เช็กกฎตั้งจุดตรวจปีใหม่ฝ่ายปกครอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กกฎตั้งจุดตรวจปีใหม่ฝ่ายปกครอง

27 ธันวาคม 2562 – 11:40 น.
สายตรวจระวังภัย,ฝ่ายปกครอง,ตั้งจุดตรวจ
เปิดอ่าน 1,604 ครั้ง

เช็กกฎตั้งจุดตรวจปีใหม่ฝ่ายปกครอง คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ถึงวันนี้แล้วหลายคนคงเตรียมตัวเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ จึงมักจะเห็นหน่วยงานรัฐตั้งจุดตรวจต่างๆ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจตรงกันว่า “ด่าน” ที่ไม่ได้หมายถึงแค่ของตำรวจ หากแต่มีของ “ฝ่ายปกครอง” ด้วย

ด้วยเหตุนี้ ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผอ.ส่วนการสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงออกมากระตุ้นเตือนแนวทางปฏิบัติสำหรับการออกตั้งจุดตรวจป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความสงบเรียบร้อยของฝ่ายปกครองทุกท้องที่ทั่วประเทศ

ดร.รัฐวิช อธิบายว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าการตั้งด่านนั้นจริงๆ ในทางทฤษฎีแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ 1.ตั้งด่าน 2.ตั้งจุดตรวจ และ 3.ตั้งจุดสกัด ซึ่งพวกเราฝ่ายปกครองเข้าใจว่าออกไป “ตั้งด่าน” แต่ทางทฤษฎีเป็นการ “ตั้งจุดตรวจ” เพราะถ้าเป็นการตั้งด่านจะหมายถึงการตั้งด่านบนถนนสายหลักที่มีลักษณะเป็นการถาวร มีป้อมหรือที่พำนักของเจ้าหน้าที่ หรืออาจมีแผงกั้น แบริเออร์ หรือไม้กั้น ซึ่งการตั้งด่านลักษณะนี้จะต้องขออนุญาตจากครม. กรมทางหลวง หรือ กอ.รมน. เสียก่อน ขณะที่ฝ่ายปกครองตั้งกันช่วงเทศกาลสำคัญ หรือตั้งเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน รวมทั้งการตั้งจุดตรวจค้นหาผู้เสพสารเสพติด หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ด่านชุมชน” ทว่าจริงๆ แล้ว คือ “จุดตรวจ”

“สิ่งที่จุดตรวจแตกต่างจากการตั้งด่าน คือทำเป็นการชั่วคราว โดยมีกําหนดระยะเวลาเท่าที่มีความจําเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว เช่น พ้นกำหนด 7 วันอันตรายแล้ว หรือค้นหาผู้เสพเสร็จแล้ว ฯลฯ ก็จะยุบจุดตรวจนั้นไป ซึ่งการตั้งจุดตรวจในชุมชนของพนักงานฝ่ายปกครอง ระดับตำบลหรือหมู่บ้าน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ นอกจากเป็นนโยบายสำคัญของทางรัฐบาลในเรื่องการป้องกันและลดอุบัติเหตุแล้วยังเป็นหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ และตาม ป.วิ.อาญา โดยพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจทำการสืบสวนหรือทำการค้นในที่สาธารณะ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดหรือรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมได้” ดร.รัฐวิช กล่าว

ผอ.ส่วนการสอบสวนคดีอาญา บอกอีกว่า ขอให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน หรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) ก่อนนำสมาชิก อส. หรือ ชรบ. ออกปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจในชุมชน ก็ขอให้เช็กและเตรียมความพร้อมก่อนออกปฏิบัติงานกันก่อนดังนี้ 1.การขออนุญาต/อนุมัติ และการรายงานผู้บังคับบัญชา ต้องทำการขอนุญาต/อนุมัติจากท่านนายอำเภอเสียก่อน หรือในทางปฏิบัติอาจให้ปลัดอำเภอปฏิบัติราชการแทนนายอำเภออนุญาต/อนุมัติแทนก็ได้

2.อุปกรณ์สำหรับการตั้งจุดตรวจที่เป็นมาตรฐาน ประกอบด้วย ไฟส่องสว่างในจุดตรวจ ป้ายหยุดตรวจ กรวยยางหรือแผงกั้น นกหวีด ไฟฉาย กระบอกไฟ ถุงมือ และเสื้อสะท้อนแสง วิทยุสื่อสาร กล้องบันทึกภาพ เครื่องพันธนาการ หน่วยแพทย์หรืออุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น รถยนต์พร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงและพลขับ เอกสารหรือแบบฟอร์มต่างๆ เช่น คําสั่งอำเภอที่ให้ออกปฏิบัติหน้าที่ บัตร ป.ป.ส./บัตรพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ แบบบันทึกการจับกุม แบบยินยอมเข้ารับการบำบัด ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 108/2557 ฯลฯ อุปกรณ์การตรวจต่างๆ เช่น เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ หรืออุปกรณ์ตรวจสารเสพติด ฯลฯ 3.การจัดกำลังและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ควรแบ่งเป็นส่วนหน้า ส่วนกลาง ส่วนหลัง และ 4.วิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ ต้องผ่านการฝึกอบรมทักษะ ยุทธวิธีการตรวจค้น และซักซ้อมแนวทางปฏิบัติก่อนออกตั้งจุดตรวจจริง

ปฏิบัติงานตามกฎเพื่อให้มีมาตรฐาน เกิดปลอดภัยและป้องกันการสูญเสีย ควบคู่ไปกับการให้บริการ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชน..!!

‘โบว์’นางเอก ซิววิ่งไล่ลุง ‘ทอน’กองหนุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407043?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘โบว์’นางเอก ซิววิ่งไล่ลุง ‘ทอน’กองหนุน

27 ธันวาคม 2562 – 10:34 น.
วิ่งไล่ลุง,โบว์ ณัฎฐา มหัทธนา,วัฒนา เมืองสุข,พรรคอนาคตใหม่,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เสรีพิศุทธ์
เปิดอ่าน 4,003 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 ธ.ค. 2562

***********************************

อุณหภูมิสูงขึ้นทันทีทันใดเมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ เพราะมีการกระทำล้มล้างการปกครอง

พลันที่สิ้นเสียงเพลงฉลองชัยปีใหม่ 2563 คอการเมืองคงเครียดหนัก ประเดิมด้วยกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” และตามมาด้วย คดียุบพรรคอนาคตใหม่ ส่วนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่ถึงเวลาซักฟอกในสภา เพียงแค่โหมโรงยื่นญัตติต่อประธานสภา

ก้าวต่อไป“ม็อบไล่ลุง”

กิจกรรม วิ่งไล่ลุง” ในวันที่ 12 มกราคม 2563 กลุ่มผู้จัดงานใช้ชื่อ “คณะกรรมการแนวร่วมสมาคมสมาพันธุ์ผู้จัดงานวิ่งไล่ลุงเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” (สธช.) คณะผู้จัดงานบอกว่า กิจกรรมนี้เป็นการแสดงออกทางการเมือง ไม่ใช่ม็อบขับไล่รัฐบาล

บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย 

กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ฝ่ายความมั่นคงโฟกัสไปที่พรรคอนาคตใหม่ เนื่องจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ทำกิจกรรม “แฟลชม็อบ” พร้อมประกาศเชิญชวนให้คนไทยผู้รักประชาธิปไตยไปร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง

จริงๆ แล้ว ตัวละครหลักวิ่งไล่ลุงมี 2 คนคือ บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และ ฟอร์ด” ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ฟอร์ด เด็กสร้างพรรคอนาคตใหม่

“บอล ธนวัฒน์” หน้าเก่าเจ้าประจำ ส่วนคู่หูชื่อ “ฟอร์ด ทัตเทพ” ชัดเจนว่าเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ผู้สมัครกรรมการเครือข่ายคนรุ่นใหม่ กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ และนักกิจกรรมเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ

ปากธนาธรบอกว่าไม่ได้เป็นเจ้าภาพ ไม่ได้เป็นแกนนำวิ่งไล่ลุง แต่ขอเล่นบท “กองเชียร์เด็ก” แทน

โบว์” ขอเป็นนางเอก

ลึกๆ แล้ว แกนนำพรรคอนาคตใหม่ไม่ต้องการเป็น “ผู้นำม็อบ” เพราะเห็นบทเรียนจากอดีตไม่ว่าจะเป็นม็อบคนเสื้อเหลือง ม็อบคนเสื้อแดง และม็อบนกหวีด จึงพยายามผลักดันให้ตัวละครหน้าใหม่ๆ เป็นผู้จุดไฟการลุกฮือของมวลชน

เหมือน “ม็อบฮ่องกง” ที่มีคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นทัพหน้า แต่มี “เสนาธิการ” ระดับกลุ่มทุนใหญ่ และตัวแทนนักสิทธิมนุษยชนต่างชาติอยู่ข้างหลัง

โบว์ จัดงานปีใหม่

อย่างกรณี “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย ที่มีพี่เลี้ยงชืื่อ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด และ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” แต่โบว์ก็มีความต่างจาก “รังสิมันต์ โรม”

“โบว์” มีเพื่อนกลุ่มคนอยากเลือกตั้งหลายคนเป็นส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แต่เธอก็มีที่ปรึกษาทางการเมืองอยู่ในพรรคเพื่อไทย แถมยังได้ สมยศ พฤกษาเกษมสุข” เป็นจัดตั้งทางความคิด

3-4 เดือนมานี้ โบว์หนุนคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งจัดตั้ง “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” จัดการชุมนุมย่อยทุกวันอาทิตย์ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เย็นวันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2562 โบว์ร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกข้างประชาธิปไตยจัดงาน “สวัสดีปีใหม่ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

รายการนี้ก็เป็นการอุ่นเครื่อง “วิ่งไล่ลุง” ก่อนยกระดับเป็น “ม็อบไล่ลุง”

วัฒนา” ท่อน้ำเลี้ยง

ในงาน “สวัสดีปีใหม่ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ยังมีแขกรับเชิญคนพิเศษมากล่าวปาฐกถาและอวยพรปีใหม่คือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

ไม่แปลกใจที่แขกพิเศษของโบว์คือ “เสรีพิศุทธ์” เพราะเราทราบกันดีว่าที่ปรึกษาส่วนตัวของโบว์คือ วัฒนา เมืองสุข” เป็นที่ปรึกษาประธาน กมธ.ป.ป.ช. (เสรีพิศุทธ์)

เสรีพิศุทธ์ ร้องเพลงใจสู้หรือเปล่า

ช่วงนีี้เป็นขาขึ้นของวัฒนา เมืองสุข เพราะล่าสุดเขาได้รับเลือกตั้งรองประธาน คนที่ 2 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

ทันทีที่ทราบว่ามีกิจกรรมวิ่งไล่ลุง วัฒนา เมืองสุข ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “…ผมจึงขอแสดงตัวสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวอย่างเปิดเผย โดยจะขอบริจาคสมทบเป็นค่าใช้จ่าย ขอให้ผู้จัดงานช่วยประสานมายังผมได้ที่พรรคเพื่อไทย เพื่อรับเงินที่ผมจะขอบริจาค เอากันแบบเปิดเผย จะได้ไม่ต้องมากล่าวหาว่ามีคนอยู่เบื้องหลังอีก”

อ่านสเตตัสของวัฒนา เลยถึงบางอ้อ..ทำไมโบว์จึงดักคอ “ธนาธร” ว่าอย่าเอาความเป็นดารามาเป็นแม่เหล็กเรียกคนมาม็อบไล่ลุง

อกหักจาก แม้ว แล้วโหน เด็กส้มหวาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407035?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อกหักจาก แม้ว แล้วโหน เด็กส้มหวาน

27 ธันวาคม 2562 – 09:35 น.
วิ่งไล่ลุง,จอม เพชรประดับ,แม้ว,เชาว์ ซื่อแท้
เปิดอ่าน 6,020 ครั้ง

อกหักจาก แม้ว แล้วโหน เด็กส้มหวาน คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ที่จะจัดขึ้นช่วงต้นปี 2563 ปรากฏว่า ได้มีสำนักงานสาขาพรรคอนาคตใหม่ในหลายจังหวัด เริ่มประกาศเชิญชวนให้ผู้คนไปร่วมวิ่งกันแล้ว

อ่านข่าว…  จดหมายลูกโซ่ 4.0 ธนาธร ปลุก วิ่งไล่ลุง

มิเพียงแค่กิจกรรม “วิ่งการเมือง” ภายในขอบเขตทั่วประเทศ หากแต่ในต่างประเทศ ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา ในนาม Red USA ก็จะจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ในวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2563 เริ่มตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้า ที่ ซีคัวยา พาร์ค – มอนเทอเรย์ พาร์ค, แคลิฟอร์เนีย

“จอม เพชรประดับ” สมาชิกกลุ่ม Red USA ได้ร่วมแถลงข่าวกิจกรรมวิ่งไล่ลุง เพื่อขับไล่เผด็จการทหาร และเผด็จการทุกรูปแบบในการเมืองไทย เพื่อร่วมสร้างอนาคตไทย ที่ก้าวหน้าสดใส เพื่อประชาชนชาวไทย จะได้มีสิทธิเสรีภาพ ลืมตาอ้าปากได้ และเพื่ออนาคตของลูกหลานไทยทุกคน

ด้าน “เชาว์ ซื่อแท้” ตัวแทนของ Red USA บอกว่า เรามีเป้าหมายวิ่งไล่เผด็จการทั้งแผง ขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนกิจกรรมวิ่งไล่ลุงของนักศึกษาที่เมืองไทยด้วย เพื่อบอกสังคมว่าคนไทยในต่างแดน จะไม่ปล่อยให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ต่อสู้โดยลำพัง

สมัยที่ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หนีตายมาปักหลักอยู่ในสหรัฐ และเริ่มก่อการตั้งองค์กรเสรีไทย ก็ได้เชาว์ และพลพรรค Red USA เป็นกำลังหนุน ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านเผด็จการ คสช.หลายครั้ง

ล่าสุด เชาว์ ซื่อแท้ จัดงานวันเกิดให้ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ในร้านอาหารคนไทย ที่ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย แต่หลังจากนั้น กลุ่ม  Red USA ก็ลดบทบาทลง ไม่ได้ทำกิจกรรมการเมืองอีก

ดังทราบกัน องค์การเสรีไทยของจารุพงศ์ ถึงกาลอวสาน ทำให้ “จอม เพชรประดับ” และ “สุนัย จุลพงศธร” ต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น ยกตัวอย่าง “สุนัย” หันทำทีวีออนไลน์ผ่านยูทูบชื่อ Sunai TV และ Sunai FC และเปิดขอรับบริจาคจากผู้รักประชาธิปไตยทั่วโลก

ส่วนจอม เพชรประดับ ได้ยุติการทำสื่อทีวีออนไลน์เต็มรูปแบบ เพราะขาดเงินทุนสนับสนุน และต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ จึงหันมาใช้เพจ Jom Petchpradab สื่อสารการเมืองกับแฟนคลับ

ระยะหลัง จอมแสดงออกถึงความผิดหวังต่อพรรคเพื่อไทย และทักษิณ ชินวัตร เพราะเขามองว่า คนเหล่านั้นสู้ไม่จริง สู้ไม่ถึงที่สุด เหมือนพรรคอนาคตใหม่

อย่างกรณีพรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมที่เขต 7 ขอนแก่น จอมแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “แม้จะเห็นใจ สนับสนุน และให้กำลังใจเพื่อไทยมาโดยตลอด แต่เพื่อไทยเองก็จะต้องพิสูจน์และตอบแทนความเห็นอกเห็นใจ และแรงสนับสนุนของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน นั่นคือการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่หากจะต้องเล่นตาม กติกาโจร ที่ไม่มีหนทางให้ตัวเองได้ชนะทางการเมืองได้เลย…”

จอมก็ไม่ต่างจาก “แดงฮาร์ดคอร์” ในเมืองไทยที่ประเมินว่า “ทักษิณหมอบ” หรือ “เพื่อไทยถอย” ไม่ยอมแตกหักกับกลุ่มอำมาตย์หรือเผด็จการทรราช เขาจึงเสนอว่า

“..จะต้องหารูปแบบ วิธีการ ยุทธการ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ไม่เคยทำมาก่อน มากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ หากไม่เช่นนั้น เพื่อไทย ก็จะสิ้นมนต์ สิ้นพลัง และตายซากไปจากความคาดหวังของประชาชนอย่างแน่นอน อย่างที่เคยพูดมาหลายครั้งว่า บริบททางการเมืองในประเทศไทย เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และประชาชนไทยส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วด้วยเช่นกัน หากทำไม่ได้เพราะติดขัดกับความเป็นนักการเมืองแบบเก่า ความคิดเก่าๆ ก็ควรจะยุบทิ้งแล้วตั้งพรรคใหม่”

จอมจึงหันมาฝากความหวังไว้กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และมิตรสหาย ที่กล้าแสดงออก ไม่ยกมือเห็นชอบ พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ นี่คือการแสดงจุดยืนของฝ่ายประชาธิปไตยที่แท้จริง

          อาการของจอม ไม่ต่างจากคนอกหักจากผู้ชายชื่อทักษิณ แล้วสวิงกลับมาไทคูนแสนล้านชื่อธนาธร เพราะเชื่อว่า ธนาธรจะเป็นผู้นำการอภิวัฒน์สังคมไทย 

ฟ้องค่าเสียหายรถตกหลุมไม่ใช่ฟ้องเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407036?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟ้องค่าเสียหายรถตกหลุมไม่ใช่ฟ้องเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

27 ธันวาคม 2562 – 07:50 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,ฟ้องเรียกค่าเสียหาย,รถตกหลุม
เปิดอ่าน 613 ครั้ง

ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะรถตกหลุม : มิใช่การฟ้องเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้..กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

อุทาหรณ์จากคดีปกครองในวันนี้…เป็นเรื่องที่หลายๆ คนน่าจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับการขับรถแล้วเจอสภาพถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ หากโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุขณะที่ขับขี่ผ่านเส้นทางที่มีความชำรุดบกพร่องดังกล่าว ก็อาจได้รับบาดเจ็บหรือรถเสียหาย ซึ่งผู้ขับขี่หรือผู้เสียหายมีสิทธิร้องขอต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลรักษาถนนเส้นดังกล่าวหรือยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ โดยยื่นฟ้องเป็นกรณี

การกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยหรือล่าช้าต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

สำหรับระยะเวลาการยื่นฟ้องคดีประเภทดังกล่าวจะต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี ทั้งนี้ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งระยะเวลาการฟ้องคดีกรณีดังกล่าวเป็นประเด็นที่เราจะคุยกันในวันนี้ครับ !

โดยคดีพิพาทเรื่องนี้เหตุสืบเนื่องจาก…ผู้ฟ้องคดีได้รับอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์

ในเวลาสามทุ่มกว่า โดยขณะขับขี่ไม่มีไฟส่องทางและได้ตกหลุมขนาดใหญ่ 2 หลุม และรถได้เสียหลักไปชนกับรถคันอื่น ซึ่งผู้ฟ้องคดีเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน ปัจจุบันยังไม่สามารถเดินหรือเคลื่อนไหวได้ตามปกติ รวมทั้งยังต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลที่ตนขับรถไปชนด้วย จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาถนนสายดังกล่าวต่อศาลปกครอง

คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาเนื่องจากเป็นการยื่นฟ้อง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์โดยเห็นว่าถนนที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางสายหลักซึ่งผู้คนในตำบลต้องใช้ในการสัญจร และปัจจุบันยังเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ได้รับการดูแล จึงเป็นการฟ้องคดีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม หรือเป็นกรณีที่ถือว่า

มีเหตุจำเป็นอื่นเนื่องจากผู้ฟ้องคดีเจ็บป่วยจนไม่สามารถเดินหรือเคลื่อนไหวได้ตามปกติ จึงไม่อาจฟ้องคดีได้ทันเวลา อันเป็นข้อยกเว้นที่ศาลสามารถรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ตามมาตรา 52 แม้จะพ้นเวลาการฟ้องคดีแล้ว

คดีมีประเด็นที่น่าสนใจว่าการฟ้องคดีกรณีดังกล่าว…เป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมที่จะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้ หรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นคนในพื้นที่จึงควรจะรู้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบบำรุงรักษาถนนที่ชำรุดตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้ว ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นภายใน 1 ปีนับแต่วันที่เกิดเหตุ การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องคดีที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 51

อย่างไรก็ตาม…ผู้ฟ้องคดีได้อ้างว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งมาตรา 3 ได้นิยามคำว่า “ประโยชน์แก่ส่วนรวม” หมายความว่า ประโยชน์ต่อสาธารณะหรือประโยชน์อันเกิดแก่การจัดทำบริการสาธารณะหรือการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือประโยชน์อื่นใดที่เกิดจากการดำเนินการหรือการกระทำที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริม หรือสนับสนุนแก่ประชาชนเป็นส่วนรวม หรือประชาชนส่วนรวมจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการหรือการกระทำนั้น”

ฉะนั้นการจะพิจารณาว่ากรณีใดจะเป็นการฟ้องคดีเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือไม่จะต้องพิจารณาจากผลที่เกิดจากคำพิพากษาของศาลว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะหรือประโยชน์อันเกิดแก่การจัดทำบริการสาธารณะหรือประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวมโดยตรงและอย่างแท้จริงหรือไม่ เป็นสำคัญ

โดยผลแห่งคำพิพากษาตามคำฟ้องในคดีนี้ เป็นการฟ้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่

ผู้ฟ้องคดี หากคำพิพากษาจะก่อประโยชน์ก็คงเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดีให้ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวมโดยตรงและอย่างแท้จริง อีกทั้งวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็มิได้เป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเจ็บป่วยจนไม่สามารถเดินหรือเคลื่อนไหวได้ตามปกตินั้น ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นอุปสรรคขัดขวางจนทำให้ไม่อาจยื่นคำฟ้องภายในระยะเวลาการฟ้องคดีตามที่กฎหมายกำหนดได้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีอาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินคดีแทนได้ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คผ. 147/2562)

คำพิพากษาในคดีดังกล่าว…นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือจากการละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะต้องใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้การฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่ตนไม่ถือว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะและมิได้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม จึงมิใช่กรณีที่จะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นข้อยกเว้นครับ…

          (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ใช้ชีวิตอย่างมีสติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407034?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใช้ชีวิตอย่างมีสติ

27 ธันวาคม 2562 – 07:21 น.
เทศกาลปีใหม่,พศ2563,ใช้ชีวิตอย่างมีสติ
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

ใช้ชีวิตอย่างมีสติ บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม 2562

อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะย่างเข้าวาระส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ของคนไทยและชาวโลก ซึ่งใครต่อใครใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัวและญาติมิตร เพื่อแสวงหาความสุขร่วมกัน เพราะบรรยากาศแบบนี้หลายคนต่างหวังพบคนที่ห่างเหินมาระยะหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันบางคนต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงเทศกาลเปี่ยมสุขของชาวไทย ซึ่งตรงนี้สังคมขอขอบคุณน้ำใจของบุคคลเหล่านี้ที่เสียสละความสุขส่วนตัวมาทำหน้าที่เพื่อให้คนส่วนใหญ่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

แม้ชาวไทยทุกคนจะเฝ้ารอเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ร่วมกับครอบครัวอย่างใจจดใจจ่อ แต่ใช่ว่าเราจะมุ่งแต่หาความสุขจนหลงลืมภยันตรายด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปีใหม่ โดยเฉพาะการเดินทางกลับภูมิลำเนานั้น ขอให้ชาวไทยทุกคนพึงใช้สติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท และที่สำคัญต้องมีน้ำใจให้ผู้ร่วมทาง เพราะแต่ละคนมีจุดหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเคารพกติกา การเอื้อเฟื้อ การเสียสละ จะเป็นสิ่งที่รังสรรค์ให้สังคมน่าอยู่และงดงาม

สิ่งที่พูดไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยหรือมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป เพราะแต่ละวินาทีที่ย่างก้าวไปนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้โดยที่คาดไม่ถึง แม้บางอย่างจะมีการวางแผนงานล่วงหน้าแล้วก็ตาม แต่ปัจจัยที่คาดไม่ถึงอาจแทรกเข้ามาได้โดยไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นสติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้แก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข “สติ” จะเป็นเครื่องเตือนจิตใจ และก่อปัญญาให้แต่ละคนพินิจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างรอบคอบ

ในปี 2564 หลายฝ่ายต่างพากันตั้งข้อสังเกตว่า ภาวะบ้านเมืองโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้องของคนไทยอาจจะอยู่ในขั้นต้องเหนื่อยหนัก เพราะหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นในปี 2562 อาจจะส่งผลมาถึงปี 2564 ด้วย ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาทุกด้านอย่างมีสติจึงเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในการครองตน เพื่อรับมือกับภาวะที่จะเกิดขึ้น เหมือนกับคำพระที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ขณะเดียวกันในส่วนของผู้บริหารบ้านเมืองทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้านส่วนตัวอยากฝากให้ทุกคนช่วยกันทำงานบริหารประเทศชาติให้ก้าวล้ำ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักชัย ไม่เล่นการเมืองด้วยความอาฆาตมาดร้าย หรือมุ่งจองเวรห้ำหั่นเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามอาสัญ …ในโอกาสปีใหม่ 2563 กำลังเคลื่อนมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า “คม ชัด ลึก” ขอส่งความปรารถนาดีไปถึงผู้อ่านทุกท่านมีควาสุขสมหวัง พรใดอันประเสริฐเลิศล้ำขอให้ได้ดังสมใจหมายตลอดไป

ปลดล็อก กัญชา ยาเสพติด พืชการเมืองที่มากด้วย สรรพคุณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406800?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลดล็อก กัญชา ยาเสพติด พืชการเมืองที่มากด้วย สรรพคุณ

26 ธันวาคม 2562 – 15:05 น.
กัญชา,ทางการแพทย์
เปิดอ่าน 4,511 ครั้ง

ปลดล็อก กัญชา ยาเสพติด พืชการเมืองที่มากด้วย สรรพคุณ

“การปลูกบ้านละ 6 ต้น ยังต้องรอกฎหมายใหม่ออกมา ซึ่งตอนนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ขอย้ำว่าเป็นเสรีทางการแพทย์เท่านั้น หากกฎหมายผ่านและมีการนำไปใช้ในทางอื่นที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ยังดำเนินการไม่ได้”

อ่านข่าว…  “สนช.”ผ่านกม.ปลดล็อกกัญชา-กระท่อมวิจัย-รักษาโรค

ไม่มีใครปฏิเสธว่า “กัญชา” เป็นพืชเสพติดที่มากสรรพคุณและถูกกล่าวถึงมากที่สุดในห้วงปี 2562

ในแง่การเมือง มีบางพรรคใช้เป็นนโยบายหาเสียงปลดล็อกกัญชาจากยาสเพติดและเดินหน้าเปิดเสรีปลูกกัญชาสู่ภาคประชาชน จนได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น

ในแง่สรรพคุณ กัญชาเป็นพืชที่มีสรรพคุณเด่นสามารถรักษาโรคร้ายได้หลากหลายชนิด โดยมีข้อมูลอ้างอิงจากผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ทว่าที่ผ่านมากัญชายังจัดอยู่ในประเภทยาเสพติดประเภท 5 เช่นเดียวกันพืชกระท่อม ฝิ่นและเห็ดขี้ควาย ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่5) พ.ศ.2545 เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 คือ ผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง  จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ ใครมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษจำนวนเล็กน้อยให้มีโทษขั้นสูงลดลง เพื่อให้บุคคลซึ่งต้องหาว่าเสพเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพตาม กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ2545 และเพิ่มมาตรการในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษโดยให้มีการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น

กระทั่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ 2 ฉบับเกี่ยวกับกัญชาและกัญชงคือ โดยเฉพาะประกาศฉบับแรกว่าด้วยเรื่องกัญชาตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 มีสาระสำคัญคือ กำหนดเพิ่มเงื่อนไขสำหรับยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ลำดับที่ 1 คือ กัญชา และลำดับที่ 5 คือ กัญชง โดยมีเงื่อนไขการยกเว้นไม่เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ของกัญชา เฉพาะส่วนที่เป็นสารสกัดนำมามใช้ทางการแพทย์เท่านั้น

กล่าวคือ 1.แคนนาบิไดออล (cannabidiol, CBD) ที่สกัดจากกัญชาซึ่งมีความบริสุทธิ์มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 99 โดยมีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ 0.01 โดยน้ำหนัก

2.สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากสารสกัดที่มีสารแคนนาบิไดออล (cannabidiol, CBD) เป็นส่วนประกอบหลักและมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก ซึ่งเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามกฎหมายว่าด้วยยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร และต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ทางยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร เท่านั้น ทั้งนี้ภายในระยะเวลา 5 ปีแรกนับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้ ซึ่งมีผลใช้บังคับ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2562 การยกเว้นให้ใช้บังคับเฉพาะการผลิตในประเทศของผู้รับอนุญาตตามกฎหมายนั้นๆ

ประกาศฉบับนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของนโยบายสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการรักษาทางการแพทย์ของ สธ. แต่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าประกาศนี้มีผลอย่างไรกันแน่  ซึ่งถ้าดูเนื้อหารายละเอียดตามประกาศ สธ. นั้นจะเข้าใจได้ทันทีว่าไม่ได้เป็นการถอดพืชกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เพราะในประกาศระบุไว้ว่า ทุกส่วนของพืชกัญชา ทั้งใบ ดอก ยอด ผล รวมทั้งวัตถุหรือสารต่างๆ เช่น ยาง น้ำมัน ในพืชกัญชายังคงเป็นยาเสพติดต่อไป

ดังนั้นการประกาศปลดล็อกกัญชาพ้นจากยาเสพติดตามนโยบายของพรรคการเมือง(บางพรรค) จึงไม่ได้เป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้ การปลูกกัญชาจึงกระทำได้เพื่อใช้ในทางการแพทย์เท่านั้นและการปลูกต้องได้ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในนามสถาบันการศึกษาหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการรับรองจากผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษเท่านั้น ประชาชนทั่วไปไม่สามารถนำมาปลูกได้

ซึ่งแนวทางการพิจารณาอนุญาตให้ปลูกกัญชานั้นจะพิจารณาใน 6 ประเด็นคือ 1.สถานที่เพาะปลูก ต้องได้รับการตรวจสอบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2.ปริมาณการปลูก กรณีปลูกเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ต้องสอดคล้องกับแผนการผลิต แผนการจำาหน่าย และแผนการใช้ประโยชน์ รวมทั้งมีเอกสารแสดงรายละเอียดการซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ระหว่างฝ่ายเกษตรกร หรือเจ้าของฟาร์ม กับผู้ซื้อผลผลิต ส่วนกรณีปลูกเพื่อศึกษาวิจัย ต้องสอดคล้องกับแผนการผลิต และแผนการใช้ประโยชน์ ซึ่งทั้ง 2 กรณีพิจารณาความเหมาะสมโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์การพิจารณา

3.ประวัติการถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของผู้ขอรับอนุญาต ต้องไม่เคยมีประวัติการถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 4.มาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกัญชา 5.รายละเอียดการดำเนินการทั้ง 2 กรณีคือปลูกเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และปลูกเพื่อการศึกษาวิจัย

6.ข้อมูลทั่วไปของผู้ขอรับอนุญาต ได้แก่ 6.1.หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ 6.2.สถาบันอุดมศึกษาที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์ ซึ่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานรัฐ (ตามข้อ 6.1) 6.3.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรือสหกรณ์ และ 6.4.ผู้ขออนุญาตอื่นตามที่รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกาหนดในกฎกระทรวง ซึ่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานรัฐ (ตามข้อ 6.1)

ส่วนในกรณีที่เป็นบุคคลทั่วไป เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในร่างกฎกระทรวงการขออนุญาต และการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดประเภทที่ 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ…. เพื่อเสนอเข้าสู่คณะกรรมการกฤษฎีกา และเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป

โดยมีส่วนแก้ไขเพิ่มเติมจากร่างเดิม ตรงที่เปิดให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนสามารถขออนุญาตปลูกกัญชากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้ จากเดิมที่อนุญาตให้เฉพาะการรวมตัวเป็นรัฐวิสาหกิจชุมชนเท่านั้นที่สามารถขออนุญาตปลูกได้ อย่างไรก็ตามจะต้องเป็นการ่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการดำเนินการเช่นเดิม เพื่อให้มีการควบคุมมาตรฐาน สายพันธุ์และคุณภาพสารสกัดกัญชา

“หากกฎกระทรวงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก็จะทำให้เกษตรกรสามารถปลูกกัญชาได้ ก็เหมือนเปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปปลูกได้แล้ว เพราะหากใครต้องการปลูกก็ไปขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร แล้วก็ร่วมมือกับสถานพยาบาลของรัฐ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ในพื้นที่เพื่อขออนุญาตปลูกกัญชาได้ ซึ่งในส่วนของวัตถุดิบยังขาดแคลนอยู่ เพราะองค์การเภสัชกรรม(อภ.)ยังต้องการอย่างมาก” อนุทินกล่าว

ส่วนการปลูกบ้านละ 6 ต้น ยังต้องรอกฎหมายใหม่ออกมา ซึ่งตอนนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ขอย้ำว่าเป็นการเสรีทางการแพทย์เท่านั้น หากกฎหมายผ่านและมีการนำไปใช้ในทางอื่นที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ยังดำเนินการไม่ได้ ถือเป็นคำยืนยันจากเจ้ากระทรวง สธ.

ณะเดียวกันในส่วนกัญชาภาคประชาชน หลังสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และตัวแทนจากโรงพยาบาล 4 ภูมิภาคได้ลงนามความร่วมมือ ภายใต้ “โครงการขับเคลื่อนการปลูกกัญชานำร่องเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์”

ล่าสุดโครงการนี้ได้ฤกษ์ปลูกกัญชาต้นแรกของประเทศอย่างถูกต้องในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพชรลานนา ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีก่อพงษ์​ โกมลรัตน์​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดงานและปลูกต้น “กัญชา” ปฐมฤกษ์ ใน “โครงการขับเคลื่อนการปลูกกัญชานำร่องเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” และมีผู้แทนจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยรังสิต​ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ เกษตรกร ผู้เกี่ยวข้อง ผู้สนใจ เข้าร่วมงานกว่า 300 คนอย่างคึกคัก

ลำปางถือเป็น 1 ใน 4 จังหวัดพื้นที่นำร่องคือ ลำปาง บุรีรัมย์ กาญจนบุรี และสุราษฎร์ธานี ด้วยพื้นที่ 2X2 เมตร 400 ต้น/ไร่ จังหวัดละ 5 ไร่ ปลูกทั้งแบบในโรงเรือนและนอกโรงเรือน ภายใต้ “โครงการขับเคลื่อนการปลูกกัญชานำร่องเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” โดยสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปางได้พิจารณาและกำหนดให้ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพชรลานนา” ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม เป็นผู้ผลิตพืชสมุนไพร “กัญชา” ให้กับกรมการแพทย์แผนไทยฯ บนพื้นที่ทั้งหมด 4 ไร่ 1 งาน 95 ตารางวา ตามมาตรฐานภายใต้ระเบียบ ข้อบังคับ และกรอบกฎหมายที่ถูกต้อง

“ถือเป็นปฐมฤกษ์ ของการปลูกกัญชา ต้นแรกลงสู่ดินโดยเกษตรกรอย่างแท้จริง จากวันนี้ไปเราจะทำแปลงปลูกให้ดีที่สุดทั้งนอกโรงเรือน จำนวน 1,200 ต้น และในโรงเรือน 800 ต้น รวม 2,000 ต้น ให้ได้กัญชาแบบเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพทางยาสูงที่สุดจนสังคมไทยและแพทย์ได้เชื่อมั่นในความรู้ของเกษตรกรไทย” ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าว

สำหรับกัญชามีสารที่จะนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ 2 ชนิดหลัก ได้แก่ 1.สาร CBD (Cannabidiol) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนและการบวมอักเสบของแผล และสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลายและลดอาการปวด

นับเป็นฤกษ์งามยามดี ที่บ่งบอกถึงอนาคตอันใกล้นี้กัญชามีโอกาสสูงที่เกษตรกรจะได้ปลูกอย่างเสรีภายใต้เงื่อนไขของรัฐ ที่คงไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์ต่อวงการแพทย์เท่านั้น หากแต่โครงการบรรลุ เป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้จะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับเกษตรอย่างยั่งยืนอีกด้วย

“กัญชา”ยารักษาโรค
กัญชา หรือ ต้นกัญชา เป็นสารเสพติดโดยตั้งใจใช้เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและเป็นยารักษาโรค ในทางเภสัชวิทยา องค์ประกอบที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทหลักของกัญชา คือ เตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ซึ่งเป็นสารประกอบหนึ่งจาก 483 ชนิดที่ทราบว่าพบในต้นกัญชา ซึ่งสารอื่นที่พบมีแคนนาบินอยด์อีกอย่างน้อย 84 ชนิด เช่น แคนนาบิไดออล (CBD) แคนนาบินอล (CBN) เตตระไฮโดรแคนนาบิวาริน (THCV)และ แคนนาบิเจอรอล (CBG)

มนุษย์มักบริโภคกัญชาเพื่อผลที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและสรีรวิทยา ซึ่งรวมถึงภาวะเคลิ้มสุข ความผ่อนคลาย และความอยากอาหารเพิ่มขึ้น ผลข้างเคียงไม่พึงปรารถนาบางครั้งรวมถึงความจำระยะสั้นลดลง ปากแห้ง ทักษะการเคลื่อนไหวบกพร่อง ตาแดง และรู้สึกหวาดระแวงหรือวิตกกังวล

ปัจจุบันกัญชาใช้เป็นยานันทนาการหรือยารักษาโรค และเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนาหรือวิญญาณ มีบันทึกการใช้กัญชาครั้งแรกตั้งแต่สหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล  นับแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 กัญชาถูกจำกัดตามกฎหมาย โดยปัจจุบันการครอบครอง การใช้หรือการขายการเตรียมกัญชาปรุงสำเร็จ ซึ่งมีแคนนาบินอยด์ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทผิดกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก สหประชาชาติแถลงว่า กัญชาเป็นยาผิดกฎหมายที่ใช้มากที่สุดในโลก

ในปี 2547 สหประชาชาติประมาณการบริโภคกัญชาทั่วโลกชี้ว่าประมาณ 4% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลก (162 ล้านคน) ใช้กัญชาทุกปี และประมาณ 0.6% (22.5 ล้านคน) ใช้ทุกวัน
ที่มา:วิกิพีเดีย

ปุ๊กกี้ พันยาเสพติด…อีกหนึ่งดาราอับแสง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406211?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปุ๊กกี้ พันยาเสพติด…อีกหนึ่งดาราอับแสง

26 ธันวาคม 2562 – 12:45 น.
ปุ๊กกี้,ปริศนา พรายแสง,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 507 ครั้ง

ปุ๊กกี้ พันยาเสพติด…อีกหนึ่งดาราอับแสง

นับเป็นคดีดังอีกคดีในรอบปี 2562 กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. จับกุม น.ส.ปริศนา พรายแสง หรือพริสซิลลา จิวเมลลี่ หรือ “ปุ๊กกี้” อายุ 40 ปี อดีตนักร้องสาวชื่อดังในยุค 90 พร้อมด้วย นายชลวิทย์ คีตะตระกูล อายุ 49 ปี สามี และนายหง เจิ้ง อี้ อายุ 28 ปี ชาวไต้หวัน พร้อมของกลางยาเคตามีน 5.2 กก. ยาไอซ์ 98.3 กรัม ยาบ้า 8 เม็ด ยาอี 10 เม็ด กัญชาแห้ง 40 กรัม อุปกรณ์การผลิต และที่เขี่ยบุหรี่ที่มีช่องลับ 39 อัน เตรียมซุกยาส่งไปยังประเทศไต้หวัน มูลค่ากว่า 10,452,800 บาท โดยจับกุมตรวจยึดของกลางได้ที่บ้านพัก ซอยรามอินทรา 65 ถนนรามอินทรา เขตบางเขน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 และขยายผลยึดของกลางในอีกหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ยังตามจับกุม นายกันต์ธร หรือมิว แก้วกระจ่าง อายุ 28 ปี และ น.ส.ธาริณี ขาวบัณฑิต อายุ 23 ปี ขณะหลบหนีไปที่ท่าเรือเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้เป็นผลมาจากการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบการเงินของปุ๊กกี้ พบว่ามียอดเงินหมุนเวียนจำนวนมาก มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินหลายคน เมื่อดูจากพยานหลักฐานอื่นประกอบแล้ว พบว่านายกันต์ธรทำหน้าที่เป็นผู้จัดหายาเสพติดให้กลุ่มปุ๊กกี้ จึงออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองคนดังกล่าวและตามควบคุมตัวมาได้ ซึ่งสอบสวนได้ข้อมูลว่านายกันต์ธรและน.ส.ธาริณีรู้จักกันผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยฝ่ายหญิงมีอาชีพจัดงานอีเวนต์

และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ศาลอาญา รัชดาฯ นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีที่ปุ๊กกี้ แฟนหนุ่ม และผู้ต้องหา รวมทั้งหมด 5 ราย ในความผิดร่วมกันค้ายาเสพติด ปรากฏว่าจำเลยที่ 1-3 คืออดีตนักร้องสาว แฟนหนุ่ม และผู้ต้องหาชาวไต้หวัน ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 4-5 คือ นายกันต์ธร และ น.ส.ธาริณีให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ซึ่งจำเลยที่ 4 เพียงรู้จักกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 เคยรับโอนเงินจำนวน 50,000 บาท จากจำเลยที่ 4 ที่เป็นคู่รักกันเท่านั้น โดยกำหนดนัดสืบพยานนัดแรกในวันที่ 8 กันยายน 2563

คดีนี้ในช่วงจับกุมตอนแรกมีกระแสข่าวออกมาว่ามีดาราหลายรายเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีทั้งเป็นผู้ซื้อยาเสพติดรวมไปถึงเป็น้ผู้รับช่วงยาเสพติดไปขายรายย่อยต่อก็มี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขยายผลแต่จนปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานแน่ชัดที่เชื่อมโยงไปถึงดาราคนอื่น โดยก่อนหน้านี้ก็มีดาราบางคนออกมายืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีของปุ๊กกี้เป็นเงินค่าจ้างในวงการบันเทิง อาทิ เป็นพิธีกรในงานอีเวนต์ เป็นดาราเชิญมาร่วมงานต่างๆ เป็นต้น

สำหรับอดีตนักร้องสาวปุ๊กกี้ได้ห่างหายวงการบันเทิงไปพอสมควร แต่ยังมีงานโฆษณาสินค้าและออกรายการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์บ้าง รวมทั้งมีงานแสดงคอนเสิร์ตของค่ายเพลงที่เคยสังกัดอยู่ เมื่อมาถูกจับกุมฐานพัวพันค้ายาเสพติดจึงกลายเป็นข่าวครึกโครมที่คนมีชื่อเสียงไปยุ่งเกี่ยวทำผิดกฎหมาย อีกทั้งยาเสพติดเป็นสิ่งต้องห้ามการไปเสพหรือเกี่ยวข้องย่อมกลายเป็นแกะดำไม่สามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้ เท่ากับพฤติการณ์ของตนเองส่งให้เจ้าตัว “อับแสง” บนถนนบันเทิง

หากย้อนไปในอดีตก็จะพบว่าเหล่าบุคคลในวงการบันเทิงที่มีชื่อเสียงได้ตกเป็นประเด็นร้อนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งเป็นผู้เสพและพัวพันการค้ายาด้วยจำนวนไม่ใช่น้อย มีทั้งดาราชาย-หญิงที่ต้อง “อับแสง” ไปทันใด เพราะยิ่งมีสถานะเป็นคนของประชาชนยิ่งต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนรวมทั้งสังคมด้วย จึงถือว่าการที่ดารานักแสดงเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นการกระทำความผิดที่มากกว่าบุคคลธรรมดา และไม่บ่อยครั้งนักที่เส้นทางบนถนนบันเทิงจะเปิดต้อนรับให้โอกาสอีกครั้งสำหรับดาราหรือคนบันเทิงที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดก็คงหนีไม่พ้นใน 3 หัวข้อหลัก คือ 1.การป้องกันทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่กลุ่มเสี่ยง รวมถึงเด็กและเยาวชน การให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เช่น โทษและอันตรายของยาเสพติด รูปลักษณะของยาเสพติด การป้องกันตนเองให้พ้นจากยาเสพติด เป็นต้น รวมถึงส่งเสริมการป้องกันในสถาบันครอบครัวให้มีความอบอุ่น ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเสพยาเสพติดและสนับสนุนให้สมาชิกในครอบครัวหันไปสนใจในเรื่องกีฬาและออกกำลังกายในยามว่าง การป้องกันมิให้มีการลักลอบผลิตและจำหน่ายยาเสพติด ซึ่งเป็นในเรื่องเข้มงวดควบคุมสารสำคัญและสารประกอบที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดพร้อมทั้งมีบทลงโทษที่เข้มแข็งด้วย

2.การปราบปรามผู้ที่ลักลอบผลิต-นำเข้าและจำหน่ายยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มีการตั้งสินบนรางวัลนำจับแก่ผู้ให้เบาะแสและผู้จับกุมผู้กระทำผิด และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม และ 3.การบำบัดรักษาผู้ที่เสพยาเสพติดที่ต้องการจะเลิกเสพยา ทางการแพทย์และทางราชการให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ป่วยสามารถเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลรักษาผู้ติดยาเสพติดทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพจนหายแล้ว ก็จะสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และเป็นคนดีของสังคมได้

สำหรับในรอบปี 2562 โดยสรุปภาพรวมผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด พบว่าตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561 ถึง 18 กันยายน 2562 พบว่ามีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดกว่า 350,000 คดี ยึดของกลางยาบ้ากว่า 512 ล้านเม็ด ยาไอซ์เกือบ 15 ตัน เฮโรอีนกว่า 800 กิโลกรัม โคเคน 25 กิโลกรัม เคตามีน 720 กิโลกรัม กัญชากว่า 13,000 กิโลกรัม และขยายผลยึดทรัพย์สินของเครือข่ายยาเสพติดอีกกว่า 3,000 ล้านบาท รวมมูลค่ายาเสพติดกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขมหาศาล สะท้อนให้เห็นว่าภัยยาเสพติดยังไม่หมดไปจากประเทศอย่างง่ายๆ แน่นอน และตัวสะท้อนอีกประการคือผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศจากคดียาเสพติดมีมากที่สุด

เมื่อต้นเดือนธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปี 2563 โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางและภูมิภาค ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และผู้แทนภาคประชาชนกว่า 500 คนเข้าร่วมงานครั้งนี้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำนโยบายว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ในการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง โดยรัฐบาลนี้ต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็ง เข้มงวด เด็ดขาด แก้ปัญหาในองค์รวมให้ได้ และสามารถจับกุมผู้ค้าได้เป็นล้านรายแต่ก็มีการพูดกันว่ายาเสพติดมากขึ้น ทั้งที่เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติแต่กลับแก้ไม่ได้สักที พร้อมกันนี้นายกฯ ยังระบุว่า อยากให้เน้นย้ำในมาตรการป้องกันมากกว่าปราบปราม เพราะจะสิ้นเปลืองข้าวในคุกและเสียงบประมาณ และขอให้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งการปราบปรามยาเสพติดถือเป็นนโยบายเร่งด่วนทุกปีจะปราบปรามจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่งหรือจนกว่าจะไม่มีรัฐบาล

“ต่อจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความคิดริเริ่มในการแก้ปัญหา ไม่ใช่รอแต่สั่ง หรือรอแต่นโยบาย ให้คิดเองบ้าง ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย และปีต่อไปนี้ ผมจะติดตามแผนงาน ผลสัมฤทธิ์ต่างๆ ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วหรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการติดตามประเมินผลการทำงาน

ดังนั้นต้องดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหายาเสพติดจะเดินหน้าไปในทิศทางใด หรือยังแค่วนในอ่างที่ต้องเสียเวลา-เสียเงินตั้งงบประมาณในแต่ละปีไม่ใช่น้อย !

งูเห่าจันท์ฮิ ‘ฐนภัทร-จารึก’ ผนึก ปชป. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406804?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งูเห่าจันท์ฮิ ‘ฐนภัทร-จารึก’ ผนึก ปชป.

26 ธันวาคม 2562 – 09:44 น.
เจาะประเด็นร้อน,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,พรรคประชาธิปัตย์,จารึก ศรีอ่อน,สาธิต ปิตุเตชะ,จันทบุรี,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 27,132 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 26 ธ.ค. 2562

*******************************

เหมือนตอนแรก งูเห่าสีส้ม ที่ถูกขับออกจากพรรคอนาคตใหม่ จะแพ็กทีมไปอยู่พรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ทำไปทำมา ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายหาพรรคสังกัด โดยไม่มีการปรึกษาหารือกัน

ศรีนวล บุญลือ” ส..เชียงใหม่ เขต เปิดตัวก่อนเพื่อน แสดงเจตจำนงไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสต้านอย่างรุนแรงในสื่อโซเชียล ตามมาด้วย “กวินนาถ ตาคีย์” ส..ชลบุรี เขต ที่ตัดสินใจสวมเสื้อพรรคพลังท้องถิ่นไท 

ศรีนวล ภูมิใจไทย

เหตุที่ “ทนายนู้ด” กวินนาถ เลือกมาอยู่กับ “ชัช เตาปูน” เพราะไม่มีพื้นที่ทับซ้อน เหมือนพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย

กวินนาถ พลังท้องถิ่นไทย

ส่วนสองหนุ่มใหญ่เมืองจันทบุรี “สารวัตรต๊อก” พ...ฐนภัทร กิตติวงศา และ “จารึก ศรีอ่อน” ยังไม่ชัดว่า จะไปอยู่พรรคไหนก่อนหน้านี้มีข่าวกับพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคขนาดเล็ก แต่ก็เงียบไป

เพราะนามสกุล “ศรีอ่อน”

เมื่อบ่ายวันที่ 24 ธันวาคม 2562 จารึก ศรีอ่อน ส..จันทบุรี อัพสเตตัสเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “หารือเรื่องการเมือง คนหนึ่งเสมือนญาติ คนหนึ่งเสมือนเพื่อน ชีวิตสับสนยอมรับว่าเครียดครับ” พร้อมโพสต์ภาพตัวเขานั่งรับประทานอาหารร่วมกับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ “สาธิต ปิตุเตชะ” รมช.สาธารณสุข ที่ร้านวิเศษไก่ย่าง บางโพ

คำว่า “คนหนึ่งเสมือนญาติ” คงหมายถึง “เสี่ยต่อ” เพราะนามสกุลเดียวกันคือ “ศรีอ่อน” ส่วน “คนหนึ่งเสมือนเพื่อน” ก็หมายถึง “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ คนบ้านใกล้เรือนเคียง

จารึก เฉลิมชัย และสาธิต ปิตุเตชะ

เมื่อ 19 ตุลาคม 2562 จารึก ก็ได้โพสต์ภาพคู่กับเฉลิม ศรีอ่อน พร้อมสเตตัสบอกกล่าวเล่าความถึงชาวจันทบุรี อันเนื่องจากเขาคุยกับ รมว.เกษตรฯ จึงนำข่าวมาฝาก เรื่องคือ การสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด และราคายางพารา 

ผมได้เรียนท่านว่าราคายางแผ่น น้ำยางดิบรับได้ แต่ราคาขี้ยาง 23 บาทต่ำไป ท่านบอกว่าเดี๋ยวปรับให้ ก็ขอแสดงความดีใจกับพี่น้องเกษตรกรคนจันทบุรีด้วยครับ”

การพบกันที่วิเศษไก่ย่าง มิได้หมายความ ..จันท์ฮิ จะได้เข้าสังกัด ปชป.เป็นที่แน่นอนแล้ว เพราะการตัดสินใจของแม่บ้านค่าย ปชปคงต้องมองไกลไปถึงยุทธศาสตร์การเลือกตั้งสมัยหน้า

การเมืองจันท์ฮิ

คนจันท์ฮิรู้ดีว่า พรรคอนาคตใหม่กวาดเก้าอี้ ส..จันทบุรี ยกจังหวัด เพราะอุบัติเหตุการเมืองที่เกิดขึ้นกับพรรคไทยรักษาชาติ

สมัยที่พรรคเพื่อไทย กับพรรคไทยรักษาชาติ กางแผนที่ส่งตัวผู้สมัคร ส..เขต โดยเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัคร ส..ลงชิงชัยในสนามระยองจันทบุรี และตราด ยกเว้นฉะเชิงเทรา และชลบุรี ที่ส่งแค่ครึ่งหนึ่ง 

จารึก และเฉลิมชัย ศรีอ่อน

ผู้สมัคร ส..ส่วนใหญ่มาจากค่าย ทษชเฉพาะสนามจันทบุรี ประวัฒน์ อุตตะโมต อดีต รมช.เกษตรฯ และอดีต ส..จันทบุรี สมัยพรรคไทยรักไทย เป็นพี่เลี้ยงให้พรรค ทษชเมื่อ ทษช.ถูกยุบ อนาคตใหม่ก็ชนะยกจังหวัด

ดูเหมือนว่า ..ป้ายแดงของจันท์ฮิ แยกเป็น ปีก คือ พ...ฐนภัทร กิตติวงศา ส..เขต จับคู่กับ จารึก ศรีอ่อน ส..เขต ทำงานร่วมกัน ทั้งในและนอกสภา ส่วน “ส..เล็ก” ญาณธิชา บัวเผื่อน มีความใกล้ชิดกับศูนย์ประสานงานพรรคจันทบุรี

คู่แฝดการเมือง สารวัตรต๊อกและจารึก

พลันที่ชนชั้นนำพรรคอนาคตใหม่ ไม่เลือก “เจ๊ดา” ลงสมัครนายก อบจ.จันทบุรี ประหนึ่งระเบิดลงกลางเมือง สอง ส..หนุ่มใหญ่ก็ออกอาการไม่ขึ้นต่อศูนย์ประสานงานพรรค

เจ๊ดาลุยดับเครื่องชนอนาคตใหม่ แถมชวน “สารวัตรต๊อก” และ “จารึก” มาช่วยกันยึด อบจ.จันทบุรี

หมอตี๋”เอายังไง?

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สนามเลือกตั้งจันทบุรี เป็นการต่อสู้ของพรรคการเมือง ขั้วคือ พรรคฝ่ายทักษิณ กับพรรคประชาธิปัตย์ 

ยุคประชานิยม พรรคไทยรักไทยกวาดเก้าอี้ ส..ทั้งจังหวัด แต่หลังรัฐประหาร 2549 กระแสต้านระบอบทักษิณมาแรง การเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ ส..ยกจังหวัด

เลือกตั้ง 2562 ธวัชชัย อนามพงศ์ และยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต ส..ค่าย ปชปยกทีมไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ “หมอตี๋” แม่ทัพตะวันออก ต้องวิ่งหาผู้สมัคร ส..มาลงแทนคนเก่าแบบกะทันหัน

ผลเลือกตั้งเป็นไปตามคาด กระแส “ลุงตู่” มาแรง เลยเบียดค่าย ปชป.ให้หล่นไปอยู่อันดับ ผู้สมัครแต่ละคนได้คะแนนไม่ถึง หมื่น  

การบ้านของ “หมอตี๋” สำหรับจันท์ฮิในนาทีนี้ จะเอายังไง เมื่อสิงห์เฒ่า ธวัชชัย และยุคล ไม่กลับรังเก่า 

ทอน หยั่งเสียง บิ๊กตู่ กางกฎหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406799?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทอน หยั่งเสียง บิ๊กตู่ กางกฎหมาย

26 ธันวาคม 2562 – 09:20 น.
ถอดรหัสลายพราง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,วิ่งไล่ลุง
เปิดอ่าน 1,522 ครั้ง

ทอน หยั่งเสียง บิ๊กตู่ กางกฎหมาย     คอลัมน์…   ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

หลังเปิดฟลอร์ด้วย ‘แฟลชม็อบ’ ที่สกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ในหัวข้อ “เมื่อเสียงที่พวกเราเลือกเข้าสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนออกมาส่งเสียงด้วยตัวเอง” โดยใช้เวลาเพียงสั้นๆ ระดมมวลชนขย่มขวัญ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อประกาศให้รู้ว่าทันทีที่เปิดศักราชใหม่ปี 2563 การชุมนุมจะเกิดขึ้นแน่นอน

อ่านข่าว…  จุดอ่อน  บิ๊กตู่ สู่จุดจบ  ธนาธร

ในห้วงนี้จึงได้เห็นแกนนำคนสำคัญพรรคอนาคตใหม่ ทั้ง ธนาธร และ ช่อ น.ส.พรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรค นำทีม ส.ส. เล่นเกมดาวกระจายลงพื้นที่ต่างจังหวัด แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตระเวนพบปะมวลชนพร้อมๆ กับ ‘บริกรรมคาถา’ ต้องแก้รัฐธรรมนูญและยกเลิกเกณฑ์ทหาร เช็กขุมกำลังไว้แต่เนิ่นๆ

หวังดึงพลังคนไม่เอารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่เอาเกณฑ์ทหาร ไม่เอานายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และนายกรัฐมนตรีในอนาคตที่ ‘ช่อ’ บอกรู้แล้วให้เหยียบไว้ที่อุตรดิตถ์ เขาเตรียม “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไว้รับไม้ต่อจาก ‘บิ๊กตู่’ ให้มารวมตัวกันเมืองหลวงกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ประจวบเหมาะกับกิจกรรม ‘วิ่งไล่ลุง’ ของนายธนวัฒน์ วงค์ไชย พร้อมเครือข่าย ได้วางแผนงานไว้ในวันที่ 12 มกราคม 2563 มีจุดสตาร์ทเวลา 05.30 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผ่านถนนพระอาทิตย์ ป้อมพระสุเมรุ ป้อมมหากาฬ ถนนนครสวรรค์ ถนนพะเนียง ถนนหลานหลวง สะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ ปชต. ก่อนจะวกกลับมาที่เดิม

ทั้งนี้การจัดกิจกรรม ‘วิ่งไล่ลุง’ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามสัญญาที่เคยหาเสียงไว้ เช่น ขึ้นค่าแรง การปรับเงินเดือนขั้นต่ำของผู้จบปริญญาตรี ราคาสินค้าเกษตรภายในเวลา 3 เดือน และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามประชาธิปไตย เพื่อปลดล็อกสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ซึ่งหากไม่ได้รับการตอบสนองเตรียมจะยกระดับ

คาดว่าสองเหตุการณ์จะเกิดขึ้นพร้อมกันในปีหน้านี้ คนร่วมกิจกรรมมากน้อยเพียงใด กระแสจุดติดหรือไม่ ยังคาดเดากันไม่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงื่อนไข แต่ในส่วนรัฐบาลภายใต้การนำ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ที่กำกับดูแลทั้งกองทัพและตำรวจ เตรียมพร้อมบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในมือทุกรูปแบบ หวังดูแลสถานการณ์ไม่ให้ซ้ำรอยเหมือนในอดีต

เริ่มกันที่ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ถือเป็นกฎหมายที่ถูกผลักดันยุค คสช. โดยถอดบทเรียนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือคนเสื้อเหลือง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัติย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. มากำหนดเป็นหลักเกณฑ์ เงื่อนไขในการใช้เสรีภาพการชุมนุมสาธารณะที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม รวมถึงกำหนดโทษทางอาญาไว้สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

นั่นหมายความว่าการชุมนุมในที่สาธารณะ มีกฎเกณฑ์ต้องคำนึงถึง ไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้อีกต่อไป เช่น การจัดการชุมนุมต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง โดยระบุวัตถุประสงค์ วันที่ ระยะเวลา สถานที่ จำนวนผู้เข้าร่วม การขอใช้เครื่องขยายเสียงที่ต้องระบุกำลังขยายและระดับเสียงที่จะใช้ให้ชัดเจน

อีกทั้ง การจัดการชุมนุมต้องไม่ขัดต่อเงื่อนไขเรื่องการห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง พื้นที่ของรัฐสภา ทําเนียบรัฐบาล และศาล รวมถึงกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่อย่างหน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา หรือสถานทูต หรือไม่

เฉพาะ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ “บิ๊กตู่” เชื่อมั่นว่าจะสามารถดูแลสารพัดม็อบที่ประเดประดังเข้ามาพร้อมกันในปีหน้านี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่หากจับพลัดจับผลูสถานการณ์บานปลายด้วยสาเหตุใดก็ตามจนเหนือการควบคุม ก็ยังมี พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก เป็นเครื่องมือสำคัญในการพิจารณาประกาศใช้ไปตามความรุนแรงของสถานการณ์

เสนอคุมรถบิ๊กไบค์ ลดอุบัติเหตุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสนอคุมรถบิ๊กไบค์ ลดอุบัติเหตุ

26 ธันวาคม 2562 – 08:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เสนอคุมรถบิ๊กไบค์ ลดอุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 926 ครั้ง

เสนอคุมรถบิ๊กไบค์ ลดอุบัติเหตุ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางสนับสนุนแนวความคิดของ ส.ส. “จุลพันธ์ โนนศรีชัย” ผลักดันให้มีการพิจารณาออกกฎหมายเกี่ยวกับการขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ว่า มีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนอันเกิดจากรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์เกิน 250 ซีซี ขึ้นไป ทั้งรถสปอร์ตและรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ พบว่าในปี 2557 มีผู้เสียชีวิต 145 ราย, ปี 2558 มีผู้เสียชีวิต 197 ราย, ปี 2559 มีผู้เสียชีวิต 285 ราย, ปี 2560 มีผู้เสียชีวิต 141 ราย และปี 2561 มีผู้เสียชีวิต 149 ราย

จะเห็นได้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์เกิน 250 ซีซี ในแต่ละปีเป็นจำนวนมากจนน่าวิตก จึงถือว่ารถประเภทนี้เป็นภัยสังคมอย่างหนึ่ง หรือจะเรียกว่าเป็นฆาตกรบนท้องถนนก็ได้

สถิติการเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่ผ่านมาทำให้ทุกฝ่ายหันมาสนใจกันมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะให้มุ่งไปที่ใบขับขี่ทั้งการสอบใบขับขี่ และการแยกใบขับขี่ แต่สำหรับผมมีความคิดว่าการปล่อยให้มีการขับขี่บนถนนโดยไม่ควบคุม ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ

จึงอยากจะเสนอให้ออกกฎหมายหรือมีมาตรการควบคุมเกี่ยวกับการขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์บนทางหลวงรวมถึงถนนสาธารณะ โดยต้องการให้ออกกฎหมายห้ามรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ขับขี่บนทางหลวงเพื่อหยุดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ในปี 2563 จะเสนอร่างพ.ร.บ.การจราจรทางบก หรือกฎหมายเกี่ยวกับการขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ ให้ทางสภาได้พิจารณา เพื่อประกาศใช้บังคับต่อไป

โดยแคมเปญให้ทุกคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นหรือมีข้อเสนอแนะได้ทางเพจ FB ‘จุลพันธ์ โนนศรีชัย’

จะเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร ออกความเห็นมาได้ครับ
อ๊อด เทอร์โบ


 วิกฤติวัย 40 ไม่อยากตกงาน ต้องปรับตัว
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปี 2020 อาชีพที่มีความเสี่ยงตกงานสูง เช่น พนักงานบัญชี เสมียน พนักงานการเงินในสาขาธนาคาร และเซลส์ขายสินค้า เนื่องจากถูกเข้ามาทดแทนด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI และ อี-คอมเมิร์ซ โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 40-50 ปีขึ้นไป จะได้รับผลกระทบมาก

ส่วนงานที่ต้องใช้ฝีมือ ความรู้เฉพาะทาง เช่น สปา เชฟ ยังสามารถไปต่อได้ เพราะปัจจุบันมีคนสั่งซื้ออาหารผ่านทางเดลิเวอรี่มากขึ้น ความต้องการคนทำอาหารก็จะมากขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาชีพให้คำปรึกษาในการดูแลสุขภาพร่างกาย การออกกำลังกาย

สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำ โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 40-50 ขึ้นไป คือ การเร่งเรียนรู้ ปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจชิงพื้นที่อาชีพแห่งอนาคตให้ได้ หาสิ่งที่เราชอบให้เจอ พัฒนาศักยภาพของตัวเองจากจุดนั้นอย่างต่อเนื่องจนเชี่ยวชาญ

ยิ่งคุณมีความเชี่ยวชาญ มีผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในวงกว้าง ช่วยแก้ปัญหาให้คนได้มากมาย คนเหล่านั้นเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อเอาความเชี่ยวชาญของคุณ ไปแก้ปัญหาให้พวกเขา

ยุคนี้เป็นยุคทองของคนที่มีความชำนาญเฉพาะทาง เมื่อจับคู่กับสื่อออนไลน์ ดึงคนที่ชอบในสิ่งเดียวกันได้มากขึ้น ก็สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดที่มีความต้องการเฉพาะทางได้ ค่าแรงค่าจ้างของผู้เชี่ยวชาญ ย่อมสูงกว่าคนทำงานทั่วไปอยู่แล้ว เป็นกำลังใจให้ทุกคนในวัยนี้ครับ
สุรพล (วิภาวดี)

เรียนคุณ ‘สุรพล’ วิภาวดี
อ่านจดหมายของคุณแล้วหวั่นใจเหมือนกันครับ เพราะมีหลายอาชีพที่อาจจะตกงานได้และอยากให้ทุกคนตั้งมั่นอยู่ในความจริงที่ว่าจะต้องปรับตัวหาความรู้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเวลานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากเราต้องไม่หยุดนิ่งซึ่งเท่ากับถอยหลังเข้าคลอง

โปรดระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีหรือสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาให้ได้
อ๊อด เทอร์โบ


 วิ่งช่วย รพ. เรื่องราวดีดีที่มีให้คนไทย
 คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยัง ‘ตูน บอดี้สแลม’)

ผมนับถือหัวใจ คุณตูน บอดี้สแลม และทีมก้าวคนละก้าว จริงๆ ครับ ที่ทำโครงการดีๆ วิ่งระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเพื่อจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังขาดแคลน ช่วยเหลือประชาชนในการรักษาตัวให้หายป่วย ด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย สร้างสุขภาพที่ดีให้แก่พี่น้องชาวไทย

ล่าสุด วิ่งระดมทุน เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ 7 โรงพยาบาลภาคเหนือ ประกอบไปด้วย โรงพยาบาลทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์, โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์, โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก, โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ จ.แม่ฮ่องสอน, โรงพยาบาลเวียงแก่น จ.เชียงราย, โรงพยาบาลสะเมิง จ.เชียงใหม่ และ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

โดยเริ่มวิ่งมาตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา วิ่งผ่าน 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จ.อุตรดิตถ์ จ.แพร่ จ.ลำปาง จ.ลำพูน และ มาสิ้นสุดที่ จ.เชียงใหม่ ระยะทางรวม 300 กิโลเมตร สำหรับยอดบริจาคในโครงการก้าวคนละก้าวภาคเหนือ ได้มากกว่า 22 ล้าน

ถือว่าเป็นโครงการส่งท้ายปี เรื่องราวดีๆ ที่มีให้คนไทย ได้สร้างบุญยิ่งใหญ่พร้อมกัน พลังเล็กๆ ที่รวมกันแล้วยิ่งใหญ่มากครับ
บุญนำ (ลำปาง)
