รองปลัดฯถก’EggBoard’ นำเข้าไก่ไข่พันธุ์GP-PSปี2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703866

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ (GP และ PS) ปี 2566 ได้แก่ ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) 3,870 ตัว และไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ (PS) 440,000 ตัว โดยมีแนวทางการจัดสรรโควตาให้แก่ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ 16 บริษัท โดยใช้โควตาเท่าเดิม (เท่ากับ ปี 2565) และให้เปลี่ยนชื่อ“บริษัท เอเป็กซ์บรีดเดอร์สฟาร์ม จำกัด” เป็น “บริษัท ซันบรีดเดอร์ส จำกัด”

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ไก่ไข่ปัจจุบัน ส่วนการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ของกรมปศุสัตว์ ได้มีการหารือเพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตไข่ไก่ภายในประเทศ โดยเชิญผู้แทนจาก 4 สมาคมไก่ไข่ 4 สหกรณ์ไก่ไข่ ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ 16 บริษัท และผู้แทนจากสำนักงานปศุสัตว์เขต 1-9 พิจารณากำหนดมาตรการร่วมกัน ซึ่งในปี 2565 ได้มีการประชุมไปแล้ว 6 ครั้ง และกำหนดมาตรการในปัจจุบัน คือ 1.มาตรการขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ยืนกรง ปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกราย ปลดไก่ไข่ยืนกรงไม่ให้อายุเกิน 80 สัปดาห์ ยกเว้นรายย่อยที่เลี้ยงต่ำกว่า 30,000 ตัวที่ไม่ใช่ฟาร์มในระบบเกษตรพันธสัญญาของผู้ประกอบการรายใหญ่ และผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ขนาดการเลี้ยงตั้งแต่ 100,000 ตัว ขึ้นไป ปลดไก่ไข่ยืนกรงไม่ให้อายุเกิน 78 สัปดาห์ จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2565

2.มาตรการขอความร่วมมือผู้ผลิตไก่ไข่พันธุ์ (PS) และผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ รวม 17 ราย เก็บรวบรวมไข่ไก่เพื่อการส่งออกและปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด เพื่อชดเชยปริมาณการส่งออก ในเดือนธันวาคม 2565 เป้าหมาย 59.30 ล้านฟองโดยผลการดำเนินงาน มีการเก็บรวบรวมไข่ไก่เพื่อการส่งออก 27,688,980 ฟอง ปลดไก่ไข่ก่อนกำหนด 572,129 ตัว รวมดำเนินการแล้ว 41,604,755 ฟอง คิดเป็น 70.15% จากเป้าหมาย 3.มาตรการสนับสนุนค่าบริหารจัดการเพื่อเร่งการปลดระวางไก่ยืนกรง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ เพื่อเร่งการปลดระวางไก่ยืนกรงโดยจ่ายเงินสนับสนุนค่าบริหารจัดการสำหรับผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่ปลดระวางไก่ไข่มีชีวิต ที่อายุในขณะจับอยู่ที่ระหว่าง 65 ถึง 75 สัปดาห์ ในอัตรา 10 บาทต่อตัว กรอบการดำเนินการสนับสนุนค่าบริหารจัดการรวมไม่เกิน 1,000,000 ตัวรวมวงเงินไม่เกิน 10,000,000 บาท จ่ายเงินสนับสนุนสำหรับผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่ปลดระวางไก่ไข่มีชีวิต ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2565 โดยผลการดำเนินงาน มีผู้ขอรับการสนับสนุนแล้ว 5 ราย ปลดไก่ไข่ยืนกรง รวม 196,522 ตัว

สวก.เปิดตัวเทคโนโลยีฯที่เชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703860

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กล่าวว่า ได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ส่วนราชการจังหวัดเชียงราย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดตัวเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) “รับลมหนาวชมทุ่งดอกเก๊กฮวย” ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การแปรรูปดอกเก๊กฮวยอบแห้งด้วยเทคโนโลยีโรงอบแสงอาทิตย์ระบบความร้อนเสริม ระบบควบคุมแบบ IoT ชิม ช้อปผลิตภัณฑ์ชาเก๊กฮวย ชาคาโมมายล์ ชาดอกไม้ และการบรรยายพิเศษจากนักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับชาดอกไม้เมืองหนาว เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

ทั้งนี้ ภายหลัง สวก.สนับสนุนทุนวิจัย พร้อมกับได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในการนำเทคโนโลยีโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ร่วมกับระบบให้ความร้อนเสริมควบคุมแบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี IoT ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดอกเก๊กฮวยอบแห้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ โดยมี ผศ.ดร.ฤทธิชัย อัศวราชันย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นหัวหน้าโครงการส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากชาดอกเก๊กฮวยอบแห้ง ชาคาโมมายล์ และชาดอกไม้ มีผลกำไรครั้งแรกในรอบ 35 ปี ประกอบกับส่วนราชการ จ.เชียงราย เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและสร้างโรงอบแห้งให้ได้มาตรฐาน GMP เพื่อแปรรูปสมุนไพรอบแห้ง ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะผนวกกับการสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องของ สวก.ในการพัฒนาเทคโนโลยีเหมาะสม มีการใช้พลังงานทดแทนอย่างครบวงจร โดยพลังงานเครื่องอบแห้งแสงอาทิตย์ความร้อนเสริมด้วยเทคโนโลยี IoT สามารถอบแห้งดอกเก๊กฮวย และคาโมมายล์ ได้มากกว่า 120 ตัน ก่อให้เกิดรายได้มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี และมีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 132 ครอบครัว

มทร.ธัญบุรีพัฒนาการเรียนการสอน ลงนามความร่วมมือสถาบันชั้นนำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703869

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า การร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่มทร.ธัญบุรีให้ความสำคัญ เพราะจะเป็นการช่วยพัฒนาการเรียนการสอน เพิ่มทักษะทางวิชาชีพให้กับนักศึกษา รวมถึงจะก่อให้เกิดผลงานวิจัยใหม่ๆ ร่วมกัน โดยที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีความร่วมมือ
ด้านการศึกษากับหลายประเทศ เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐเช็ก ประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

ล่าสุดตนได้นำคณะผู้บริหารและคณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ เข้าร่วมโครงการอบรมพัฒนานโยบายและส่งเสริมการดำเนินการออกแบบพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรมศาสตร์และดูงานทางด้านวิชาการ ณ Hof University of Applied Sciences สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีโดยมทร.ธัญบุรีได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2556 โดยทั้งสองสถาบันการศึกษามีการแลกเปลี่ยนนักศึกษา งานสหกิจศึกษาต่างประเทศ งานวิจัยและการศึกษาดูงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา กิจกรรมและโครงการต่างๆ เกิดการชะลอตัว ดังนั้นการเดินทางไปในครั้งนี้จึงเป็นการร่วมมือกันอีกครั้ง โดยมหาวิทยาลัยทั้งสองมีความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ และวิศวกรรมสิ่งทอซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัยได้ลงนามความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกัน และจะช่วยกันในการค้นคว้าข้อมูลงานวิจัยใหม่ๆ

นอกจากนี้ มทร.ธัญบุรียังได้ลงนามความร่วมมือทางด้านวิชาการและศึกษาดูงานกับ Technical University of Liberec สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมวัสดุและสิ่งทออันดับต้นๆ ของยุโรป และมีลักษณะการเรียนการสอนคล้ายคลึงกับมทร.ธัญบุรี โดยก่อนหน้ามีความสำเร็จด้านความร่วมมือด้านวิศวกรรมสิ่งทอ รวมถึงทั้งสองมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญการสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ผ่านทุนการศึกษาต่างๆ รวมทั้งโครงการ ERASMUS ให้นักศึกษาของมทร.ธัญบุรี รวมกว่า 38 ทุนจากความสำเร็จของการดำเนินการที่ผ่านมาขณะนี้เริ่มขยายความร่วมมือทางวิชาการไปยังสาขาอื่นๆ เช่น ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า แมคคาทรอนิกส์ ไอที และ สิ่งแวดล้อม ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว ทั้งนี้ในช่วงต้นปี 2566 จะมีนักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต และอาจารย์จาก Technical University of Liberec มาทำวิจัยที่มทร.ธัญบุรี เพื่อทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างสองมหาวิทยาลัย โดยจะมีการขอทุนจากรัฐบาลของแต่ละประเทศเพื่อสนับสนุนงานวิจัย

ปลัดเกษตรฯติดตาม ขับเคลื่อนงานเกษตร สู่BCGโมเดลราชบุรี มุ่งให้มีประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703870

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมติดตามการขับเคลื่อนงานภาคเกษตรสู่ BCG Model และลงพื้นที่ตรวจราชการที่ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ว่าได้นำโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแบบองค์รวม เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนาภาคการเกษตรสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูงมาตรฐานสูง และรายได้สูง ขับเคลื่อนทุกโครงการที่ดำเนินงานอยู่โดยเริ่มนำร่องแล้ว 5 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง ขอนแก่น จันทบุรี พัทลุง และราชบุรี

นายประยูร กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อน BCG Model ให้แก่เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อเป็นแนวทางในการบูรณาการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม โดยเน้นการเตรียมความพร้อม สร้างการรับรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในการทำเกษตรกรรมเพราะเป็นส่วนหนึ่งของ BCG Model ที่จะสร้างการยอมรับผลผลิตทางการเกษตรของไทยไปยังผู้บริโภคทั่วโลก ส่วนเจ้าหน้าที่ขอให้ทำงานแบบเข้าถึงตัวเกษตรกรเหมือนเป็นคนในครอบครัว และมอบหมายคนให้เหมาะสมกับงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานรวมทั้ง แผนการดำเนินงานในปี 2566จะต้องมุ่งส่งเสริม 4 ประเด็น ในระยะ5 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2570

รองปลัดฯถกคกก.สรรหา เล็งพัฒนางานจัดรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703861

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ร่วมประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ครั้งที่ 1-1/2565 ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ดังนี้

1.1 รับทราบว่าตามที่คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ 4 คน ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งได้ครบวาระ 2 ปีแล้ว 1.2 รับทราบ
ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ในระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2563-วันที่ 7 ธันวาคม 2565

1.3 รับทราบหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ซึ่งรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยในฐานะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความเห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2548 ไม่มีการกำหนดเรื่องคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ไว้ เช่น อายุ สัญชาติ ความเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เป็นต้น จึงเห็นควรทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว 2.ที่ประชุมได้สรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 5 (5) แห่ง พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ 2547 ต่อไป

ผวจ.อำนาจเจริญเร่งตรวจสอบ บ่อขยะดงสีบู หวั่นไหม้ซ้ำรอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703868

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชนาส ชัชวาลวงศ์ ผวจ.อำนาจเจริญ พร้อมด้วย นางขนิษฐา แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ และผู้บริหารท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมเยี่ยมให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จากเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะดงสีบู ด้านทิศตะวันออกของศูนย์ราชการอำนาจเจริญแห่งที่ 2 ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่ง  

ทั้งนี้ การเกิดเพลิงไหม้กองขยะดงสีบู ภายในศูนย์ราชการอำนาจเจริญ แห่งที่ 2 นั้น เกิดขึ้น  เมื่อเวลา 20.00 น.ของวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2566 ที่ผ่านมา โดยมีการระดมเครื่องจักรกลทั้งหมด 20 คัน ประกอบด้วย รถดับเพลิง และรถน้ำจำนวน 12 คัน รถแบ๊กโฮ จำนวน 5 คัน รถตักหน้าขุดหลัง จำนวน 1 คัน รถกู้ชีพจำนวน 2 คัน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ องค์การบริหารส่วนตำบลแมดเทศบาลตำบลไก่คำ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ เทศบาลตำบลอำนาจ เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ แขวงทางหลวงชนบทอำนาจเจริญ เทศบาลตำบลโคกกลาง ภาคเอกชนอำเภอลืออำนาจ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ร่วมกันทำแนวป้องกันไฟเพื่อป้องกันการลุกลาม ระยะทาง 300 เมตร และฉีดน้ำควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามเพิ่มเติม พร้อมใช้เครื่องจักรทำการเกลี่ยขยะที่ไหม้แล้ว ทำการฉีดน้ำและใช้ดินกลบ เพื่อดับไฟให้มอดสนิท นอกจากนี้ ยังได้ให้ผู้นำชุมชน ประกาศเสียงตามสาย และหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับบ่อขยะ ป้องกันตนเองจากควันและฝุ่นละอองที่เกิดจากเพลิงไหม้บ่อขยะ  

ล่าสุด สำนักงานเทศบาลตำบลไก่คำ แจ้งว่า เหตุเพลิงไหม้บ่อขยะดงสีบู ภายในศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ แห่งที่ 2 ไฟได้ปะทุขึ้นมาอีกรอบจากนั้น นางขนิษฐา แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ มอบหมายให้ นายบวรวงษ์ชม หัวหน้าฝ่ายป้องกันและปฏิบัติการพร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สำรวจสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยดงสีบู ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ร่วมกับ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 12 อุบลราชธานี และได้ประสานงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลไก่คำ จัดชุดเฝ้าระวังตลอดเวลา  

อาสาสมัครฝนหลวงเร่งสำรวจ เพิ่มประสิทธิภาพแปลงเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703864

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมฝนหลวงฯ ขับเคลื่อนอาสาสมัครฝนหลวงทั่วประเทศ เตรียมออกสำรวจพื้นที่เกษตรกรรม ตรวจเช็คสภาพพื้นดินและร่วมสังเกตการณ์สภาพอากาศ พร้อมแจ้งหน่วยฝนหลวงเข้าปฏิบัติการทำฝนหลวงให้ตรงพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มประสิทธิภาพบรรเทาภัยแห้งแล้งนอกเขตชลประทาน

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้อาสาสมัครฝนหลวงประจำศูนย์ปฏิบัติการ
ฝนหลวงทั่วประเทศกว่า 500 คนได้เตรียมความพร้อมออกสำรวจความต้องการขอรับบริการฝนหลวงของเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีความต้องการใช้น้ำและมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ พร้อมทั้งติดตามการเพาะปลูกในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ทราบถึงช่วงเวลาการปลูกของพืชแต่ละชนิด ช่วงเวลาที่ต้องการฝน ตลอดจนสังเกตการณ์สภาพอากาศและเมฆฝนในแต่ละพื้นที่ เพื่อส่งภาพและข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภูมิภาค ในแต่ละภูมิภาคนำมาวิเคราะห์ และออกปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างพอเหมาะกับเวลาตรงเป้าหมายรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ (Real Time)

“เมื่อปฏิบัติการฝนหลวงแล้วเสร็จ อาสาสมัครฝนหลวงจะรวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ส่งเป็นข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภูมิภาค หรือรายงานผ่านระบบอาสาแจ้งข่าว
บนเว็บไซต์ของกรมฝนหลวงฯ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป”รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯกล่าว

ทั้งนี้กรมฝนหลวงฯได้พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวงมาอย่างต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 7 โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นอาสาสมัครฝนหลวงจะได้รับการอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติการทำ
ฝนหลวง และอุตุนิยมวิทยา เช่น ความรู้เกี่ยวกับลักษณะของเมฆที่ทำให้เกิดฝน การติดตามสภาพอากาศ การวัดปริมาณน้ำฝน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจะได้รับการอบรมเรื่องการอนุรักษ์ดิน-น้ำ หลักสิทธิมนุษยชน การสื่อสารและการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ ดังนั้นอาสาสมัครฝนหลวงทุกคนมีจึงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิบัติการฝนหลวงและการให้บริการฝนหลวงในแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงตรงกับความต้องการของประชาชน อีกทั้งยังช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำฝนหลวงได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

นายสากล นารี อาสาสมัครฝนหลวงอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ตนเข้ารับการอบรมเพื่อเป็นอาสาสมัครฝนหลวงปี พ.ศ.2559 และได้นำความรู้ความเข้าใจไปใช้งานจริง เช่น ในปี 2560 บริเวณพื้นที่นาในอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน และอำเภอธวัชบุรี ข้าวเริ่มยืนต้นตาย และเมื่อได้รับบริการฝนหลวงทำให้ผลผลิตรอดพ้นจากความเสียหายได้ จากนั้นจึงทำหน้าที่อาสาสมัครฝนหลวงเรื่อยมาโดยในปีนี้ตนจะเริ่มลงสำรวจพื้นที่เกษตรโดยรวมในพื้นที่อำเภอเกษตรพิสัย ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวงท่านอื่นที่อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างอำเภอเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน แล้วจึงส่งข้อมูลอุณหภูมิ ภาพถ่ายท้องฟ้า ก้อนเมฆเป็นต้น ไปที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้ดำเนินการต่อ

“การเป็นอาสาสมัครฝนหลวงเป็นอาชีพสำคัญของผมต่อจากอาชีพเกษตรกร เพราะเกษตรกรต้องการน้ำ หน้าที่ของผมคือประสานงาน ติดตามพื้นที่ ที่ได้รับความเดือดร้อนให้ได้รับ
ฝนหลวง และเมื่อมีน้ำเรายังสามารถปลูกผักสวนครัวไว้กินภายในครอบครัว และขายเป็นรายได้เสริม จึงรู้สึกภูมิใจและดีใจที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกันแทนพ่อหลวง” นายสากลกล่าว

‘ปปป.’จ่อสอบเชิงลึกเส้นทางเงินห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังพยานเริ่มให้การเท็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703884

'ปปป.'จ่อสอบเชิงลึกเส้นทางเงินห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังพยานเริ่มให้การเท็จ

‘ปปป.’จ่อสอบเชิงลึกเส้นทางเงินห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังพยานเริ่มให้การเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.45 น.

ขมวดปมเข้ามาแล้ว!!! ล่าสุด”ผบก.ปปป.”จ่อสอบเชิงลึกเส้นทางการเงินอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังพยานบางรายอ้างว่าเงินในห้องอธิบดีฯ เป็นค่าเช่าพระ-ทำบุญ

12 ม.ค.66 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบปากคำพยานในคดีสินบนอุทยานว่า เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานการสอบสวนพยานเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จากพื้นที่ จ.ปัตตานี ที่เข้าให้การเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.66) แต่ไม่ว่าจะให้การอย่างไร ก็เป็นสิทธิที่จะให้การ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ชัยวัฒน์’ซัดพยานให้การเท็จ แฉเงินสดในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ใช่เงินค่าเช่าพระ)

ผบก.ปปป.กล่าวอีกว่า ส่วนที่ข่าวว่า เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ จากพื้นที่ จ.ปัตตานี ให้การอ้างว่า เงินในซองจำนวน 1 แสนบาท ที่ปรากฏภายในห้องทำงานของอธิบดีนั้น เป็นเงินค่าเช่าพระและเงินค่าทำบุญ ไม่ใช่เงินสินบนแต่อย่างใด พร้อมกับนำรูปภาพพระบูชาดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณานั้น ทางตำรวจต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าเบิกมาจากที่ใด ส่งต่อไปที่ใด ยืนยันสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ตำรวจจะหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเงินที่อยู่ในซอง 1 แสนบาท ในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นค่าเช่าพระจริงหรือไม่ และคงต้องสอบปากคำเพิ่มติมอีก รวมทั้งต้องสอบเชิงลึกยิ่งขึ้นเพื่อให้เคลียร์ทุกข้อสงสัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ออกหมายเรียกผู้ที่มีรายชื่อปรากฏบนซองที่พบในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ เข้ามาให้ข้อมูล ปรากฏว่า วันนี้ (12 ม.ค.66) มีพยานจากอุทยานแห่งชาติ จ.ลำปาง เข้าให้ข้อมูลเพิ่มอีก 1 คน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :พยานโผล่ให้การอีก 1 คดีรีดส่วย อ้างไม่รู้เห็นซองเงินอยู่ในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ)

กรมชลฯชวนปชช.สมัครร่วมโครงการจ้างงาน ยอดทะลุเกือบ 20,000 แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703801

กรมชลฯชวนปชช.สมัครร่วมโครงการจ้างงาน ยอดทะลุเกือบ 20,000 แล้ว

กรมชลฯชวนปชช.สมัครร่วมโครงการจ้างงาน ยอดทะลุเกือบ 20,000 แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.05 น.

ช่วยเกษตรกรฤดูแล้ง! กรมชลฯชวนปชช.สมัครร่วมโครงการจ้างงาน ยอดทะลุเกือบ 20,000 แล้ว ตั้งเป้า 80,000คนตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง

12 ม.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้จัดจ้างแรงงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง โดยการปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เป็นต้น ซึ่งในปีนี้มีแผนจ้างแรงงานในวงเงิน 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3 – 10 เดือน คาดว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นทำการเกษตรประมาณ  26,100 – 87,000 บาท/คน (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ้าง/คน) โดยมีเกณฑ์การจ้างแรงงานได้แก่

1. เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่
2. สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่
3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป
4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ารับการสมัครจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้วกว่า 19,700 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดนครพนม 1,861 คน จังหวัดเชียงใหม่ 1,445 คน และจังหวัดเพชรบุรี 1,291 คน

กรมชลประทาน จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน

‘ชัยวัฒน์’ซัดพยานให้การเท็จ แฉเงินสดในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ใช่เงินค่าเช่าพระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703749

'ชัยวัฒน์'ซัดพยานให้การเท็จ แฉเงินสดในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ใช่เงินค่าเช่าพระ

‘ชัยวัฒน์’ซัดพยานให้การเท็จ แฉเงินสดในห้องอธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่ใช่เงินค่าเช่าพระ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 14.00 น.

“ชัยวัฒน์”ชี้เงินสดในห้องทำงานอธิบดีกรมอุทยานฯไม่ใช่เงินเช่าพระ ตามที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานในพื้นที่ จ.ปัตตานี เจ้าของซองเงินสดดังกล่าวเข้าให้ปากคำตำรวจ ปปป. พร้อมเรียกร้องเจ้าหน้าที่ทุกสำนักให้การตามจริง เชื่อตำรวจและ ป.ป.ช. จะเห็นใจที่ถูกบังคับให้จ่ายเพื่อไม่ให้ถูกโยกย้าย

12 ม.ค.66 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เรียกพยานตามรายชื่อที่ปรากฏบนซองเงินสดในห้องทำงานของนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  โดยพยานรายแรกที่เข้าให้ปากคำเป็นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี   ซึ่งให้การว่า เงิน 100,000 บาท ที่นำไปมอบให้นายรัชฎา เป็นเงินบูชาพระบรมรูปจำลอง รัชกาลที่  5 และไม่ใช่เงินสินบนนั้นว่า เป็นการให้ข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน หากผู้ให้การชี้แจงรายละเอียดที่ลึกลงไปกว่านี้ไม่ได้

ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าบูชาพระบรมรูปที่สำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นผู้ดำเนินการแล้วว่า จ่ายองค์ละ 15,000 บาท โดยการโอนผ่านเข้ากองทุนสวัสดิการกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่ใช่การนำเงินสดมามอบให้ห้องทำงานของนายรัชฎาอย่างแน่นอน ตลอดจนการโอนของทุกสำนักรวม 21 สำนัก ปรากฏเป็นเอกสารการโอนเป็นสำคัญซึ่งมอบแก่พนักงานสอบสวน ป.ป.ป.แล้ว ดังนั้นเงินค่าบูชาพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 จึงไม่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่พบในห้องทำงานของอธิบดี

“ขอเรียกร้องให้หัวหน้าหน่วยงานภาคสนามและผู้อำนวยการส่วนต่างๆ ของทุกสำนักให้การตามความเป็นจริง โดยเชื่อว่า พนักงานสอบสวนบก .ปปป. และ ปปช จะเห็นใจและให้ความชอบธรรมแก่ทุกคนที่ถูกบังคับให้จ่ายเงิน ไม่เช่นนั้นต้องถูกโยกย้าย”นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ถูกจับกุมฐานเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา มีคนสนิทของอธิบดีโทรศัพท์กดดันผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆโดยอ้างตำแหน่งพร้อมระบุว่า ยังมีอำนาจอยู่ ย้ำให้แจ้งแก่ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า ผู้อำนวยการส่วนจัดการต้นน้ำ ผู้อำนวยการส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ ผู้อำนวยการส่วนโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำ หัวหน้าสถานีควบคุมฟป่า หัวหน้าโครงการพระราชดำริว่า หากมีเจ้าหน้าที่เรียกสอบให้ให้การว่า เงินที่พบในห้องทำงานอธิบดี เป็นเงินที่รวบรวมส่งให้ฝ่ายบริหารเพื่อระดมทุนเข้ามาช่วยเหลือในกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนช่วยเหลือแก้ไขปัญหาช้างป่า ค่าบูชาบรมรูปจำลอง รัชการที่ 5 ซึ่งมีการบูชากันเมื่อไม่นานมานี้ ค่าสมทบทุนสร้างพระซึ่งอธิบดีมีแนวคิดจะสร้างพระ หรือกองทุนสนับสนุนเครือข่ายแก้ไขปัญหาไฟป่า

“ผมขอโทษเจ้าหน้าที่ทุกคนซึ่งเป็นผู้ปกป้องพิทักษ์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ โดยสิ่งที่ตนทำนั้นไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้งใคร แต่ต้องการช่วยเหลือหัวหน้าหน่วยงานที่ถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินเพื่อแลกกับการรักษาตำแหน่งซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง”นายชัยวัฒน์ กล่าว