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2566 ณ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นกิจกรรมต่อเนื่องโดยได้มีการจัด Excursion Trip เพื่อเรียนรู้ร่วมกันในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเกี่ยวกับบริบทของเมืองและภูมิภาคต่างๆ สำหรับในปีการศึกษา 2565 ในประเด็นดังต่อไปนี้ 

การวางผังเมืองของเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรล้านนามรดกเมืองและศาสนสถาน การพัฒนาเมืองชั้นในเพื่อการท่องเที่ยวการพัฒนาเมืองจากการจัด Events ความเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท เกษตรกรรมในเมืองและกึ่งเมือง การขยายตัวของเมืองบนภูเขาในเมืองเล็กๆ  ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่เกษตรกรรมบนภูเขาแบบ
ดั้งเดิม/สมัยใหม่ (ไร่หมุนเวียน) การพัฒนาภูมิภาคในพื้นที่รอบนอกภูเขา โครงการหลวง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การท่องเที่ยวโดยชุมชน การตั้งถิ่นฐานในชนบท ความรู้ด้านการเกษตรและหัตถกรรมแบบดั้งเดิม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นการพัฒนาชุมชนชายแดน Greenfield Urbanization การค้าและการลงทุนเมืองชายแดน การอพยพข้ามพรมแดน เมืองของผู้ลี้ภัย พลวัตของการทำให้เป็นเมืองชายแดน การค้าชายแดนและโอกาส โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเครือข่ายทางหลวงเอเชีย การอพยพข้ามชาติในเมือง ความท้าทายของกิจกรรมข้ามพรมแดน การพัฒนาเมืองและเอกลักษณ์ของเมืองในเอเชีย มรดกโลกของยูเนสโก การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในการพัฒนาระดับภาคและเมือง และกระตุ้นให้คณาจารย์และนักศึกษาในหลักสูตรมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนภาคและเมือง สร้างเสริมประสบการณ์ทางวิชาการ 

สมใจ นามสุดตา

‘อลงกรณ์’แก้ปัญหาประมง สรุปมติ5ข้อ-ชงปรับข้อกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712987

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุมหารือแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง โดยมีนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และกรรมการ ตลอดจนตัวแทนนายกสมาคมชาวประมง เจ้าของเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ประมง ปีพ.ศ.2558 และ ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยที่ประชุมมีข้อสรุปเป็นแนวทางแก้ปัญหา ดังนี้ 1.เห็นควรเสนอให้มีการปรับปรุงประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง คณะกรรมการเปรียบเทียบ และหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการเปรียบเทียบ พ.ศ. 2561 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 170 วรรค 2 และวรรค 3 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558

2.เห็นควรยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 22/2560 เรื่อง การแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม 3.กรณีที่มีการออกกฎระเบียบใดๆ จะต้องกำหนดห้วงเวลาก่อนการบังคับใช้เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ชาวประมง โดยกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการบังคับใช้ หลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 4.มอบหมายกรมประมงหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงประเด็นความคลุมเครือในมาตรา 38 และมาตราอื่นๆ เช่น มาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 105 เป็นต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้และการตีความกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม

5.ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย ใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในการพิจารณาตั้งข้อกล่าวหากับชาวประมงที่กระทำผิด โดยใช้ดุลพินิจดูที่เจตนาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายบนหลักความยุติธรรม เนื่องจาก พ.ร.ก.การประมงปี 2558 นั้น มีบทกำหนดโทษที่รุนแรง

“รมว.เกษตรฯ มีความห่วงใยพี่น้องชาวประมง จึงมีนโยบาย 3 ป. ป้อง ปราม ปราบ เพื่อเป็นแนวทางให้กรมประมงเร่งแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวประมง โดยติดตามดูแลทุกประเด็นข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงทุกกลุ่ม พร้อมรับข้อเรียกร้องของทางสมาคม และตัวแทนชาวประมง ให้กรมประมง นำไปพิจารณา และขอบคุณที่ได้สะท้อนปัญหาเพื่อเป็นประโยชน์ในการบูรณาการร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ขอฝากไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย เมื่อเกิดเหตุแล้วขอให้ใช้ดุลพินิจในการดำเนินการกับผู้กระทำผิด โดยให้ดูที่เจตนาเป็นหลัก ส่วนมาตราที่ยังเป็นปัญหาทั้งข้อจำกัดของเวลาและเงื่อนไข ให้กรมประมง นำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขซึ่งการออกกฎหมายต่างๆ ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของทุกฝ่ายให้ได้รับความเป็นธรรม” นายอลงกรณ์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบาย ให้ผู้บริหารฯนำสู่การปฏิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712985

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในปีงบประมาณ 2566 โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วม โดย ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า เกษตรจังหวัดคือตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในภูมิภาค มีภารกิจที่ต้องปฏิบัติงานร่วมกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อื่นๆ ต้องเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ของกระทรวง ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทยทั้งในเรื่องการชดเชยความเสียหาย และภัยพิบัติต่างๆ จึงอยากฝากว่าหากมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันได้ จะทำให้การทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น นโยบายจะถูกนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง และขับเคลื่อนลงสู่พื้นที่และเข้าถึงเกษตรกรได้

ทั้งนี้ เป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯ คือต้องการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร เพิ่มรายได้ โดยบุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องไปเป็นพี่เลี้ยง และเชื่อว่าถ้าสามารถเปลี่ยนภาคการเกษตรให้ดีขึ้นได้ก็เปลี่ยนประเทศนี้ได้ จึงต้องสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคการเกษตร ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

อย่างไรก็ดี รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวกับผู้เข้ารับตำแหน่งใหม่ ว่าหากการปฏิบัติงานมีปัญหาติดขัดตรงไหน ขอให้แจ้ง
ผู้บริหารกรมได้เลย หากสามารถแก้ไขตรงไหนได้จะรีบดำเนินการให้ทันที เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และพร้อมให้โอกาสข้าราชการได้ทำงานและเข้าสู่ตำแหน่ง ยืนยันว่าหากทำในสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมจะปกป้องทุกเรื่อง จึงอยากให้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง

รองปลัดฯประชุม คกก.ร่วมคัดเลือก ข้าราชการดีเด่น ปี2565รวม4ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712981

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นและพนักงานราชการดีเด่น ของสำนักงานปลัดกระทรวงการเกษตรฯ โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นฯ ได้แก่ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผอ.สำนัก/กอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนคณะกรรมการจริยธรรมประจำสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมฯ

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นและพนักงานราชการดีเด่น ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงาน รมว.เกษตรฯ รับทราบหลักเกณฑ์การคัดเลือกฯ ประจำปี 2565 (คู่มือฯ กระทรวงศึกษาธิการ) และร่วมพิจารณาคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่น และพนักงานราชการดีเด่น ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประจำปี 2565

สำหรับผลการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2565 ได้แก่ 1.นายกิตติชัย คำขันธ์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ 2.นายยุทธภูมิ ประสมทรัพย์ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สถาบันเกษตราธิการส่วนผลการคัดเลือกพนักงานราชการดีเด่น ประจำปี 2565 ได้แก่ 1.นายธีรพล พันธุ์เปรม นักวิชาการเผยแพร่ กองเกษตรสารนิเทศ และ 2.นายบัญชา ไชยนา นิติกร สำนักกฎหมาย

เกษตรฯจับมือ ADB พัฒนาภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712983

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับมอบหมายจาก นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ร่วมหารือกับดร.จาง เจียงเฟิง (Dr. Jiangfeng Zhang) ผอ.ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและการเกษตร ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) สำนักงานใหญ่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่า ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือระหว่างกันในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนาทุกระดับ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเพิ่มศักยภาพการผลิตภาคการเกษตร การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และได้เสนอให้ ADB ศึกษาดูงานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเกษตร ที่ จ.ราชบุรี

น.ส.นฤมล กล่าวอีกว่า ขอบคุณที่ ADB ให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ไทยในโครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เพื่อการฟื้นตัวและความยั่งยืนในพื้นที่สูง ที่ อ.นาน้อย จ.น่าน

ทั้งนี้ ฝ่าย ADB ชื่นชมประเทศไทยที่มีความก้าวหน้าด้านการเกษตรและความร่วมมือและช่วยเหลือประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion : GMS) โดยเฉพาะการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อำนวยความสะดวกด้านการผลิตการค้า และการลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมทั้งคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และพลังงานในภาคการเกษตร จึงประสงค์ให้ประเทศไทยถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และ ADB จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

‘ชาวเล’เฮ! ครม.อนุมัติงบเยียวยาซื้อเรือประมงปัตตานี 96 ลำ 163 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712984

'ชาวเล'เฮ! ครม.อนุมัติงบเยียวยาซื้อเรือประมงปัตตานี 96 ลำ 163 ล้านบาท

‘ชาวเล’เฮ! ครม.อนุมัติงบเยียวยาซื้อเรือประมงปัตตานี 96 ลำ 163 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 20.27 น.

“เฉลิมชัย ศรีอ่อน”รมต.เกษตรฯ เผยครม.อนุมัติงบช่วยเหลือเยียวยาซื้อเรือประมงปัตตานี จำนวน 96 ลำ เป็นเงิน 163 ล้านบาท ในโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2566 งบกลาง ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือเยียวยาซื้อเรือประมงในพื้นที่ จ.ปัตตานี 

ในโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นกรณีเร่งด่วน ตามการเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) โดยอนุมัตินำเรือประมงออกนอกระบบชุดแรก จำนวน 96 ลำ งบประมาณ 163.36 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนมาตรการลดจำนวนเรือประมงของรัฐบาล และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกิจการประมง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะทำให้ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการกองเรือให้มีความเหมาะสมกับปริมาณสัตว์น้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

การจัดสรรปริมาณสัตว์น้ำให้กับเรือประมง ที่อยู่ในระบบเหมาะสมกับปริมาณสัตว์น้ำทั้งหมดที่อนุญาตให้ทำการประมง

ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการทำประมงผิดกฎหมาย จากการใช้เรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง

ชาวประมงที่ไม่ประสงค์จะประกอบอาชีพประมง สามารถนำเงินที่ได้รับไปเป็นทุนประกอบอาชีพอื่นๆ ได้ตามที่ต้องการ