รองฯกรมข้าวร่วมเกี่ยวข้าวชาวนากระบี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706721

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่แปลงนาเกษตรกรพื้นที่หมู่ 1 ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ ร่วมกิจกรรม “วันเก็บเกี่ยวชาวนาเล” โดยมี นายวรวิทย์ เพชรทรัพย์ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ พร้อมด้วยนายประวัติ คลองรั้ว ประธานกลุ่มชาวนาคลองประสงค์ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ เกษตรอำเภอ/เกษตรจังหวัดกระบี่ และเกษตรกร ให้การต้อนรับ โดยกิจกรรมครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่แปลงนาเกษตรกรพื้นที่หมู่ 1 ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ หลังจากเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2565 น.ส.นนทิชา ได้เปิดงาน “กินข้าววาน สืบสานวัฒนธรรม ชาวนาเกาะกลาง” ภายใต้กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” พร้อมทั้งได้พบปะพี่น้องเกษตรกรและทำการดำนาวาน (ลงแขก) ด้วยกล้าพันธุ์ข้าวสังข์หยด บัดนี้ข้าวเจริญเติบโตงอกงามจนสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว รองอธิบดีฯ จึงร่วมเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกครั้ง

ทั้งนี้ การทำนาเพื่อปลูกข้าวไว้กินเองเป็นเรื่องราววิถีชีวิต พร้อมๆ กับการทำประมง เพื่อหารายได้ แต่ข้าวที่ปลูกขายได้ราคาถูกมาก ถ้าเอาข้าวไปแลกกับสิ่งอื่นหรือไปขายจะได้ไม่คุ้มกับการยังชีพ จึงมีคำกล่าวของชาวบ้านที่นี่ว่า “ทำงานเอาเงินซื้อสารดีกว่า” (สารหมายถึงข้าวสาร) ความหมายคือ ทำงานแล้วเอาเงินมาซื้อข้าวกินดีกว่า เพราะทำงานอย่างอื่นได้เงินมากกว่า การทำนาจึงลดน้อยลงและบ้างก็ใช้ที่นาในการปลูกพืชอย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในพื้นที่ทำนาแห่งนี้เป็นแหล่งทำนาสุดท้ายในเกาะกลางต.คลองประสงค์ โดยเกษตรกรมีความต้องการอนุรักษ์ไว้ เพื่อปลูกข้าวสำหรับบริโภคภายในเกาะ แต่ทุกปีเกษตรกรจะประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนพื้นที่นาสร้างความเสียหายเสมอ จึงมอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์สังข์หยด และพันธุ์ทับทิมชุมแพที่ข้าวทั้งสองพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่มีความเหมาะสมต่อสภาพพื้นที่ให้เกษตรกรได้ลองปลูก

กรมชลฯจ้างงาน ช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีรายได้เสริม ทำงานช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706724

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้จ้างแรงงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ 2566 ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง โดยการปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เป็นต้น ซึ่งปีนี้มีแผนจ้างแรงงานในวงเงิน 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3-10 เดือน คาดว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นทำการเกษตรประมาณ 26,100-87,000 บาท/คน
(ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ้าง/คน)

ทั้งนี้ มีเกณฑ์การจ้างแรงงาน ได้แก่ 1.เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3.ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป 4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอ
ให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ อย่างไรก็ดี
มีผู้สนใจเข้ารับการสมัครจ้างแรงงานทั่วประเทศแล้วกว่า 19,700 คน หรือ ร้อยละ 23 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ นครพนม 1,861 คน , เชียงใหม่ 1,445 คน และเพชรบุรี 1,291 คน

‘อลงกรณ์’คิกออฟงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยีเริ่มฤดูผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706726

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2566 ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.หนองจอก หมู่ 2 ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยมีนางวันเพ็ญ มังศรี รอง ผวจ.เพชรบุรี กล่าวต้อนรับ มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานซึ่งงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ และให้บริการแก่เกษตรกรในชุมชน ให้เกษตรกรได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการ และให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร

สำหรับการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2566 พืชหลัก คือ ข้าว โดยการจัดงานในวันนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากทุกอำเภอ ใน จ.เพชรบุรี ร่วมเรียนรู้ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้จะแบ่งสถานีถ่ายทอดความรู้ออกเป็น 4 สถานี ประกอบด้วย สถานีเรียนรู้ที่ 1 การปรับปรุงบำรุงดิน (ทำดินให้เป็นดาว) สถานีเรียนรู้ที่ 2 คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว (ปริญญาข้าว) สถานีเรียนรู้ที่ 3 การควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (ป้องกันอย่างยั่งยืน) และสถานีเรียนรู้ที่ 4 การสร้างมูลค่าเพิ่ม (ทุกอณูมีค่า) นอกจากนี้ จะมีการนำเสนอองค์ความรู้ และบริการการเกษตรอื่นๆ ให้เกษตรกร

นายอลงกรณ์กล่าวว่า การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีมีเป้าหมายสำคัญ 2 ระดับ คือ 1.การทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงข้อมูลที่ต้องการเผยแพร่ และ 2.การทำให้กลุ่มเป้าหมายนำข้อมูลไปใช้และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้ ที่ได้รับ ทั้งนี้ ด้วยภูมิอากาศที่แปรปรวน และการแข่งขันในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนเป็นอย่างมาก รวมถึงกลไกการค้าที่มุ่งเน้นคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร ตั้งแต่การผลิตที่ต้นทางและการบริโภคที่ปลายทาง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลและความรู้ ปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น การเพาะปลูกตามความเหมาะสมของดินและการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด การเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินของตนและการลดการพึ่งพากลไกราคาด้วยการทำไร่นาสวนผสม เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปผลผลิต และการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงสร้างกลไกการถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นสู่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกร และปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสินค้าหลักและศักยภาพของพื้นที่ รวมทั้งประยุกต์องค์ความรู้ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

อ.ส.ค.จัดวิ่ง‘โอเมก้ารัน’ ชวนใส่ใจสุขภาพ-หนุนท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706485

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงกิจกรรมวิ่งดูดนมโอเมก้ารัน 2023 ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์ของผู้ร่วมกิจกรรม กระตุ้นให้หันมาสนใจการออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว จ.สระบุรี ก่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในชุมชน ตลอดจนเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยทาง อ.ส.ค. จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา และReflect Run บริษัทผู้จัดกิจกรรมวิ่งร่วมกันจัดวิ่งดูดนม ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 ภายใต้ชื่อ“วิ่งดูดนม โอเมก้ารัน 2023” ที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี แบ่งระยะการวิ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ3 กิโลเมตร , 5 กิโลเมตร , 12 กิโลเมตร และ 21 กิโลเมตร พร้อมมีบริการอาหารและเครื่องดื่ม โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เข้าชมฟาร์ม พร้อมทดลองรีดนมป้อนนมวัว ตลอดจนชมการแสดงคาวบอย ขี่ม้า “ฟรี” และได้ลิ้มลองผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หลากหลายรสชาติ ซึ่งเตรียมไว้ให้บรรดานักวิ่งได้ดื่มฟรีตลอดงาน

ปัจจุบันฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางบนพื้นที่ประมาณ 1,800 ไร่ มีทุ่งหญ้าเขียวขจีที่สวยงาม นักท่องเที่ยวและนักวิ่งที่มาร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม และได้ออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ขณะนี้ อ.ส.ค.อยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นแลนด์มาร์คด้านกีฬาและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่จะท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จ.สระบุรี

‘เฉลิมชัย’ฝังทำลายหมูเถื่อน มากที่สุดกว่า7แสนกก.ค่า123ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706483

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลางลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย กรณีการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรอย่างเคร่งครัด ปราบปรามการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรอย่างผิดกฎหมาย เป็นการปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยเฉพาะรายย่อย และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรดังกล่าวอาจมีเชื้อโรคระบาดต่อสัตว์และไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมทั้งทำลายกลไกราคาสุกร

สำหรับการฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลาง มีมากถึง 723,786 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 123 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถบรรทุกสิบล้อพ่วง 35 เที่ยว รถบรรทุกสิบล้อ 3 เที่ยว รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 1 เที่ยว ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยดำเนินการ จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภคมั่นใจว่ากระทรวงเกษตรฯ ปกป้องอาชีพของเกษตรกรและได้คุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคอย่างเต็มที่ และยังคงดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2565 กรมปศุสัตว์ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกรมศุลกากร ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกรณีการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกร ทั้งสิ้น 42 คดี ปริมาณน้ำหนักรวม 1,089,514 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 219 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการกับซากสุกรของกลาง แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ทำลายไปแล้ว 179,612 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 71 ล้านบาท ส่วนที่ 2 อยู่ในระหว่างดำเนินคดี 186,116 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 25 ล้านบาท เมื่อคดีสิ้นสุดจะดำเนินการทำลายต่อไป และส่วนที่ 3 รวบรวมเพื่อทำลาย 723,786 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 123 ล้านบาท ชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลาง ส่วนใหญ่มีแหล่งผลิตมาจากต่างประเทศ เช่น บราซิล เยอรมนี และอิตาลี เป็นต้น

ส่วนวิธีการฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลางเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก
(World Organization for Animal Health หรือ WOAH) ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมในการทำลายซากและของเสียจากสัตว์ปริมาณมากที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

รองปลัดฯร่วมถกพัฒนาการเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706482

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจางวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันและอนาคตของเกษตรไทย” ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ของสมาคมนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร (กวป.) กรมวิชาการเกษตร

นายเศรษฐเกียรติ ได้บรรยายถึงกรอบ 5 ยุทธศาสตร์ และ 15 นโยบายสำคัญในการพัฒนาและแก้ปัญหาภาคการเกษตร โดยให้เป็นกรอบในการทำงาน พร้อมทั้งปรับตัวตามสถานการณ์และเพิ่มการทำงานในเชิงรุก ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 3.ยุทธศาสตร์ 3S คือ Safety-Security-Sustainability 4.ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยให้ปี 2566 เป็นปีที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรม อาทิ การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การเร่งผลักดันการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร การเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การดำเนินนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย การผลักดันค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การเร่งขับเคลื่อน BCG Model ไปสู่การปฏิบัติให้สัมฤทธิผลส่งเสริมความรู้พืชเศรษฐกิจใหม่ผลักดันไทยเป็นครัวโลก การผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง การปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการให้ความสำคัญกับเกษตรกรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

กรมข้าวฯรุดเยี่ยม ศูนย์ข้าวที่อุบลฯ รับฟังสภาพปัญหา ให้คำแนะนำแก้ไข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706481

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นพบปะเยี่ยมเยียนศูนย์ข้าวชุมชนต.นาเรือง
อ.นาเยีย จ.อุบลราชธานี โดยมีผู้นำกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชน เกษตรกร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี และศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ต้อนรับ ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง

ทั้งนี้ ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเยีย ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 มีทั้งหมด 5 ศูนย์ ประกอบด้วย 1.ศูนย์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านนาเยีย 2.ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเยีย 3.ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ ปี 2559

4.ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง 5.ศูนย์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพันธุ์ข้าว ต.นาดี ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งหมด 161 ราย มีพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี 837 ไร่ พื้นที่ผลิตข้าวคุณภาพดี 1,622 ไร่ โดยศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง เป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์ กข15 ชั้นพันธุ์ขยาย มีกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน และปริมาณตามเป้าหมายที่วางไว้ในแต่ละฤดูกาลผลิต ซึ่งสมาชิกในกลุ่มมีความสามัคคี ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ กับกรมการข้าว อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการนี้ น.ส.นนทิชา ได้รับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหา/อุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ แก่พี่น้องเกษตรกรในการบริหารจัดการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนฯ ให้สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามเป้าหมาย

ชลประทานบริหาร จัดการน้ำในฤดูแล้ง เพียงพอใช้เพาะปลูก ตามแผนคาดการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706193

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน61,150 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 80%ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้37,196 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 19,681 ล้าน ลบ.ม.79% ของความจุอ่างฯ รวมกันเป็นน้ำใช้การได้ 12,985 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลองอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ส่วนผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 65/66 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้ว7,594 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 28% ของแผนฯ(แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 2,199 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 25 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่เจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) จนขณะนี้มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้ว 5.601ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 54 ของแผนฯ ในขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 4.229 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 64 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูกไปแล้วกว่าร้อยละ 90 ของแผนฯ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด ทั้งนี้เกษตรกรบางส่วนใช้น้ำค้างทุ่งในการเพาะปลูกจึงทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพียงพอให้เกษตรกรใช้เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งนี้

ชาวแม่ฮ่องสอนนั่งรอทำบุญกับหลวงตาบุญชื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706199

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนำชาวบ้านสวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จในช่วงเวลา 07.30 น. หลวงตาบุญชื่น ปัญญาวุฒิโทพร้อมคณะศิษยานุศิษย์ ได้ออกเดินธุดงค์จากโรงเรียนบ้านผาบ่องต.ผาบ่อง อ.เมือง มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ตามเส้นทางหลวงสาย 108 มีข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน หลายพันคน นำอาหารแห้งพร้อมด้วยน้ำเปล่า มาลัยดอกไม้ มานั่งรออยู่ริมถนนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตั้งแต่ บ.ผาบ่อง บ.ป่าปุ๊ บ.แม่สะกึ๊ด บ.หัวน้ำแม่สกึ๊ด บ.ม่อนตะแลง จนเข้าสู่เขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นระยะทางยาวกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อมาร่วมทำบุญกับหลวงตา แม้แดดจะร้อนเพียงใดแต่ก็ไม่มีใครยอมลุกหนี ทั้งนี้ หลวงตาเดินธุดงค์เข้าจำวัดที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยาเขตแม่ฮ่องสอน บ้านทุ่งกองมู ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เย็นวันนี้ 22 ม.ค.2566ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป จะมีพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน กว่า 2,000 คน เดินทางมาร่วมทำบุญสวดมนต์ทำวัตรเย็นกับหลวงตาบุญชื่นฯ จากนั้น หลวงตาบุญชื่น ก็จะธุดงค์จาก อ.เมืองผ่าน อ.ปางมะผ้า อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปยัง จังหวัดเชียงใหม่ และจะขึ้นเหนือสุดที่ จังหวัดเชียงราย ไป จังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดเลย จังหวัดอุดร และวกกลับมาสู่ จังหวัดนครพนม แผ่นดินเกิดต่อไป

สำหรับ “หลวงตาบุญชื่น ปัญญาวุฒิโท ชื่อเดิม นายบุญชื่น อุ่นเทียมโสม เกิดที่บ้านเสาเล้า ต.โพนสวรรค์ อ.โพนสวรรค์จ.นครพนม ออกบวชเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์เมื่อปี 2552จากนั้นได้ออกแสวงบุญของพระป่าสายธรรมยุต เดินธุดงค์ไปหลายที่ ตั้งแต่ปี2559 เป็นต้นมา ได้ตั้งมั่นจาริกธรรม เดินธุดงค์ แบบค่ำไหนนอนนั่น ตลอดอายุการบวชกว่า 12 ปีท่านไม่ได้จำวัดอยู่กับที่ หลังออกพรรษาทุกปีจะออกจาริกธุดงค์ เกือบทั่วประเทศ

ขอนแก่นเปิดงาน Skill Expo ชูทักษะนวัตกรรมแห่งอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706194

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น จ.ขอนแก่น นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการมหกรรม Skill Expo Thailand 2022 พัฒนาคนสู่โลกยุคใหม่ ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “สร้าง เสริม เติม ต่อ” โดยมี นายเฉลิมพงษ์ บุญรอด, นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสุเทพ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ร่วมต้อนรับ

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าการจัดงานในวันนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานจัดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้เป็นแรงงานคุณภาพ มีศักยภาพด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะขั้นสูงในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ ที่มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนในทุกมิติและทุกช่วงวัย ให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 รวมถึงเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่แรงงานในการพัฒนาตนเอง ซึ่งในปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นายจ้างและสถานประกอบกิจการ จึงมีความต้องการแรงงานที่มีฝีมือในการทำงาน และพร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างตามทักษะฝีมืออีกด้วย

นายสุเทพกล่าวอีกว่า โครงการมหกรรม Skill Expo Thailand 2022 พัฒนาคนสู่โลกยุคใหม่ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สร้าง เสริม เติม ต่อ” คือ สร้างสมรรถนะ เสริมภูมิคุ้มกัน เติมเต็มองค์ความรู้ และต่อยอดความสำเร็จสู่เส้นทางอาชีพ ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การสาธิตการแข่งขันฝีมือแรงงาน จำนวน 10 สาขา ได้แก่ สาขาการสร้างโมเดลสำหรับเกมสามมิติ สาขาการสร้างแบบจำลองข้อมูลอาคาร สาขาการเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ สาขาการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ สาขาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม สาขาการออกแบบหุ่นยนต์ตามภารกิจ สาขาเมคคาทรอนิกส์ สาขาเทคโนโลยีหุ่นยนต์เคลื่อนที่ สาขาการตรวจสอบเครือข่ายใยแก้วนำแสง สาขาการเชื่อมด้วยระบบเสมือนจริง