พปชร.เสริมเกราะ วางกลยุทธ์ปี 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407240?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พปชร.เสริมเกราะ วางกลยุทธ์ปี 63

29 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
พปชร
เปิดอ่าน 1,050 ครั้ง

พปชร.เสริมเกราะ วางกลยุทธ์ปี 63 คอลัมน์… EXCLUSIVE TALK

ยังเป็นพรรคการเมืองใหญ่ถูกจับตามองทุกการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เมื่อพรรคพลังประชารัฐจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เพื่อขยับโครงสร้างผู้บริหารพรรคใหม่อีกครั้ง รองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคในทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 โดยเฉพาะหมวก “แกนนำรัฐบาล” ต้องผลักดันเรือเหล็กไปยังเป้าหมายตามที่ประกาศนโยบายหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

แต่หน้าตากรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะเป็นหัวใจสำคัญให้พลังประชารัฐ เดินไปสู่ทิศทางที่วางไว้ให้สำเร็จแค่ไหน “เนชั่นสุดสัปดาห์” พาไปพูดคุยกับ “ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ถึงโรดแม็พ พปชร.ตลอดปี 2563 เริ่มต้น “ธนกร” บอกว่า การปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ เป็นการเพิ่มตามความเหมาะสมเพื่อให้การทำงานในพรรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกรรมการบริหารแต่ละกลุ่มจะทำหน้าที่ครอบคลุมแต่ละพื้นที่เพื่อให้การทำงานของ ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคเชื่อมโยงกัน รวมถึงจะได้เชื่อมโยงกับประชาชนในพื้นที่ด้วน ถือเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการทำงานของพรรคพลังประชารัฐในปี 2563 เพราะเชื่อว่าจะมีสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้พรรคพลังประชารัฐต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเมืองในสภา

“วันนี้นโยบายหลายๆ ด้านของพลังประชารัฐซึ่งทำงานในพรรคร่วมรัฐบาล โดยนโยบายที่คิดจะทำจะต้องทยอยทำตามความสำคัญแต่ละลำดับ ซึ่งมาจากการปรับยุทธศาสตร์พรรคเพื่อดำเนินการนโยบายเหล่านี้ให้แก่ประชาชน”

ส่วนประเด็นที่จะปรับปรุงตั้งแต่จุดเริ่มต้นการตั้งพรรคจนถึงการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลวันนี้ “ธนกร” ยอมรับว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่การสื่อสารกับประชาชน วันนี้พรรคพลังประชารัฐต้องปรับปรุงตรงนี้ เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วต้องทำนโยบายสู่ประชาชน ตั้งแต่เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การดูแลผู้สูงอายุ การดูแลเรื่องประกันรายได้ให้ชาวเกษตรกร ดังนั้นพรรคต้องปรับเปลี่ยนเพื่อทำงานให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

ขณะที่การเข้ามาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคจะช่วยผลักดันพรรคไปข้างหน้าอย่างไร “ธนกร” ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพล.อ.ประวิตร ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของพรรคพลังประชารัฐ เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย รวมถึงขับเคลื่อนทุกอย่างของพรรคและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่บารมี ดังนั้นการที่ พล.อ.ประวิตร เข้ามาเป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรคเชื่อว่าทำให้พรรคพลังประชารัฐมีความเป็นปึกแผ่นและมีประสิทธิภาพในการทำงานให้ประชาชนไปด้วย

ถามถึงกระแสข่าวภายในพรรคในแต่ละกลุ่มที่ยังมีจุดยืนของตัวเอง “โฆษกพลังประชารัฐ” ย้อนกลับไปถึงก่อนการเลือกตั้งของพรรค มาจากหลายกลุ่มการเมือง แต่เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้วในพรรคเดียวกันยืนยันว่ามีความเป็นเอกภาพ สังเกตได้ว่าในพรรคไม่มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งอะไรทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันแต่ละกลุ่มก็ไปดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ทำให้ทุกอย่างสมดุลหมดแล้ว ดังนั้นปัญหาต่างๆ จะไม่มี โดยพรรคพลังประชารัฐจะเป็นเอกภาพอย่างเหนียวแน่น ยิ่งเรามีนายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรคที่สามารถเชื่อมได้กับทุกกลุ่ม ทำให้ระบบของพรรคจะถูกขับเคลื่อนต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์การเมืองในปี 63 “ธนกร” ประเมินว่าจะเข้มข้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่พรรคอนาคตใหม่นำประชาชนลงถนน ซึ่งส่วนตัวไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เพราะการเมืองแบบนี้จะนำไปสู่จุดเดิมอีก จะสร้างความขัดแย้งให้ประชาชนและประเทศชาติ ทางที่ดีพรรคอนาคตใหม่ควรต่อสู่ในระบบรัฐสภา เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย กลับทำหน้าที่ในสภาอย่างดี ได้นำปัญหาของประชาชนไปสู่สภา ใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหาให้ประชาชน ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วในระบอบประชาธิปไตย

“แต่พรรคอนาคตใหม่ต้องมีวิธีการแบบนี้ด้วย ถ้าให้เหตุผลว่าประชาชนไม่เสมอภาค หรือประชาชนเดือดร้อน ก็ไม่ใช่เหตุผลเลยที่จะนำมวลชนไปสู่ท้องถนน เพราะจะกระทบเรื่องเศรษฐกิจ กระทบเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่ควรอย่างยิ่ง”

“ธนกร” บอกว่า ในส่วนพรรคพลังประชารัฐ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังมุ่งมั่นจะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเดียว เพราะในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองสังเกตได้ว่า แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร หรือ นายอุตตม ไม่ได้มุ่งเน้นประเด็นทางการเมืองเลย ยังเดินหน้าพยายามทุกอย่างในการแก้ไขปัญหาให้ประเทศเพื่อทำนโยบายให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคงต่อไป ทำให้เชื่อว่าลึกๆ แล้วประชาชนจะเข้าใจในความมุ่งหวังของพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลว่าจะทำงานเพื่อประชาชน

“รัฐบาลจะใช้เรื่องงานเป็นหลัก เพราะเมื่อมีผลงานแล้วประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ตรงนี้จะเป็นเกราะส่วนหนึ่งทำให้การเมืองของฝ่ายค้านเบาบางลง”

ส่องของขวัญปีใหม่จาก 6 กระทรวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407228?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องของขวัญปีใหม่จาก 6 กระทรวง

29 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ส่องของขวัญปีใหม่,6 กระทรวง
เปิดอ่าน 1,198 ครั้ง

ส่องของขวัญปีใหม่จาก 6 กระทรวง คอลัมน์… อินไซด์ ครม.

สำหรับของขวัญปีใหม่ 2563 มี 6 กระทรวงที่รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง เริ่มจากกระทรวงกลาโหม มีโครงการ “เติมความสุข ให้คนไทย จากใจทหาร” ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2562 – 6 มกราคม 2563 โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มงานหลัก

1.งานสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยการจัดเตรียมความพร้อมของกำลังพล เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน

2.งานช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยการจัดตั้งจุดบริการช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยจัดจุดพักรถเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เป็นการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ ซึ่งจะมีการให้บริการสุขาเคลื่อนที่ การบริการเครื่องดื่มและอาหารว่าง การบริการทางการแพทย์ การบริการตรวจสภาพและซ่อมแซมยานพาหนะตามถนนสายหลักด้านหน้าที่ตั้งของหน่วยทหาร เป็นต้น

3.งานให้บริการและอำนวยความสะดวกอื่นๆ โดยการจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคราคาถูก ภายในพื้นที่ของหน่วยทหารทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยในการลดค่าครองชีพ เปิดแหล่งท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ในเขตทหารทั่วประเทศ ให้ประชาชนสามารถเข้าชมโดยไม่คิดค่าบริการ

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในกิจกรรม “ความสุขแบบวิถีไทย” ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2563” จำนวน 4 กิจกรรม

1.กิจกรรมทำความดีช่วงปีใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคล เช่น สวดมนต์ข้ามปีถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย 2563 ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2562 – 1 มกราคม 2563 ณ วัด ศาสนสถาน และสถานที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ

2.กิจกรรมท่องเที่ยวสุขสันต์ในแหล่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ได้แก่ เปิดแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ให้เข้าชมฟรี โดยเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จำนวน 41 แห่ง และอุทยานประวัติศาสตร์ จำนวน 11 แห่ง ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2562 – 1 มกราคม 2563

3.กิจกรรมความหลากหลายทางวัฒนธรรมนำความสุข เช่น กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ระหว่างเดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563

4.กิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ด้วยของขวัญวิถีไทย เช่น ให้บริการบัตรอวยพรส่งความสุขปีใหม่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์การ์ด ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 – 15 มกราคม 2563

กระทรวงคมนาคม เช่น การยกเว้นค่าผ่านทาง ได้แก่ ยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และ 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน-บางพลี และตอนพระประแดง-บางแค ช่วงพระประแดง-ต่างระดับบางขุนเทียน และยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษในทางพิเศษบูรพาวิถีและทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2562 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 3 มกราคม 2563 เวลา 24.00 น. เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด

ทั้งยังมีการมอบของที่ระลึกให้ผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟโดยนำข้าวขาวดอกมะลิ 107 จากชาวบ้าน จ.แพร่ จำนวน 125 กรัม/ซอง จัดทำเป็น “ข้าวของแม่ นาของพ่อ” จำนวน 25,000 ซอง, กิจกรรมล่องเรือสวดมนต์ข้ามปีภายใต้กิจกรรม “เจ้าท่าพาล่องสายชล สวดมนต์ภาวนาข้ามปี” สามารถรองรับผู้โดยสารได้ จำนวน 200-300 ราย ในวันที่ 31 ธันวาคม เป็นต้น

กระทรวงพลังงาน มีของขวัญปีใหม่ เช่น การปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันบี 10 และอี 20 ลงลิตรละ 1 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2562 -10 มกราคม 2563, การตรึงราคาน้ำมันทุกชนิดตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ของบริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม – 2 มกราคม 2563 เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

กระทรวงมหาดไทย เช่น การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดระเบียบสายสื่อสารทั่วไป จัดระเบียบสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าทั่วไทย ขณะที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการแจกเมล็ดพันธุ์ไม้มีค่ากล้าไม้และพันธุ์กล้วยไม้, ให้บริการตรวจสอบอัญมณีและแร่เบื้องต้นแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดเดือนมกราคม เป็นต้น

ทวี-ปารีณา ไหวมั้ย…ราดรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทวี-ปารีณา  ไหวมั้ย…ราดรี

28 ธันวาคม 2562 – 11:53 น.
ทวี ไกรคุปต์,ปารีณา ไกรคุปต์,สสราชบุรี,พปชร,ลุงตู่,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 13,563 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28-29 ธันวาคม 62

***************************

ฉบับเสาร์สุดท้ายปลายปี จะไม่พูดถึงสองพ่อลูกในตำนานได้อย่างไร เพราะนับแต่กลางปีหมูที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเรื่องราวของสองคนใหญ่เมืองโอ่ง มาแรงแซงหน้าข่าวทั้งการเมือง บันเทิง และอาชญากรรมจริงๆ (ฮา)

เรากำลังพูดถึง ทวี ไกรคุปต์ ผู้พ่อ และปารีณา ไกรคุปต์ ผู้ลูก ที่เวลานี้ชาวเน็ตลงความเห็นว่าต่อไปนี้ “ดูนาง” ไม่ใช่ดูแต่แม่อย่างเดียวแล้ว ต้องดู “พ่อ” ด้วย

เพราะลีลาวีรกรรมของสองคนสองคม ต้องบอกว่าไม่มีใครยอมใคร ถึงไม่ตั้งใจก๊อป แต่มันเหมือนกันเองโดยธรรมชาติ

เพียงแต่ช่วงหลังข่าวคราวของสองพ่อลูกออกแนวไม่ถูกใจคนไทยเท่าไหร่ แถมล่าสุดผู้พ่อหลังมีเรื่องกับชาวบ้านและทีมกู้ภัยราชบุรี บ้านเกิด ถิ่นคะแนนเสียงของตนเอง ก็ยังไปมีเหตุรถชนกับชาวบ้านในกรุงเทพอีกหน

งานนี้เจ้าตัว บ่นว่า “ดวงตก” แต่น่าคิดมากกว่าว่า ยังไงเสียเรื่องการเมืองพ่อคงไม่ระคายเพราะวางมือไปนานนมแล้ว แต่สำหรับลูกสาว น่ากลัวจริงๆ ว่าจะส่งผลต่อเส้นทางการเมืองไม่น้อย เพราะงานเรื่องรุกป่าของตนเองก็ยังไม่เคลียร์

บางคนบอกไม่เป็นไรแค่ “อยู่เป็น” อยู่ถูกแบบที่เคยทำมาก็ใช้ได้แล้ว แต่หลายคนบอก ถ้าชาวบ้านไม่เอาด้วย…คะแนนเสียงติดลบวูบหายก็ช่วยไม่ได้นะเอ้า

วันนี้มาย้อนรอยวีรกรรมอยู่เป็น-อยู่ไม่เป็น รุ่นพ่อรุ่นลูกกันดูว่างานนี้ไหวมั้ย ไม่ต้องถึงคนไทย เอาแค่ชาวราชบุรีก็คงพอเดาออกแล้วว่าคุณจะได้ไปต่อหรือไม่

อยู่เป็นกับชาวบ้าน

เด็กยุคโซเชียลอาจเพิ่งมาได้ยินชื่อของ ทวี ไกรคุปต์” เอาช่วงที่ข่าวแย่งไมค์อธิบดี มุมนี้ต้องเห็นใจเพราะอดีตส.ส.ราชบุรี อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคมคนนี้ กำลังเดินหน้าเพื่อช่วยลูกสาวจากคดีรุกป่าสุดฤทธิ์ แต่คอการเมืองจะรู้ดีว่า ทวีมีวีรกรรมในเส้นทางการเมืองมามาย ร้อนแรง และสุดแซบ

ลองนึกดูว่าคนที่สามารถครองเก้าอี้ ส.ส.ราชบุรีมาได้ถึง 7 สมัย (2522-2539) ต้องเรียกว่าระดับลายคราม ทวี คนโพธาราม ถ้าไม่มีของดีก็คงมาไม่ถึงขนาดนี้

ไปทุกงานชาวบ้าน  ภาพนี้ไปที่ บ้านทุ่งแฝก ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จ.ราบบุรี 

ปี 2522 หลังเมืองไทยผ่านหมอกควันปืนของ 6 ตุลาคม 2519 มาสู่ในการเลือกตั้งปี 2522 ทวีในวัย 38 ปีหลังทำงานมายาวนานในการเป็นเจ้าของโรงงานประกอบเสาเข็มที่ จ.นครปฐม ก็ตัดสินใจลงเลือกตั้งครั้งแรก

แถมยังทำสำเร็ตได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ราชบุรี เขต 1 สมัยแรก โดยไม่สังกัดพรรคการเมือง ทางหนึ่งเพราะได้พลังจากพี่ชายแท้ๆ “สวัสดิ์ จังพานิช” ผู้เคยเป็น ส.จ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม เป็นฐานเสียงให้

แต่อีกทางหนึ่งกับชาวบ้าน ทวีเองได้ชื่อว่าเป็นส.ส.ที่ลงพื้นที่ออกงานกับชาวบ้านหมดครบทุกงาน นี่คือการทำการเมืองสไตล์ไทยๆ ที่ต้องยอมรับว่าได้ผลทุกยุคสมัย

หันมาข้างผู้ลูก ปารีณา ไกรคุปต์ หลังกลับจากต่างประเทศดีกรีนักเรียนนอก แล้วมาตำแหน่งนางงามมิตรภาพบนเวทีนาวสาวไทย เธอก็อาศัยฐานเสียงของบิดาในการทำงานการเมือง

ปารีณาลงการเมืองครั้งแรกสังกัดพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคที่บิดาย้ายมาอยู่ตั้งแต่ปี 2544 แต่น่าแปลกที่กระแส “ทักษิณฟีเวอร์” ไม่ได้ช่วยให้ทวีชนะเลือกตั้ง กลับพ่ายให้ส.ส. หน้าใหม่จากประชาธิปัตย์

จนเมื่อลูกสาวมากู้หน้าให้ในการเลือกตั้งปี 2548 จากนั้น ส.ส.เอ๋ โพธาราม ก็รักษาเก้าอี้ส.ส.ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นยาวนาน ถึงจะน้อยครั้งกว่าพ่อ แต่ไม่เคยสอบตกเลย จาก 2548 มาสู่เลือกตั้งปี 2550, 2554 และ 2562 ส.ส.ราชบุรี ต้องมีชื่อของเธอ

และที่เด็ดไม่ต่างกันก็คือลีลาการทำงานกับชาวบ้าน ทำงานในไร่ ติดดินสุดๆ แถมปารีณาเองก็คือเจ้าของฉายาไปมันทุกงาน ไม่เชิญก็ไป แต่ผู้ลูกเด็ดกว่าตรงมีโซเชียลไว้ให้อัพเดทสถานภาพนี่แหละ ที่ทำให้ ส.ส.เอ๋ เข้าถึงชาวเน็ตมากขึ้น

รู้งานกับผู้นำ

ในงานการเมือง เรื่องชาวบ้านงานหลัก แต่เรื่องในพรรคก็งานใหญ่หลวง

ย้อนกลับไปยังรุ่นพ่อ ทวี ไกรคุปต์ หลังก้าวสู่การเมืองต้องบอกว่าเคยทำวีรกรรมแซบๆ ในหลายนายกฯ ด้วยกันทั้ง ป๋าชวนแม้ว

สำหรับป๋าเปรมทวีนี่เองที่เป็นหนึ่งในหัวขบวนที่หนุนป๋าขึ้นเป็นนายกฯ ในปี 2523 โดยรวบรวม ส.ส.ไม่สังกัดพรรค 43 คน จับมือ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ ตั้งพรรคสยามประชาธิปไตย

เสธ.พล เป็นหัวหน้า ทวีเป็นเลขาฯ พรรค แต่ใครก็รู้ว่าพรรคนี้นายทุนก็คือคนโพธารามนี่แหละ ภาคกิจพรรคคือสนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยตอนนั้นเป็น ผบ.ทบ. ควบรัฐมนตรีว่ากลาโหม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจนสำเร็จ

จนกระทั่งมาฮอตฮิตกับผลงานใช้ควักกระเป๋าออก ไปรษณีย์บัตร” 5 แสนใบชวนคนไทยหนุนป๋าได้ต่ออายุราชการเป็นผบ.ทบ.ต่อไป แม้จะอายุเกิน 60 ปีแล้ว งานนี้ทวีได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ในรัฐบาลเปรม 2 มาครอง

อ่าน จอมยุทธ์ชื่อ “ทวี” ได้ดีเพราะปรษณียตร https://www.komchadluek.net/news/scoop/374001

แต่พอผ่านยุคป๋า 8 สมัยมา ทวีก็เรียกได้ว่าหอบผ้าย้ายมาจากหลายพรรค ทั้งพรรค ‘ประชาไทย’ ที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเองก็ไม่รอด มาพรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคมพอสมน้ำสมเนื้อ

จนเมื่อย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หลังพฤษภาทมิฬ ยุคนายหัวชวนนั่งนายกฯ ทวีก็ได้สร้างสีสันแสบๆ กับการไปมีปัญหากับคนใหญ่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เกี่ยวกับโครงการหนึ่งจนถึงขั้นมีการฟ้องร้องหมิ่นประมาท งานนี้นายหัวชวนและคนพรรคเก่าแก่รับไม่ได้ ส่งผลทวีต้องเก็บเสื้อผ้าออกมาตามสูตร

ลูกสาว และบิดา กับ อดีตนายกฯ 

ช่วงนั้นประจวบกับที่พรรคใหม่อย่างไทยรักไทยกำลังเปิดตัวขอเป็นทางเลือกให้กับคนไทยพอดีในช่วงปี 2544 ทวีจึงย้ายมาสังกัดพรรคเสี่ยแม้ว เพียงแต่คราวนี้สอบตกไม่ได้ไปต่อในฐานะ ส.ส.คนเมืองโอ่งอีกแล้ว

แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นทวีเองก็ยังคงทำผลงานดีถึงขนาดเคยอดข้าวประท้วงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หลังฝากฝังลูกสาวมาสานงานต่อในพรรคนี้สำเร็จในปี 2548

ทีนี้พอพูดถึงสาวเอ๋ เธอคนนี้ต้องบอกว่าแม้จะผ่านพรรคมาหลายพรรคเหมือนพ่อ คือ ไทยรักไทย ชาติไทย ชาติไทยพัฒนา มาสู่พลังประชารัฐ แต่เอ๋ก็ครองเก้าอี้ ส.ส.ราดรี มาตลอดเหมือนกัน

ถามว่างานอยู่เป็นของสาวเอ๋ในระดับนี้คืออะไร ภาพของการกอดนายกฯ ลุงตู่ เชิดชูลุงป้อม ก็ติดหูติดตาคนไทย อารมณ์ท่วงทำนองเดียวกับที่ครั้งหนึ่งผู้พ่อเคยเอ่ยปากยกย่องบูชาป๋าเปรม ยืนเคียงข้างเสี่ยแม้ว ไม่มีผิด

อยู่ยาก..ทำตัวเอง

แน่นอนลีลาของสาวเอ๋ในฐานะส.ส.ราชบุรี สมัยที่ 4 ในพรรครัฐบาล ก็ดูดีไม่น้อย บิดาอย่างทวี มีหรือจะไปลูบคางว่า ไม่เสียทีที่เป็นลูกสาวพ่อ

ที่สำคัญคนไทยหลายคนยังมองว่า 4 ทศวรรษทางการเมืองของทวีสะท้อนถึงความเก๋า เมื่อส่งต่อถึงรุ่นลูกความแข็งแกร่งก็ยังไม่มีถดถอย

แต่หนังยังไม่จบแค่ม้วนนี้ เพราะเอาเข้าจริงๆ การอยู่ยงคงที่ในเส้นทางการเมือง ยังไงเสียก็ต้องกลับไปที่ “ราก” คือมวลชน แล้วมวลชนเดี๋ยวนี้เขาเห็นพฤติกรรมท่านผู้นำของเขาได้ทั่วถึงหมดแค่ฝ่ามือ

วันนี้ไปๆ มาๆ เรื่องราวต่างๆ ได้ทำให้ “ภาพจำ” ของคนไกรคุปต์แบบที่กล่าวมาข้างต้นกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม คือกำลังดิ่งลงเรื่อยๆ จากวีรกรรมที่เกิดจากพฤติกรรมและการกระทำของตนเองล้วนๆ บอกเลยน่าเสียดาย

โดยเฉพาะเรื่องใหญ่กับการถูกดำเนินคดีฟาร์มไก่รุกป่าที่กำลังร้อนที่ทำเอาสาวเอ๋ คะแนนตกฮวบ คนไทยก็ได้เห็นลีลาแปลกๆ ของสาวเอ๋หลายมุม ที่ “เป๋” ไปเยอะ

ทั้งการชิ่งสัมภาษณ์, เอ็มโอยูมโนเอง, การกลับรถเกยฟุตบาท การร้องเพลงปรับเนื้อเอง มาล่าสุดวันคริสต์มาสที่ผ่านมาเอ๋ยังเจอ อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมป่าไม้แจงยิบการรุกป่าสงวนของเอ๋ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ. เป็นประธานประชุม

วันนั้นเอ๋นั่งเงียบ ไม่หือไม่อือ ผิดฟอร์มสุดๆ ตรงข้ามกับผู้พ่อที่กำลังร้อนแรงแซงหน้าลูก

คือหลังจากพยายามช่วยลูกเรื่องที่ดินทุกวิถีทาง แย่งไมค์อธิบดีก็ทำมาแล้ว ตอนนี้ยังไปเป็นข่าวขับรถเฉี่ยวเด็กให้โลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมกันไปทั่ว

แถมยังตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นได้ช่วยเหลือทุกอย่างและไม่มีเจตนาหลบหนี แต่คลิปที่ปรากฏถูก “ตัดต่อ” คล้ายทำให้ตนเป็นคนไม่ดี

อ่าน https://www.komchadluek.net/news/local/406066

อาการปฏิเสธเสียงแข็งคล้ายๆ ตอนปฏิเสธไม่ได้เแย่งไมค์คนไทยยังพอเข้าใจ แต่การที่โบ้ยไปว่าคลิปโดนตัดต่อเป็นฝีมือของกู้ภัยของมูลนิธิกู้ภัยสว่างราชบุรีที่เข้ามาปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บในวันที่เกิดเหตุ ชาวเน็ตรับไม่ได้เท่าไหร่

แถม มูลนิธิกู้ภัยสว่างราชบุรี” ชื่อก็บอกว่าราชบุรี ประจำในพื้นที่ อ.โพธาราม คนบ้านเดียวกันแท้ๆ

ตอนนี้บอกเลยวิกฤติศรัทธาคนบ้านไกรคุตป์ที่เกิดขึ้นกับคนไทยวงนอกน่าจะกำลังกระจายไปยังพื้นที่วงในพื้นที่แจ้งเกิดของสองพ่อลูก แบบที่ศัตรูทางการเมืองไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากปูเสื่อ และดีดพิณรอจังหวะเท่านั้น

ถอดรหัส “เพลินวาน” ทำไมต้อง “ปิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัส “เพลินวาน” ทำไมต้อง “ปิด”

28 ธันวาคม 2562 – 08:55 น.
เพลินวาน,ปิดตัว,หัวหิน,เจาะประเด็นร้อน,ภัทรา สหวัฒน์
เปิดอ่าน 4,987 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28-29 ธันวาคม 2562

**************************************

“เพลิดเพลินเคยเดินด้วยกัน แทะไหมฝันดูรถไต่ถัง หยอกล้อบนชิงช้าสวรรค์ ถ่ายรูปคู่กันกินหนมจีนข้างทาง”

เชื่อหรือไม่ว่าที่จริงแล้วความคิดถึงวันวานมีอยู่มานานในอารมณ์ของทุกคน ตัวอย่างเพลง “งานวัด” เพลงนี้ คงจำได้ว่าดังมากขนาดไหนในขณะที่เมืองไทยอยู่ในท้องฟ้าของปี 2533

หากเรื่องราวของ อารมณ์คิดถึงวันวาน” หรือที่เรียกว่า Nostalgia ที่เป็นมา มักปรากฏอยู่ในลักษณะของเพลง นิยาย วรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ อย่างเรื่อง “แฟนฉัน” ที่ออกฉายช่วงปี 2546 ก็ดังเป็นพลุแตก

จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ในช่วงคาบเกี่ยวกัน ภาคธุรกิจ หรือนักลงทุน ได้หยิบมันขึ้นมาสร้างใหม่ ทำใหม่ จัดฉากใหม่ ให้กลายเป็น “สถานที่” จับต้องได้ ไปเยี่ยมเยือนได้

อย่าง เพลินวาน” ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ข่าวว่ากำลังจะปิดตัวลงด้วยเหตุว่า ทานพิษเศรษฐกิจไม่ไหว” นับเป็นอีกตัวอย่างของ “งานสร้าง” เพื่อสนองอารมณ์โหยหาอดีตของคนไทย

วันนี้แม้เพลินวาน(น่าจะ) ไม่มีแล้วในปีหน้าฟ้าใหม่ แต่ด้วยความที่ผู้บริหารเอ่ยปากว่า “จนกว่าจะพบกันใหม่” ทำไมลึกๆ ถึงเชื่อว่า งานปิดเพลินวานหนนี้ต่อให้ “เจ๊ง” จริงอย่างที่คนไทยเชื่อว่าเป็นแบบนั้น แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะตายจากกันไปถาวร

*******************************

อารมณ์ “หิวอดีต”

พูดถึงอารมณ์ Nostalgia หรือโหยหาอดีตที่เกิดเป็นกระแส ก่อเกิดเป็นหลักการตลาดที่เรียกว่า “retro marketting” มีธุรกิจมากมายที่สนองตอบอารมณ์นี้

หลายคนอธิบายว่าเหตุที่ผู้คนหลงใหลอดีตเพราะรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะย้อนเวลากลับไปหาอดีตในชีวิตจริง เหมือนอะไรที่เป็นของหายาก ของลิมิเต็ด ก็ย่อมเป็นที่ต้องการเป็นพิเศษ

และถ้าหากจะพูดถึงตลาดย้อนยุคที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่แล้วและตอบโจทย์ความหิวอดีตของผู้คนก็จัดอยู่ในรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงถวิลหาอดีต หรือ Nostalgia Tourism

มีคำอธิบายว่า นี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สร้างความน่าสนใจและความดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยในทุกๆ ช่วงวัย ที่มีความคิดถึงหรือมีความต้องการได้รับรู้และอยากจะสัมผัสเรื่องราวในอดีต

ดังคำกล่าวของ David Lowentha นักประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่ว่า  “ถ้าอดีตเป็นดินแดนอันไกลโพ้น การโหยหาอดีตทำให้ดินแดนอันไกลโพ้นนั้นเป็นสิ่งที่มั่งคั่งที่สุดสำหรับภาคการท่องเที่ยวทั้งหมด”

บ้านเรามีตลาดย้อนยุคหลายแห่งที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมโดยที่เป็นตลาดย้อนยุคดั้งเดิม เช่น ตลาดสามชุก จ.สุพรรณบุรี ที่เอาคำว่า “100 ปี” มาเป็นจุดขาย

และยังมี ตลาดน้ำอัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เป็นตลาดริมคลอง มีคนในชุมชนพายเรือขายอาหารและเครองดื่ม มีบริการเช่าเรือไปเที่ยวชมดูหิ่งห้อยในยามค่ำคืน

เหล่านี้คือความเก๋ไก๋ของอดีตที่ชนชั้นกลางในโลกยุคใหม่ชื่นชอบเป็นอันมาก

มนตรา” แห่งเวลา

ต่อให้หลายคนบ่นว่าของแพง อากาศร้อน แต่ในแง่มุมบวกๆ เกี่ยวกับเพลินวานมีอยู่มาก หากย้อนอดีตในคืนวันดีๆ จะพบว่ายุคหนึ่งที่นี่คือที่ที่ทุกคนต้องไปเยือน ความช็อกเมื่อมันกำลังจะปิดตัวลงจึงเป็นตัวชี้วัดว่าในอดีตเพลินวานเคยรุ่งขนาดไหน

ผู้คนโดยเฉพาะชนชั้นกลางเมื่อได้ยินชื่อก็จะมีทัศนคติแง่บวกกับที่นี่ เมื่อทราบว่ามันถูกสร้างขึ้นจากแพชชั่นของ “ภัทรา สหวัฒน์” ที่เกิดขึ้นอย่างร้อนแรงเมื่อ 12 ปีก่อน

บางคนเรียกเพลินวานว่า เป็นตลาดย้อนยุคแบบใหม่ผสมเก่า หรือ Retro-Nova Market พูดง่ายๆ ว่าสร้างขึ้นมาใหม่ แต่เพลินวานได้แรงบันดาลใจมาจากพิพิธภัณฑ์ราเมน ประเทศญี่ปุ่น มาพัฒนาเป็นแนวคิดพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต นําเสนอแนวคิดหลักยุคแฟนฉัน

สร้างจุดขายผ่านองค์ประกอบต่างๆ เช่น บรรยากาศ การตกแต่ง สินค้า ร้านค้าและยังเป็นการสร้างกระแสให้ผู้บริโภคหวนระลึกถึงความเป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ของอําเภอหัวหินในวันวานได้

คำบรรยายจากงานวิจัยเกี่ยวกับตลาดเพลินวานของอภิดิฐ อุทิศธรรมศักดิ์ ช่วงปี 2559 กล่าวว่า เพลินวานเป็นเสมือน พิพิธภัณฑ์มีชีวิตของย่านการค้าวันวาน”

“…รูปแบบเป็นการจำลองบรรยากาศแบบตลาดสมัยเก่าช่วงปี 2499 ทั้งอาคารสถานที่ อาหาร ขนมไทย สินค้าของฝาก ของเล่น สวนสนุก หนังกลางแปลง ชิงช้าสวรรค์ ซึ่งกิจกรรมหลายอย่างเกือบไม่มีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน…”

“…หัวใจหลักในการบริหารของเพลินวานอยู่ที่การสนับสนุนให้คนในทุกๆ พื้นที่ตั้งของเพลินวานมีอาชีพ มีรายได้ โดยเฉพาะวิถีชีวิตริมทางฟุตบาทที่ทุกวันนี้แทบจะไม่มีที่ทำกิน รวมถึงธุรกิจโชห่วยที่นับวันเริ่มจางหายไปในยุคปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการให้โอกาสแก่คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านเมื่อครั้งเก่าที่ทำให้เกิดความเจริญทางสังคมและการค้าในยุคปัจจุบัน…”

เมื่อรวมองค์ประกอบดีงามทั้งหมดที่ว่ามา เพลินวานจึงเหมือนมี “มนตรา” บางอย่างที่ดึงดูดผู้คนให้ไปสัมผัส

อุปาทาน’ เพลินหมู่

แต่ทางหนึ่งต้องยอมรับด้วยว่าเพลินวานออกมาตอบโจทย์ที่มาพร้อมกระแสเทคโนโลยี ผู้คนต้องการถ่ายรูปจากมือถือเพื่ออวดเพื่อนในโลกโซเชียล เพลินวานจึงกลายเป็นอีก “จุดเช็กอิน” ที่ถ้าใครไม่ได้ไปก็จะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง คล้ายๆ กลายเป็น อุปาทานหมู่” ว่าต้องทำตามกัน

มีงานวิจัยชี้ว่าคนที่มาเพลินวานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีอายุระหว่าง 31-40 ปี มีระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรี สวนใหญ่มีสถานภาพโสด และส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือนอยูในช่วง 15,000 บาท–30,000 บาท

กลุ่มคนนี้คือกลุ่มเปิดรับเทคโนโลยีในระดับดี ใช้พื้นที่ในสังคมออนไลน์ในระดับสูง และมีรายได้ในระดับโอเค

ในเมื่อเรื่องของ “อารมณ์ ความรู้สึก” เรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่นิ่ง เปลี่ยนแปลงได้ ภาพยนตร์ ละคร หรือบทเพลง อาจยังอยู่ในรูปของซีดี ผู้คนหวนคิดถึงก็หยิบขึ้นมาเสพใหม่

แต่ “เพลินวาน” ที่มาในเชิงพื้นที่และมีคอนเทนท์ที่หยิบเอาเรื่องเก่าก่อนมาเป็นจุดขาย เอาเข้าจริงๆ ถ้าไม่สามารถอยู่รอดด้วยผู้คนที่จะเดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อต่อยอดลมหายใจ จุดจบก็มาถึง

อย่างไรก็ดีจุดจบที่คนไทยทั่วไปเชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักมาจากข้อความในหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ของบริษัทเพลินวาน จำกัด กับผู้เช่า ระบุว่าบริษัทประสบภาวะขาดทุนขอยกเลิกกิจการตั้งแต่ 31 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

และเมื่อตรวจสอบผลประกอบการของบริษัท เพลินวาน จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเพลินวาน หัวหิน และร้านเพลินวานพาณิชย์ (ร้านกาแฟในกรุงเทพฯ) พบว่า ผลประกอบการย้อนหลังปี 2558-2560 ขาดทุนต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีรายได้ราว 36.75 ล้านบาท ขาดทุน 6.36 ล้านบาท ปี 2559 มีรายได้ 38.96 ล้านบาท ขาดทุน 21.57 ล้านบาท

ปี 2560 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ส่งงบการเงิน พบว่ามีรายได้สูงขึ้นเป็น 44.66 ล้านบาท แต่ก็ขาดทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยขาดทุนหนักถึง 36.11 ล้านบาท

แต่ในคำพูดของผู้บริหารที่ชี้แจงมานั้นกลับส่อนัยได้บางอย่างว่าไม่ใช่แค่นี้!!

เรื่องเงิน…เรื่อง (ไม่) เล็ก

ถ้าถอดรหัสจากการที่ผู้บริหารเพลินวานออกมาปฏิเสธว่าการปิดกิจการไม่เกี่ยวพิษเศรษฐกิจ แต่เพราะทำมานานจึงต้องการปรับตัวและให้รอดูได้เลยว่าจะมีอะไรมานำเสนอต่อไปในปีหน้า โดยยืนยันว่านี่ไม่ใช่การ “เจ๊ง” แน่ๆ

มุมนี้ตีความได้สองนัย นัยแรกคือพูดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ กับนัยที่สอง หรือนี่คือการสะบัดผ้าปูโต๊ะเพื่อวางสำรับจานใหม่มาเสิร์ฟพวกเราเพราะที่ดินตรงนั้นเป็นของครอบครัว สิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนแผนเป็นของเจ้าของทั้งหมด และการบอกเลิกสัญญาเช่าก็เป็นไปตามสัญญาทุกประการ

ภัทรา สหวัฒน์ (ภาพจากเฟซบุ๊ก ภัทรา สหวัฒน์)

วันนี้เพลินวานซึ่งตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม อ.หัวหิน ถ้าจะบอกว่าที่ปิดตัวนั้นไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจก็คงตีความได้ว่าในเมื่อสัมผัสได้ว่าผู้คน “คุ้นกลิ่นชินที่” กับอะไรๆ ที่มีอยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่ และเริ่มไม่เพลิดเพลินอีกแล้ว

ขณะเดียวกันผู้บริหารระดับตำนานจิ๊กโก๋เพลินวานมีหรือจะไม่รู้ตัวว่าการตลาดว่าด้วย “อารมณ์ มนตรา และอุปาทาน” น่าจะขายไม่ได้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นคงไม่เปิดเพลินวานสไตล์ร้านกาแฟมากมายไว้รองรับ ทั้งเพลินวานพาณิชย์ สาขาทองหล่อ 13, สาขาเดอะสตรีท รัชดาสาขาสถาบันประสาทวิทยาสาขาล้ง 1919, และสาขาหัวหิน ที่กำลังย้ายไปอยู่ที่ใหม่เร็วๆ นี้ ซึ่งยังคงเปิดให้บริการอยู่เหมือนเดิมทุกสาขา

เฟซบุ๊ก ภัทรา สหวัฒน์

ส่วนเพลินวานดั้งเดิม งานนี้จึงต้องรอลุ้นว่าอาหารจานใหม่ที่ว่าคืออะไรกันแน่?

แต่ที่แน่ๆ คนที่จะถามถึงคุณค่าดั้งเดิมของการสร้างเพลินวานขึ้นมาคือการคืนชีพวิถีชีวิตริมทางฟุตบาทและธุรกิจโชห่วยที่นับวันเริ่มจางหายไปในยุคปัจจุบัน ถ้ามันจะหายไปและมีของใหม่เข้ามาแทน หลายคนอาจเสียดายไม่น้อย

ก็ต้องบอกว่าอย่าเพิ่งโลกสวย เพราะคุณค่าที่สำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับพวกเรา น่าจะเป็น ค่า-ใช้จ่าย” ที่รอให้เฉ่งอยู่มากกว่า ก็ถ้าเรื่องเคลียร์จบ อารมณ์มันก็มาเอง บริษัท เพลินวานก็เช่นกัน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล จาก ช้อปช่วยชาติ สู่ชิมช้อปใช้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406409?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล จาก ช้อปช่วยชาติ สู่ชิมช้อปใช้

28 ธันวาคม 2562 – 00:09 น.
อุตตม สาวนายน,ชิมช้อปใช้,กระตุ้นเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 1,912 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 …มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล จาก ช้อปช่วยชาติ สู่ชิมช้อปใช้  โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

              “ชิมช้อปใช้ทำไมต้องมีกระเป๋าหนึ่ง กระเป๋าสอง กระเป๋าหนึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลให้เพื่อให้ใช้เงินของตัวเองในกระเป๋าสอง” 

ความตอนหนึ่งที่ “ดร.อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง กล่าวในงานเสวนา “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2020” เมื่อวันอังคารที่ 17 ธันวาคม  2562  ที่รอยัลพารากอน ชั้น 5 สยามพารากอน  กรุงเทพมหานคร จัดโดยเครือเนชั่น ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้โครงการชิมช้อปใช้

อ่านข่าว :  ชิมช้อปใช้เฟส 3 สูงวัยร้องว้าว จำกัด 5 แสนสิทธิ์

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

จะเห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ดำเนินการมาต่อเนื่องทุกปีและมาโหมรุกเอาในช่วงปลายปี โดยมุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจระดับฐานรากให้มีการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมากขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศหมุนเวียนต่อเนื่อง ช้อปช่วยชาติ เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแรกๆ ของรัฐบาล ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีรองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเป็นวางกลยุทธ์ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2561 รวมระยะเวลา 4 ปี ซึ่งได้สร้างความฮือฮาให้แก่บรรดานักช็อปพอสมควร  เนื่องจากเป็นการช็อปสินค้าที่นำมาลดหย่อนภาษีได้

ขณะเดียวกันก็มีอีเวนต์รายการใหญ่ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่จัดขึ้นในช่วงปลายปีของทุกปี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้มีโอกาสมาเจอกันโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นงานมหกรรมสินค้าโอท็อป หรือโอท็อปซิตี้ ที่จัดปีละสองครั้งช่วงกลางปีและปลายปี งานหนังสือแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งงานมอเตอร์โชว์ ล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจชาติทั้งสิ้น

เห็นได้จาก “ช้อปช่วยชาติ 2560″ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะมีคนออกมาใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทในช่วงเวลาที่กำหนด ถึงแม้ปีนี้มาตรการจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แต่ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาว่าเป็นการหนุนสินค้าให้แก่กลุ่มนายทุนรายใหญ่เสียมากกว่าประชาชนผู้ค้ารายย่อย  ส่งผลให้ปี 2561 มาตรการช้อปช่วยชาติ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนกลุ่มสินค้า โดยมุ่งเจาะกลุ่มสินค้าใน 3 กลุ่มหลักคือ สินค้าประเภทยางล้อรถ สินค้ากลุ่มหนังสือและอีบุ๊ก และสินค้าโอท็อป(OTOP)

สำหรับเหตุผลที่รัฐบาลเลือกกลุ่มสินค้ายางล้อรถเข้าร่วมโครงการช้อปช่วยชาติในปี 2561 นั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราไทยที่กำลังเผชิญกับราคายางพาราตกต่ำ รวมถึงเป็นการระบายปริมาณยางเส้นที่ค้างอยู่อีกจำนวนมาก ส่วนกลุ่มหนังสือซึ่งปกติเป็นสินค้าประเภทที่ไม่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) อยู่แล้ว จึงทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการช็อปช่วยชาติของปีก่อนๆ แต่ที่มาโผล่เป็น 1 ใน 3 กลุ่มสินค้าในโครงการปี 2561 นี้ ก็เพราะว่าตลาดหนังสือในประเทศไทยทำเม็ดเงินลดลงมาก รัฐบาลจึงต้องการกระตุ้นกลุ่มสินค้าประเภทหนังสือและยังพ่วงถึงหนังสือประเภทอี-บุ๊กด้วย เพราะพฤติกรรมคนไทยใช้เวลาบนมือถือ และบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวัน หนังสือแบบอี-บุ๊ก จึงเป็นอีกช่องทางที่ทำให้เข้าถึงคนไทยมากขึ้น ขณะกลุ่มสินค้าโอท็อปมีจุดประสงค์หลักคือ ช่วยส่งเสริมสินค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนเพิ่มมากขึ้น

มาปีนี้ (2562) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังมีเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากช้อปช่วยชาติมาเป็น “ชิมช้อปใช้” ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระแสมาตรการ “ชิมช้อปใช้” ของรัฐบาลได้รับการตอบรับอย่างสูงจากภาคประชาชน หลังจากรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน “ชิมช้อปใช้” เพื่อรับสิทธิ์เงิน 1,000 บาท ผ่านแอพพลิเคชัน “เป๋าตัง 1” (G-Wallet) ระหว่างวันที่ 23 กันยายน ถึง 15 พฤศจิกายน 2562 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมดก่อน ทาง http://www.ชิมช้อปใช้.com เพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้ท่องเที่ยวที่ใดก็ได้ในประเทศไทย โดยใช้จ่ายผ่านร้านค้าที่รองรับแอพพลิเคชันถุงเงิน และต้องเป็นร้านค้าในจังหวัดที่ไม่ตรงกับจังหวัดตามบัตรประชาชนของเรา โดยใช้ได้กับร้านขายสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการทุกประเภทในจังหวัดที่ได้เลือกไว้เมื่อลงทะเบียน

ปรากฏว่ามีผู้ลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์เป็นจำนวนมากเกินกว่าที่กำหนด สามารถลงทะเบียนได้ 1 ล้านคนต่อวัน โดยจำกัดสิทธิ์คนลงทะเบียนไว้เพียง 10 ล้านคน แน่นอนว่ามาตรการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในแง่กระแสการตอบรับและการรับรู้ของสังคมและประชาชน นอกจากนี้การที่ร้านค้าที่เข้ามาร่วมโครงการมากกว่า 1 แสนร้านค้า ย่อมเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นทั้งฝั่งดีมานด์คือภาคประชาชนผู้ซื้อ และทางฝั่งซัพพลายคือร้านค้าผู้ขาย มีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชาติ

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากโครงการนี้รวมทั้งสิ้นประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่อย่างน้อยประมาณ 90-95% ของคนลงทะเบียน 10 ล้านคนจะใช้เงินในโครงการนี้ เพราะการที่คนลงทะเบียนเต็มจำนวน 1 ล้านคนต่อวันอย่างรวดเร็ว และมีการตัดวงเงินออกจากบัญชี “เป๋าตัง 1” ภายใน 14 วันหากไม่มีการใช้ ก็จะทำให้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้เต็มจำนวน 10 ล้านคน หรือ 10,000 ล้านบาทได้โดยง่าย

ดร.อุตตม สาวนายน

อีกทั้งคนที่ได้รับสิทธิ์คงใช้เงินเพิ่มเติมมากกว่า 1,000 บาทที่ได้รับ โดยน่าจะใช้เงินเพิ่มเติมโดยเฉลี่ยอีกอย่างน้อย 1,000-2,000 บาทต่อคน (จาก 10 ล้านคนที่ลงทะเบียน)  แต่ภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจภายนอกประเทศจากสงครามการค้า เบร็กซิท และปัญหาในตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาภายในประเทศทั้งการเมือง ราคาพืชผลทรงตัวต่ำ และค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ประชาชนยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นด้วย

“การทำโครงการชิมช้อปใช้ไม่ใช่เป็นการส่งเสริมให้คนไปฟุ่มเฟือย แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ การท่องเที่ยวในระดับชุมชนเพื่อชดเชยภาคส่งออกที่ชะลอตัวลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน

หลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามสำหรับโครงการชิมช้อปใช้ เฟส 1 จากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจึงได้ต่อยอดสู่เฟส 2 ซึ่งจากรายงานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยพบว่ายอดลงทะเบียน ชิมช้อปใช้ เฟส 2 เต็มจำนวนทั้ง 3 ล้านคนแล้ว ทำให้ยอมรวมทั้งหมดทั้งเฟส 1 และ 2 มีผู้ลงทะเบียนร่วมอยู่ที่ 13 ล้านคน และจะมีสิทธิ์ใช้จ่ายผ่านแอพจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2562 ส่วนมาตรการชิมช้อปใช้ระยะที่ 3 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยเฟสนี้ได้ตั้งเป้าให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์เพิ่มอีก 2 ล้านคนและกันสิทธิ์ไว้ให้ผู้สูงอายุ 5 แสนคน แต่เฟส 3 จะต่างจากสองเฟสแรกคือไม่แจกเงิน 1,000 บาท  แต่จะให้สิทธิ์การใช้เงินผ่านกระเป๋า 2 และขยายขอบเขตการใช้ 5 หมื่นบาท และซื้อแพ็กเกจทัวร์ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าอาหารและที่พักได้ รวมถึงใช้ได้ในทุกจังหวัด  เมื่อรวมทั้ง 3 เฟสจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ตลอดโครงการมากถึง 15 ล้านคน อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวได้ขยายระยะเวลาการเข้าร่วมไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563

นับเป็นอีกมาตราการที่รัฐบาลงัดมาใช้ในการระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีเพื่อให้เกิดความคึกคักในการหมุนเวียนของเศรษฐกิจนั่นเอง

 6 มาตรการลดหย่อนภาษีช่วยชาติ 2562
 1.มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ 
หลังมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในปี 2561 ปีนี้รัฐบาลใจดีขยายเพิ่มให้ด้วยครอบคลุมทั้งเมืองหลัก เมืองรอง รวมกันไม่เกิน 20,000 บาท  เที่ยวในเมืองหลัก ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท เที่ยวในเมืองรอง ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท
ระยะเวลา : 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562

2. มาตรการซื้อสินค้าการศึกษา และอุปกรณ์กีฬา
ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
ระยะเวลา : 1 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2562

 3.มาตรการซื้อสินค้าโอท็อป
ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
ระยะเวลา : 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562

4.มาตรการส่งเสริมการอ่าน ซื้อหนังสือ/ e–Book
ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์นักอ่าน รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท
ระยะเวลา : 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2562

  5. มาตรการสนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยของตัวเอง ซื้อบ้าน หรือคอนโด
ลดหย่อนภาษีได้ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง(ไม่รวมดอกเบี้ย) รวมแล้วไม่เกิน 200,000 บาท
ระยะเวลา : 30 เมษายน-31 ธันวาคม 2562

6. มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนภาษีอิเล็กทรอนิกส์
บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายลงทุนเพื่อรองรับระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์
ระยะเวลา : 30 เมษายน-31 ธันวาคม 2562

ที่มา :มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ลดหย่อนภาษี ปี 2562

สังคมยอมรับในเพศที่ 3 แต่ต้องมีกาลเทศะในพฤติกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังคมยอมรับในเพศที่ 3 แต่ต้องมีกาลเทศะในพฤติกรรม

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สังคม,เพศที่ 3,กาลเทศะ
เปิดอ่าน 559 ครั้ง

สังคมยอมรับในเพศที่ 3 แต่ต้องมีกาลเทศะในพฤติกรรม บทความพิเศษ  โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

เมือเดือนสิงหาคม 2563 นิด้าโพลได้ทำการสำรวจเรื่อง “สังคมไทยคิดอย่างไรกับเพศที่ 3” โดยผลการสำรวจเกี่ยวกับการยอมรับของประชาชนกรณีมีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานในองค์กรเป็นเพศที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.15 ระบุว่า ยอมรับได้ ในขณะที่ร้อยละ 7.78 ระบุว่าไม่สามารถยอมรับได้

ในประเด็นคำถามเกี่ยวกับการยอมรับของประชาชนกรณีมีสมาชิกหรือคนในครอบครัวเป็นเพศที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.81 ระบุว่า ยอมรับได้ รองลงมา ร้อยละ 11.44 ระบุว่า ไม่สามารถยอมรับได้

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการอนุญาตให้เพศที่ 3 สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.49 ระบุว่า เห็นด้วย ขณะที่ ร้อยละ 36.53 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย ซึ่งในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าเห็นด้วยนั้น ร้อยละ 56.56 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เพศที่ 3 กลุ่มที่แปลงเพศแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 43.44 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เพศที่ 3 ทุกกลุ่มสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเพิ่มเพศที่ 3 หรือเพศทางเลือกในการกรอกข้อมูลเอกสารราชการทุกชนิด พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.69 ระบุว่า เห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 26.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย

เมื่อเปรียบเทียบผลการสำรวจ ปี 2558 กับผลสำรวจปี 2562 พบว่า ผู้ที่มีทัศนคติที่ดีต่อเพศที่ 3 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทุกคำถาม

จากผลโพลล์เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับเพศที่ 3 หรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อให้การยอมรับแล้ว กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จะทำอะไร อย่างไร ที่ไหนก็ได้

เมื่อสังคมให้การยอมรับมากขึ้น ผู้ที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็ควรพยายามรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ด้วยการแสดงออกอย่างเหมาะสม และมีกาลเทศะ คือรู้จักว่าเวลาหรือสถานที่ใดที่ควรทำหรือไม่ควรทำสิ่งใด เพื่อรักษามารยาททางสังคม

แต่ไม่ใช่ “ได้คืบจะเอาศอก” อย่างพฤติกรรมที่แสดงออกในรัฐสภาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วด้วยการนำผู้มีความหลากหลายทางเพศมาจูบกันต่อหน้าสื่อกลางรัฐสภา การกระทำเช่นนี้อาจจะทำให้กระแสการยอมรับในความหลากหลายทางเพศ เกิดการสั่นสะเทือนหรือเกิดการตีกลับไปในทางต่อต้านมากขึ้นก็ได้ เพราะเป็นพฤติกรรมที่ไม่รู้จักกาลเทศะ

การเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันสามารถทำได้และเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ แต่ผู้เรียกร้องควรมีขอบเขตของการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการแสดงในเชิงให้เห็นถึงความจริงทางสังคมหรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ก็ตาม อย่าลืมว่าสังคมไทยยังคงมีจารีตประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามที่ต้องรักษาไว้ และคนในสังคมคงไม่ยอมให้พวกเสรีนิยมสุดโต่งเข้ามาทำลายจารีตประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคม

ส่วน นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่มีภาพและเสียงแสดงอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้ยืนกำกับและนับถอยหลังให้ชายทั้งสองคนจูบปาก ก็ควรมีสำนึกรับผิดชอบ (ขอยืมมีดโกนอาบน้ำผึ้งของ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มาใช้หน่อย)

นายธัญวัจน์ ควรออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากการเป็น คณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรืออย่างน้อยที่สุดนายธัญวัจน์เองหรือผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ควรอออกมาขอโทษต่อสังคมในสิ่งที่เกิดขึ้น

ในทางตรงกันข้าม ผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นแกนหลัก เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และ ช่อ พรรณิการ์ วานิช กลับเงียบหายในประเด็นนี้

มีแต่ พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค ออกมาแสดงความคิดเห็นแบบจืดๆ เพื่อปกป้องลูกพรรคโดยบอกว่า “ไม่ได้ทำให้พรรคเสียหาย แต่อาจจะมีพูดคุยกันบ้าง สิ่งที่นายธัญวัจน์ทำ เขาได้รับกระแสตีกลับจากสังคมไปแล้ว เขาต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลงไปด้วยตัวเอง เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่จะทำอะไรคราวหน้าคราวหลังต้องคิดให้รอบคอบ”

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในความเป็นจริง พฤติกรรมและวาจาของนายธัญวัจน์นั้นแสดงออกถึงการไม่ใส่ใจว่าสังคมจะว่าอย่างไร ขอให้ตนเองได้สิ่งที่ต้องการก็พอ

นายธัญวัจน์ตั้งประเด็นว่า การจูบ (ระหว่างชายกับชาย) เหมาะสมหรือไม่ กาลเวลาที่ผ่านไปก็คงเป็นคำตอบ

ขอบอกเลยโดยไม่ต้องรอให้เวลามาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การจูบกันของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในสังคม แต่กาลเทศะของการกระทำต่างหากที่สังคมยอมรับไม่ได้

นอกจากจะไม่มีสำนึกในความรับผิดชอบ นายธัญวัจน์ได้แสดงความคิดเห็นแบบคนเอาแต่ได้และโยนความผิดให้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ ด้วยการกล่าวหาสังคมว่า ติดกับดักทางความคิด และกับดักความยินดี ทำให้เสียโอกาสยินดีกับร่างสมรสเท่าเทียมที่จะถูกนำไปพิจารณาในกรรมาธิการฯ

แน่นอนสังคมไทยน่าต้องยินดีกับข้อเรียกร้องการสมรสที่เท่าเทียมที่กำลังจะได้รับการพิจารณา แต่ก็คงต้องแสดงความเสียใจกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรที่ไร้จิตสำนึกในการกระทำและขาดความรับผิดชอบ ดังเช่นนายธัญวัจน์

ในโพสต์ของนายธัญวัจน์ ยังบอกว่า “สำหรับฉัน 54321 แอ็กชั่น ฉันจะบรรจุการสมรสเท่าเทียมเข้าสู่การประชุมเร็วที่สุด” การพูดเช่นนี้คือการสนใจแต่ผลประโยชน์ตนเอง โดยไม่สนว่าสังคมจะเดือดร้อนเพียงใดต่อการกระทำของตนเอง

ไม่รู้ว่าคนประเภทนี้พรรคอนาคตใหม่เลือกเข้ามาได้อย่างไร

เราคงจะไม่สามารถฝากอนาคตของประเทศไว้กับพรรคการเมือง ผู้บริหารพรรคการเมือง และนักการเมืองที่มีพฤติกรรมและทัศนคติเช่นที่กล่าวมาข้างต้นได้ เพราะคนเหล่านี้จะสนใจแต่สิ่งที่ตนเองและพวกพ้องต้องการโดยไม่สนใจว่าสังคมจะเสียหายเพียงใด ไม่สนใจว่าคนในสังคมจะคิดและต้องการอย่างไร

หากพวกนี้ได้บริหารประเทศแล้วเกิดความผิดพลาด ก็ไม่รู้ว่าเสนอหน้าแสดงความรับผิดชอบใดๆ บ้างหรือเปล่า

ในอีกมุมหนึ่งพวกเขาอาจจะออกมาแสดงออกด้วยการโยนบาปใส่ผู้อื่นแทน (งานถนัดละมั้ง)

…รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง

ปีใหม่ 2563 คนการเมือง พักร้อน-ทำบุญ-พบประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407081?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปีใหม่ 2563 คนการเมือง พักร้อน-ทำบุญ-พบประชาชน

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ชวน หลีกภัย,นักการเมือง,ปีใหม่
เปิดอ่าน 2,671 ครั้ง

ปีใหม่ 2563 คนการเมือง พักร้อน-ทำบุญ-พบประชาชน คอลัมน์…  Special weekend

เทศกาล ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาที่คนไทยส่วนใหญ่รอคอยเท่านั้น เพราะแม้แต่นักการเมืองในสภาที่อภิปรายกันหน้าดำหน้าแดง ก็รอคอยเวลาที่จะได้พักกายและพักใจเหมือนกัน

ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่มีการเลือกตั้งตั้งแต่เมื่อกลางปี 2562 ปีแรกของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ทำงานกันอย่างเคร่งเครียด ทั้งการเสนอญัตติให้รัฐบาลมาชี้แจงเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานสภาในแง่ด้านการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ถึงข่าวที่ออกมาจะมีแต่เรื่องความขัดแย้งและการแสดงความคิดเห็นทะเลาะกันไปมาผ่านสื่อมวลชน แต่ด้านหนึ่ง ส.ส.ชุดนี้ก็มีความกลมเกลียวเป็นอย่างดี

เริ่มกันที่ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา ซึ่งเป็น ส.ส.ที่พรรษาทางการเมืองสูงสุด โดยเป็น ส.ส.มายาวนานถึง 50 ปี ตั้งแต่ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติเป็นครั้งที่สอง ต้องรับศึกและการวิวาทะกลางสภาทุกรอบด้าน จนเกิดเหตุการณ์องค์ประชุมสภาล่มถึงสองครั้ง ซึ่งสร้างรอยแผลให้แก่สภาในยุคนี้ เมื่อเทศกาลปีใหม่กำลังจะมาถึง ประธานสภาจึงเลือกที่จะกลับไปพักผ่อนที่จังหวัดตรังบ้านเกิดเหมือนที่เคยทำมาทุกปี ทั้งการทำบุญตักบาตรและปราศรัยพบกับประชาชน

“ในโอกาสวันปีใหม่ 2563 ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนได้รับพรอันประเสริฐในปี 2563 ให้ทุกคนที่เป็นชาวพุทธเจริญด้วยจตุพิธพรชัย อายุ วรรณะ สุขะ พละ และขอให้พี่น้องที่นับถือศาสนาอื่นๆ มีความสุขความเจริญมีสุขภาพพลานามัยที่ดีตลอดไป” ประธานสภากล่าวอวยพรระหว่างร่วมงานสังสรรค์ปีใหม่กับสื่อมวลชนประจำรัฐสภา

ส่วน พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ไม่ได้มีภารกิจเดินทางไปไหนเป็นพิเศษ โดยเลือกพักกับครอบครัวเป็นการส่วนตัว เพื่อเตรียมกำลังกายและกำลังใจให้พร้อมกับภารกิจของวุฒิสภาข้างหน้าที่รออยู่อีกเพียบ ในโอกาสนี้ได้กล่าวอวยพรปีใหม่ให้แก่ประชาชนผ่านสื่อมวลชนว่า “ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกท่านนับถือ ได้โปรดอำนวยพรให้ทุกคนทุกท่านและสื่อมวลชนมีความสุขความเจริญในหน้าที่การงาน มีพละกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็ง ปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม และให้มีความสุขเจริญตลอดปีใหม่และตลอดไป ขอบคุณมากครับ”

วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือประธานวิปรัฐบาล เป็นอีกคนที่มีภารกิจในสภารัดตัวในฐานะเป็นผู้ประสานงานระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เพื่อให้งานของแต่ละฝ่ายเดินหน้าทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ทันทีที่พอจะมีเวลาว่างจากงานทางการเมืองในช่วงปีใหม่ ก็จะขอใช้โอกาสนี้พบกับประชาชนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อทำบุญร่วมกับประชาชนและสอบถามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อที่จะได้นำเสนอให้รัฐบาลและสภาแก้ไขปัญหาต่อไป

จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย บอกว่า ปกติแล้วในช่วงเทศกาลปีใหม่ช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้ไปไหนเพราะทุกวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปีจะมีการนิมนต์พระสงฆ์และสามเณรจากวัดพระบาทน้ำพุ มาบิณฑบาตที่ถนนเลียบคลองสอง ความยาว 2 กิโลเมตร เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้มาตักบาตรในวันส่งท้ายปีเก่า ส่วนวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะนิมนต์พระสงฆ์ ประมาณ 100 รูปจากวัดต่างๆ มาบิณฑบาตที่บริเวณปากซอยรามอินทรา 109 ถนนพระยาสุเรนทร์ ให้ประชาชนได้ร่วมทำบุญตัดบาตร ในวันขึ้นปีใหม่ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ทำมานานหลายปีแล้ว แต่ในปีนี้ตั้งใจจะไปเที่ยวเขาค้อเป็นปีแรก โดยจะขับรถไป วางแผนไว้วางอาจจะเป็นหลังช่วงวันหยุดของเทศกาลปีใหม่เพื่อเลี่ยงรถติดต่างๆ

“อยากจะไปสัมผัสหิมะในช่วงเทศกาลปีใหม่สักครั้ง อยากจะพาครอบครัวไปเที่ยวเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 4 คืน เพราะว่ากำลังข้อมูลจากดูทัวร์ไฟไหม้ ซึ่งเป็นข้อมูลจากกลุ่มไลน์เที่ยวทั่วโลกที่ได้อยู่มานานแล้ว โดยในกลุ่มไลน์จะนำข้อมูลทัวร์ต่างๆ มาให้ดูทั่วโลก ตั้งแต่เกาหลีใต้ เนปาลและอีกหลายประเทศ จึงตั้งใจว่าอยากจะพาครอบครัวไปเที่ยวในช่วงเวลาก่อนที่สภาจะปิดวันที่ 8 มกราคม 2563” จิรายุ ทิ้งท้าย

ปิดท้ายด้วยรองโฆษกรัฐบาล รัชดา ธนาดิเรก เป็นอีกคนที่เลือกจะอยู่กทม. เพื่อหลีกหนีการจราจรติดขัดในเมืองท่องเที่ยวและจะขอใช้เวลาว่างในการจัดบ้านใหม่เพื่อรอรับสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตในอนาคต

“ปกติในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี ไม่ได้เดินทางไปต่างจังหวัดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เพราะมีคนเดินทางมากมาย จึงใช้เวลานี้อยู่ที่กรุงเทพฯ นั่งรถไฟฟ้าไปยังสถานที่ต่างๆ ไปสยาม หรือไปรับประทานอาหารที่ชื่นชอบ รวมถึงจะใช้เวลาช่วงปีใหม่จัดตู้เสื้อผ้า เรียกว่าจัดครั้งใหญ่ เพราะตัวเองเสื้อผ้ามีหลายชุด ก็นำชุดเหล่านี้มาแบ่งปันให้ผู้อื่นใส่ต่อ ซึ่งชุดส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่ดีมาก เป็นสิ่งที่ทำมาเป็นประจำในการนำเสื้อผ้าหรือกระเป๋ามาให้เจ้าหน้าที่ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยบางส่วนนำไปประมูลเริ่มต้นราคา 10 บาท แต่ก็นำเงินที่ได้มาในจำนวนนี้กลับไปให้คนเหล่านี้เสมอ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลก็ตั้งใจไว้ว่า จะนำชุดผ้าไทยบางส่วนที่รู้สึกว่าสวมใส่แล้วไม่ค่อยเข้ากับตัวเองนำมาให้”

“เรียกได้ว่าช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี เป็นการพักผ่อนจริงๆ แต่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจะไปแบบลุยๆ ไปตั้งแต่ช่วง 10 โมง จากนั้นช่วงบ่ายก็เดินทางกลับ แต่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจะเห็นการเติบโตของกรุงเทพฯ ถึงแม้ว่าเราจะมีผังเมือง แต่ยังเป็นผังเมืองที่มาตามความเจริญ ไม่ใช่ผังเมืองนำความเจริญ ทำให้การจัดระบบคมนาคมยังไม่เชื่อมต่อสมบูรณ์ทั้งหมด จึงต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ รวมถึงอยากให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สันทนาการเพิ่มเติมเพื่อให้คนกรุงเทพฯ ไม่ไปแออัดเฉพาะที่ห้างสรรพสินค้าเท่านั้น” รองโฆษกรัฐบาลระบุ

เคล็ดลับ ชวน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406699?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคล็ดลับ ชวน

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เคล็ดลับ ชวน
เปิดอ่าน 406 ครั้ง

เคล็ดลับ ชวน คอลัมน์…  เกาะขอบรั้่วสภา

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยความชื่นมื่น ภายหลัง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภา ได้ร่วมรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกันระหว่างการเลี้ยงสังสรรค์ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

การจัดงานปีนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ งานนี้ประธานสภา สวมบทนักชิมอาหารกิตติมศักดิ์ โดยเฉพาะหมู่ย่างเมืองตรังที่ได้ไหว้วานให้ ‘สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล’ เลขานุการประธานสภา โทษฐานเป็นคนบ้านเดียวกัน ไปขนมาจากบ้านเกิด รวมไปถึงขนมจีนน้ำยาแกงใต้รสจัดจ้าน ซึ่งใครได้ลองลิ้มรสรับรองต้องติดใจกับเครื่องแกงเผ็ดร้อนที่รับประทานแล้ว ถึงกับควันออกหูกันเลยทีเดียว

ส่วนท่านประธานพรเพชร เน้นของหวานเป็นหลักอย่างไอศกรีมมะพร้าวกะทิ โรยหน้าด้วยถั่วลิสง เช่นเดียวกับ ‘ครูแก้ว’ ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา ที่ดูแลงานญัตติและกระทู้ถาม ก็ได้ลิ้มลองอาหารใต้ ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่าลูกอีสานจะติดใจแกงใต้บ้างหรือเปล่า

การสนทนาบนโต๊ะอาหารระหว่างสื่อมวลชนกับท่านชวน แทบไม่ได้มีเรื่องการเมืองที่แค่คิดก็ปวดหัวเลยแม้แต่น้อย เพราะมีแต่การเล่าความหลังตั้งแต่สมัยเป็นนายกฯ จนย้อนไปไกลถึงสมัยเป็นนักศึกษาเนติบัณฑิตยสภาโดยเฉพาะเรื่องการเขียนนั้น ท่านชวนเล่าอย่างเป็นกันเองว่าเวลาเรียนกฎหมายจะอ่านหนังสือแค่ผ่านๆ ไม่ได้ เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะกลายเป็นว่าอ่านไปข้างหน้าแต่จะลืมที่อ่านไปแล้ว

ประธานสภาย้ำว่า ดังนั้น เพื่อไม่ให้ลืม ก่อนจะอ่านเรื่องใหม่ ต้องกลับไปย้อนอ่านของเก่าพอสังเขปก่อน และถ้าถึงที่สุดแล้วอ่านไม่ทันจริงๆ ก็ต้องใช้วิธีการทะเลาะกับเพื่อนในเรื่องที่เรียน เพื่อให้เกิดประเด็นมาถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ทำแบบนี้จะทำให้สามารถทำข้อสอบได้อย่างมั่นใจ

ก่อนปิดงานเลี้ยง ประธานสภาได้มอบของที่ระลึกเป็นกระเป๋าผ้าที่มีลายเซ็นอยู่ด้านหน้า เพื่อให้เข้ากับกระแสงดใช้ถุงพลาสติก พร้อมกับมอบหนังสือ “เย็นลมป่า” ไว้ให้อ่านเวลาฟังการประชุมสภาเครียดๆ ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลังจะเข้ามา ประธานสภากล่าวทิ้งท้ายกับผู้สื่อข่าวว่า ขอให้เชื่อมั่นว่าสภาจะกลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนและยกระดับมาตรฐานการทำงานให้เป็นที่ยอมรับและสร้างประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ

ภารกิจของประธานสภาช่วงปลายปี เรียกได้ว่าแน่นจริงๆ เพราะอย่างเมื่อวันก่อนเพิ่งไปร่วมงาน “วันคืนสู่เหย้าชาวธรรมศาสตร์” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานนี้ได้ร่วมเป่าแซกโซโฟนกับวงดนตรีของมหาวิทยาลัย เห็นอย่างนี้ใครจะรู้ไหมว่าประธานสภาคนนี้สมัยเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ แม้จะเรียนหนักแค่ไหนแต่ก็ยังหาเวลามาทำกิจกรรมการเมืองได้ อย่างการเขียนบทงิ้วธรรมศาสตร์ล้อเลียนผู้นำการเมืองในยุคประชาธิปไตยยังไม่เบ่งบานมาแล้ว

ปิดท้ายด้วยภารกิจของวุฒิสภา แม้หลายคนจะมองว่าผลงานไม่ค่อยมี แต่อีกด้านหนึ่งก็ขอทำงานเงียบๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน อย่างคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มี พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ได้ดำเนินการตรวจสอบภายหลังมีร้องเรียนกรณีที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ในลักษณะของนักท่องเที่ยวเพื่อประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ โดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งมัคคุเทศก์ เป็นอาชีพที่รัฐบาลประกาศให้เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น จึงส่งผลให้สังคมวัฒนธรรมไทยถูกทำลาย คนไทยขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยคณะกรรมาธิการจะเร่งเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและประสานงานแก้ไขในระยะยาวต่อไป

ต้อนรับปีใหม่ เดินสายไหว้พระฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406607?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้อนรับปีใหม่ เดินสายไหว้พระฟรี

27 ธันวาคม 2562 – 16:45 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ต้อนรับปีใหม่,เดินสายไหว้พระ
เปิดอ่าน 7,635 ครั้ง

ต้อนรับปีใหม่ เดินสายไหว้พระฟรี คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘อนุรักษ์’ กทม. แจ้งรายละเอียดทางจดหมายมาว่า รถเมล์ ขสมก. จัดบริการเดินรถปรับอากาศไหว้พระฟรี

‘ดับเครื่องชน’ จึงรีบนำเสนอเพื่อท่านที่ไม่ได้ไปต่างจังหวัดหรือผู้ต้องการทำบุญไหว้พระใน กทม.ได้ทราบ ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าส่งเสริมอย่างยิ่ง

ระยะหลังนี้รัฐบาลได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีและไหว้พระทำบุญเป็นสิริมงคล ซึ่งขอสนับสนุนเต็มที่
อ๊อด เทอร์โบ


 ถูกใจสายบุญ ไหว้พระฟรี กับ ขสมก.
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขสมก.มอบของขวัญปีใหม่ 2563 ถูกใจให้ประชาชน จัดเดินรถโดยสารปรับอากาศให้บริการรับส่งประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม “ไหว้พระ 10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาล” ณ วัดสำคัญที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2562-1 มกราคม 2563 เวลา 08.30–16.30 น.โดยไม่คิดค่าบริการ

สามารถขึ้นรถได้ ณ วัดที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวราราม วัดราชโอรสาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดสุทัศนเทพวราราม วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และวัดวชิรธรรมสาธิต

ขสมก.เตรียมความพร้อมของรถโดยสาร ตรวจเช็กรถโดยสารให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ระบบไฟฟ้า ระบบเบรก ประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ และถังดับเพลิง ก่อนนำรถออกวิ่งให้บริการประชาชน

เตรียมความพร้อมของพนักงานประจำรถ ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ตรวจใบอนุญาตขับขี่ก่อนขึ้นปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง พร้อมทั้งกำชับพนักงานขับรถ ให้เปิดประตูเมื่อรถจอดสนิทและปิดประตูก่อนนำรถออกจากป้าย ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด และให้ระมัดระวังผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน รวมถึงให้พนักงานเก็บค่าโดยสารช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการขึ้นลงรถแก่ผู้ใช้บริการด้วย

นอกจากนี้ได้จัดเดินรถในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2563 ในกรุงเทพมหานคร ช่วงคืนวันที่ 31 ธันวาคม ได้เพิ่มความถี่ในการปล่อยรถ และขยายเวลาการเดินรถถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม ในเส้นทางที่ผ่านมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อรองรับประชาชนเดินทางเข้าร่วมกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราชกุศลเสริมสิริมงคลทั่วไทย พ.ศ.2563” และเส้นทางที่ผ่านสถานที่จัดงานเคานท์ดาวน์ อาทิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ไอคอนสยาม เมกาบางนา และเอเชียทีค เป็นต้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม 1765 หรือ ขสมก. คอลเซ็นเตอร์ 1348 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00-22.00 น. เฉพาะวันที่ 31 ธันวาคม  ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
อนุรักษ์ (กทม.)


 อย่ารังแก-ซ้ำเติมกัน
 หยุดรังแกกัน-หยุดบูลลี่!

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ในวัยเรียนที่โหดร้าย เช่นเดียวกับดิฉันที่เคยถูกทำให้เป็นตัวตลกและจุดสนใจจากการที่โดนเพื่อนกลุ่มหนึ่งล้อว่า “อ้วน” “ดำ” “เหยิน” “เอ๋อ” แม้แต่เพื่อนสนิทที่มีใจเป็นหญิงแต่ร่างกายเป็นชายก็ไม่รอด โดนล้อว่า “ตุ๊ด” เคยโดนล้อแบบนี้กันบ้างไหมคะ?

หรือเคยปล่อยให้หลุดปากไปทำร้ายใครหรือเปล่า? การไม่ทันคิด หรือคิดน้อยของเรา ของเขา มักกลายเป็นอาวุธทิ่มแทงกันโดยไม่รู้ตัว ในยุคที่โซเชียลเน็ตเวิร์ก เข้ามามีบทบาท ต้องทนทุกข์เป็นปีๆ กว่าจะเรียนจบออกไป หรืออาจเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า จนบางรายเลือกที่จะจบชีวิตตนเองเพราะมองไม่เห็นทางออกอื่น

ในสังคมไทยสิ่งหนึ่งที่เรามักกระทำจนเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัวก็คือการพูดล้อเล่น ล้อเลียน หลายครั้งการพูดล้อเล่นในหมู่เพื่อนได้สร้างเสียงหัวเราะความสนุกสนานให้ทั้งฝ่ายล้อและฝ่ายถูกล้อ เพราะต่างรู้กันว่าสิ่งที่ผู้พูดพูดนั้นเป็นเพียงคำพูดหยิกแกมหยอก แต่ก็มีหลายครั้งเช่นเดียวกันที่คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่แค่การล้อเล่นที่ทำให้อีกฝ่ายยิ้มรับ แต่เป็นการกลั่นแกล้งที่สร้างแผลให้ฝ่ายที่ถูกล้อจนเกิดเป็นปมภายในใจ หรือที่เรียกว่า “บูลลี่”

เราต่างก็ตกเป็นผู้รังแกได้ทั้งนั้น โดยมีปัจจัย เช่น ความสนุกสนานที่ไปกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมทำไม่คิดทั้งจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ เพราะมองว่าเป็นเรื่องขำๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ผู้ถูกกระทำอาจไม่ขำและกลายเป็นปมติดอยู่ในใจ ก่อนจะพูดล้อเลียน หรือแกล้งใคร ลองสะท้อนกลับมาดูว่าถ้าเป็นเราโดนกระทำจะขำๆไหม?

เราห้ามคำพูดหรือการกระทำของใครไม่ได้ แต่เราบอกตัวเองให้โนสน โนแคร์ ไม่สนใจและเชิดเข้าไว้ เพราะคนเรามีข้อดีในตัวเองไม่เหมือนกัน อย่าพยายามตอบโต้ เพราะการโต้ตอบเป็นการตอบสนองสิ่งที่คนรังแกต้องการและจะตามรังควานเป็นเจ้ากรรมนายเวรไม่เลิก ซึ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
ชบาแก้ว (กทม.)


เรียนคุณ ‘ชบาแก้ว’ กทม.
ผมขอบคุณในจดหมายของคุณที่มีสารประโยชน์มากเพราะเวลานี้ข่าวสลดใจเกิดขึ้นบ่อยครั้งจากการล้อเลียนกันนี่แหละ ควรเอาใจเขามาใส่ใจเราไว้ว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกยังไง

คำพูดต่างๆ หรือการล้อเลียนกลั่นแกล้งที่เรียกว่า ‘บูลลี่’ นี่ใครไม่โดนจะไม่รู้สึกหรอกครับ เพราะมันรู้สึกอัปยศ กดดันไปหมดเหมือนถูกสะกิดแผลในใจ

จึงขอย้ำว่าอย่าประพฤติปฏิบัติจนอีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี-เลยเถิด อย่าไปทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ
อ๊อด เทอร์โบ


เปิดเบื้องหลังคดีอื้อฉาว เลี่ยงภาษีช่วยลูก ทักษิณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดเบื้องหลังคดีอื้อฉาว เลี่ยงภาษีช่วยลูก ทักษิณ

27 ธันวาคม 2562 – 15:05 น.
เบญจา หลุยเจริญ,เลี่ยงภาษี,ทักษิณ
เปิดอ่าน 17,127 ครั้ง

เปิดเบื้องหลังคดีอื้อฉาว เลี่ยงภาษีช่วยลูก ทักษิณ

หลังจากศาลฎีกาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตัดสินคุก 2 ปี นางเบญจา หลุยเจริญ และพวก ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก ขอนำรายละเอียดเรื่องราวอันเป็นมหากาพย์แห่งการทุจริต มาให้ทราบโดยสังเขปดังนี้

คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 หรือราว 14 ปีก่อน เมื่อ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร เมื่อครั้งเป็นที่ปรึกษาบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำหนังสือถามกรมสรรพากรว่า ถ้าบริษัท แอมเพิลริชฯ ที่ครอบครองหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขายหุ้นให้แก่นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา จะเป็นเงินได้พึงประเมิน ต้องมีการคำนวณเสียภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ โดยนางเบญจา กับพวก ทำหนังสือตอบ น.ส.ปราณีว่า การกระทำดังกล่าวไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ในการเสียภาษี

ถัดจากนั้นมาประมาณ 4 เดือน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 บริษัท แอมเพิลริชฯ ได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่ที่ 49.25 บาท ต่างกัน 48.25 บาท

หลังจากนั้นอีก 3 วัน นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบรรพจน์ ดามาพงศ์ ได้ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมกันประมาณ 48.75% ของมูลค่าทั้งหมด ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กในประเทศสิงคโปร์

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง นอกจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรแล้ว ยังส่งให้กองทัพยุค “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้นทำการยึดอำนาจนายทักษิณ ขณะที่ไปประชุมยูเอ็น ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จากนั้นมีการนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาล

ในการต่อสู้ในชั้นศาลมีรายละเอียดว่า นางเบญจา กับพวก มีหนังสือตอบกลับไปยังน.ส.ปราณี สรุปได้ว่า โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร เมื่อครั้งที่ 23/2538 สรุปได้ว่า บริษัท แอมเพิลริชฯ จดทะเบียนที่หมู่เกาะบริติเวอร์จิ้นส์ มิได้มีสถานะในการประกอบธุรกิจและอนุสัญญาการเสียภาษีซ้ำซ้อนให้แก่ประเทศไทย จึงยังไม่ถือว่าเป็นบริษัทที่ทำการในไทย จึงไม่เข้าข่ายถูกบังคับให้เสียภาษี ส่วนเรื่องส่วนต่างในราคานั้นเป็นเรื่องของผู้ซื้อและผู้ขายซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการค้า ดังนั้นการซื้อขายหุ้นดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ไม่มีหน้าที่ในการเสียภาษี

แต่ศาลเห็นแย้งว่าการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ถือเป็นสินทรัพย์ครอบครองโดยบริษัท แอมเพิลริชฯ และนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นดังกล่าวเข้าข่ายจะต้องนำส่วนต่างราคามาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร

นอกจากนี้พฤติการณ์ของน.ส.ปราณี ที่หารือเกี่ยวกับกรณีการงดเว้นไม่ต้องเสียภาษี แถมยังมีพฤติการณ์ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลของบริษัท แอมเพิลริชฯ ที่มีนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา เป็นผู้ถือหุ้น และเป็นกรรมการบริษัท เพื่อจะได้ไม่ต้องพิจารณาประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ นั่นจึงทำให้ข้อหารือของ น.ส.ปราณี เป็นไปโดยไม่สุจริต

บทสรุปคือ ต้นเหตุของความเสียหายมาจากการตอบข้อหารือดังกล่าวของนางเบญจา กับพวก ทำให้นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ได้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างของราคาจากการซื้อหุ้นดังกล่าวเป็นเงินนับหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุว่า นายพานทองแท้ ได้รับส่วนต่างจากราคาในการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ โดยไม่ต้องเสียภาษี 7,941,950,000 บาท น.ส.พินทองทา 7,941,950,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,883,900,000 บาท หรือราว 1.5 หมื่นล้านบาทเศษ

นี่จึงเป็นมหากาพย์แห่งการทุจริตที่เจ้าหน้าที่รัฐ ใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย เป็นเงิน 7.9 พันล้านบาท

สุดท้ายนางเบญจาและพวก ที่รับใช้นายทักษิณ ต้องเดินคอตกเข้าคุกรับกรรมที่ก่อกันเอาไว้ ขณะที่นายทักษิณ ยังเสวยสุขอยู่ในต่างประเทศ