รองปลัดเกษตรฯรับนโยบาย เลือกตั้ง‘สภาเกษตรจังหวัด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696740

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัด

กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมกับรับฟังนโยบายการเลือกตั้งสมาชิกสภา เกษตรกรจังหวัด และการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ “ร่วมสืบสาน…อุดมการณ์ที่ผ่านมา…ด้วยศรัทธา…สู่การเลือกตั้ง” โดยเปิดโครงการดังกล่าว ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ สภาของเกษตรกร โดยนายกฯ เป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดโครงการขับเคลื่อนภารกิจด้านการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด และการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นเพื่อเป็นการขับเคลื่อนภารกิจด้านการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด และการเลือกสมาชิกสภาเกษตรกร
แห่งชาติ รับมอบนโยบายการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ประเภทผู้แทนเกษตรกรจากนายกฯ ในการนี้นายกฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ ร่วมถ่ายภาพและพบปะกับตัวแทนเกษตรกรภายในงานด้วย

‘เฉลิมชัย’ขับเคลื่อนก.เกษตรฯ ชูธงนโยบายหลัก15ด้าน ตอกย้ำ‘ตลาดนำการผลิต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696785

‘เฉลิมชัย’ขับเคลื่อนก.เกษตรฯ  ชูธงนโยบายหลัก15ด้าน  ตอกย้ำ‘ตลาดนำการผลิต’

‘เฉลิมชัย’ขับเคลื่อนก.เกษตรฯ ชูธงนโยบายหลัก15ด้าน ตอกย้ำ‘ตลาดนำการผลิต’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘เฉลิมชัย’ขับเคลื่อนก.เกษตรฯ ชูธงนโยบายหลัก15ด้าน ตอกย้ำ‘ตลาดนำการผลิต’ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกร

“เฉลิมชัย” รมว.เกษตรฯ มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานปี 2566 ย้ำ 15 นโยบายหลัก เน้นทำงานเชิงรุก สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ไม่ขอวิจารณ์นโยบายการหาเสียง‘เพื่อไทย’ด้านเกษตร ฯ วอนสังคมใช้วิจารณญาณกันเองว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน พร้อมแบ่งงานให้รมช.คนใหม่ มอบปลัดดูแล ยืนยันมอบเพียงให้กำกับแทน ย้ำไม่เคยมีปัญหา นักการเมืองทุกคนในกระทรวงเกษตร มีความสุข

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2566 ว่าได้มีการ เน้นย้ำนโยบายหลัก 15 ด้านได้แก่1) นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” 2) การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 3) การส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการและ Start Up 4) การส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) 5) การพัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC) 6) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร 7) การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 8) การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 9) การส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) 10) การประกันภัยพืชผล 11) การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 12) การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13) การวิจัยและพัฒนา 14)การพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ข้อมูลพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 15) การประกันรายได้

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักยุทธศาสตร์ ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบาย โดยให้ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในเรื่องขอยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 ซึ่งในยุคต่อไป 4.0 คงจะไม่พอจึงต้องนำเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัย เพื่อนำมาลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร และบูรณาการการทำงานทั้งภายในกระทรวง หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ที่สำคัญตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร โดยจะต้องสร้างเครื่องมือและสร้างโอกาสให้พี่น้องเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรด้านการเกษตรและบุคลากรด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังเน้นย้ำในเรื่องการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิต ซึ่งทุกหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผนว่าจะให้เกษตรกรเดินหน้าอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขระดับโลก ซึ่งจะต้องปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะส่งออกสินค้าเกษตรได้ อีกทั้งขอให้ทุกหน่วยงานมีการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆอาทิการนำนโยบายรัฐบาล BCG Model ไปสู่การปฏิบัติด้านเกษตรปลอดภัย จะทำอย่างไรให้เกษตรกรปลอดภัย ผู้บริโภคปลอดภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจของการผลิต และเป็นนโยบายแรกที่มุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างเข้มข้นการผลักดันค่าตอบแทนให้อาสาสมัครเกษตร การบริหารจัดการน้ำที่ดี การใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด การแนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ เกษตรกร

การคาดการณ์ตลาดโลก ตลาดผู้บริโภคในอนาคต การตั้งเป้าหมาย “เป็นครัวของโลก” ต้องมีแหล่งผลิตอาหารที่เพียงพอสำหรับคนและสัตว์ ส่งเสริมการปลูกสำหรับอาหารในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าโดยตนอยากเห็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปลี่ยนเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ให้ภาคการเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศด้วย และได้ฝากให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อนำนโยบายดังกล่าวไปเป็นแนวทางไปปฏิบัติ โดยขอให้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน นายเฉลิมชัย กล่าวถึงกรณีหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เปิดแคมเปญรณรงค์เลือกตั้ง16 นโยบาย พลิกฟื้นประเทศในปี2570ว่าเรื่องดังกล่าว ประชาชนต้องใช้วิจารณญาณกันเองว่ามีความเป็นไปได้มาหน่อยแค่ไหน ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนของพรรคก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรโดยรวมและทำงานมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าทางพรรค ไม่มีนโยบายเอาข้าวกล่องให้ประชาน แต่จะเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เป็นหลัก ส่วนเรื่องการนำระบบAI ทางพรรคเองก็ทำมาแล้วกว่า 3 ปี ที่ใช้นวรรตกรรมทางการเกษตรเข้ามาใช้และไม่ใช่เรื่องแปลก

“ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรื่องนี้ เราทำมากว่า 3 ปีแล้วและทำมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องม๊อบที่ว่าไม่พอใจเรื่องราคาข้าว ที่ผมเห็นทั่วไป ตอนนี้เห็นว่าชาวนามีความสุขในเรื่องราคาข้าวที่ได้รับเงินที่ช่วยเหลือชาวนาไร่ละ1000 บาท ตอนนี้ชาวนาก็รับไปเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ผมได้มีการแกนนำตัวแทนชาวนาทุกกลุ่ม หากมีปัญหา ก็พร้อมรับฟัง” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นอกจากนั้น นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงเรื่องการแบ่งงานให้รมช. เกษตรและสหกรณ์ คนใหม่ว่า ได้มอบหมายให้ ปลัดกระทรวงคนใหม่ไปดูในส่วนของรายละเอียด ทั้งหมดและจะมอบหมายตามความเหมาะสมต่อไป โดยการมอบงานเป็นการมอบงานไปปฎิบัติราชการแทนเท่านั้น ส่วนการบริหารราชการเป็นเรื่องของรัฐมนตรีโดยตรง ทุกกระทรวง ก็บริหารในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ความรับผิดชอบเป็นเรื่องการอำนาจจึงรัฐมนตรีตามกฎหมาย ซึ่งเวลามีปัญหา กระทรวงโดนฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็โดนฟ้องเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนการมอบหมาย คือ การมอบให้ไปทำหน้าที่แทนของกรมนั้นๆเท่านั้น อย่าไปให้มุมมองเป็นเรื่องการเมือง นักการเมืองมาทำงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯทุกคนมีความสุข ไปเช็คดูได้เลยเป็นกระทรวงเดียว ที่มีความสุขมากที่สุดกระทรวงเดียวในรัฐบาลนี้

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696738

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์” ลั่นเกษตรไทยถึงเวลายกเครื่องชี้โลกร้อน ปัญหาขาดแคลนปุ๋ย เทรนด์สุขภาพบีบให้ต้องปรับตัว รัฐต้องอัดงบช่วยเปลี่ยนเทคโนโลยีลดต้นทุน รื้อมาตรการประกันราคา เลิกให้แบบหว่าน “ณัฐพงศ์” จี้รัฐหนุนเอสเอ็มอีลุยตลาดโลกแข่งรายใหญ่  

จากงานสัมมนาทางวิชาการ ในหัวข้อ“พลิกแผนปฏิรูปเกษตรไทยยุค 5 G” ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดขึ้น (วันนี้) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถา ในหัวข้อเรื่อง “ได้เวลายกเครื่องเกษตรไทย” โดยมีใจความสำคัญและให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเกษตรไทยในปัจจุบันต้องได้รับการ“ยกเครื่อง”อย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“เรามักจะภาคภูมิใจว่าภาคเกษตรไทยมีความได้เปรียบจากความอุดมสมบูรณ์ที่มีมาแต่ช้านาน ในน้ํามีปลา ในนามีข้าวเราจึงทําการเกษตรตามธรรมชาติ มีเหลือจากบริโภคภายในประเทศก็ส่งออก ไม่เคยต้องถูกกดดัน ให้เปลี่ยนแปลง แต่ปัจจุบัน เรามีครัวเรือนที่อยู่ในภาคเกษตรถึงร้อยละ 40 แต่ทํารายได้ไม่ถึงร้อยละ 10 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ จึงทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําสูง เกษตรกรกลายเป็นกลุ่ม
ผู้ยากจนที่รัฐต้องใช้งบประมาณจํานวนมากในการให้ความช่วยเหลือ ที่สําคัญผลิตภาพของผลผลิตทางการเกษตรของเราต่ําแม้ในพืชผลที่เราส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากนี้ไป จะมีหลายปัจจัยกดดันจากภายนอกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบ ต่อความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาภัยพิบัติ ผนวกกับการกีดกันทางการค้าในลักษณะเดียวกับที่การประมงของไทยเผชิญมาแล้ว ภาวะสงครามยูเครน-รัสเซียที่ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนปุ๋ยซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนําเข้าปุ๋ย เกือบทั้งหมด จําเป็นต้องมีมาตรการเตรียมการรับมือโดยด่วน

“แนวโน้มโลกให้ความสําคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น เน้นสินค้าออร์แกนิค การผลิตที่มุ่งความเป็นธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ส่งผลต่อความต้องการสินค้าเกษตรโดยตรง ขณะเดียวกันไทยมีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะ เวียดนาม ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในหลายๆ สินค้า เช่น ข้าว ทุเรียน”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หัวใจของการยกเครื่อง คือ การนําเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนการจัดการเรื่องดิน น้ํา อากาศ ปรับตัวเข้าสู่การทําเกษตรแม่นยําเต็มรูปแบบ แต่การจะดําเนินการดังกล่าวได้ต้องเริ่มต้นด้วยการมี โครงการเพิ่มพูนทักษะ (Upskill) ให้เกษตรกรไทยเรียนรู้การใช้เครื่องมือสมัยใหม่เหล่านี้พร้อมไปกับการได้รับ โอกาสจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและการทําการตลาด โดยรัฐให้การสนับสนุนทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุนที่จะต้องใช้ในการปรับเปลี่ยน

นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวต่อไปว่า รัฐควรใช้โอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ปรับปรุงนโยบายของรัฐต่อภาคการเกษตร โดยนําเครื่องมือที่ใช้ในการสนับสนุนเกษตรกรในปัจจุบัน เช่น โครงการประกันรายได้ในการกําหนดเงื่อนไขและ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับตัวและใช้โอกาสนี้ดําเนินนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มอํานาจการต่อรองของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรเพื่อมิให้การเปลี่ยนแปลงเอื้อประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสร้างแพลตฟอร์มต่างๆ ให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดโลกโดยตรงได้ง่ายขึ้น

“การเร่งปรับปรุงพัฒนาเกษตรกรไทยเป็นเรื่องเร่งด่วน ไทยหมดเวลาแล้ว ถ้าเรายังย่ําอยู่กับที่ จะแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แล้ว แต่หากการยกเครื่องประสบความสําเร็จ จะเป็นการยกระดับทั้งภาคการเกษตร ความเป็นอยู่ของเกษตรกร แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ตลอดจนเสริมสถานะของประเทศไทยในภาวะที่โลกกําลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร” นายอภิสิทธิ์กล่าวในที่สุด

ด้านนายณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาลที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา บรรยายหัวข้อ “เกษตรกรไทยกับเทรนด์ความยั่งยืน” ว่า สินค้าเกษตรไทยยังมีอนาคตมากในเวทีโลก โดยเฉพาะเกษตรแปรรูปด้านอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ด้านสุขภาพ แต่ปัญหาคือ ต้องมีการจัดสมดุลระหว่างผู้ส่งออก หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ รายเล็ก ให้มีความสามารถด้านการแปรรูปและส่งออกใกล้เคียงกัน เพราะผู้ประกอบการขนาดเล็กจะสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าได้มากกว่า และกระจายซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรได้กว้างขวางกว่า ในราคาที่เป็นธรรมกว่า โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรในการแปรรูป เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ด้านอาหารที่พัฒนาขึ้นอย่างมากและต้นทุนลดลง หากรัฐบาลมองความสัมพันธ์เหล่านี้ออก และมีนโยบายส่งเสริมที่ถูกจุด บูรณาการร่วมกับภาคการศึกษาวิจัย เอกชนขนาดกลางและขนาดเล็ก

“อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปจะเป็นอนาคตของประเทศ และส่งผลดีต่อประชาชนในประเทศมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมดในอนาคต” นายณัฐพงศ์กล่าว

‘จุรินทร์’จ่ายประกันรายได้ ช่วยยกระดับราคาผลผลิตชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696741

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ แถลงข่าวการจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 4 โดยมีนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว สมาคมชาวนา และเกษตรกรสมาคมชาวนาข้าวไทย รวมทั้งสมาคมส่งเสริมเกษตรกรชาวนาอีสาน เข้าร่วม ที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์กล่าวว่า นโยบายประกันรายได้เกษตรกรในพืช 5 ชนิด คือ ข้าว มัน ยาง ปาล์ม และข้าวโพด เดินหน้ามาถึงปีที่ 4 ซึ่งจะ Kickoff การจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รวมทั้งเริ่มต้นโครงการคู่ขนาน หรือมาตรการคู่ขนานที่จะช่วยยกระดับราคาข้าวในตลาดและเริ่มจ่ายเงินไร่ละ 1,000 ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หลังจากกระทรวงพาณิชย์ นำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช้เวลาพิจารณาร่วม 2 เดือน โดยผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว จึงแจ้งให้ชาวนาทั่วประเทศรับทราบ ว่าได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี ก่อนเข้าสู่ปีสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นปีพิเศษสุดท้ายของโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว

รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเกษตรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-31 ตุลาคม 2565 และภาคใต้ที่ขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน-28 กุมภาพันธ์ 2566งบประมาณทั้ง 3 โครงการทั้งเงินส่วนต่าง จากโครงการประกันรายได้ ไร่ละ 1,000 และมาตรการคู่ขนานรวมทั้งสิ้น 81,265 ล้านบาท จะจ่ายเงินส่วนต่างจากโครงการประกันรายได้ งวด 1-6 ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 75% ของทั้งหมด การช่วยค่าเพาะปลูกและค่าบริหารจัดการ จะโอนให้กับเกษตรกรทั้งหมด 4.68 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณ 55,083 ล้านบาท โอนเงินรวม 5 งวด ทั้งหมด 4,295,294 ครัวเรือน และการจ่ายเงินส่วนต่างข้าว 5 ชนิด รวม 4 ปี เงินส่วนต่างที่บางครอบครัวได้รับสูงสุด ข้าวหอมมะลิ 58,988 บาท/ครัวเรือน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 60,086 บาท/ครัวเรือน ข้าวหอมปทุมธานี 41,527 บาท/ครัวเรือน ข้าวเปลือกเจ้า เงินส่วนต่าง 76,601 บาท/ครัวเรือน และข้าวเปลือกเหนียว เงินชดเชย 71,465 บาท/ครัวเรือน

“ส่วนการประกันรายได้มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด และยางพารา อยู่ในขั้นตอนการรอนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำต้นเรื่องเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ รอกระบวนการ สำหรับปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด โดยการประกันรายได้และเงินส่วนต่างยังไม่จำเป็น เนื่องจากข้าวโพดในตลาด ราคา 11-12 บาท/กิโลกรัม ปาล์มน้ำมัน ประกันที่ 4 บาท/กิโลกรัม แต่ราคาในตลาด 5-6 บาท เกือบ 7 บาท/กิโลกรัม มันสำปะหลัง ประกันที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท ขณะนี้กิโลกรัมละ 3 บาทกว่า ยังรอได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินส่วนต่างชดเชยส่วนยางพารา ก็รอกระบวนการพิจารณาของ ครม.” นายจุรินทร์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปี 66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696678

'เฉลิมชัย'มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปี 66

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปี 66

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.42 น.

“เฉลิมชัย”มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปี 66 ย้ำนโยบายหลัก 15 เน้นทำงานเชิงรุก สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ส่วนนโยบายการหาเสียงเพื่อไทยด้านเกษตรฯไม่ขอวิจารณ์ วอนสังคมใช้วิจารณญาณกันเองว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ขณะที่การแบ่งงานให้ รมช.มอบปลัดดูแล ยืนยันมอบเพียงให้กำกับแทน ย้ำไม่เคยมีปัญหา ย้ำนักการเมืองทุกคนในกระทรวงเกษตรมีความสุข

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2566 ว่า ได้มีการเน้นย้ำนโยบายหลัก 15 ด้าน ได้แก่ 1) นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” 2) การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 3) การส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start Up 4) การส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) 5) การพัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC)

6) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร 7) การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 8) การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 9) การส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 10) การประกันภัยพืชผล 11) การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 12) การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13) การวิจัยและพัฒนา 14) การพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ข้อมูลพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 15) การประกันรายได้

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบาย โดยให้ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในเรื่องขอยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 ซึ่งในยุคต่อไป 4.0 คงจะไม่พอจึงต้องนำเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัย เพื่อนำมาลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร และบูรณาการการทำงานทั้งภายในกระทรวง หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ที่สำคัญตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร โดยจะต้องสร้างเครื่องมือและสร้างโอกาสให้พี่น้องเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรด้านการเกษตรและบุคลากรด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำในเรื่องการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิต ซึ่งทุกหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผนว่าจะให้เกษตรกรเดินหน้าอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขระดับโลก ซึ่งจะต้องปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะส่งออกสินค้าเกษตรได้ อีกทั้งขอให้ทุกหน่วยงานมีการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆอาทิการนำนโยบายรัฐบาล BCG Model ไปสู่การปฏิบัติด้านเกษตรปลอดภัย จะทำอย่างไรให้เกษตรกรปลอดภัย ผู้บริโภคปลอดภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจของการผลิต และเป็นนโยบายแรกที่มุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างเข้มข้นการผลักดันค่าตอบแทนให้อาสาสมัครเกษตร การบริหารจัดการน้ำที่ดี การใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด การแนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ เกษตรกร
 การคาดการณ์ตลาดโลก ตลาดผู้บริโภคในอนาคต การตั้งเป้าหมาย “เป็นครัวของโลก” ต้องมีแหล่งผลิตอาหารที่เพียงพอสำหรับคนและสัตว์ ส่งเสริมการปลูกสำหรับอาหารในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าโดยตนอยากเห็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปลี่ยนเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ให้ภาคการเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศด้วย และได้ฝากให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อนำนโยบายดังกล่าวไปเป็นแนวทางไปปฏิบัติ โดยขอให้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน นายเฉลิมชัย กล่าวถึงกรณีหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เปิดแคมเปญรณรงค์เลือกตั้ง 16 นโยบาย พลิกฟื้นประเทศในปี 2570 ว่าเรื่องดังกล่าวประชาชนต้องใช้วิจารณญาณกันเองว่ามีความเป็นไปได้มากน่อยแค่ไหน ในฐานะเลขาธิการพรรตประขาธิบัตย์ ในส่วนของพรรค ก็มีนโยาบายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรโดยรวม และทำงานมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่า ทางพรรคไม่มีนโยบายเอาข้าวกล่องให้ประชาน แต่จะเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรเป็นหลัก ส่วนเรื่องการนำระบบ AI ทางพรรคเองก็ทำมาแล้วกว่า 3 ปี ที่ใช้นวรรตกรรมทางการเกษตรเข้ามาใช้ และไม่ใช่เรื่องแปลก

“ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรื่องนี้เราทำมากว่า 3 ปีแล้ว และทำมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องม็อบที่ไม่พอใจเรื่องราคาข้าว ที่ผมเห็นทั่วไปตอนนี้ เห็นว่าขาวนามีความสุขในเรื่องราคาข้าวที่ได้รับเงินที่ช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ตอนนี้ชาวนาก็รับไปเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ผมได้มีการแกนนำตัวแทนชาวนาทุกกลุ่ม หากมีปัญหาก็พร้อมรับฟัง” นายเฉลิม ชัยกล่าว

นอกจากนั้น นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงเรื่องการแบ่งงานให้กับ รมช.คนใหม่ ด้วยว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคนใหม่ไปดูในส่วนของรายละเอียดทั้งหมด และจะมอบหมายตามความเหมาะสมต่อไป โดยการมอบงานเป็นการมอบงานไปปฎิบัติราชการแทนเท่านั้น ส่วนการบริหารราชการเป็นเรื่องของรัฐมนตรีโดยตรง ทุกกระทรวงก็บริหารในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ความรับผิดชอบเป็นเรื่องการอำนาจรัฐมนตรีตามกฎหมาย ซึ่งเวลามีปัญหา กระทรวงโดนฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็โดนฟ้องเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนการมอบหมายคือการมอบให้ไปทำหน้าที่แทนของกรมนั่นๆ เท่านั้นเอง อย่าไปให้มุมมองเป็นเรื่องการเมือง นักการเมืองมาทำงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯ ทุกคนมีความสุข ไปเช็คดูได้เลย เป็นกระทรวงเดียวที่มีความสุขมากที่สุด กระทรวงเดียวในรัฐบาลนี้

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมการข้าวได้ดำเนินงานสอดรับกับนโยบายของท่าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐานสากล และที่สำคัญคือกระบวนการผลิตข้าว ที่ไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ทำให้ได้ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้การตลาดนำการเพาะปลูก ภาคีโรงสีเข้ามารับซื้อข้าวในราคาที่เหมาะสม ตามนโยบาย BCG Model ที่ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการเพาะปลูก มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้ดำเนินงานในเรื่องของการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจากกรมการข้าวทั่วประเทศ โดยเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร สามารถนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ เพื่อให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับการเพาะปลูกและขยายพันธุ์ และยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลดได้ต่อไปในอนาคต

‘อลงกรณ์’ดึงอ.ต.ก.ผนึกกทม. เปิดตลาดเกษตร50เขต-ตลาดน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696342

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่ กทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมฯ ครั้งที่ 5/2565 ว่าที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้ดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1.ความคืบหน้าโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของ กทม.ซึ่งปัจจุบันได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ภาคประชาชน ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ กทม. แล้ว 177,246 ต้น โดยมีเป้าหมายปลูกให้ครบ 1 ล้านต้น ภายใน 4 ปี ในพื้นที่ทั้ง 50 เขต รวมทั้งพื้นที่ต่างๆ ในเขตสวนสาธารณะของ กทม.

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด พื้นที่ กทม.คณะกรรมการกรรมการโครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank) รวมทั้งมอบหมายให้คณะทำงานอื่นๆ เช่น คณะทำงานโรงเรียน-วิทยาลัยสีเขียว (Green School-Green College) คณะทำงานมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) เป็นต้น ร่วมสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ในกรุงเทพมหานครและอาจเพิ่มโครงการเป็น 2 ล้านต้น ตามข้อเสนอของผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

2. การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการปลูกผักสวนครัวเกษตรพอเพียงในสวนสาธารณะนำร่อง 5 แห่ง 3.ความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต (Farmer Market)ในพื้นที่ กทม.ซึ่งมีการขยายตลาดในรูปแบบตลาดเกษตรกรให้ครอบคลุม 50 เขต โดยอยู่ระหว่างการเสนอผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งมอบหมายสำนักงานสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขต 50 เขต ให้พิจารณาสถานที่ที่เหมาะสม และโครงการปลูกพืชผักเกษตรปลอดสารพิษ 200 แปลง อีกทั้ง กิจกรรม Bangkok Green Market ตลาดสุขใจ “Green Clean Craft” มียอดจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคม – 20 พฤศจิกายน 2565รวม 250,961 บาท ร้านค้าผู้ประกอบการ 185 ร้าน และผู้ใช้บริการฝึกอาชีพ 1,560 คน

4.ผู้แทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีการจัดแสดงสินค้าผลผลิตเกษตร และมอบกระเช้าของขวัญแก่ผู้บริหารและผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นผลผลิตจากการดำเนินโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่ กทม.และ 5.ผู้ช่วยผู้ว่าการเคหะแห่งชาติแจ้งว่าการเคหะฯพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งตลาดเกษตรกรในโครงการการเคหะดินแดงซึ่งมีผู้อยู่อาศัย 6,000 ยูนิต รวมทั้งโครงการอื่นๆ

“ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะประสานกับ อ.ต.ก.และคณะอนุกรรมการธุรกิจเกษตรของกระทรวงเกษตรฯให้มาสนับสนุนโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต 50 เขตใน กทม.รวมทั้งการร่วมพัฒนาโครงการตลาดน้ำของ อ.ต.ก.ในคลองบางซื่อ เป็นตลาดเกษตรกรประเภทตลาดน้ำ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของ กทม.” นายอลงกรณ์ กล่าว

พัฒนา5อ่างฯบรรเทาท่วม-แล้งพะเยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696338

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำนักบริหารโครงการ ได้ศึกษาและจัดทำแผนหลักการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ อ.เชียงม่วน และ อ.ปง จ.พะเยา ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ที่มักจะประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและลาดชัน ปริมาณน้ำจะไหลลงสู่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีแหล่งเก็บกักน้ำน้อยมาก ซึ่งจากผลการศึกษาจัดทำแผน ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามขอบเขตของการศึกษาฯ สามารถวิเคราะห์ปัญหาและรวบรวมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำได้ทั้งหมด 416 โครงการ และได้คัดเลือกโครงการที่มีศักยภาพในการพัฒนา 5 โครงการ จากแผนหลักมาศึกษาศึกษาความเหมาะสม และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาต่อไป ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยขาม บ้านท่าฟ้าเหนือ ต.สระ อ.เชียงม่วน ความจุเก็บกัก 4.29 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พื้นที่รับประโยชน์ 2,757 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโซน C 297 ไร่

อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปั๋ง หมู่ 6 บ้านบ่อเบี้ย ต.บ้านมาง อ.เชียงม่วน ความจุเก็บกัก 2.93 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 4,436 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 233 ไร่ อ่างเก็บน้ำน้ำม่าว หมู่ 6 บ้านหนุน เทศบาล ต.แม่ยมอ.ปง ความจุเก็บกัก 1.27 ล้าน ลบ.ม.พื้นที่รับประโยชน์ 4,811 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 88 ไร่ อ่างเก็บน้ำรวบ หมู่ 9 บ้านแม่ทาย ต.ออย อ.ปง ความจุเก็บกัก 2.08 ล้าน ลบ.ม.พื้นที่รับประโยชน์ 1,513 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ 84 ไร่ และอ่างเก็บน้ำห้วงดงดำ (ห้วยแพะ) หมู่ 8ห้วยคอกหมู ต.นาปรัง อ.ปง ความจุเก็บกัก 3.42 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 1,517 ไร่ ไม่ต้องจัดรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

รองปลัดเกษตรฯร่วมถก คกก.คุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696340

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายประยูรอินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2565 โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ที่ห้องประชุมชัยนารถนเรนทร อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ สำหรับการประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ด้านติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบการดำเนินงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ด้านบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้เสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบ ด้านกฎหมาย และด้านการเร่งรัดติดตามการดำเนินคดีซึ่งกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 โดยร่วมพิจารณาในประเด็น ดังนี้ การเข้าเป็นภาคีต่อพิธีสารว่าด้วยการขจัดการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมายภายใต้กรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ การขอข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพและติดตาม การบังคับใช้กฎหมายด้านสาธารณสุข และมาตรการกระตุ้นการคัดกรองผู้เสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบเชิงรุก

กรมชลฯขจัดผักตบ วัชพืชขวางทางน้ำ เพิ่มศักยภาพระบาย รองรับน้ำใช้ฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696336

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้กำจัดผักตบชวาและวัชพืช รวมทั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อลดปัญหาการขยายตัวของวัชพืชที่สร้างความเสียหายในพื้นที่ทางน้ำชลประทาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ การส่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคและการเกษตรช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณคลอง 3R สองพี่น้อง ต.ดอนมะเกลือ อ.อู่ทอง และบริเวณคลองพรหม ต.วังลึก อ.สามชุก เพื่อเปิดทางน้ำให้สามารถไหลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น จ.นครนายก กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณคลองซอย 2 ขวา คลองเหมือง ต.ศรีจุฬา อ.เมือง บริเวณคลอง 1 ซ้าย แยกรวมนครนายก ต.ดอนยอ อ.เมือง และบริเวณคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย สาย 1 ต.วังกระโจม อ.เมืองนครนายก จ.ลพบุรี ดำเนินการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณแม่น้ำบางขาม ต.มหาสอน อ.บ้านหมี่ เพื่อเปิดทางให้น้ำระบายได้สะดวก รวมทั้งลดการแพร่ขยายพันธุ์ของวัชพืช

นอกจากนี้ ได้กำจัดผักตบชวาและวัชพืช ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชรขุดลอกคลองตะกอนฝายท่อทองแดง ต.หนองปลิง อ.เมือง เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำใน จ.เพชรบุรี กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณคลองบางจาก ต.บางจาก อ.เมืองเพชรบุรี เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝนภาคใต้ และ จ.สงขลา ดำเนินการขุดลอกและกำจัดวัชพืช บริเวณลำรางสาธารณะประโยชน์ หมู่ 4-6 และคลองท่าเมรุ ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝนภาคใต้

‘ปลัดมท.’ชู5ธ.ค.วันดินโลก ตระหนักรู้ในทรัพยากรดิน ‘คืนดินดีให้ผืนแผ่นดิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696296

'ปลัดมท.'ชู5ธ.ค.วันดินโลก ตระหนักรู้ในทรัพยากรดิน 'คืนดินดีให้ผืนแผ่นดิน'

‘ปลัดมท.’ชู5ธ.ค.วันดินโลก ตระหนักรู้ในทรัพยากรดิน ‘คืนดินดีให้ผืนแผ่นดิน’

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.34 น.

‘ปลัดมท.’ ชู5ธ.ค.ทั้งประเทศ ประกาศเจตนารมณ์รณรงค์สร้างตระหนักรู้ในทรัพยากรดิน เดินหน้า ‘คืนดินดีให้ผืนแผ่นดิน’ สร้างสรรค์ความสมดุลธรรมชาติ-ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ให้ ‘ไทย’เป็น ‘แผ่นดินทอง’

5 ธันวาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการจัดงานพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันพ่อแห่งชาติ” ซึ่งในทุกจังหวัด ทุกอำเภอได้มีการจัดกิจกรรมนำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งมีทั้งการประกอบพิธีทางศาสนา พิธีสวดพระพุทธมนต์ พิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พิธีร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง การบริจาคโลหิต ฯลฯ

นอกจากนี้ วันที่ 5ธ.ค. ยังเป็นวันสำคัญของประชาคมโลกอีกด้วย นั่นก็คือ วันดินโลก หรือ World Soil Day โดยในปี พ.ศ. 2565 (2022) นี้ มีการรณรงค์ให้คนทั่วทั้งโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของดิน ภายใต้หัวข้อ Soils, where food begins หรือ อาหารก่อกำเนิดเกิดจากดิน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มีการประกาศเจตนารมณ์ ว่าจะร่วมส่งเสริมสร้างความตระหนักรู้ให้คนในชาติได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของดินเเละหันมาอนุรักษ์ทรัพยากรดิน รวมถึงฟื้นฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ สร้างระบบนิเวศที่สมดุล ช่วยกันทำให้ดินแดนมาตุภูมิของพวกเรากลายเป็นผืนแผ่นดินทองดั่งที่โบราณว่าไว้ ว่าเราคือ อู่ข้าวอู่น้ำของโลก

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ปวงพสกนิกรชาวไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และจดจารึกไว้ในดวงใจอย่างมิเสื่อมคลายกว่า 70 ปี แห่งการครองราชย์ เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ปวงประชาว่า ทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรมทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎร์ สร้างความผาสุกร่มเย็นให้แก่ชาติบ้านเมือง ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านผ่านการทุ่มเทพระวรกายสร้างสรรค์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 5,151 โครงการ พร้อมเเนวราชดำรัสอีกมากมาย เพื่อให้คนไทยได้ถอดรหัสนำมาประยุกต์ใช้จนกลายเป็นวิถีชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของพี่น้องประชาชนคนไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชปณิธานที่แน่วแน่ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด มุ่งสู่การทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานพระราชปณิธาน ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งนัยยะที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy :SEP) คือ ต้องรู้จัก ความพอดี พอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ควบคู่กับการมีความรู้เเละคุณธรรม

กล่าวโดยสรุปคือ เราต้องรู้จักตัวเอง และประมาณตนว่า ตัวเองมีฐานานุรูปอย่างไร มีเงินเดือนเท่าไร มีหน้าตาทางสังคมอย่างไร ก็ต้องใช้ชีวิตให้พอดีแก่ฐานานุรูปแห่งตนซึ่งสามารถก้าวหน้าได้ คือ การเติบโตในทุกด้าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งเเวดล้อมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ส่วนคำว่า มีเหตุมีผล ทุกท่านคงเข้าใจความหมายดีอยู่เเล้ว ว่าต้องอยู่ในหลักความพอดี หากมีความจำเป็นต้องซื้อทรัพย์สิน ก็อย่าให้เดือดร้นจนเกินตัว ต่อมาคือมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะต้องรู้เท่าทันโลกเเละรู้จักพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เช่นในปัจจุบันกระเเสพลวัตรก็เปลี่ยนเเปลงไปโลกของเราทุกอย่างคือความรวดเร็วเป็นยุคที่เรียกว่า Disruptive การขายสินค้าถ้าเราอยากจะเพิ่มรายได้ก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิต และขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า หรือ แพลตฟอร์มที่มีสู่ระบบออนไลน์ หรือตลาด อื่น ๆ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าถ้าเราเข้าใจบริบทนี้ เราก็จะเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไข คือ การมีความรู้ เเละการมีคุณธรรม อยู่บนพื้นฐานความถูกต้องไม่ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือเบียดเบียนผู้อื่น หากเราปฏิบัติเช่นนี้จนนำมาสู่วิถีชีวิต หรือ Way of life ได้ ก็จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมที่เป็นสุข สิ่งเเวดล้อมที่ดีชุมชน สังคมประเทศชาติของเราก็จะดีตามมา

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสวันดินโลก ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี และเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการฟื้นคืนชีพ คืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทย และชาวโลก ด้วยการพระราชทานแนวพระราชดำริต่าง ๆ จนเกิดผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาคมโลก จนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (IUSS) ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดิน เพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist)” เป็นพระองค์แรกของโลก องค์การสหประชาชาติ และได้ประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ

โดยรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก และบรรจุในปฏิทินการปฏิบัติงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และประเทศสมาชิกทั่วโลกจะร่วมกันจัดกิจกรรมในวันสำคัญนี้ กระทรวงมหาดไทยมีความตั้งใจที่จะสร้างความตระหนักรู้ความสำคัญของดินที่ช่วยสร้างแหล่งอาหาร ทำให้พืชผลสามารเจริญงอกงามผลิดอกออกผลทั่วสารทิศ หล่อเลี้ยงทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งบนผืนแผ่นดิน ทำให้แนวคิดแผ่นดินทองสามารเกิดขึ้นได้จริง โดยผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอจึงร่วมกับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น พี่น้องประชาชนจิตอาสา และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกัน ประกาศเจตนารมณ์เพื่อสืบสานรักษาความอุดมสมบูรณ์แห่งดิน และต่อยอดขยายผลกิจกรรมสร้างความมั่นคงทางอาหาร Change for Good เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ซึ่งมีข้อความการประกาศเจตนารมณ์ว่า “ข้าพเจ้า / จะสืบสานศาสตร์พระราชา / เพื่อพัฒนาดินอย่างยั่งยืน ข้าพเจ้า / จะรักษาความอุดมสมบูรณ์แห่งดิน / เพื่อเป็นแหล่งสร้างอาหารที่มีคุณภาพ ข้าพเจ้า / จะต่อยอด ขยายผล / ขับเคลื่อนเครือข่ายพลังแผ่นดิน / สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ วันนี้ยังได้รับรายงานข้อมูลความคืบหน้าแบบรายงาน add event ของอำเภอ/จังหวัด วันที่ 5 ธ.ค. 65 เมื่อประมาณ 13.30 น. จากทีมบริหารข้อมูลและประเมินผลโดยในขณะนี้ มีอำเภอ/จังหวัด ดำเนินการบันทึกข้อมูลแล้วทั้งสิ้น 891 พื้นที่ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจแล้วกว่า 30,000 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่พอใจมากถึงมากที่สุด ในส่วนการรับรู้ และความตระหนักในทรัพยากรดิน อยู่ในระดับมาก ไปจนถึงมากที่สุด ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี กิจกรรมงาน วันดินโลก ปี 2022 ของกระทรวงมหาดไทย ได้มีการกำหนดจัดกิจกรรมตั้งเเต่ วันที่ 2 ธ.ค. 65 ไปจนถึงวันที่ 8 ธ.ค. 65 เรียกว่าเป็นสัปดาห์แห่งการตระหนักรู้  “Awareness week” ซึ่งเป็นการสร้างการรับรู้ต่อเนื่องตลอด 7 วัน ภายใต้แนวคิด “Great food from good soil for better life awareness week” หรือ “ดินดี อาหารดี สุขภาพดี ชีวีมีสุข” ซึ่งจะขับเคลื่อนในพื้นที่ นำร่อง จ.อุบลราชธานี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทุก และภาคส่วนรับรู้และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญทรัพยากรดินในการดูแลฟื้นฟูบำรุงดินที่เป็นแหล่งกำเนิดของอาหารและสิ่งมีชีวิตนานับประการ ซึ่งกิจกรรม Highlight ในวันสุดท้าย คือ วันที่ 8 ธค. 2565 จะจัดขึ้นที่ ศูนย์พุทธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดป่าดงใหญ่วังอ้อ อ.เขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในรับความเมตตาจากพระพิพัฒน์วชิโรภาส มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยที่เป็นเจ้าภาพหลักที่ คือ กรมการปกครอง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมที่สำคัญและน่าสนใจมากในวันนั้น คือ กิจกรรมที่เป็นความร่วมมือภายใต้ MOU ระหว่าง (กระทรวงมหาดไทย + มหาเถรสมาคม และ สจล.) ที่วัดเกือบทุกวัด ในจังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่อื่น ๆ ได้ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมในวันดินโลก เพื่อประกาศเจตนารมย์ร่วมกัน มีประชาชนเข้าร่วมพื้นที่แต่ละวัดประมาณ 100 คน รวมทั้งสิ้นคาดว่า มีคนเข้าร่วม สร้างการรับรู้กว่า 60,000 คน ผ่านการทำงานสาธารณสงเคราะห์ หรือ หลัก “บวร” พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบ Zoom จากสถานีแม่ข่ายหลัก ที่วัดป่าดงใหญ่วังอ้อ อ.เขื่องใน ไปยังพื้นที่วัด หรือที่สาธารณะในชุมชนที่ทางอำเภอต่าง ๆจัดเตรียมไว้ กิจกรรมต่อมามีชื่อว่า “ถนนสายวัฒนธรรม” ทาน ศีล ภาวนา ทำจิตอาสาพัฒนาดิน พัฒนาพื้นที่ มีอาหารผลผลิตที่เกิดจากดิน มาใส่บาตร แบ่งปันกัน มีการทำกิจกรรมปลูกต้นไม้  ฟื้นฟูบำรุงดิน ห่มดิน ใส่ปุ๋ยจากวัตถุดิบธรรมชาติ ทำปุ๋ยหมัก-นำ้หมัก และอื่น ๆ ที่เป็นการร่วมกันเทิดพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดจนร่วมกันเสริมสร้างการตระหนักรู้ ในการดูแลทรัพยากรดิน ภายใต้ Theme หัวข้อประกวดของ FAO องค์การอาหารและเกษตรกรรม แห่งสหประชาชาติ ว่า Soils: where food begins (อาหารก่อกำเนิด เกิดจากดิน)