กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 – 7 มิ.ย.นี้

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 - 7 มิ.ย.นี้

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 – 7 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

18 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดกรอบการดำเนินงานในการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ โดยครอบคลุมการกำหนดห้วงเวลา สถานที่ รูปแบบการจัดงาน และแนวทางการดำเนินกิจกรรมให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจของกรมการข้าว และสามารถสะท้อนบทบาทสำคัญของข้าวและชาวนาไทยได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี ถือเป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของข้าวในฐานะอาหารหลักและวัฒนธรรมไทย รวมถึงเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวนาไทย พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาและความมั่นคงทางอาหาร โดยในปี 2569 นี้ กรมการข้าวจะมีการจัดงานในวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานจะจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการด้านข้าว การสาธิตและกิจกรรมร่วมสนุกที่น่าสนใจ ตลอดจนการออกร้านค้าที่จะนำสินค้าและอื่นๆอีกมากมายมาจัดแสดงภายในงาน

– 006

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

18 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับกองทัพอากาศ ประจำปี 2569 และประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยมี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นางศศิพร ปาณิกบุตร รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) พลอากาศโท นิทัศน์ ยูประพัฒน์ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ หัวหน้าสำนักงานฝนหลวงกองทัพอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการทหาร หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมประชุม ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูเข้าสู่ฤดูร้อน มักจะพบการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง พายุฤดูร้อน และลูกเห็บตก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นการช่วยบรรเทาภัยธรรมชาติด้วยการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ด้วยการยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI Flare) ที่ยอดเมฆซึ่งมีระดับอุณหภูมิ -4 ถึง -12 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้กลุ่มเมฆตกเป็นฝนก่อนที่จะก่อยอดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดลูกเห็บตกมาถึงพื้น ที่อาจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตประชาชน และในแต่ละปีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะมีการดำเนินงานร่วมกับกองทัพอากาศที่สนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่การบินในการปฏิบัติการภารกิจดังกล่าว

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีการปฏิบัติการยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 จำนวนทั้งสิ้น 33 วัน 48 เที่ยวบิน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 1,088 นัด ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ 22 จังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งผลปฏิบัติการมีความสำเร็จคิดเป็นร้อยละ 58.83 สำหรับในปีงบประมาณ 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดตั้งหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จำนวน 3 หน่วย ปฏิบัติการระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้แก่ 1) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.เชียงใหม่ ใช้เครื่องบิน Alpha Jet ของกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคเหนือตอนบน 2) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.พิษณุโลก ใช้เครื่องบิน Super King Air ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคเหนือตอนล่าง และ 3) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานีใช้เครื่องบิน Alpha Jet ของกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ องคมนตรีและผู้บริหารได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาสาสมัครฝนหลวงกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง บ้านหนองคอนแสน ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อรับฟังการปฏิบัติการหน้าที่ของอาสาสมัครฝนหลวงในการสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และความต้องการน้ำในพื้นที่ รวมถึงรับฟังการดำเนินการของกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงฯ และความต้องการน้ำสำหรับการเพาะปลูก โดยได้รับทราบถึงความต้องการของเกษตรกรและประชาชน และได้กำชับให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ที่ต้องการน้ำให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับใช้การและบรรเทาสถานการณ์ในบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งอีกด้วย

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบราคาอาหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาลเพื่อพิจารณามาตรการตรึงราคาน้ำมันเขียว

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเรือประมงสมาชิกสมาคมที่ทยอยนำเรือกลับเข้าฝั่ง หลังจากน้ำมันที่เติมไว้​ใกล้หมด ได้แจ้งว่า​ อาจยังไม่ออกทำประมงในรอบใหม่ เนื่องจากราคาน้ำมันเขียวปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการทำประมงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญราคาน้ำมันเขียวที่ผู้ประกอบการเติมไว้เมื่อ 10–15 วันก่อน อยู่ที่ประมาณลิตรละ 18–20 บาท

ล่าสุดราคาน้ำมันเขียวหน้าคลังอยู่ที่ 39.39 บาทต่อลิตร สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งต้นทุนหลักของการทำประมงมาจากค่าน้ำมัน เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังไม่ปรับเพิ่ม ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้​ นอกจากนี้​ยัง​ข้อจำกัดในการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง​

ขณะที่ต้นทุนสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ​ ค่าแรงลูกเรือ ซึ่งต้องจ่ายตามกฎหมายแรงงาน แม้ไม่ได้ออกเรือก็ตาม​ 

ขณะเดียวกัน ภาคการประมงยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยอื่น ทั้งการแข่งขันจากสินค้าประมงนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน​ดังนั้น หากผู้ประกอบการตัดสินใจจอดเรือ อาจจำเป็นต้องเลิกจ้างแรงงาน และจะส่งผลกระทบต่ออุปทาน​และ​ราคา​สินค้า​ประมงในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตัดสินใจจอดเรืออาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่จังหวัดชายทะเล จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเขียวที่พุ่งสูง จึงเป็นเหตุให้สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย​ นำโดยนายไตรฤกษ์​ มือสันทัด​ ประธาน​สมาคม​ฯ เตรียมเข้าหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​คมนาคม​ในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือเร่งด่วน

สำหรับ​ประเด็นสำคัญที่สมาคมฯ เตรียมเสนอได้แก่ การขอให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันเขียวไม่เกินลิตรละ 30 บาท โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง การขอปรับลดค่าการกลั่นน้ำมันเขียวลงลิตรละ 5 บาท รวมถึงการเปิดทางให้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อใช้ในภาคประมง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เรือประมงทั้งพาณิชย์และพื้นบ้านสามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เหมาะสม และขอให้มีมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนอย่างเร่งด่วน เพื่อประคองผู้ประกอบการในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังผันผวน โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยประเมินว่า ปัจจุบันมีเรือประมงจำนวนกว่า 6,000 ลำ ใช้น้ำมันรวมกันหลายสิบล้านลิตรต่อเดือน หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงได้ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคการผลิต การจ้างงาน และราคาสินค้าอาหารทะเลในประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.35 น.

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำ”สู่เกษตรยั่งยืน”

วันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ SCG GREEN CIRCULAR นำโดย นายวิสุทธ จงเจริญกิจ ประธานกลุ่มธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียน พร้อมคณะ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการลดการเผาในภาคการเกษตร และสนับสนุนระบบการผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยมุ่งผลักดันการนำเทคโนโลยีไบโอชาร์ (Biochar) และนวัตกรรมด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

ที่ประชุมได้มีการนำเสนอภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร พร้อมทั้งบทบาทของภาคเอกชน โดย SCG ในการสนับสนุนระบบเกษตรคาร์บอนต่ำ ผ่านแนวทางลดการเผาในพื้นที่ต้นแบบ “Saraburi Sandbox” ซึ่งครอบคลุมการนำวัสดุชีวมวลไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในภาคอุตสาหกรรม การกักเก็บคาร์บอน และแนวทาง “Biomass Direct Storage” เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและภาคเอกชน ในการผลักดันนโยบายและกลไกสนับสนุนรูปแบบความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้การดำเนินงานเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน โดยเน้นการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ตามกรอบ T-VER และเป้าหมาย NDC 3.0 ของประเทศ ควบคู่กับการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)

ในด้านการปฏิบัติ ได้มีการนำเสนอข้อมูลพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อบริหารจัดการฟางข้าวอย่างเป็นระบบ ลดการเผาในพื้นที่ และส่งเสริมการนำฟางข้าวและตอซังกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปแบบพลังงาน อาหารสัตว์ และการผลิตไบโอชาร์ รวมถึงการส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และการวิเคราะห์ดินก่อนใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำฟางข้าวออกจากแปลงไปใช้ประโยชน์ได้ทันที สอดคล้องกับแนวทางลดการเผาและเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ เทคโนโลยีไบโอชาร์ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการแปรรูปวัสดุชีวมวลเหลือใช้ให้เป็นวัสดุที่สามารถปรับปรุงคุณภาพดิน ใช้เป็นส่วนผสมในคอนกรีต และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

ถึงเวลาหรือยังที่ “ฟางข้าว” จะไม่ใช่ของเหลือทิ้ง แต่เป็นทรัพยากรสร้างอนาคต ….ผมอยากรู้ว่า สมาชิกเพจคิดว่าการ แปรรูปเป็นไบโอชาร์ จะสามารถตอบโจทย์ในส่วนนี้หรือไม่?

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ พร้อมกำชับติดตามค่าฝุ่น PM2.5 และระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ต่อเนื่อง

17 มีนาคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงและปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศประจำวัน (Morning brief) โดยมี นายวีระพล สุดชาฎา ผู้อำนวยการกองดัดแปรสภาพอากาศ นางสาวศิริพร ทวีเดช ผู้อำนวยการกองตรวจและพัฒนาการตรวจสภาพฝนหลวง นายสุรพันธ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องประชุมหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานี ภายในกองบิน 23 จ.อุดรธานี

จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า ในช่วงนี้มีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทย และทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือตอนบนมีโอกาสเกิดฝนตกชุก ขณะที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน อธิบดีฝนหลวงฯ จึงสั่งการให้วางแผนช่วงชิงสภาพอากาศปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ บริเวณภาคเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนบน

สำหรับปัญหาฝุ่น PM2.5 ค่าฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากมีจุดความร้อนหนาแน่นในประเทศเป็นจำนวนมาก และมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 2 ฝั่ง จึงได้กำชับให้นักวิชาการและเจ้าหน้าที่วางแผนปฏิบัติการระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติดตามสถานการณ์พายุลูกเห็บที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ บริเวณ จ.สุโขทัย จ.เลย และบริเวณฝั่งตะวันตกของภาคเหนือ

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

ครบรอบ 20 ปี กรมการข้าว เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

16 มีนาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 20 ปี พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ข้าว GEN ใหม่ หัวใจรักษ์โลก” และเป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณข้าราชการพลเรือนดีเด่น “คนดีศรีข้าว” ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น และศูนย์วิจัยข้าวดีเด่น ประจำปี 2568 ณ กรมการข้าว แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภายในงานมี นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว รวมถึงผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรมการข้าวถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนงานด้านข้าวของประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาพันธุ์ข้าว การวิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคการผลิตข้าวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อให้การบริหารจัดการข้าวของประเทศเป็นไปอย่างครบวงจร และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ข้าว GEN ใหม่ หัวใจรักษ์โลก” โดยนำเสนอแนวคิดการผลิตข้าวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตไปสู่การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและข้าวพรีเมียม

นิทรรศการดังกล่าวประกอบด้วยหัวข้อสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดต้นทุนการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ การเสริมศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชน ภายใต้โครงการสนับสนุนลดต้นทุนด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว การพัฒนาฉลากคาร์บอนสำหรับผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกรภาคกลาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มเกษตรกรรายแรกที่สามารถติดฉลากคาร์บอนให้กับผลิตภัณฑ์ข้าวได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม “นาข้าวอัจฉริยะ” ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการแปลงนา ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลกำไรอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอแนวคิด “Field to the Future” นวัตกรรมการผลิตข้าวที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาระบบ “ข้าวดิจิทัล” เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

หลังจากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรดีเด่นของกรมการข้าว ประจำปี 2568 ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือนดีเด่น “คนดีศรีข้าว” จำนวน 9 ราย พนักงานราชการดีเด่น จำนวน 4 ราย และผู้ปฏิบัติงานจ้างเหมาบริการดีเด่น จำนวน 4 ราย

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของบุคลากรกรมการข้าว จำนวน 89 ทุน รวมถึงมอบรางวัลองค์กรคุณธรรมต้นแบบ เพื่อยกย่องหน่วยงานและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นประธานในพิธีสำคัญของกรมการข้าวในครั้งนี้ พร้อมฝากถึงข้าราชการและบุคลากรทุกคนให้ตระหนักอยู่เสมอว่า ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา ถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ และควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

“อยากฝากให้พี่น้องข้าราชการคิดอยู่เสมอว่า ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา เป็นเรื่องสำคัญและเป็นวาระแห่งชาติ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ก็ขอให้ทุกคนเอาจริงเอาจังกับการทำงาน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการต่างๆ จนทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วง อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตให้กับเกษตรกร แม้ว่าการหาตลาดอาจไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เห็นว่าควรดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องเกษตรกร และทำให้ระบบข้าวของประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

– 006

อธิบดี​กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขานรับแนวคิดศุภจี ตั้งล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม หวังแก้ราคาตกต่ำ

อธิบดี​กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขานรับแนวคิดศุภจี ตั้งล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม หวังแก้ราคาตกต่ำ

อธิบดี​กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขานรับแนวคิดศุภจี ตั้งล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม หวังแก้ราคาตกต่ำ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.43 น.

“อธิบดี​กรมส่งเสริมสหกรณ์”ขานรับแนวคิด”ศุภจี” ตั้ง”ล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม”หวังแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ย้ำเครือข่ายสหกรณ์พร้อมทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตส่งล้งกลาง และเดินหน้าพัฒนาการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าตกเกรด​

16 มีนาคม 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่ง​เสริม​สหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เพื่อบูรณาการการทำงานรับมือผลไม้ภาคตะวันออก ที่จะออกสู่ตลาดในช่วงกลางเดือนเมษายน รวมทั้งหารือแนวทางแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ โดยมีแนวคิดจัดตั้ง “ล้งกลาง” เพื่อเป็นศูนย์กลางรับซื้อผลผลิตแทนล้งจีนที่ถูกวิจารณ์ว่า​ กดราคามะพร้าวเหลือลูกละประมาณ 2 บาท

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะสหกรณ์ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและรวบรวมผลผลิตมากกว่าการทำตลาด จึงพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกต้นน้ำ รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกส่งให้ล้งกลางหรือภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาด

“สหกรณ์ถนัดเรื่องการผลิตและรวบรวมผลผลิต ส่วนการทำตลาดเป็นเรื่องปลายน้ำที่ต้องอาศัยมืออาชีพ การลงทุนสร้างล้งเองต้องใช้เงินสูงมาก ดังนั้นหากมีล้งกลาง สหกรณ์ก็พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงผลผลิตจากสมาชิกเข้าสู่ตลาด” นายนิรันดร์กล่าว

พร้อมกันนี้ได้ชี้แจงกรณีมีข้อกล่าวหาว่าสหกรณ์บางแห่งร่วมมือกับล้งจีนในการดำเนินธุรกิจซื้อขายมะพร้าวว่า ไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากบทบาทของสหกรณ์คือการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้ผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นล้งไทยหรือล้งจีน หากให้ราคาดีก็สามารถขายได้

นายนิรันดร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อทราบว่า​ ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งเข้าไปช่วยเหลือทันที โดยประสานเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเข้ามารับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร โดยสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด นำเครือข่ายสหกรณ์ภาคอีสานเข้ามารับซื้อผลผลิตจำนวน 50,000 ลูก ในราคาลูกละ 5 บาท ขณะที่ราคาตลาดในพื้นที่ขณะนั้นอยู่ที่เพียงลูกละ 2 บาท

ต่อมาเครือข่ายสหกรณ์ในหลายจังหวัดได้ร่วมกันรับซื้อมะพร้าวจากแหล่งผลิตในจังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขยายการรับซื้อมะพร้าวจากจังหวัดสงขลา ปัจจุบันสามารถกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ไปยังตลาดปลายทางได้แล้วกว่า 2.3 ล้านลูก คิดเป็นมูลค่ากว่า 11.86 ล้านบาท ส่งผลให้ราคามะพร้าวในพื้นที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังสนับสนุนให้สหกรณ์เพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป โดยจัดสรรงบประมาณช่วยจัดซื้ออุปกรณ์การตลาดให้สหกรณ์ผู้ปลูกมะพร้าวหลายแห่งเช่น การสนับสนุนตู้แช่เก็บน้ำช่อดอกมะพร้าวให้สหกรณ์การเกษตรประสานกสิกิจ จำกัด อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ในปีงบประมาณ 2567 เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและนำไปแปรรูปเป็นน้ำตาลมะพร้าว ไซรัปมะพร้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ด้าน นายสมเกียรติ ประพฤติกิจ​ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรวัดเพลง จำกัด จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการตั้งล้งกลาง เพราะจะช่วยสร้างความเป็นธรรมด้านราคาให้เกษตรกร ปัจจุบันราคามะพร้าวถูกกำหนดโดยล้งเป็นหลัก

เขากล่าวว่า สหกรณ์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างสมาชิกกับล้ง โดยเมื่อสมาชิกแจ้งว่า​ จะตัดมะพร้าวในวันใด สหกรณ์จะแจ้งไปยังล้งเพื่อส่งทีมมาตัดและคัดเกรด จากนั้นล้งจะโอนเงินผ่านสหกรณ์ก่อนส่งต่อให้สมาชิก เพื่อป้องกันปัญหาการค้างจ่าย

ปัจจุบันสหกรณ์วัดเพลงส่งมะพร้าวให้ล้งเฉลี่ยวันละ 20,000 – 30,000 ลูก ในราคาประมาณลูกละ 5 – 6 บาท โดยคัดเฉพาะลูกที่ได้ขนาดตามความต้องการตลาด ส่วนมะพร้าวที่ตกเกรดจะนำมาแปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวบรรจุขวดจำหน่ายเพิ่มมูลค่า

ขณะที่ นายจำรูญ นิลเต่า ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรบ้านรางสีหมอก จำกัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดล้งกลางเช่นกัน แต่ยอมรับว่าการดำเนินการต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และยังมีความท้าทายด้านตลาด เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตมะพร้าวส่วนใหญ่ส่งออกผ่านเครือข่ายล้งจีน

นายจำรูญ กล่าวว่า ในพื้นที่ดำเนินสะดวกมีล้งจีนมากกว่า 230 แห่ง ปัจจุบันราคามะพร้าวคละเกรดอยู่ที่ประมาณลูกละ 4 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่อยู่ราว 5 – 6 บาท แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มีรถบรรทุกของตนเอง ทำให้ล้งจ่ายค่าขนส่งและค่าแรงเพิ่ม เมื่อรวมรายได้ทั้งหมดแล้วเกษตรกรจะได้รับประมาณลูกละ 7 – 8 บาท พร้อมยอมรับว่า​ ทุกวันนี้ชาวสวนจำนวนมากยังต้องพึ่งพาล้งจีน เพราะมีการซื้อขายกันมายาวนานกว่า 10 – 20 ปีแล้ว

– 006

เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

วันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ บริเวณวัดป่ามหาธีราจารย์ บ้านวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเชื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในฐานะผู้อุปมถัมภ์การก่อสร้างประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถกลางน้ำวัดป่ามหาธีราจารย์ โดยมี พระพิพัฒน์วชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดป่ามหาธีราจารย์ คณะสงฆ์ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน คณะศิษยานุศิษย์ พร้อมด้วยประชาชน นักเรียนในพื้นที่ร่วมพิธีถวายการต้อนรับ

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ พร้อมด้วย นายสรชาย ครองยุทธ ปลัดจังหวัด อุบลราชธานี, รองนายกอบจ.อุบลราชธานี, นางกนกอร โพธิ์สิงห์ พัฒนาการจังหวัดอุบลราชธานี โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานี, นายอำเภอเขื่องใน ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย และ คณะผู้บริหารโรงเรียน นักเรียน เดินทางไปเปิดโครงการ “การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณ บ้านวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเชื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมในการติดตามความคืบหน้าและเปิดโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28  กรกฎาคม 2567 ซึ่งเห็นแล้วดีใจเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราเสียสละเวลาพาลูกหลานมาร่วมกิจกรรมด้วย สำหรับโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเกิดจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ภาคีเครือข่าย ร่วมกับ พระพิพัฒน์วชิโรภาส หรือ เจ้าคุณสุขุม ผู้เป็นพระต้นแบบในการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม ท่านเป็นผู้ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้สังคมดุลแสงเพชรเจิดจ้าให้เกิดแสงสว่าง เจ้าคุณสุขุม ท่านเป็นพระที่มีความเมตตา ทำงานให้คณะสงฆ ดูแลเด็ก สร้างถนนวัฒนธรรม เหมือนถนนแห่งความเมตตา กรุณาปราณี สร้างความมั่นคงให้กับชุมชมสังคม ประชาชน ท่านช่วยเหลือทุกภูมิภาคของประเทศ ให้อยู่ความอยู่กินดีกิน เกิดความมั่นแห่งชีวิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข คือ แก้ไขในสิ่งผิด นัยสำคัญแก้ไขในสิ่งผิด คือ ในอดีตประเทศเรามีความมั่นคง มีความสุข แต่รุ่นพ่อแม่ตกมารุ่นเราไปทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายสิ่งดีงามในอดีต เช่น เผาป่า ทำลายสิ่งแวดล้อม  ทำลายวิถีชีวิต จนเกิดวิกฤติ อธิบายแบบนี้ เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ว่า ในหลวงต้องการให้เราแก้ไขในสิ่งผิด คือ ต้องไม่เผาป่า ต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ไว้ว่า โคกหนองนา อารยเกษตร

“รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ในยุคนี้ คือเกษตร เกษตรคือประเทศ ก็คือผืนดิน (Sustainable Agronomy) คืออารยประเทศ เกษตรประเทศ ก็คืออารย ประเทศ ทำได้โดยประยุกต์หลายๆ ทฤษฎีที่ได้ทรงรับสั่งไว้ อารยะคือเจริญแล้ว เจริญแล้วก็ต้องเจริญในไจก่อน ประเทศเรา รวยที่สุดคือ อารยธรรม เรียกได้ว่าเป็น “Cultural Heritage” เมืองไทยมีวัฒนธรรม คนไทยใจดี มีเมตตา มีธรรมะ มีศาสนาต่างๆ มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีศิลปะต่างๆ ที่รักษาไว้ วัฒนธรรมของเรามี “Culture” หรือการเป็นคนไทยประเทศอื่นไม่มี บ้านเรามีวัฒนธรรม เพราะมีความเป็นคนไทยเราจึงรอด แต่ไม่ใช่เราคร่ำครึ ประเทศที่มีวัฒนธรรมไม่ใช่เอาของต่างชาติมาใช้หมด เทคนิคของต่างชาติ เทคโนโลยีของต่างชาติก็ดี แต่เราก็ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสมในบ้านเรา

นัยสำคัญของพระราชดำรัสนี้ ก็คือทรงยกย่องโคก หนอง นา ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ แผ่นดินสวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยผลผลิตสำหรับปากท้องของประชาชน เป็นแบบอย่างที่ใช้งานได้จริง ดังเช่น โคกหนองนา ต้นแบบ วัดสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งเต็มไปด้วยไม้ 5 ละดับ คือ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เตี้ย ไม้เรี่ยดิน และ ไม้หัวใต้ดิน ที่ยกตัวอย่างโคกหนองนาต้นแบบนี้ พูดเพื่ออยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนชวนเด็กไปดู เพื่อเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น ทำน้ำหมัก สารบำรุงดิน เด็กก็จะเกิดแรงบันดาลใจ ในการทำโคก หนอง นา อายรเกษตรต่อไป”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 28 กรกฎาคม 2567  ตามที่กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการและออกแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตาม แนวพระราชดำริ โดยอาศัยกลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่าย 7 ภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 1.ภาครัฐ 2.ภาควิชาการ 3.ภาคศาสนา 4.ภาคประชาชน 5.ภาคเอกชน 6.ภาคประชาสังคม และ 7.ภาคสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานแบบ “ร่วมพูดคุย ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผล

“จำได้มาว่าผมมา  Kick off  เมื่อวันที่ 9 เมษายน 257 ตอนนั้นมีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ เป็นผู้ว่า ตอนนี้ท่านเป็น ส.ส.ร้อยเอ็ดแล้ว มีพัฒนาการเป็นหัวแรก โยธา มาร่วมด้วยช่วยกัน และก็มีท่านเจ้าคุณสุขุม พระพิพัฒน์วชิโรภาส มาช่วยดูช่วยแก้ ช่วยขับเคลื่อนโครงการนี้พร้อมกันตามหลักบวร  ซึ่งประจักษ์พยานความสำเร็จที่พวกเราเห็นได้วันนี้ คือ เราอยู่ในบรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นธรรมชาติ มีเสียงจักจั่นกรีดร้อง มีพืชผักปลอดจากสารพิษ เป็นพื้นที่ต้นแบบ เหมาะกับความเป็นถนนวัฒนธรรม เพื่อให้มีข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอารยเกษตร และที่สำคัญเราร่วมกันทำมาตั้งแต่ปี 2567 จนบัดนี้ก้าวสู่ปี 2569 แล้ว ก็ยังทำอยู่ แบบนี้เราเรียกได้ว่ามีความยั่งยืน แต่เราอย่าหยุดอยู่แค่นี้ ต้องชวนให้ไปทำที่บ้านด้วย บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และขยายผลสู่ ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยั่งยืน ลดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน โดยเน้นการปลูกผักสวนครัวและไม้ผลในทุกครัวเรือน ซึ่งพระราชดำรินี้ก็สอดคล้องและเป็นคำเดียวกันกับคำว่าอารยเกษตร คือ เป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ทำแผ่นดินรอบบ้านให้เป็น อารยเกษตร เราช่วยกันทำได้

และท้ายนี้ขอผอ.โรงเรียนให้เด็กช่วยกันปลูกไม้ยืนต้นคนละต้น เป็นต้นไม้แห่งชีวิต ขอขอให้ปลัดจังหวัดไปเรียนผู้ว่าจัดโครงการให้เด็กปลูกต้นไม้คนละต้นฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ และขอความร่วมมือจากกระทรวงทรัพย์ขอพันธุ์ไม้ ขอความร่วมมือจาก อบจ.ช่วยหารถ ช่วยกันจัดกิจกรรม แบบนี้ก็จะเกิดซุปเปอร์มาเก็ตในชุมชนดังที่เจ้าคุณสุขุมท่านหวังไว้ คือ ให้มีป่าและในป่าก็จะเกิดอาหารจำพวกเห็ดบ้าง หน่อไม้ป่า รังผึ้งบ้าง ผักหวานป่าบ้าง แผ่นดินของจังหวัดอุบลราชธานีก็จะอุดมสมบูรณ์สมกับเป็นมหานครแห่งโคก หนอง นา”

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

12 มีนาคม 2569 บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงานเปิดตัว ILDEX (อิลเด็กซ์) และ Horti & Agri (ฮอร์ติ แอนด์ อะกริ) Exhibition Series 2026 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน เพื่อประกาศทิศทางการขยายแพลตฟอร์มธุรกิจด้านปศุสัตว์และการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงาน คุณเควิน เจ้า และ คุณศุภณัฐ ตรีรัตน์พิจารณ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด พร้อมด้วย คุณทักษอร วาทีสาธกกิจ ผู้จัดการโครงการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้นำเสนอภาพรวมการจัดงาน พร้อมชี้ให้เห็นถึง การบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าระหว่างอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการเกษตร รวมถึง โอกาสทางธุรกิจในตลาดสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

ภายในงาน ทีมผู้จัดได้เผยภาพรวมของ ILDEX Exhibition Series ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านปศุสัตว์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในหลายประเทศสำคัญของอาเซียน พร้อมนำเสนอแนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่ คุณ Kim Gee-Myung จาก Korea Animal Health Products Association (KAHPA) ที่กล่าวถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดปศุสัตว์ในประเทศเวียดนาม และ คุณ Nathan Feeney จาก AG Growth International ที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดปศุสัตว์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดตัว Horti & Agri Exhibition Series 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ปศุสัตว์ อาหารสัตว์ ไปจนถึงพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดย คุณเอกนฤน สว่างภักดิ์ดี ผู้จัดการขายและผู้พัฒนาธุรกิจ บริษัท TrolMaster Agri Instruments Co., Ltd. ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจด้านเทคโนโลยีการเกษตรในตลาด อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งกำลังมีความต้องการเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Horti & Agri Series ขยายเวทีสู่ภูมิภาค

ในปี 2569 Horti & Agri Series เตรียมขยายบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ประเทศเวียดนามจะเปิดตัวงานแสดงสินค้าในรูปแบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้จัดในรูปแบบการประชุม โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้านานาชาติ 40 รายจาก 4 ประเทศ และผู้เข้าชมงานมากกว่า 12,000 คน เมื่อจัดร่วมกับงาน ILDEX Vietnam

ภายในงานยังมีการจัด พาวิลเลียนนานาชาติจากเกาหลี ไต้หวัน และเวียดนาม พร้อมการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ VFARDA, VFAEA และ VOAA โดยการประชุมภายในงานจะเน้นประเด็นสำคัญด้าน เกษตรสีเขียว ระบบอาหารที่ยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ILDEX เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายปศุสัตว์อาเซียน

สำหรับ ILDEX Philippines จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยจัดร่วมกับ Philippine Poultry Show ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเข้าร่วม อาทิ ADM, Alltech, Cargill, CPF Philippines, DSM Firmenich, Kemin, Pilmico และ New Hope

ขณะที่ ILDEX Indonesia จะปรับรูปแบบเป็น งานประจำทุกปี พร้อมเปิดตัวโซนใหม่ Dairy & Cattle Pavilion และขยายพื้นที่ Meat Pro Pavilion และ Aquatic Pavilion โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 200 รายจาก 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน ภายใต้การสนับสนุนจาก กระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (MOA) และ Federation of the Indonesian Poultry Society (FMPI) พร้อมการจัด การประชุมนานาชาติ Newcastle Disease Centennial โดย IPVA ภายใต้ World Veterinary Poultry Association (WVPA)

ในส่วนของ ILDEX Vietnam 2026 จะจัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 10 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของงาน โดยคาดว่าจะมี แบรนด์ชั้นนำกว่า 250 แบรนด์จากมากกว่า 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่ เช่น CP Vietnam, Dabaco Group และ De Heus Vietnam จะเข้าร่วมงาน พร้อมองค์กรสมาคมด้านปศุสัตว์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดของอุตสาหกรรม ขณะนี้ ILDEX Vietnam เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทยกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน สู้ภาวะล้นตลาด

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทยกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน สู้ภาวะล้นตลาด

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทยกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน สู้ภาวะล้นตลาด

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทยกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน สู้ภาวะล้นตลาด ผนึกคู่ค้า–SME ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ท่ามกลางสถานการณ์ผลผลิตมะพร้าวของไทยที่ล้นตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การเพิ่มช่องทางรับซื้อและการนำมะพร้าวไปต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูป จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยกระจายผลผลิต พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ด้วยการรับซื้อมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ รายย่อย และผู้ประกอบการ SME นำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบมะพร้าวสด เครื่องดื่ม ขนมหวาน และเบเกอรี่ รวมกว่า 40 รายการ โดยมีปริมาณการใช้มะพร้าวไทยรวมกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 459 ตันต่อเดือน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง

ผลจากการพัฒนาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอร่อยกับเมนูจากมะพร้าวได้อย่างหลากหลายภายในร้านเซเว่นฯ สำหรับคนที่ต้องการความสดชื่นระหว่างวัน มีสินค้าอย่างมะพร้าวน้ำหอมสด ทั้งแบบมะพร้าวควั่น และมะพร้าวเจีย ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพิ่มความสะดวกในการเปิดทานด้วยเทคนิคการเจาะ ที่นำมาปรับให้สะดวกต่อการรับประทาน สามารถแช่เย็นพร้อมดื่มได้ทันที โดยมีให้เลือกทั้ง มะพร้าวน้ำหอมสด และมะพร้าวน้ำหอมต้มเผา

ส่วนใครที่เป็นสายหวาน ก็มีเมนูขนมหวานและเบเกอรี่จากมะพร้าวที่พัฒนาโดยคู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยให้เลือกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ชิฟฟ่อนเค้กครีมมะพร้าวอ่อน, ซาหริ่มมะพร้าวอ่อน, อินทนิลมะพร้าวอ่อนน้ำกะทิ และพายไส้เผือกมะพร้าวอ่อน เป็นต้น

ปิดท้ายด้วยสายเครื่องดื่มและคอกาแฟ มะพร้าวถูกนำมาผสมผสานเป็นเมนูเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ All Café ได้แก่อเมริกาโน่น้ำมะพร้าว และ มะพร้าวนมสดปั่น

นอกจากนี้เซเว่นฯ ยังเปิดพื้นที่ให้คู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยนำมะพร้าวจากเกษตรกรมาต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูปหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ขนมหวานที่ใช้วัตถุดิบจากกะทิ หรือเครื่องดื่มและอาหารที่มีส่วนประกอบจากมะพร้าว ทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่นใกล้บ้านได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การรับซื้อมะพร้าวไทยเพื่อนำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่นฯ ไม่เพียงทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้ง่ายขึ้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของเซเว่นฯ ในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสนับสนุนรายได้ให้เกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”