เกษตรฯ เดินหน้าโครงการ ‘ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697181

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการ 'ต้นกล้าสานฝันปันรัก...สู่ลูกหลาน'

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการ ‘ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน’

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 22.10 น.

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการ “ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน” หนุนพันธุ์ไม้มีค่า ไม้ผล ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจและพืชผักพืชอาหารให้แก่เกษตรกร สำหรับทำการเกษตรตามระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เพิ่มพื้นที่สีเขียว

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสร้างการรับรู้การดำเนินงานโครงการ “ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน” โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกรมป่าไม้ ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจ และผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนพันธุ์ไม้มีค่า ไม้ผล ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจและพืชผักพืชอาหารให้แก่เกษตรกร สำหรับทำการเกษตรตามระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งพันธุ์ไม้ที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ศูนย์ปฏิบัติการและศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการผลิตพันธุ์ไม้มีค่า ไม้ผล ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ และพืชผักพืชอาหาร รวม 372,300 ต้น และได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ เป็นต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ จำนวน 1,166,100 ต้น เช่น สัก พะยูง ประดู่ ชิงชัน ตะแบก เป็นต้น รวมพันธุ์ไม้ทั้งสิ้น 1,538,400 ต้น โดยมีการแบ่งกลุ่มตามความเหมาะสมของพื้นที่ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มแรก คือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรไม่เหมาะสม (Zoning) กลุ่มสอง คือ เกษตรกรศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต้นแบบ

โดยเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่มนี้ จะได้รับพันธุ์ไม้ รวมจำนวน 200 ต้นต่อราย แบ่งเป็น ไม้ผลและพืชผักอาหาร จำนวน 8 ชนิด (ไผ่ซางหม่น มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ มะม่วง สะเดา อะโวคาโด กล้วย พริก มะเขือ) และต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจกลุ่มสาม คือ สมาชิกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเข้าร่วมกิจกรรมการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรผู้นำ (อบรม/ดูงาน) ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยเกษตรกรจะได้รับพันธุ์ไม้ รวมจำนวน 50 ต้นต่อราย แบ่งเป็น ไม้ผลและพืชผักอาหาร จำนวน 5 ชนิด (มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ มะม่วง กล้วย พริก มะเขือ) และต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมสำหรับการแจกจ่ายได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อสร้างการรับรู้การดำเนินงานโครงการให้เกษตรกรและผู้สนใจได้รับรู้ถึงความสำคัญของการปลูกไม้เพื่อใช้ประโยชน์ เป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ เป็นหลักประกันได้ในอนาคต ตลอดจนเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศต่อไป โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อเพิ่มการรับรู้ของเกษตรกรให้มากขึ้น

“กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสำคัญด้านการส่งเสริมการเกษตรในการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากป่าปลูกแบบครบวงจร และแผนแม่บทแห่งชาติภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรและประชาชนปลูกไม้ยืนต้นมีค่า เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศแล้ว ยังสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงิน ทำให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ส่งเสริมให้มีการให้หลักประกันทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การประกอบธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

– 006

‘กรมการข้าว’เร่ง!!! ชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697197

'กรมการข้าว'เร่ง!!! ชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566

‘กรมการข้าว’เร่ง!!! ชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.40 น.

“กรมการข้าว”เร่ง!!! ชูโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 มุ่งให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีเพาะปลูก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้แข่งขันในตลาดโลก

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 9 ธันวาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นำทีมผู้บริการกรมการข้าวและคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ เปิดเผยหลังการแถลงข่าวว่า ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญกับสังคมไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การทำนาเป็นอาชีพเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประชากรในประเทศ ประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถผลิตข้าวได้ปีละกว่า 30 ล้านตันข้าวเปลือก ดังนั้น อาชีพชาวนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าข้าวคุณภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลผลิตเฉลี่ยข้าว ยังมีผลผลิตต่อไร่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 353 กิโลกรัมต่อไร่ สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้เองหลายรอบซึ่งมีคุณภาพต่ำ การที่จะปลูกข้าวให้ได้ผลดีมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำ และเทคโนโลยี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมล็ดพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชและได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาด กรมการข้าวจึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ที่ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้ตรงกับความตามความต้องการของตลาด เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจ ถึงความสำคัญของโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่กรมการข้าวได้มุ่งเน้นส่งเสริมให้ชาวนาสามารถเข้าถึง และได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าวทั่วประเทศ โดยเกษตรกร สามารถเข้าร่วมโครงการได้ผ่านกลุ่มเกษตร และสถาบันเกษตรกร เช่น ศูนย์ข้าวชมชนในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ในราคาตามหลักเกณฑ์ของกรมการข้าวที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับการเพาะปลูก และขยายพันธุ์ ซึ่งในปีนี้กรมการข้าวมีเป้าหมายการดำเนินการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จำานวน 58,700 ตัน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ และในส่วนของเกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ กรมการข้าวมีแผนการดำเนินงานโครงการนี้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

– 006

นักวิชาการย้ำ’หมูเถื่อน’ ตัวการทำลายห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหารของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697175

นักวิชาการย้ำ'หมูเถื่อน' ตัวการทำลายห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหารของไทย

นักวิชาการย้ำ’หมูเถื่อน’ ตัวการทำลายห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหารของไทย

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.44 น.

นักวิชาการ ชี้ “หมูเถื่อน” ลักลอบนำเข้าเป็นภัยร้ายทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอนาคตของเกษตรกรรายย่อย เสี่ยงเป็นพาหะนำโรค ASF เข้ามาระบาดซ้ำ บั่นทอนห่วงโซ่การผลิตอาหารของประเทศ และสร้างปัจจัยเสี่ยงในการบริโภคอาหารของคนไทย ย้ำต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและภาพลักษณ์หมูไทยให้เป็นที่ยอมรับ ด้านความปลอดภัยตามแนวทางหลักสู่การเป็น “ครัวของโลก”

ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิ  รัตนวนิชย์โรจน์ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หมูเถื่อน ส่งผลกระทบใน 2 มิติหลักๆ  คือ 1. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทย และ 2. ความเสี่ยงต่อสารปนเปื้อนกระทบต่อผู้บริโภค สำหรับผลกระทบกับอุตสาหกรรม หมูเถื่อนทำให้มีหมูราคาถูกจำนวนมากทะลักเข้าไทย บิดเบือนกลไกราคา ผู้เลี้ยงหมูไทยไม่สามารถขายสุกรได้ตามต้นทุนการเลี้ยงที่แท้จริง ได้รับความเสียหายและมองไม่เห็นอนาคตและโอกาสในการทำกำไรจากการเลี้ยงได้ ไม่มีหลักประกันความมั่นคงในอาชีพที่จะเลี้ยงหมูอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หมูเถื่อน ยังมีความเสี่ยงที่จะมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค ASF และเป็นพาหะของโรค ซึ่งคุมได้ยากมากและมีโอกาสกลับมาระบาดในไทยและสร้างปัญหาให้กับประเทศได้

นอกจากหมูเถื่อน จะถูกลักลอบนำเข้ามาในลักษณะแช่แข็งแล้ว ยังเข้ามาในรูปแบบของ หมูมีชีวิต ซึ่งเป็นพาหะของโรคที่สำคัญมาก หากประเทศต้นทางยังมีการแพร่ระบาดของโรค ASF จะส่งกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้เลี้ยงหมู โรงงานอาหารสัตว์ ผู้บริโภค และยังกระทบกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะการระบาดของโรค ASF มีโอกาสทำให้หมูตาย 95-100% แม้ว่าโรคนี้ไม่ติดคนและเนื้อสุกรยังมีความปลอดภัย แต่เมื่อคนกินเข้าไปจะเป็นพาหะติดตามเนื้อตัว หรือ ทางอุจจาระ

“หมูเป็นหนึ่งในความมั่นคงทางอาหารของไทยมานาน ประเทศที่มีสงครามส่งผลให้อาหารและเนื้อสัตว์ขาดแคลน แต่ไทยไม่ค่อยมีผล เพราะไทยเป็นประเทศที่ผลิตอาหารและเป็นครัวของโลก” ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิ กล่าว

ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิ กล่าวย้ำว่า การตรวจสอบคุณภาพหมูเถื่อนทำได้ยาก จึงมีความเสี่ยงในการบริโภค เนื่องจากหลายประเทศยังอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง ชนิดแรคโทพามีน (Ractopamine) เช่น สหรัฐ บราซิล ประเทศที่ไม่อนุญาตให้ใช้ คือ ประเทศทางยุโรป หากหมูเถื่อนมาจากประเทศที่ยังใช้สารเร่งเนื้อแดงมาขายในตลาด จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคโดยตรง และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เพราะไทยหยุดใช้สารเร่งเนื้อแดงมานานเกินกว่า 20 ปี  สำหรับสารเร่งเนื้อแดง จะทำให้เกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะการกินเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับที่มีการสะสมของสารเร่งเนื้อแดงจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นโรคหัวใจ จะทำให้หายใจติดขัด 

“หมูเป็นเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมเพราะเนื้อหมูมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นเฉพาะตัว ที่สำคัญคือ ระบบการเลี้ยงหมูของไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก และเป็นที่น่ายินดีที่ไทยประกาศยกเลิกการใช้สารเร่งเนื้อแดงมาตั้งแต่ 2547 ซึ่งไทยทำได้ดีมาก ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานการเลี้ยง” ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิกล่าว

ผศ.น.สพ. ณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า การนำเข้าเนื้อหมูมีทั้งข้อดีและข้อเสีย กรณีประเทศไทยที่ปริมาณหมูหายไป 40-50% เนื่องจากโรคระบาด ASF ทำให้เนื้อหมูราคาแพงขึ้น ประกอบกับต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งต้นทุนการเลี้ยง อาหารสัตว์และปัจจัยค่าเฝ้าระวังโรค (Biosecurity) สูงมาก กรณีการนำเข้าในภาวะฉุกเฉินจึงต้องมีการควบคุมให้มาจากประเทศที่มีความปลอดภัยสูงและมีปริมาณที่เหมาะสม ไม่ให้หมูราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาดึงราคาในประเทศให้ต่ำลง ส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงภายในประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ความสามารถในการแข่งขันต่ำ

สำหรับการผู้บริโภคเนื้อหมูอย่างปลอดภัยต้องพิจารณาจากสี ต้องเป็นสีชมพู หรือต้องเลือกร้านที่มีการรับรอง หรือ รู้แหล่งที่มาของเนื้อสัตว์ชัดเจน ต้องบริโภคเนื้อที่ปรุงสุก เพราะเนื้อดิบยังมีความเสี่ยงเรื่องโรค สำหรับร้านอาหารและร้านหมูกระทะ การใช้วัตถุดิบราคาถูกอาจมีสารปนเปื้อน เมื่อตรวจพบเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เป็นอันตรายและมีผลข้างเคียงต่อผู้บริโภค  หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันตรวจสอบ เกษตรกรและผู้บริโภคต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ชี้ช่องในการปราบปราม

สำหรับสถานการณ์ ASF ในปัจจุบันของไทย จำนวนสุกรไม่หนาแน่นเหมือนเดิม การระบาดของโรคไม่มากเท่าเดิม แต่ก็ยังมีการระบาดเพราะเชื้อทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมากๆ และมีชีวิตอยู่ในสุกรได้เป็นปี สามารถจะติดเชื้อต่อไปได้ จึงมีโอกาสที่การระบาดจะกลับมา ฟาร์มมีการนำระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เช่น การพ่นยาฆ่าเชื้อ การจำกัดคนเข้าและออกฟาร์มให้น้อยลง ระวังสัตว์พาหะ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงหมูไทยสูงขึ้น และมีผลต่อรากฐานการพัฒนาการผลิตอาหารมั่นคงของไทยในอนาคต./

รองปลัดเกษตรฯร่วมโรดโชว์ หนุนใช้นวัตกรรม-เทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697013

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “Orkel Roadshow in Thailand” ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท ออร์เคลเอเอส ประเทศนอร์เวย์ ที่ฟาร์มข้าวโพด ซีพีเอฟฟาร์มพืชไร่สุกร แสลงพัน-คาพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง จ.สระบุรีโดยมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้ขับเคลื่อนภาคการเกษตรประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circu-lar Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างสมดุล เป็นธรรมและยั่งยืน

ทั้งนี้ โมเดลเศรษฐกิจ BCG มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ทำหน้าที่บูรณาการการพัฒนาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างคุณค่าเพิ่ม ดังนั้นแนวคิดและเทคโนโลยีการอัดก้อนวัสดุด้วยความละเอียดสูง โดยเครื่องอัดก้อน MC850 Flex ของบริษัทออร์เคล เอเอส ประเทศนอร์เวย์ นั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี ที่มีความสอดคล้องและจะช่วยตอบโจทย์ของโมเดลเศรษฐกิจ BCG

กรมประมงชวนลงทะเบียนประมงพื้นบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697015

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันเรือประมงพื้นบ้านทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน มีการขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 49,800 ลำ การนำเรือประมงพื้นบ้านเข้าสู่ระบบ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและติดตามการทำการประมง และรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล

ในการรับความช่วยเหลือจากทางภาครัฐ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืนจึงกำหนดแนวทางการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน รอบปีการประมง 2566-2567 เป็นครั้งแรก โดยผู้ที่มีความประสงค์จะขอรับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านต้องมีสิทธิทำการประมงในน่านน้ำไทย ไม่มีลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายประมง และมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในเรือประมงที่จะขอรับใบอนุญาต โดยเรือประมงต้องมีทะเบียนเป็นเรือไทยและผ่านตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์กับกรมเจ้าท่าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งระยะแรกจะพิจารณาให้เรือที่มีขนาดตั้งแต่ 3 ตันกรอส ขึ้นไปก่อน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน จึงพัฒนา “ระบบการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน” หรือ Small Scale Service : SSS ในการบริหารจัดการข้อมูลให้สามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ผลได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และสืบค้นได้ง่าย รองรับการบูรณาการความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยชาวประมงสามารถลงทะเบียนขอรับใบอนุญาต ทำการประมงพื้นบ้านผ่านช่องทางออนไลน์ได้ 2 ช่องทางคือ เว็บไซต์ http://sss.fisheries.go.th หรือ Application “ระบบการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน” ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS โดยสามารถลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 นอกจากนี้คาดการณ์ว่าจะสามารถให้ยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานด้วยตนเองผ่านระบบ SSS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม- 28 กุมภาพันธ์ 2566

‘เฉลิมชัย’ชูศูนย์ข้าวชุมชน มอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697016

‘เฉลิมชัย’ชูศูนย์ข้าวชุมชน  มอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ชาวนา

‘เฉลิมชัย’ชูศูนย์ข้าวชุมชน มอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ชาวนา

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด ปี 2566 พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ นโยบายด้านการผลิตข้าวและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรชาวนา โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมบางกอกพาเลส เขตราชเทวี กทม. ซึ่งปัจจุบันกรมการข้าว ได้เปิดรับการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนตามระเบียบว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน 2560 แล้ว 2,977 ศูนย์ ในพื้นที่ 74 จังหวัด และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ เพื่อเป็นองค์กรในการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ สู่ชาวนาในพื้นที่ ตลอดจนสร้างเครือข่ายองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็งในด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา ดังนั้นเพื่อให้ผู้นำองค์กรศูนย์ข้าวชุมชนได้รับทราบถึงนโยบายกระทรวงเกษตรฯ นำไปกำหนดแนวทางในการพัฒนาการผลิตข้าวในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับเกษตรกรโดยเฉพาะอาชีพการทำนา ได้มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวในรูปแบบต่างๆ ให้พี่น้องชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเห็นถึงแนวทางแก้ปัญหาให้ครอบคลุมทั่วถึงในระดับพื้นที่ จึงมีนโยบายให้กรมการข้าว พัฒนาและสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นศูนย์รวมในการบูรณาการงานด้านข้าวของทุกส่วนราชการในพื้นที่ เป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์และข้าวคุณภาพดีให้แก่ชุมชนอย่างพอเพียงและต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว การแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าว โดยมีเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของชาวนาผ่านการพัฒนาที่เป็นระบบและทั่วถึง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมซึ่งจะขับเคลื่อนให้ศูนย์ข้าวชุมชนก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ มุ่งหวังให้ประธานศูนย์ข้าวชุมชนและพี่น้องชาวนาทุกจังหวัด ได้ร่วมกันเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนากระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนทั้งประเทศให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐานและตรงความต้องการของตลาด เพื่อลดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของผู้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรชาวนา บูรณาการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในพื้นที่ต่อไป สิ่งสำคัญคือ การรักษาคุณภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์และข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชนทุกแห่งไว้ และขอให้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งในการแก้ปัญหาด้านการผลิตข้าวร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้ชาวนาในชุมชนมีผลผลิตข้าวคุณภาพดี มีรายได้ที่มั่นคง สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขกับอาชีพที่มีความสำคัญต่อคนไทยทั้งประเทศบนรากฐานแห่งความพอเพียงที่ยั่งยืน

กรมชลฯจัดสรรน้ำ ใช้เขตชลประทาน มีน้ำต้นทุนเพียงพอ ลดเสี่ยงขาดแคลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697011

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้เดินหน้าวางแผนจัดสรรน้ำสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทานทั่วประเทศ ตามนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมกันนี้ได้ปฏิบัติตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2565/66 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบอย่างเคร่งครัด อีกทั้งได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำและแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ให้เกษตรกรและประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าตลอดฤดูแล้งนี้ ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงพอใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรอย่างไม่ขาดแคลน รวมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต

อนึ่ง พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก รวมทั้งภาคกลางของประเทศไทย ได้เข้าสู่ฤดูแล้ง ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว กรมชลประทาน ได้วางแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2565/66 ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ โดยทั้งประเทศมีการจัดสรรน้ำรวม 27,685 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,663 ล้าน ลบ.ม.หรือ 10% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา วางแผนจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลักไว้ประมาณ 9,100 ล้าน ลบ.ม.มีการใช้น้ำไปแล้ว 449 ล้าน ลบ.ม.หรือ 5% ของแผนฯ

มทร.ธัญบุรีรับนักศึกษาใหม่-เปิดใหม่หลักสูตรยานยนต์ไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697012

วันศุกร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี มีแผนการรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 6,661 คน โดยคณะที่เปิดรับนักศึกษามากที่สุด 5 อันดับ ประกอบด้วย คณะบริหารธุรกิจ จำนวน 1,675 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 1,316 คน และคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 720 คน คณะศิลปศาสตร์ 690 คน และคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน 455 คน ทั้งนี้การรับนักศึกษาจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ รับโดยมหาวิทยาลัย รับร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รับโดยมหาวิทยาลัยผ่านโครงการพิเศษ โดยขณะนี้กำลังเปิดรับรอบ Portfolio สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6และผู้ที่จบจาก กศน. และประเภทโควตา สำหรับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ตั้งแต่วันนี้-11 ธ.ค. 2565

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า การรับนักศึกษาในปี 2566 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจาก มทร.ธัญบุรี ได้เปิดหลักสูตรใหม่ ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (ต่อเนื่อง) ประกอบกับในปีที่ผ่านมาหลักสูตรเดิมที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติได้รับความสนใจจากนักเรียนสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก เช่น สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน สาขาวิศวกรรมระบบราง รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้สาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบริการการบินมีความต้องการแรงงานสูงมาก เพราะขาดแคลนบุคลากรซึ่งคาดว่านักศึกษาจะสมัครเข้ามาเต็มจำนวนที่มหาวิทยาลัยเปิดรับ ส่วนหลักสูตรอื่นๆ มหาวิทยาลัยได้มีการปรับปรุงรายวิชาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

โดยในปีนี้ไม่มีการปิดหลักสูตรใดๆ นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการสละสิทธิ์ของนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกและไม่ยืนยันสิทธิ์เข้าเรียนทำให้การรับนักศึกษาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย มทร.ธัญบุรีได้เผื่อตัวเลขรับเพิ่มไว้ประมาณ 10% ซึ่งลดลงจากทุกปีที่ผ่านมาที่จะเผื่อตัวเลขไว้ที่ 20% เนื่องจากพบว่าอัตราการสละสิทธิ์มีการลดลง

สำหรับการรับนักศึกษาร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนดการต่างๆ จะเป็นไปตามที่ทาง ทปอ.ประกาศ ส่วนการรับโดยมหาวิทยาลัยประเภทสอบตรง ระดับ ปวช. ปวส. และกศน.สายอาชีพ จะเปิดรับสมัครวันที่ 25 ธ.ค.2565-26 ก.พ.2566 ขณะที่การรับตรงระดับ ปวช. ปวส. และกศน.สายอาชีพ จะรับเฉพาะสาขาวิชาที่ยังมีที่นั่งเรียนและเป็นการสอบสัมภาษณ์เท่านั้น รับสมัครวัที่ 2 เม.ย.-25 พ.ค. 2566 ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ www.oreg.rmutt.ac.th

‘มนัญญา’ออกโรงยัน ไม่ขายแบรนด์วัวแดง แค่ให้สิทธิ์ใช้กับนมผง ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696739

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือประเด็นการอนุญาตให้เอกชนใช้เครื่องหมายการค้า “ไทย-เดนมาร์ค” หรือนมวัวแดง ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดย น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีประเด็นข่าวว่าองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จะขายแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ให้ต่างประเทศเพื่อผลิตและจำหน่ายนมผง ซึ่งผิดวัตถุประสงค์การก่อตั้ง อ.ส.ค. จึงเชิญสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (สร.อ.ส.ค.) มาประชุมและหารือร่วมกับ นายสมพร ศรีเมือง ผอ.อ.ส.ค.เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีชุดข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดการเข้าใจผิด

“อ.ส.ค.ชี้แจงในที่ประชุมว่าโครงการดังกล่าวอนุญาตให้เอกชนใช้เครื่องหมายการค้าเท่านั้น ไม่ใช่การขายแบรนด์ เป็นเพียงการให้สิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้า เฉพาะ “นมผงเลี้ยงทารก” และเป็นที่ทราบกันดีว่า อ.ส.ค.ก่อตั้งมาเพื่อเกษตรกรไทย โดยกรณีนี้มีเงื่อนไขในเรื่องของการแบ่งปันผลกำไร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนมผงสำหรับเลี้ยงทารก ซึ่งเป็นนมสูตร 2 สำหรับทารกอายุตั้งแต่ 6 เดือน-1 ขวบ เพราะประเทศไทยไม่มีโรงงานใดมีศักยภาพที่จะผลิตได้ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างไรก็ดี อ.ส.ค.ชี้แจงว่า ขั้นตอนของโครงการนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดโดยสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ระหว่างนี้จึงให้ อ.ส.ค.และ สร.อ.ส.ค.หารือทำความเข้าใจกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด” น.ส.มนัญญา กล่าว

กรมข้าวแจงเคล็ดลับปลูกข้าวหอมมะลิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696742

กรมข้าวแจงเคล็ดลับปลูกข้าวหอมมะลิ

กรมข้าวแจงเคล็ดลับปลูกข้าวหอมมะลิ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ข้าวหอม : นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เร่งรัดกองวิจัยฯ และกองเมล็ดพันธุ์ข้าว แก้ปัญหาและหาสาเหตุข้าวหอมมะลิ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 หอมน้อยลงยืนยันเมล็ดพันธุ์จากกรมการข้าวไม่แปรปรวน แต่พบปัจจัยในการปลูกและเก็บเกี่ยวที่ทำให้ข้าวหอมน้อยลง

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิไทยที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมากที่สุดคือพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 แต่ยังมีคำถามอยู่เสมอ ว่าทำไมข้าวหอมในปัจจุบันมีความหอมน้อยลง หรือว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกมีคุณภาพดีเหมือนเดิมหรือไม่ จึงขอชี้แจงว่า รับทราบปัญหานี้และได้เร่งรัดกองวิจัยและพัฒนาข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าว ร่วมกันแก้ปัญหา และหาสาเหตุข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นถึง คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในปัจจุบัน โดยมีงานวิจัยเรื่องความหอมข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยืนยันแล้วว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ไม่พบว่ามีความแปรปรวนของลักษณะสรีระและทางพันธุกรรม รวมทั้งลักษณะทางการเกษตรแต่อย่างใด

นอกจากนี้ งานวิจัยที่ได้ศึกษายังพบว่าคุณภาพเมล็ดทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และความหอมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความแปรปรวน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังจากเก็บเกี่ยว ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากอดีตหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเครื่องเกี่ยวนวดมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ทำให้ข้าวที่เกี่ยวได้มีความชื้นสูงกว่าการเกี่ยวด้วยมือและตากให้แห้งก่อนนำเข้าโรงสี ขณะที่ข้าวที่ได้จากเครื่องเกี่ยวนวดจะต้องนำไปลดความชื้นอย่างถูกต้องและรวดเร็ว จึงจะทำให้คุณภาพที่ดีได้มาตรฐาน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ในปี 2566 ได้มอบหมายให้กองเมล็ดพันธุ์ข้าว จัดทำโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 เนื่องจากปัญหาสำคัญที่เป็นปัญหาเร่งด่วน คือผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพข้าวไทย ชาวนาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีชาวนามักจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้ใช้เองต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพต่ำจากสาเหตุมีข้าวแดงและพันธุ์อื่นปน จึงเห็นควรส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว