ผลชันสูตรลูกช้างป่า’ธันวา’ล้ม ทีมแพทย์พบอวัยวะภายในล้มเหลว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699760

ผลชันสูตรลูกช้างป่า'ธันวา'ล้ม ทีมแพทย์พบอวัยวะภายในล้มเหลว

ผลชันสูตรลูกช้างป่า’ธันวา’ล้ม ทีมแพทย์พบอวัยวะภายในล้มเหลว

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 20.33 น.

21 ธ.ค.65 จากข่าวเศร้า”น้องธันวา”ลูกช้างป่าพลัดหลงเพศเมีย สุขภาพไม่แข็งแรงนัก ซึ่งเจ้าหน้าที่นำมาดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ได้ล้มแล้วเมื่อเวลา 08.24 น. วันนี้  ล่าสุด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รายงานผลการผ่าชันสูตรซากเบื้องต้นของลูกช้างป่าพลัดหลง ชื่อ ธันวา เพศเมีย ซึ่งเสียชีวิตในวันที่ 21 ธันวาคม 2565 ดังนี้

1 บาดแผลภายนอก ช้างมีแผลหลุมขนาดใหญ่และเนื้อตายบริเวณเหนือเบ้าตาขวา แก้ม ใบหู หัวไหล่ ข้อศอก สะโพก ทั้ง 2 ข้าง ขาและข้อเท้าทั้ง 4 ข้าง บริเวณสะดืออักเสบบวมมีแผลหลุม

2 อวัยวะภายในพบความผิดปกติดังนี้
– พบแผลหลุม จุดเลือดออกและเยื่อบุผิวลอกหลุดภายในระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่บริเวณหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก caecum และลำไส้ใหญ่ ตลอดทั้งแนว
– ตับ พบมีขนาดใหญ่และบวมน้ำ ขอบตับกลมมน
– ม้ามภายนอกค่อนข้างซีด จากการเปิดผ่าเนื้อม้ามด้านในพบว่าสีปกติ
– ไตทั้ง 2 ข้างมีขนาดปกติ พบจุดเลือดออก โดยไตขวาพบว่ามีจุดเลือดออกขนาดใหญ่กว่าข้างซ้าย
– กระเพาะปัสสาวะมีปัสสาวะค้างอยู่ภายใน มีเส้นเลือดขนาดใหญ่มาเลี้ยง
– ฝาปิดกล่องเสียงมีลักษณะขรุขระผิดปกติ
– พบมีน้ำคั่งในช่องอก
– ปอดลักษณะสีภายนอกปกติ ผ่าด้านในพบว่าเนื้อปอดบางส่วนมีลักษณะเป็นเนื้อตาย มีหนองในปอดปริมาณมากทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งรอยโรคดังกล่าวข้างต้นยืนยันได้ว่าอวัยวะภายในของลูกช้างป่านั้นล้มเหลว ไม่สามารถหายใจ ย่อยอาหาร และอวัยวะภายในไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ทั้งนี้ทีมสัตวแพทย์ได้เก็บตัวอย่างอวัยวะภายในเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุการตายโดยละเอียดต่อไป

สำหรับ “น้องธันวา” ลูกช้างป่าพลัดหลงเพศเมีย ถูกพบพบในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ต. เขาโจด อ. ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี โดยพระธุดงค์ในพื้นเมื่อวันที่ 27 พ.ย. สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปช่วยเหลือพบว่ามีบาดแผลทั่วร่างกาย คาดว่ากลิ้งตกจากภูเขา จึงรักษาเบื้องต้น แต่การเดินทางเข้าออกยากลำบาก ต้องขึ้นเขาชัน ข้ามลำห้วยและป่ารกทึบ ทางนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงประสานกองทัพบกเพื่อขอให้นำเฮลิคอปเตอร์ช่วยเคลื่อนย้ายให้มาในที่ปลอดภัย จึงได้นำมาดูแลรักษาที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากและศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี

ต่อมาช่วงเช้าวันที่ 11 ธ.ค. ลูกช้างป่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อน ทำให้อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรงลุกนั่ง ยืน และเดิน ประกอบกับถ่ายเหลว สัตวแพทย์ได้สารน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเด็กโตรสและน้ำตาลกลูโคสเข้าทางหลอดเลือดดำ นอกจากนี้ยังให้ยาฆ่าเชื้อแบบกินและให้วิตามินแบบกิน ทำให้อาการลูกช้างป่าทรงตัวและดีขึ้นบางช่วง กระทั่งทรุดลงอีกเมื่อคืนที่ผ่านมา และล้มลงในที่สุด

ขอบคุณข้อมูล ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

‘เฉลิมชัย’ส่งสุขปีใหม่’66 มอบกรมปศุสัตว์ Kick Off ผ่าตัดทำหมัน-ฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699634

'เฉลิมชัย'ส่งสุขปีใหม่’66 มอบกรมปศุสัตว์ Kick Off ผ่าตัดทำหมัน-ฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

‘เฉลิมชัย’ส่งสุขปีใหม่’66 มอบกรมปศุสัตว์ Kick Off ผ่าตัดทำหมัน-ฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.21 น.

“เฉลิมชัย” Kick off ผ่าตัดทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งเป้าผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว 300,000 ตัวปี 2566 พร้อมจัดอบรมอาสาปศุสัตว์ให้บริการประชาชนทุกพื้นที่

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการผ่าตัดทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และปล่อยขบวนคาราวานอาสาปศุสัตว์สำหรับให้บริการประชาชนทั่วประเทศ ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ ถนนติวานนท์ ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 

โดยนายเฉลิมชัยกล่าวว่า ด้วยศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงห่วงใยปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าที่เป็นปัญหาสำคัญของชาติ ทรงมีพระประสงค์ให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทย โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระปณิธานฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 –2563 นับเป็นพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ปัจจุบันทรงโปรดให้ดำเนินโครงการฯ ในระยะต่อไป ปี พ.ศ. 2564 –2568 โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ภายในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ประกอบกับเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการส่งความสุขให้กับประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในครอบครัวปศุสัตว์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2566 โดยเป็นความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายสถานพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัย เครือข่ายวิชาชีพการสัตวแพทย์ องค์กรอิสระ ประชาชน และเจ้าของสัตว์เลี้ยง มีการจัดกิจกรรมให้บริการผ่าตัดทำหมัน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยง ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้โรคพิษสุนัขบ้า และส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธี เพื่อให้การเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าได้ตามพระปณิธานฯ ภายในปี พ.ศ. 2568

 ทั้งนี้กรมปศุสัตว์มีการจัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยบูรณการร่วมกับหลายหน่วยงาน และมีเป้าหมายร่วมกันในการให้โรคพิษสุนัขบ้าหายไปจากประเทศไทย ซึ่งถ้าทำได้ จะสามารถรักษาชีวิตพี่น้องประชาชนได้ อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณ ซึ่งจะได้นำเงินไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ต่อไป

สำหรับ การจัดกิจกรรมในวันนี้ (21 ธ.ค. 65) มีการผ่าตัดทำหมันที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จังหวัดปทุมธานี จำนวน 600 ตัว ฉีดวัคซีนฯ จำนวน 100 ตัว และมีการผ่าตัดทำหมันรวมทุกจังหวัด จำนวน 10,000 ตัว และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ารวม 20,000 ตัว นอกจากนี้ ในส่วนของภูมิภาค สำนักงานปศุสัตว์เขต 2 – 9 และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ได้มีการจัดกิจกรรมออกหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่ให้บริการผ่าตัดทำหมันไปพร้อมกันทุกจังหวัด โดยโครงการจะมีการดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 31 มกราคม 2566 และจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีงบประมาณ 2566 โดยมีเป้าหมายรวมผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวน 300,000 ตัว

ซึ่งประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยงแต่ละจังหวัด สามารถพาสัตว์เลี้ยงไปรับบริการได้ที่จุดให้บริการของแต่ละจังหวัด คลินิกรักษาสัตว์ และโรงพยาบาลสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถตรวจสอบจุดให้บริการแต่ละจังหวัดได้จากเวบไซต์ของกรมปศุสัตว์

ไทยชู‘ข้าวลดโลกร้อน’ ลดผลกระทบกับสภาพอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699476

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว ประชุมปิดโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคเกษตรกรรม (TGCP – Agriculture Closing Workshop) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมการข้าว สถาบันวิจัยระหว่างประเทศ และองค์กรความร่วมมือของเยอรมัน (GIZ) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. โดยนายกฤษ กล่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ประกาศในเวที COP 26เมื่อปี 2564 ว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกำลังเตรียมพร้อมก้าวสู่ประเทศความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2608 ผ่านการขับเคลื่อนในรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG) ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สำหรับภาคข้าว การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีความจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ภาคเกษตรในระดับปฏิบัติการ เพิ่มผลผลิตและคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต และลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

“กรมการข้าว ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการที่ผ่านมาเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกข้าว การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับนักวิชาการ และเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง เพื่อนำไปสู่การนำระบบ MRV สู่การปฏิบัติใช้ และสร้างการมีส่วนร่วมในระดับชุมชม เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพสูงสินค้าเกษตรสำหรับข้าวยั่งยืน (TAS) อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นการพัฒนาภาคข้าวไทยอย่างยั่งยืน” นายกฤษ กล่าว

‘เฉลิมชัย’ย้ำนโยบาย15ด้าน ทำงานเชิงรุกให้เกษตรกรเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699473

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ปี 2566ที่ยังคงเน้นย้ำนโยบายหลัก 15 ด้าน ได้แก่ 1.นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” 2.การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 3.การส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start Up 4.การส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) 5.การพัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) 6.การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร 7.การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 8.การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 9.การส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 10.การประกันภัยพืชผล 11.การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 12.การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13.การวิจัยและพัฒนา 14.การพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ข้อมูลพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง และ 15.การประกันรายได้

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า การทำงานในปี 2566 ยังคงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานยึดหลักยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบาย โดยให้ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในเรื่องของยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 ซึ่งในยุคต่อไป 4.0 คงจะไม่พอ จึงต้องนำเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัย เพื่อนำมาลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร และบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ที่สำคัญตั้งใจจะสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตร โดยสร้างเครื่องมือและสร้างโอกาสให้พี่น้องเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรด้านการเกษตรและบุคลากรด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำในเรื่องการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตซึ่งทุกหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผนให้เกษตรกร เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขระดับโลก ซึ่งจะต้องปรับตัวเพื่อที่จะส่งออกสินค้าเกษตรได้ อีกทั้งขอให้ทุกหน่วยงานมีการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อาทิ การนำนโยบายรัฐบาล BCG Model ไปสู่การปฏิบัติ ด้านเกษตรปลอดภัย จะทำอย่างไรให้เกษตรกรปลอดภัยผู้บริโภคปลอดภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจของการผลิต และเป็นนโยบายแรกที่มุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างเข้มข้น

การผลักดันค่าตอบแทนให้อาสาสมัครเกษตร การบริหารจัดการน้ำที่ดี การใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุดการแนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ พี่น้องเกษตรกร การคาดการณ์ตลาดโลก ตลาดผู้บริโภคในอนาคต การตั้งเป้าหมาย “เป็นครัวของโลก” ต้องมีแหล่งผลิตอาหารที่เพียงพอสำหรับคนและสัตว์ ส่งเสริมการปลูกสำหรับอาหารในประเทศ เพื่อลดการนำเข้า

‘มนัญญา’เยี่ยมสหกรณ์ การเกษตรที่เกาะช้าง หนุนทำกะปิเพิ่มรายได้ ยกระดับความเป็นอยู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699470

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรเกาะช้าง ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จ.ตราด โดยมี นายกัฬชัยเทพวรชัย รอง ผวจ.ตราด นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์นายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.อัญชนา ขุนสนธิ ประธานสหกรณ์การเกษตรเกาะช้าง ตลอดจนสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร เข้าร่วม

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรเกาะช้าง จำกัด ได้ดำเนินการผลิตกะปิและจัดซื้อกะปิจากสมาชิกไปจำหน่าย โดยกะปิเกาะช้างมีเอกลักษณ์คือ มีกลิ่นหอม รสชาติดี สะอาด ไร้สารปนเปื้อน อีกทั้งสภาพภูมิประเทศของเกาะช้างที่เป็นหาดทราย มีน้ำทะเลที่ใส แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ทำให้กะปิเกาะช้างมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของคุณภาพ และมีรสชาติที่อร่อยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกเกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำและสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ สร้างความเข้มแข็ง ยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น โอกาสนี้ น.ส.มนัญญา ได้เยี่ยมชมการสาธิตทำกะปิเกาะช้าง และผลิตภัณฑ์แปรรูปของสหกรณ์ด้วย

สำหรับสหกรณ์การเกษตรเกาะช้างจำกัด ปัจจุบัน มีสมาชิกทั้งสิ้น 208 คน มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 3,372,711.86 บาท มีรายได้ทั้งสิ้น 341,899.86 บาท มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 214,716.49 บาท ผลการดำเนินงานมีกำไรสุทธิ 127,183.29 บาทลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตามกำหนดร้อยละ 84.79 ของหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ

‘อลงกรณ์’ชงฟรุ้ทบอร์ดตั้งมหานครผลไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699475

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาโครงการมหานครผลไม้ และการขนส่งผลไม้ผ่านสนามบินจันทบุรี กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานดังกล่าว ว่าจะเสนอ ฟรุ้ทบอร์ด พิจารณาเห็นชอบพิมพ์เขียวแนวทางการพัฒนาโครงการจัดตั้งมหานครผลไม้ และหลักการแห่งร่างกฎหมายกองทุนผลไม้แห่งชาติ รวมทั้งแนวทางการพัฒนาสนามบินจันทบุรี ในการประชุมฟรุ้ทบอร์ดครั้งต่อไป เพื่อยกระดับ จ.จันทบุรี เป็นฮับผลไม้โลก สำหรับโครงการนี้ มุ่งต่อยอดการพัฒนาศักยภาพของ จ.จันทบุรี ระยอง ตราด และจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออก เชื่อมโยงกับศักยภาพของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Corridor) โดยจะจัดตั้งบนพื้นที่ของรัฐ

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการจะใช้รูปแบบ PPP และการลงทุนของภาคเอกชนเป็นหลักเน้นการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มสู่เกษตรมูลค่าสูงโดยต่อยอดและเชื่อมโยงเสริมศักยภาพปัจจุบันของตลาดผลไม้และระบบการค้าการส่งออกที่มีอยู่เดิม เพิ่มในส่วนที่ขาดมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางผลไม้ของโลก รวมทั้งการสร้างแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐภาคเอกชนภาควิชาการ และภาคเกษตรกรชาวสวนผลไม้ภายในประเทศ และต่างประเทศที่เป็นตลาดสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ฮ่องกง อาเซียน อังกฤษ สหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย ซาอุดีอาระเบีย เนเธอร์แลนด์และสหภาพยุโรป หรืออียู ฯลฯ ในรูปแบบคล้ายคลึง FKII ของญี่ปุ่นและโมเดลฟู้ดวัลเล่ย์ของเนเธอร์แลนด์ โดยตนในฐานะประธาน กรกอ.จะนำโครงการมหานครผลไม้เข้าสู่การพิจารณาของการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการโรงงานกลุ่มคลัสเตอร์แปรรูปผลไม้ และเวชสำอางที่สนใจมาลงทุน

‘มนัญญา’ เปิดโครงการส่งความสุขเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699456

‘มนัญญา’ เปิดโครงการส่งความสุขเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์

‘มนัญญา’ เปิดโครงการส่งความสุขเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.47 น.

‘มนัญญา’ เปิดโครงการส่งความสุขเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2566 จัดจำหน่ายกระเช้าคัดสรรสินค้าสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร มอบเป็นของขวัญเทศกาลปีใหม่ ยกระดับเป็นสินค้าพรีเมี่ยม ประทับใจผู้รับสร้างรายได้ให้สมาชิก

20 ธันวาคม 2565 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2566” โดนมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมเยี่ยมชมสินค้าและกระเช้าของขวัญภายในห้องจัดแสดงกระเช้าสินค้าสหกรณ์ และได้ร่วมสาธิตการจัดกระเช้าของขวัญปีใหม่ด้วยสหกรณ์ ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศน์ กรุงเทพฯ

นางสาวมนัญญากล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายมุ่งหวังพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตสินค้าของเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน ควบคู่กับการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และขยายช่องทางการตลาดให้ถึงมือผู้บริโภค และใช้กลไกระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตให้มีคุณภาพ ปัจจุบันสหกรณ์ภาคการเกษตรมีศักยภาพในการผลิตสินค้าได้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าเพื่อการบริโภค ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 นับเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศหลากหลายชนิด ทั้งอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า เครื่องจักสาน และงานหัตถกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของชุมชนจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ นำมาจัดวางในรูปแบบของกระเช้าของขวัญปีใหม่

“ในช่วงสถานการณ์โควิด19 ที่ผ่านมา ทำให้พี่น้องเกษตรกรขาดรายได้ แต่ตอนนี้เป็นที่น่าภูมิใจ ที่ลูกหลานเกษตรกรกลับมาช่วยครอบครัวทำการเกษตร ตัวอย่างเช่น บรรจุภัณฑ์ที่นำมาวางจำหน่ายในวันนี้ ก็เป็นฝีมือของเด็กรุ่นใหม่ ในโครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ  ที่รวมกลุ่มบูรณาการทำงานร่วมกันในชุมชน โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้การสนับสนุน เกิดเป็นแพ็คเกจที่สวยงาม เพิ่มมูลค่า รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร สามารถเก็บไว้ได้นานเหมาะกับการมอบเป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่ อีกทั้ง ในปีที่ผ่าน ๆ มา มีหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชน ให้ความสนใจติดต่อสั่งซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่ และสินค้าของสหกรณ์กันอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมและรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันซื้อของไทย และใช้ของไทยที่เป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน และเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน มีทั้งสินค้าและผลผลิตจากเกษตรกรรุ่นใหม่ ในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ  ซึ่งได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมอาชีพและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปลูกพืชผักปลอดภัย ได้มาตรฐาน GAP และ GMP” นส.มนัญญา กล่าว

ขณะเดียวกันยังได้ขออนุมัติงบประมาณเพื่ออุดหนุนสหกรณ์ นำไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์การตลาด เพื่อนำมารองรับผลผลิตและรวบรวมพืชผลต่าง ๆ ของสมาชิก เพื่อพัฒนาและยกระดับสินค้าสหกรณ์ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้สหกรณ์ร่วมมือกันเป็นเครือข่าย เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตการเกษตรของสมาชิกและสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้คนไทยได้มีโอกาสบริโภคผักอินทรีย์ ผลไม้ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อสุขภาพ และราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยกระดับไปสู่การเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมเพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป

ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำ “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2566” เป็นการนำสินค้าของสหกรณ์มาตกแต่งและจัดเป็นกระเช้าของขวัญ เพื่อเป็นการมอบความสุขและความปรารถนาดีให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 และในปีนี้นับเป็นปีที่ 20 โดยเปิดจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 เป็นต้นมา ตอนนี้มียอดสั่งซื้อเข้ามาแล้ว 249 กระเช้า มูลค่าประมาณ 3.2 แสนบาท ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำที่ติดตามอุดหนุนกระเช้าปีใหม่ของสหกรณ์ทุกปี มีทั้งลูกค้าที่เป็นประชาชนทั่วไป หน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชน ทำให้ในแต่ละปีกรมฯ สามารถสร้างยอดจำหน่ายกระเช้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ปีละไม่ต่ำกว่า 1.3  ล้านบาท ส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ และการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การซื้อสินค้าสหกรณ์ นอกจากพี่น้องประชาชนจะได้สินค้าคุณภาพกลับไปแล้ว ทุกท่านยังมีส่วนสนับสนุนรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศอีกด้วย

สำหรับรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ที่จะนำมาจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพของสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ มาจัดตกแต่งลงกระเช้าของขวัญหลากหลายรูปแบบและหลายขนาด พร้อมห่อหุ้มด้วยผ้าขาวม้า และผ้าปาเต๊ะที่มีสีสันสวยงาม โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าว กข 43 นาขวัญ จากสหกรณ์การเกษตรสว่างอารมณ์ จำกัด จังหวัดอุทัยธานี ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน จากสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่พิเศษสุดสำหรับกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในปีนี้ ได้คัดเลือกสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร และสินค้าของสมาชิกสหกรณ์จากโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์มาร่วมจัด ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญจะเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าประเภทสมุนไพรชงดื่ม ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาดอกกาแฟ กระเทียมผงและพริกไทยดำ พันธุ์ปะเหลียน จากสหกรณ์การเกษตรปะเหลียน จำกัด จังหวัดตรัง สินค้าประเภทนมและเครื่องดื่ม นม UHT น้ำผลไม้ น้ำส้มแขก กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป  และโกโก้ผงบรรจุกระป๋อง ของสหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด จังหวัดอุทัยธานี สินค้าประเภทอาหารแปรรูปและผลไม้แปรรูป อาทิ กล้วยตากเคลือบช็อคโกแล็ต กล้วยตากรสทุเรียน กล้วยหนึบหนับ ขิงกรอบแก้วรสน้ำผึ้ง หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง เนื้อทุบ เนื้อกระจก เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลูกหยีกวนหยาบไม่มีเมล็ด ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ รวมทั้งสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร เช่น คุกกี้มะม่วง น้ำผึ้งมะนาว มะเขือเทศแช่อิ่ม กระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง กระเทียมโทนดองสามรส

สำหรับกระเช้าสินค้าสหกรณ์ มีหลายรูปแบบ อาทิ กระเช้าสำเร็จรูป และสามารถเลือกสินค้าที่ต้องการจัดกระเช้าได้ด้วยตัวเอง ราคาตั้งแต่ 599 –  2,000 บาท และมีบริการส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับยอดสั่งซื้อครบ 5,000 บาท ขึ้นไป สามารถสั่งซื้อได้ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 – 15 มกราคม 2566 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์ – ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.30 – 18.30 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ จำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 1 ชั้น 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ กรุงเทพฯ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทางเพจ Facebook : COOP  Market หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 628 5512 , 089 891 5912

‘สุริยะ’ปลื้ม’ชุมชนดีพร้อม’ นำผลผลิตการเกษตรต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่หลังเข้ารับการอบรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699428

'สุริยะ'ปลื้ม'ชุมชนดีพร้อม' นำผลผลิตการเกษตรต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่หลังเข้ารับการอบรม

‘สุริยะ’ปลื้ม’ชุมชนดีพร้อม’ นำผลผลิตการเกษตรต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่หลังเข้ารับการอบรม

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.32 น.

​กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดฝึกอบรม ณ หอประชุมเทศบาลตำบลสันโป่ง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดการฝึกอบรมตามโครงการ “พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม” โดยมี นายใบน้อย สุวรรณชาตรี อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เดินทางมาเยี่ยมชมการอบรมที่จัดขึ้นด้วย

​นายสุรพล ปลื้มใจ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคการผลิต ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการที่เป็นวิสาหกิจชุมชน หรือแม้แต่ชาวบ้าน ที่เคยประกอบอาชีพและมีรายได้จากการสนับสนุนการบริการ หรือการท่องเที่ยว เมื่อสถานประกอบการทยอยปิดตัวลง ก็กระทบต่อคนทำให้ตกงาน ขาดรายได้ บางคนก็เดินทางกลับภูมิลำเนาในจังหวัดต่าง ๆ วันนี้แม้สถานการณ์โรคระบาดจะเริ่มดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะดีขึ้นในทุกภาคส่วน ยังมีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ และยังต้องการการฟื้นฟูอาชีพ ทั้งในแง่ของการเพิ่มทักษะ หรือหาอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ของครอบครัว และทำให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงได้รับมอบหมายให้จัดทำโครงการ “พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม” เพื่อเติมเต็มกลไกให้เกิดการพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการในระดับชุมชน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากด้วยกลไก 7 ขั้นตอน

​“กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการฯ คือ ประชาชนหรือคนที่อยู่ในชุมชนนั้น ๆ ทั้งคนที่มีอาชีพอยู่เดิม ประชาชนที่ตกงาน หรือประชาชนที่ต้องการอาชีพเสริม โดยจะประสานบูรณาการผ่านทางผู้นำชุมชน ให้ช่วยคัดเลือกผู้ที่ตรงกับเป้าหมายซึ่งอาจจะเป็นสมาชิกกลุ่มอาชีพของชุมชน ผู้ประกอบการภายในชุมชน หรือคนที่กลับมาจากการเลิกจ้าง ตกงาน หรือคนที่ต้องการมีอาชีพเสริม ไม่เว้นแม้แต่นักศึกษาที่จบใหม่ โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 ด้านใหญ่ๆ คือ ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้”

​สำหรับหลักสูตรที่ 1 ที่ดำเนินการอบรมประกอบด้วย 4 วิชา ได้แก่ การทำน้ำยาล้างจาน การทำสบู่เลว การทำเหรียญโปรยทาน และการเพ้นต์ลายกระเป๋าผ้า ซึ่งทั้งหมดนอกจากจะช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนด้วยการทำเองใช้เองแล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่การทำเพื่อจำหน่ายได้ด้วย

​“ชุมชนที่เข้ามารับการอบรมของเชียงใหม่เป็นสมาชิกของเครือข่ายสตรีในระดับสภาสตรีตำบล อำเภอ หรือจังหวัด ซึ่งพอมาเรียนรู้แล้ว พวกเขาสามารถนำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการอบรมไปเพิ่มทักษะ และนำไปต่อยอดเป็นอาชีพในนามกลุ่ม สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงถาวร ทำให้วิถีชีวิตดีขึ้น หรือบางชุมชนมีวัตถุดิบในพื้นที่อยู่แล้ว หลังจากอบรมหลักสูตรที่ 3 ที่ซึ่งเป็นการทำน้ำพริกสมุนไพร บางชุมชนซึ่งมีอาชีพหลักจะเป็นการทำเกษตร และการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ก็สามารถจะนำเอาความรู้ที่ได้ไปต่อยอดด้วยการนำเอาวัตถุดิบที่เป็นพืชผลทางการเกษตร ทั้งที่เป็นแบบออแกนิค และพืชผักสวนครัว ไปเติมแต่งน้ำพริกสมุนไพรได้”

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถหาข้อมูลเบื้องต้นได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เฟซบุ๊กแฟนเพจของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 หรือติดต่อโดยตรงที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIProm Business Service Center)

กรมชลฯเดินหน้า ส่งน้ำตามแผนงาน ยังเฝ้าระวังภาคใต้ มีฝนตกน้ำท่วมขัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699217

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลาง และภาคตะวันออก เข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2565/66 แล้ว จึงกำชับโครงการชลประทานในพื้นที่ เร่งสำรวจฟื้นฟูอาคารชลประทาน ระบบส่งน้ำต่างๆ ให้สามารถเก็บกักน้ำและส่งน้ำให้เกษตรกรได้เพาะปลูกตามปกติโดยเร็ว ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำที่ยังมีน้ำท่วมขัง ให้เร่งดำเนินการสูบน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อไม่ให้กระทบกับการปรับปฏิทินการเพาะปลูกในฤดูนาปีหน้า ที่สำคัญให้ปฏิบัติตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง 2565/66 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอย่างเคร่งครัด

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างมีแนวโน้มจะเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศมาเลเซียและภาคใต้ตอนล่างลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง จึงกำชับโครงการชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดน้ำล้นตลิ่ง ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่าจากสถานีวัดน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทัน พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบ และปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝน 2565 ที่ ครม.กำหนดไว้

เกษตรฯชี้ส่งออกยางผันผวน เร่งมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699218

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายาง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายาง ครั้งที่ 5/2565 โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยนายอลงกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดยางพารา ในประเทศคู่ค้าที่สำคัญจากทูตเกษตร ประจำสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก อาทิ ทูตเกษตรจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (กรุงบรัสเซลส์) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม (อิตาลี) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (สหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้) ฝ่ายเกษตร ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา (ออสเตรเลีย รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอาเซียน) ซึ่งจากรายงานสถานการณ์การผลิต การค้า และการแข่งขันของตลาดยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางทั่วโลก รวมถึงรายงานสถานการณ์ปัญหาสงครามรัสเซีย – ยูเครน ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไทย

นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบรายงานสถานการณ์ยางพารา เดือนพฤศจิกายน 2565 และคาดการณ์เดือนธันวาคม 2565 โดยฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รายงานคาดการณ์ปริมาณผลผลิตยางพารา ปี 2565 มีปริมาณ 4.754 ล้านตัน ในช่วงไตรมาส 4/65 มีปริมาณผลผลิตยางพาราสูงกว่าทุกไตรมาส ปริมาณ 1.432 ล้านตัน การส่งออกในไตรมาสที่ 3/65 ไทยส่งออกรวม 1.150 ล้านตัน ยังอยู่ในระดับเดียวกับปีก่อน สำหรับช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2565 คาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกอาจจะชะลอตัวเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ปริมาณสูงกว่าช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าการส่งออกยางธรรมชาติของไทย ปี 2565 (มกราคม-กันยายน 2565) มีมูลค่า 216,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น20.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งออกไปยังประเทศจีนมากที่สุด มูลค่า 107,352 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย มูลค่า 19,153 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา มูลค่า 15,414 ล้านบาท ญี่ปุ่น มูลค่า 11,905 ล้านบาท เกาหลีใต้ มูลค่า 9,891 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ มูลค่า 52,813 ล้านบาท

ที่ประชุมได้รับทราบรายงานเรื่องแพลตฟอร์มเพื่อการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรม (Field for Knowledge Integration and Innovation : FKII) และรายงานความก้าวหน้าโครงการจัดตั้งพื้นที่บริหารจัดการยางพารา (RubberValley) รวมถึงรับทราบความคืบหน้าร่างกฎหมาย Deforestation Free Product ซึ่งมีสาระสำคัญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับยางและผลิตภัณฑ์ โดยกฎหมาย Deforestation Free Product ของสหภาพยุโรป หรือ EU มีข้อกำหนดว่า สินค้าที่นำเข้ามาวางจำหน่ายในสหภาพยุโรป ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า หรือการทำให้ป่าเสื่อมสภาพ จะเริ่มบังคับใช้กับสินค้า 6 ชนิด ได้แก่ เนื้อวัว ถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม โกโก้ ไม้ กาแฟ และผลิตภัณฑ์จากสินค้าเหล่านี้