ตรวจไทม์ไลน์ เส้นทางสีส้ม หลังกกต.ชงศาลรธน. ยุบพรรคอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404976?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรวจไทม์ไลน์ เส้นทางสีส้ม หลังกกต.ชงศาลรธน. ยุบพรรคอนาคตใหม่

17 ธันวาคม 2562 – 14:15 น.
พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,356 ครั้ง

ตรวจไทม์ไลน์..เส้นทางสีส้ม หลังกกต.ชงศาลรธน. ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สมมุติฐานทางการเมืองหลัง กกต.ส่งคำวินิจฉัยกรณีพรรคอนาคตใหม่กู้เงิน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค วงเงิน 191 ล้านบาทนั้น ขัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองและเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ “ยุบพรรคสีส้ม รวมทั้งตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค”

ไทม์ไลน์เหล่านี้ทีมกุนซือของพรรคสีส้มได้วางปฏิทินภารกิจไว้แล้วและหวังว่าสังคมคงจะตื่นตัวพร้อมมาสู้กับพรรคสีส้มในห้วงเวลาดังกล่าว

“สมมุติฐานที่สอง“ หากศาลรัฐธรรมนูญใช้แนวทางการตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่เช่นเดียวกับ ”การยุบพรรคไทยรักษาชาติ” นั้น…ปฏิสัมพันธ์และสมการการเมืองจะ “เปลี่ยน” ทันที โดยห้วงเวลาการพิจารณาการยุบพรรคสีส้มนั้น “น่าจะใช้เวลาไม่มากไม่น้อยไปกว่าการยุบพรรคไทยรักษาชาติ” แปลว่า ห้วงเวลาทางการเมืองของพรรคสีส้มจะ ”สั้นกว่าปกติ“ โดยความน่าจะเป็นของสมมุติฐานนี้คือ การวินิจฉัยคดียุบพรรคสีส้มจะอุบัติช่วง ”ปลายเดือนธันวาคม หรือต้นเดือนมกราคมปีหน้า” ก่อนการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร สารบบการเมืองไทยจะไม่มีชื่อพรรคอนาคตใหม่ทันที

แปลว่า….สิทธิของส.ส.พรรคสีส้มและกรรมการบริหารพรรคนั้น พบว่า ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหารพรรค(11 คนจาก 15 คน) จะโดนตัดสิทธิทางการเมืองไปโดยอัตโนมัติ และรอลุ้นว่าจะมีการเลื่อนลำดับว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคสีส้มขึ้นมาแทนหรือไม่ (แต่ความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ) ส่วนส.ส.ที่เหลือจะกระจายตัวไปยัง “พรรคสีส้มสาขาสอง” ราวๆ สี่สิบถึงห้าสิบคน และบางส่วนย้ายไปสังกัดพรรคที่มีบทบาททางการเมืองในปัจจุบัน โดยน้ำหนักน่าจะอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคที่มีการทอดไมตรีไว้ล่วงหน้าแล้ว (ข้อมูลเหล่านี้ แกนนำและฝ่ายคลังสมองพรรคสีส้มให้ข้อมูล)

ขุนพลตัวกลั่นของพรรคสีส้ม เช่น ปิยบุตร แสงกนกกุล, พรรณิการ์ วานิช, พล.ท.พงศกร รอดชมภู จะไม่มีสิทธิเดินเข้ารัฐสภาเหมือนเสี่ยเอก และคงจะไปปรากฏตัวกับการเมืองภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเรือเหล็กไปจนกว่าภาคสังคมจะเอนเอียงและเชียร์การทำงานของคนกลุ่มนี้ แต่อย่าลืมว่าบางส่วนในสังคมที่เชียร์และไม่เชียร์พรรคสีส้มนั้นมีความกังขากับความจริงที่บังเกิดในหลากมุม รวมทั้งพฤติกรรมบางอย่างที่ตอนแรกเป็นแบบหนึ่ง ตอนหลังเป็นแบบหนึ่งของแกนนำพรรคสีส้มด้วย

กระแสตรงนี้ทีมกุนซือพรรคสีส้มน่าจะต้องนำไปตรองใหม่ว่า จังหวะเกมบุกที่อาจจะผิดจังหวะในวันวาน มีผลกระทบในวันนี้ และวันหน้าควรที่จะปรับแผนการเล่นใหม่หรือไม่ เพราะการใช้ขุนพลหลักของพรรคลุยแหลกเช่นนี้ แรงเหวี่ยงมันสะท้อนกลับแรงเพียงใด..คนในพรรคสีส้มน่าจะลิ้มรสได้เป็นอย่างดีแล้วในวันนี้

เมื่อหันมามองคณิตศาสตร์และสมการการเมืองจะพบว่ามีการเปลี่ยนดุลอำนาจ..เพราะขั้วพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเสียกำลังพลไปราวๆ ยี่สิบชีวิตที่ไปขึ้นเรือเหล็กตามข้อเสนอที่ยื่นไว้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีภาวะเสียงพ้นน้ำในตัวเลข “270ส.ส.” (โดยประมาณ) การบริหารภารกิจในสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายหนุนลุงตู่จะง่ายขึ้นจากภาวะปริ่มน้ำที่ผ่านมา

กลเกมการเมืองน่าจะเข้มข้นขึ้นในวันข้างหน้าเพราะขั้วฝ่ายค้านตอนนี้ค่อนข้างง่อนแง่น (ความขัดแย้งของแกนนำหลายกลุ่มในพรรคเพื่อไทย, คดีความของพรรคอนาคตใหม่ที่เดินหน้าและเป็นไปตามการประเมินของคนการเมือง, หากร่างกฎหมายงบประมาณผ่านความเห็นชอบ ฝ่ายรัฐบาลจะใช้งบประมาณผลักดันโครงการต่างๆ ได้สะดวกขึ้น) เว้นเสียแต่ว่าพรรคฝ่ายค้านมีข้อมูลลึกและลับออกมาดิสเคตดิตรัฐบาลในช่วงนี้และใช้เป็นหมัดน็อกคนบนเรือเหล็กได้ และอาจมีผลกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันข้างหน้า

ขั้วรัฐบาลนั้นหากพรรคใดทาบทาม ส.ส.พรรคสีส้มมาสวมเสื้อพรรคตัวเองได้ก็จะมีแต้มต่อสูง เพราะหากดึง ส.ส.พรรคสีส้มมาร่วมงานด้วยได้มากเพียงใด การแสดงออกด้วยจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ในมือนั้นสามารถต่อรองกับหลายพรรคร่วมรัฐบาลได้ง่าย

          เกมบางอย่างเสริมแกร่งให้เรือเหล็กหลังคนสังกัดพรรคสีส้มพ่ายและแพร่กำลังพลที่หนีตายเพียงหวังขึ้นฝั่ง แต่ก็อาจเป็นพิษในศึกชิง ส.ส.พรรคสีส้มงวดนี้ของพรรคร่วมรัฐบาลในยามหน้าด้วยเช่นกัน

วัยรุ่นท้อง มีกฎหมายคุ้มครอง… ใครละเมิดโดน จำคุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัยรุ่นท้อง มีกฎหมายคุ้มครอง… ใครละเมิดโดน จำคุก

17 ธันวาคม 2562 – 13:15 น.
วัยรุ่นท้อง,มีกฎหมายคุ้มครอง,ปัญหาแม่วัยใส,พรบแม่วัยรุ่น
เปิดอ่าน 800 ครั้ง

วัยรุ่นท้อง มีกฎหมายคุ้มครอง… ใครละเมิดโดน จำคุก โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามรณรงค์ช่วยเหลือ “ปัญหาแม่วัยใส” หรือเด็กวัยรุ่นไทยตั้งครรภ์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น …แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่มักคิดว่าต้องช่วยกัน “ห้ามเด็กมีเซ็กส์” หรือ “ห้ามท้อง” โดยไม่รู้ว่าการช่วยเหลือแท้จริงหมายถึง การเคารพสิทธิ การให้โอกาส และให้ความคุ้มครองให้แม่วัยเยาว์เหล่านี้สามารถเลี้ยงลูกน้อยและดูแลตัวเองให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ… ข้อมูลการสำรวจกรมอนามัยปี 2560 พบวัยรุ่นหญิงอายุ 10-19 ปี คลอดลูกเฉลี่ยวันละ 232 คน หรือประมาณปีละ 8.4 หมื่นคน หมายความว่ามีเด็กปีละเกือบ 1 แสนคนที่กำลังถูกเลี้ยงดูโดย “แม่” ที่ยังเป็นเด็กเหมือนกัน

ช่วงนั้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามช่วยรณรงค์ให้เด็กวัยรุ่นยึดถือวัฒนธรรมเดิมของไทย ผู้หญิงควรรักนวลสงวนตัว และผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ พร้อมสัญญาว่ารัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือให้พ่อแม่วัยใสมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและมีงานทำ

โดยมีการออกกฎหมายใหม่ “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “พ.ร.บ.แม่วัยรุ่น” มีเนื้อหาสาระสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของเด็กวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี เช่น สิทธิสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1.เด็กตั้งครรภ์ “มีสิทธิในการตัดสินใจ” ด้วยตัวเองว่าต้องการอุ้มท้องแล้วคลอดต่อ หรือต้องการยุติการตั้งครรภ์ หมายความว่า ครอบครัวหรือผู้ปกครองไม่มีสิทธิบังคับให้ทำแท้ง หรือบังคับให้เด็กแต่งงาน

2.แม่วัยรุ่นมีสิทธิได้รับบริการอนามัยเจริญพันธุ์ เช่น รับถุงยางอนามัย รับยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด ฯลฯ 3.มีสิทธิในการรักษาความลับส่วนตัว เช่น หมอ พยาบาลไม่มีสิทธิไปบอกเรื่องการตั้งท้องกับผู้อื่น หรือไปแจ้งผู้ปกครอง ครู โรงเรียน เพื่อนๆ ฯลฯ 4.มีสิทธิได้รับสวัสดิการสังคมอย่างเสมอภาค และ 5.ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

กฎหมายนี้กำหนดให้ตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” เป็นเจ้าภาพดูแล ประกอบด้วย “นายกรัฐมนตรี” เป็นประธานพร้อมตัวแทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยงข้อง เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน ฯลฯ พร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุ้มครองสิทธิเสรีภาพวัยรุ่น และผู้แทนเด็กกับเยาวชน

ที่สำคัญคือกำหนดให้ “สถานศึกษา” ต้องจัดการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาให้เหมาะสมและสร้างระบบดูแลช่วยเหลือคุ้มครองเด็กตั้งครรภ์ ส่วน “สถานที่ทำงาน” ห้ามกีดกันแม่วัยรุ่นเข้าทำงาน กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน แต่ปรากฏว่า แม่วัยใสยังคงถูกละเมิดสิทธิโดยเฉพาะในโรงเรียน !

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “1663 สายด่วน” รับปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม จัดแถลงข่าวว่ามีผู้โทรเข้ามาปรึกษาเรื่อง “ท้องไม่พร้อมสูงขึ้นทุกปี” ตั้งแต่ กันยายน 2561-สิงหาคม 2562 มีทั้งสิ้น 31,013 ราย เพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2557-2558 ที่มีบันทึกไว้ประมาณ 1 หมื่นราย โดยเป็น “วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ตั้งครรภ์แล้ว 5,353 ราย หรือเพิ่มขึ้น 4 เท่า โดยพบปัญหาว่าวัยรุ่นจำนวนมากยังไม่ได้รับทั้งบริการและสิทธิตามที่กฎหมายข้างต้นระบุไว้ ไม่ได้รับบริการ “คุมกำเนิด” เช่น การฝังยาคุม ที่หน่วยบริการอ้างให้พาผู้ปกครองมาเซ็นยินยอม นอกจากนี้ยังพบปัญหาโรงเรียนกีดกันหรือกดดันด้วยวิธีต่างๆ ให้ลาออกหรือกดดันให้ย้ายไปเรียนที่อื่นแทน

ข้อมูลร้องเรียนข้างต้นแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานที่ตั้งใหม่ “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ในการดูแลและคุ้มครองสิทธิของแม่วัยใสอย่างจริงจัง หรือยังไม่เข้าใจว่า “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559” กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 20 ให้คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการมีอํานาจออกคําสั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลที่ละเมิดสิทธิหรือไม่ช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เข้ามาให้ข้อเท็จจริง หรือหรือส่งคําชี้แจงเอกสาร ข้อมูล หลักฐานพยานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา และในมาตรา 23 ระบุบทลงโทษว่า
“หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”
เป็นข่าวใหญ่ได้ไม่กี่วัน “กรมอนามัย” รีบออกมายืนยันว่าวัยรุ่นอายุ 10-20 ปี สามารถเข้ารับบริการ “ฝังยาคุมกำเนิด” โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือไม่ต้องให้พ่อแม่ผู้ปกครองมา “เซ็นยินยอม”

ล่าสุดวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติผ่าน “ร่างกฎกระทรวงเพื่อการจัดสวัสดิการให้กับแม่วัยรุ่น” สาระสำคัญคือกำหนดให้รัฐต้องจัดสวัสดิการสังคมและให้บริการด้านต่างๆ แก่แม่วัยรุ่น ดังต่อไปนี้

1.ให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจัดหาที่ฝึกอาชีพให้แม่วัยรุ่น 2.ให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนจัดหา “ครอบครัวทดแทน” ในกรณีที่แม่วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ 3.กำหนดให้มีบริการให้คำปรึกษา จัดหาที่พักปลอดภัย รวมถึงการให้แม่วัยรุ่นได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม

ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า “รัฐบาลยุคบิ๊กตู่” มีความตั้งใจในการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแก้ไข “ปัญหาแม่วัยโจ๋” แต่อุปสรรคอยู่ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้บริหารสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง หรือขาดจิตสำนึกในการดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้

ดังนั้น “บิ๊กตู่” อาจต้องคิดค้นวิธีใหม่เข้ามาจัดการ “เปลี่ยนทัศนคติ” หรือ “ปรับตำแหน่งหน้าที่” ให้ผู้ที่มีความเหมาะสมเข้ามาทำงานที่เกี่ยวข้องกับ “พ่อแม่วัยรุ่น” แทน !

โดยเฉพาะเมื่อใช้ไม้นวมไม่ได้ “รัฐบาล” ก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย เอาผู้ใหญ่ที่ทำผิดมาลงโทษ “จำคุก” เป็นตัวอย่าง อย่าปล่อยให้ “แม่วัยรุ่น” กับทารกปีละเกือบแสนคน เคว้งคว้างไร้ทางออก…

ความหลงผิดของ โบว์ กับอีโก้ ธนาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404971?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความหลงผิดของ โบว์ กับอีโก้ ธนาธร

17 ธันวาคม 2562 – 11:05 น.
กระดานความคิด,โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ม็อบการเมืองไทย
เปิดอ่าน 16,164 ครั้ง

ความหลงผิดของ โบว์ กับอีโก้ ธนาธร  คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   บางนา บางปะกง

แถลงข่าวครั้งแรกของ ธนวัฒน์ วงค์ไชย เปิดเผยถึงกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มกราคม 2563 ย้ำเป็นกิจกรรมวิ่งอย่างเดียว ไม่ใช่ม็อบ และไม่ได้เกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่ เพราะผู้จัดใช้ชื่อ “คณะกรรมการแนวร่วมสมาคมสมาพันธ์ผู้จัดงานวิ่งไล่ลุงเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” (สธช.)

จะว่าไปแล้ว พี่เลี้ยง “บอล ธนวัฒน์” ก็คือ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด โดยสองสามปีก่อน โบว์เคลื่อนไหวในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ร่วมกับรังสิมันต์ โรม, อานนท์ นำภา และ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 

จากการจัดแฟลชม็อบของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่สกายวอล์ก “โบว์” ได้เข้าไปร่วมแต่ไม่ได้เป็น “ดารานำ” ประจำม็อบ หลังยุติการชุมนุม “โบว์” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นเกี่ยวกับม็อบเบื่อประยุทธ์ยาวพอประมาณ

เธอยอมรับว่า เป็นก้าวแรกของการแสดงพลังที่พูดได้เต็มปากว่าประสบความสำเร็จ ผู้มาร่วมชุมนุมมาจากหลายปัจจัย ทั้งความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ และมาจากแฟนคลับของพรรคอนาคตใหม่

“ความท้าทายอยู่ที่ก้าวต่อไป อนค.ต้องเข้าใจชัดเจนว่า คนที่ออกมาในวันนี้ คือคนที่ไม่พอใจกับรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร ที่ร่างกติกาบิดเบี้ยวและสร้างวัฒนธรรมการเลือกปฏิบัติอย่างเข้มข้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”

โบว์เริ่มหวาดระแวงพรรคอนาคตใหม่ “อนค.หรือผู้นำการชุมนุมตามจุดต่างๆ ต้องไม่เข้าใจผิดว่าทุกคนที่ออกมาคือกองเชียร์ธนาธร หรือ อนค. แม้จะเป็นแนวร่วม แต่หากสารที่สื่อในการชุมนุมหรือการส่งเสียงนำมวลชนไขว้เขวไปเป็นเรื่องของพรรค จะเป็นการจำกัดกลุ่มผู้เข้าร่วม และขยายตัวยาก”

ณัฏฐา มหัทธนา

วัฒนธรรม “ม็อบการเมืองไทย” นับแต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จนถึงการชุมนุมของมวลมหาประชาชน ปี 2556-2557 การจะระดมผู้คนได้เรือนหมื่นเรือนแสน ต้องมี “ดารานำ”

แน่นอน เหตุแห่งความไม่พอใจรัฐบาลโกงกิน หรือชิงชังเผด็จการทหาร เป็นปัจจัยพื้นฐาน แต่วัฒนธรรมการเมืองไทย แยกไม่ออกจากวัฒนธรรมลิเก ที่ต้องมี “พระเอก” เป็นผู้นำมวลชน

อย่างม็อบขับไล่รัฐบาลสุจินดา การก้าวออกมาเป็นผู้นำมวลชนของ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”  ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ แม้แกนนำนักศึกษาสมัยนั้น จะรู้สึกไม่พอใจที่ “มหาจำลอง” มาชิงธงการนำมวลชน

นอกจากมหาจำลองจะอยู่บนหลังคารถเครื่องขยายเสียง ก็ยังมี “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” เดินเกมหลังม่าน รวบรวมไพร่พลเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มอำนาจ รสช.

ตลอดปี 2534 ครป. และ สนนท. พยายามเคลื่อนไหวจัดชุมนุมคัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญ 2534 แต่ก็ไม่มีคนสนใจมากนัก กระทั่งมีเลือกตั้ง พรรคพลังธรรมมีชัยในสนามกรุงเทพฯ ชนิดแลนด์สไลด์ สะท้อนบารมีของมหาจำลองชัดเจน

ปี 2548-2549 ปรากฏการณ์สนธิ ทำให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นผู้นำมวลชน ลบคำปรามาสจากพรรคไทยรักไทย ที่มองว่า การทำม็อบไม่ง่าย แต่การชุมนุมนัดแรก มีผู้เข้าร่วม 4 หมื่นคน ทำเอาทักษิณ ชินวัตร และคนใกล้ชิดตกตะลึง

ปี 2552-2553 ปรากฏการณ์แดงทั้งแผ่นดิน เกิดขึ้นเพราะอดีตนายกฯ ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ใครก็รู้ว่า ผู้นำม็อบตัวจริงไม่ใช่ “ตู่-เต้น” ด้วยเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นผู้นำม็อบผ่านการโฟนอินทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม

ปี 2556-2557 เวทีผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ จัดขึ้นทั่วประเทศ เหมือนการสะสมความไม่พอใจต่อระบอบทักษิณ เมื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” นักการเมืองผู้มากบารมีกระโจนออกจากรัฐสภามานำม็อบ พลังมวลมหาประชาชนจึงอุบัติขึ้น

สำหรับการเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.นั้น เริ่มก่อการมาแต่ปี 2558 จนถึงปี 2560  “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ร่วมกับ รังสิมันต์ โรม พยายามปลุกม็อบอีกรอบ แต่ไม่สำเร็จ

จุดอ่อนของม็อบคนอยากเลือกตั้งคือ ผู้นำอย่างโบว์หรือโรม ไม่ใช่แม่เหล็กที่จะดึงดูดผู้คนออกมา ต่างจากธนาธรในวันนี้ ที่ได้แรงหนุนจากสนามเลือกตั้งมาแล้ว

          หากวันหน้า โบว์ยังหลงทฤษฎีการเมืองมวลชนแบบงูๆ ปลาๆ ก็จะแตกหักกับธนาธร เพราะระดับไพร่หมื่นล้าน ย่อมมีความมั่นใจในตัวเองสูง ไม่ยอมให้พวกเด็กๆ มาชี้นำอย่างแน่นอน

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404969?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าที่คิด

17 ธันวาคม 2562 – 10:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,บุหรี่ไฟฟ้า,อันตรายกว่าที่คิด
เปิดอ่าน 1,441 ครั้ง

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าที่คิด คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ มีความห่วงใยต่อสุขภาพของผู้สูบบุหรี่และมีจำนวนมากที่หันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งอ้างว่ามีพิษภัยน้อยกว่า ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง

จึงขอสรุปว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นต้นน้ำหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยร้ายและโรครุมเร้าจนหนักเข้าๆ จะทำให้หัวใจตีบ-ปอดอักเสบถึงตาย และขอบอกว่านี่ไม่ใช่คำขู่เพราะแพทย์ได้แจ้งมาแล้ว
ขออนุญาต ‘ศ.นพ.วินัย วนานุกูล’ หัวหน้าศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี นำข้อมูลมาแจ้งว่าผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเส้นเลือดสมอง การใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังสัมพันธ์ภาวะปอดอักเสบรุนแรงซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตและเพื่อติดตามและเฝ้าระวังการเจ็บป่วยจากบุหรี่ไฟฟ้า

โดยได้รวบรวมข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบาดเจ็บจากบุหรี่ไฟฟ้ารวมถึงการวินิจฉัยและดูแลรักษา

รพ.รามาธิบดี ได้เตรียมสร้างระบบเครือข่ายเชื่อมโยงในการดูแลผู้บาดเจ็บจากบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะทำระบบรับแจ้งเหตุจากบุหรี่ไฟฟ้าจากศูนย์รับแจ้งเหตุห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อให้มีการดูแลที่มีประสิทธิภาพและให้ไม้ผลเต็มที่

เวลานี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังตื่นตัวและเตรียมทบทวนการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเร่งด่วนซึ่งมีการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ประกาศห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าและบังกลาเทศมีแผนห้ามบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมดเพราะหวั่นผลกระทบต่อเยาวชนและสุขภาพของคนในประเทศ และที่ประเทศไทยของเราบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามนำเข้า ขาย บริการและครอบครอง ซึ่งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง

หรือสหรัฐอเมริกาได้เตือนให้หยุดสูบบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิดเพราะค้นพบว่าสูบแล้วจะทำให้ป่วยตายด้วยสารพัดโรคในเวลาไม่ถึงปี

จึงขอแจ้งข่าวเหล่านี้มาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าและผู้ที่คิดจะสูบก็เลิกไปเสียเลยเพราะอันตรายต่อสุขภาพและมีราคาแพงมากๆ ด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


เป้าหมายคือสงครามการค้า
ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘ประเสริฐศักดิ์’ สีลม ซึ่งมีเรื่องใหญ่คือการประกาศสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกาซึ่งสู้กันแบบหมัดต่อหมัดแบบไม่ยอมกัน

แม้ผลกระทบจากเรื่องนี้มาถึงไทยน้อยแต่อยากให้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าความเป็นชาตินิยมนั้นต้องทำโดยรีบด่วนเพราะคนไทยขาดเรื่องนี้มาก

สมัยก่อนเราปลูกฝังให้เด็กเยาวชนหันมาใช้ของไทยแต่ ณ เวลานี้มีเศรษฐีไทยมากมายที่มีความเป็นอยู่ใช้ของแบรนด์เนมและนิยมไปเที่ยวต่างประเทศ

ถึงเวลาที่เราต้องหยุดและคำนึงถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงหรือยัง!
อ๊อด เทอร์โบ


รัฐบาลจีนเข้มข้น
ห้ามคอมพิวเตอร์ต่างชาติ

ผมอยากให้ชาวไทยของเรามีความเป็นชาตินิยมมากๆ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆ อย่าง ดังมีข่าวจากต่างประเทศว่ารัฐบาลจีนออกโรงสั่งห้ามไม่ให้หน่วยงานและสถาบันของรัฐทุกแห่งใช้งานคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ต่างชาติ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจทำให้ยอดขายบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ของสหรัฐในจีนตกลงและสร้างความกดดันมากขึ้นในสงครามการค้า

ล่าสุดสั่งให้หน่วยงานรัฐถอดทั้งคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เป็นของบริษัทต่างชาติออกจากการใช้งานภายใน 3 ปี โดยบริษัทโบรกเกอร์จีนประมาณการว่าอาจมีผลกระทบต่อยอดขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ถึง 30 ล้านชิ้นหากมีการเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกดดันในสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยคลื่นลูกต่อไปในสงครามการค้าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นกำหนดเส้นตายที่สหรัฐจะขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจีนอีกรอบ

จดหมายนี้อยากให้ทราบว่าจีนไม่เกรงกลัวอมริกาอีกต่อไปแล้ว คำว่าตาต่อตา ฟันต่อฟันเห็นได้จากกรณีนี้
ประเสริฐศักดิ์ (สีลม)


อันตรายจากรถฉุกเฉิน
ชาวบ้านต้องระวัง!

ผมขอให้คุณช่วยแจ้งไปยังรถฉุกเฉินหรือหน่วยกู้ภัยของมูลนิธิต่างๆ ซึ่งใช้ความเร็วสูงและวิ่งสวนเส้นทางเป็นอันตรายต่อผู้อื่นมาก ซึ่งบางทีเวลาดึกดื่นก็ถนนว่างยังเปิดไฟ เปิดหวอ หรือไซเรนอีก

อยากให้ช่วยตรวจตราว่ารถพวกนี้ได้ขออนุญาตโดยถูกต้องหรือขอใช้สัญญาณเสียงถูกต้องหรือไม่? หรือบางทีก็เป็นรถดับเพลิงหรือรถกู้ภัยซึ่งอาจเป็นอันตรายได้เพราะวิ่งแซงซ้ายขวา และผมเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่รู้จะแจ้งใคร จึงขอร้องเรียนมาเพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขต่อไป
องอาจ (บางเขน)


‘ปู’สะอื้น ปลุก’พลังแดง’ โหน’ทอน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404962?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปู’สะอื้น ปลุก’พลังแดง’ โหน’ทอน’

17 ธันวาคม 2562 – 09:39 น.
เจาะประเด็นร้อน,ปู ยิ่งลักษณ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,วิ่งไล่ลุง,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,380 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 17 ธ.ค. 62

********************************

แวดวงแกนนำเสื้อแดงวิเคราะห์กันหน้าดำคร่ำเครียด หลัง “ไพร่หมื่นล้าน” จัดอีเวนต์แฟลชม็อบ มีคนชั้นกลางเข้าร่วมคึกคัก เดิมทีแกนนำ นปช. ประเมิน “ม็อบธนาธร” ต่ำ คิดว่าคงจุดไม่ติด และมีคนเข้าร่วมไม่มากนัก

ไม่แปลกที่จะได้ยินเสียงสะอื้นดังแว่วมาจากนครดูไบ เสียงนั้นยังอยู่ในความทรงจำของ “คนเสื้อแดง” ในฐานะนารีขี่ม้าขาว แม้น้ำเสียงฟังดูเศร้า แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเคียดแค้น

หาก “นายใหญ่” และ “ปู” น้องสาวจะนิ่งเฉย ก็ใช่ที่ จึงต้องขยับบ้าง เพื่ือรักษาฐานคนเสื้อแดงไว้ มิเช่นนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็น “มวลชนสีส้ม” ไปหมด

กฎหมายเลือกข้าง

สายวันที่ 16 ธันวาคม 2562 “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โพสต์เฟซบุ๊ก เล่าถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ “นอกจากตัวเองจะต้องพลัดพรากจากลูก จากครอบครัวและจากพี่น้องประชาชนมาอยู่ต่างแดนแล้ว ยังต้องสูญเสียบ้าน ทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร รวมถึงทรัพย์สมบัติส่วนตัวที่ตนเองหามา ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนมาเป็นนายกรัฐมนตรี และสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ตอบแทนดิฉัน”

ยิ่งลักษณ์ ครวญข้ามฟ้า

ยิ่งลักษณ์พยายามบอกว่า ทรัพย์สินของเธอ กำลังถูกกรมบังคับคดีประมูลชิ้นต่อชิ้น แม้จะใช้ข้อต่อสู้ทางกฎหมายทุกรูปแบบแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้

“เพราะนายกรัฐมนตรีชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยึดอำนาจ และจนถึงปัจจุบันมาตรา 44 ก็ยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่อยู่ ทุกคนจึงเร่งดำเนินการกับคดีดิฉัน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย”

มิเพียงการใช้เฟซบุ๊กปลุกระดม ยิ่งลักษณ์ยังอาศัยทวิตเตอร์ ติดแฮชแท็ก #กฎหมายเลือกข้าง เหมือนธนาธร และสาวกส้มหวาน ติดแฮชแท็ก #ไม่ถอยไม่ทน

นี่คือการส่งสัญญาณไปถึงคนเสื้อแดงให้ลุกขึ้นไป “วิ่งไล่ลุง” พร้อมกับธนาธร ไม่มีทางคิดเป็นอย่างอื่นไปได้

เพื่อไทยเปราะบาง

ปรากฏการณ์ ส.ส.สายอีสาน กว่า 60 ชีวิต ไปทัวร์นครดูไบ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากนักเลือกตัั้งไม่ต้องการฟังคำตอบจากปาก “นายใหญ่” ว่า จะเอาอย่างไร? เพราะพรรคเพื่ิอไทยในวันนี้ ไม่ต่างจากวัดร้าง เจ้าอาวาสไม่อยู่ พระลูกวัดเปิดศึกทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีใครยอมใคร

ถึงตัว “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จะบินตามไปเคลียร์ใจกับ ส.ส.เหล่านั้น ก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เนื่องจาก ”นายใหญ่” บอกแค่ว่าให้ปรองดองกัน ทำงานร่วมกัน โดยไม่มีคำยืนยันเรื่องการสนับสนุนปัจจัย

คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งเข้าร่วมม็อบธนาธร

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” หิ้วลูกชาย วัน อยู่บำรุง ไปรับประทานอาหารกับทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ที่ร้านอาหารในเกาลูน ฮ่องกง ก็ไม่ได้อะไรกลับมาเป็นชิ้นเป็นอัน

นาทีนี้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ “ลูกพรรค” ตามสภาพ หัวหน้าสมพงษ์อาศัยคอนเนกชั่น “กลุ่ม 16” ที่อยู่ในพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ พอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้บ้าง

กองเชียร์ฝ่ายประชาธิปไตยส่วนหนึ่ง จึงสิ้นหวังกับเพื่อไทย หันมาเชียร์ธนาธรแทน

น้ำตา“หญิงหน่อย”

เฉพาะหน้าศึกเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น สถานการณ์การหาเสียงยังไม่เป็นบวกแก่พรรคเพื่อไทยมากนัก เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ อาศัยการเป็นฝ่ายรัฐบาล “กดขวัญหัวคะแนนเสื้อแดง” ได้ระดับหนึ่ง ประกอบกับภายในเพื่อไทย มีอาการระส่ำ “หน่อยไปทาง สมพงษ์ไปอีกทาง” ขาดเอกภาพ คะแนนนิยมของ “ธนิก มาสีพิทักษ์” จึงสูสีกับ สมศักดิ์ คุณเงิน”

แบรนด์ปูแดง ยังแรงกว่าเจ๊หน่อย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรค ไปกินนอนอยู่ที่ อ.มัญจาคีรี ได้ไม่กี่วัน ก็ต้องเผ่นกลับกรุงเทพฯ ปล่อยให้ธนิก มาสีพิทักษ์ และพงศกร อรรณนพพร ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ลุยหาเสียงกันเองตามลำพัง

เจ๊หน่อยหลั่งน้ำตาหาเสียง

ลีลาการหาเสียงของ “หญิงหน่อย” ไปที่ไหน ก็ร้องไห้ที่นั่น โอบกอดแม่ใหญ่ ปากก็บอก “ให้สู้ต่อไป” “อย่าท้อเด้อ” ขณะที่พรรคคู่แข่งปูพรมด้วยนโยบายประชารัฐ ชาวบ้านอิ่มอกอิ่มใจกับค่าเกี่ยวข้าว และโครงการอื่นๆ

ช่วงโค้งสุดท้ายของศึกขอนแก่น เสียงสะอื้นจากดูไบ อาจมาช่วยกระตุ้น “ต่อมเกลียดทหาร” จากมวลชนคนเสื้อแดงได้อีกทางหนึ่ง

บูรณาการรับมือ7วันอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บูรณาการรับมือ7วันอันตราย

17 ธันวาคม 2562 – 08:56 น.
7 วันอันตราย,บูรณาการ,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เปิดอ่าน 3,279 ครั้ง

บูรณาการรับมือ7วันอันตราย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 17 ธันวาคม 2562

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุข ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่กระนั้น ความสูญเสียอันเกิดจากอุบัติเหตุทางถนนก็เป็นปัจจัยหลักที่สร้างความทุกข์ระทม และก่อความเสียหายให้แก่สังคมโดยรวม ทั้งในด้านจิตใจที่ประเมินค่าไม่ได้ อีกทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหากเสียชีวิต นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะมีมูลค่าเฉลี่ยรายละ 5.3 ล้านบาท บาดเจ็บถึงขั้นพิการเฉลี่ยประมาณรายละ 6.2 ล้านบาท ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ และองค์กรต่างๆ จึงเร่งจัดโครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม 2563 ทั้งนี้จากข้อมูลช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ 2562 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ตาย 463 ราย บาดเจ็บ 3,892 ราย สาเหตุส่วนใหญ่มาจากดื่มแล้วขับและขับรถเร็ว

      สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดโครงการรณรงค์ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม ร่วมรับผิดชอบสังคม” เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่ประชาชนและร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีเป้าหมายดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมขับรถเร็ว ขับรถย้อนศร ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่มีใบอนุญาต ขับรถแซงในที่คับขัน ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุรา ขับขี่รถและผู้โดยสารไม่สวมหมวกนิรภัย ขับรถจักรยานยนต์ในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยและใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ ซึ่งทั้งหมดนี้เน้นไปที่ผู้ขับขี่เป็นหลัก ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้รายงานไว้ในปี 2559 ว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนกว่า 2 หมื่นราย สูงเป็นอันดับที่ 9 ของโลก สาเหตุหลักมาจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่และไม่มีวินัยจราจร

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นวันเริ่มต้นที่กรมการขนส่งทางบก บังคับใช้กฎหมายขนส่งทางบก 2522 อย่างเข้มงวด ด้วยมาตรการแบ่งรางวัลนำจับให้ประชาชน 50% ที่แจ้งเบาะแสการกระทำผิดของกลุ่มรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก โดยรางวัลส่วนแบ่งจะคิดจากมูลค่าของบทลงโทษปรับซึ่งมีตั้งแต่ 200-30,000 บาท ตามแต่กรณี ความผิดตามกฎหมายนั้นคือ ขับรถส่ายไปส่ายมา ขับรถประมาทหวาดเสียว ควันดำ บรรทุกผู้โดยสารเกิน ผู้แจ้งเบาะแสสามารถถ่ายรูปและส่งหลักฐานไปยังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งผู้ทำผิดจะถูกเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน หากพบว่าผิดจริงจะโดนปรับและแบ่งรางวัลนำจับให้ผู้แจ้งต่อไป

ถือเป็นอีกมาตรการจากกรมการขนส่งทางบกเพื่อรับมือ 7 วันอันตราย อีกทางหนึ่งก็กำลังประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรให้เข้มข้นมากขึ้น อันเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพราะที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานถือกฎหมายคนละฉบับ ทำให้ยุ่งยากเช่นกรณีการออกใบสั่งของตำรวจ แต่กรมการขนส่งทางบกก็ไม่อาจยับยั้งการจ่ายภาษีประจำปีได้หากผู้ขับขี่ไม่ไปจ่ายค่าปรับ ส่วนมาตรการแบ่งรางวัลนำจับนั้น แม้จะเป็นอีกหนทางเพื่อลดอุบัติภัยบนท้องถนน แต่ก็ต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้แจ้งเบาะแสที่อาจเกิดความขัดแย้งกับผู้ขับขี่ กลายเป็นทะเลาะวิวาทบนถนน นำไปสู่คดีความอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ ท้ายที่สุด ประชาชนผู้ใช้ทางต้องยึดมั่นวินัยจราจรทั้งเพื่อความปลอดภัยของตนเองและสังคม

สังคมก้มหน้า..กับ 5 พฤติกรรมเสี่ยง ลัก วิ่ง ชิง ปล้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404762?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังคมก้มหน้า..กับ 5 พฤติกรรมเสี่ยง ลัก วิ่ง ชิง ปล้น

16 ธันวาคม 2562 – 11:55 น.
สายตรวจระวังภัย,5 พฤติกรรมเสี่ยง,สังคมก้มหน้า
เปิดอ่าน 1,079 ครั้ง

สังคมก้มหน้า..กับ 5 พฤติกรรมเสี่ยง ลัก วิ่ง ชิง ปล้น คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

คดีอาชญากรรม “ลัก วิ่ง ชิ่ง ปล้น” เป็นอีกเรื่องที่มีการเตือนภัยให้ระมัดระวังอยู่เป็นประจำ จากสถิติในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันดูเหมือนการก่อเหตุและคดีความเกิดเพิ่มขึ้น อาจด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ “โจรชุม” เหมือนยุง ถ้าโชคดีก็แค่เสียทรัพย์ แต่หากโชคร้ายก็หมายถึงชีวิต ยิ่งแล้วพฤติกรรมของผู้คน โดยเฉพาะในสังคมเมืองกลายเป็น “สังคมก้มหน้า” ทุกช่วงขณะจดจ่ออยู่กับหน้าจอมือถือท่องโซเชียลมีเดีย ละเลยจนเป็นความประมาท ให้โจรผู้ร้ายใช้โอกาสเหล่านี้มาก่อคดีเกี่ยวกับทรัพย์

เหตุการณ์ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์เกิดขึ้นซ้ำๆ กันเป็นประจำแทบจะทุกพื้นที่ ผู้เสียหายหลายรายแจ้งความร้องทุกต่อตำรวจก็ล้วนแล้วแต่ประสบเหตุซ้ำแบบเดิม และคนร้ายใช้พฤติกรรมเดิมๆ ได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อใช้ชีวิตตั้งอยู่บนความประมาท

เหยื่ออาชญากรรมจากการถูกโจรฉกชิงวิ่งราวพวกนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วตำรวจต่างบอกว่าไม่เล็กเลย แถมขยายวงกว้าง มีหลายกลุ่มแก๊ง สร้างความเดือดร้อนหลายพื้นที่ นั่นหมายถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนในสังคม ถ้ายังมีเรื่องพวกนี้อยู่ ประชาชนก็คงไม่ได้อยู่เย็นเป็นสุข และอาจลามไปถึงประสิทธิภาพการป้องกันปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ

สอดคล้องกับสถิติ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ทั่วประเทศ (รับแจ้ง/คดี) ในปี 2561 จำนวน 45,701 คดี และในปี 2562 ตั้งแต่เดือน มกราคม-กันยายน มีจำนวน 34,375 คดี

ด้วยเหตุนี้ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) จึงต้องออกมา เตือน 5 พฤติกรรมเสี่ยงถูกวิ่งราวทรัพย์! ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” ประกอบด้วย 1.ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ขณะกำลังรอรถโดยสาร เพราะคนร้ายอาจขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาและกระชากเอาโทรศัพท์จากมือเหยื่อ 2.เดินเล่นโทรศัพท์ริมถนนไม่สนใจสิ่งรอบตัว เพราะคนร้ายอาจเดินมาจากด้านหลังแล้วกระชากเอาโทรศัพท์จากมือเหยื่อ ก่อนวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดรอไว้ 3.สะพายเป้ด้วยไหล่ข้างเดียวขณะเดินอยู่บนทางเท้า เพราะคนร้ายอาจขับรถจักรยานยนต์ขึ้นมาบนทางเท้า โดยเข้ามาจากทางด้านหลัง และกระชากเอากระเป๋าเป้หลุดออกจากไหล่ของเหยื่อได้อย่างง่ายดาย 4.สะพายกระเป๋าด้วยไหล่ฝั่งที่ติดถนน ขณะเดินอยู่บนทางเท้า เพราะคนร้ายอาจขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา สามารถกระชากเอากระเป๋าสะพายได้ 5.วางโทรศัพท์มือถือหรือกระเป๋าสตางค์ไว้บนโต๊ะขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารตามร้านริมถนน เพราะคนร้ายอาจเดินมาหยิบสิ่งของมีค่าบนโต๊ะก่อนวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดรถไว้

สำหรับวิธีป้องกันเพื่อลดโอกาสการถูกก่อเหตุตำรวจได้แนะนำไว้ว่า ไม่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ขณะเดิน หรือยืนอยู่บนทางเท้า ส่วนกรณีสะพายเป้ ให้สะพายด้วยไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อให้ยากต่อการวิ่งราว ขณะที่กระเป๋าสะพายข้างควรสะพายเฉียง หรือไม่สะพายให้กระเป๋าไว้ฝั่งที่ติดถนน และการนั่งรับประทานอาหารริมถนน ไม่วางสิ่งของมีค่าไว้บนโต๊ะอาหาร

สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นภัยใกล้ตัวสำหรับคนที่ใช้ชีวิตประจำวันแบบ “ไม่ระมัดระวัง” ละเลยที่จะปกป้องทรัพย์สินของตัวเองระหว่างเดินอยู่ตามท้องถนน ซึ่งอาจตกเป็น “เหยื่อ” โดยไม่รู้ตัว..!!

ไผเป็นไผ ลอกคราบ ‘ม็อบธนาธร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404738?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ ลอกคราบ ‘ม็อบธนาธร’

16 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,วิ่งไล่ลุง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร,คนเดือนตุลา
เปิดอ่าน 13,194 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16 ธ.ค. 62

***************************

ควันหลงแฟลชม็อบที่สกายวอล์ก ปทุมวัน กองเชียร์ส้มหวานในโซเชียลยังถกเถียงกันเรื่องจำนวนตัวเลขผู้ชุมนุม บ้างก็ว่า 5 พัน บ้างก็บอกหลักหมื่น นอกจากนี้ยังพยายามเถียงว่า เด็กรุ่นใหม่มาร่วมเยอะ ทั้งที่ความเป็นจริง ร้อยละ 90 เป็นคนทำงานวัย 30 ปีขึ้นไป

ส่วนกรณีการแชร์ภาพคนเสื้อแดงปากน้ำ “สมบัติ ทองย้อย” ซึ่งหลังรัฐประหาร 2557 ถูกทหาร-ตำรวจเชิญตัวไปพูดคุยหลายครั้ง รวมถึงเคยเป็นผู้ต้องสงสัยในบางคดี แต่สมบัติไม่เคยอำพรางตัวเอง และแสดงจุดยืน “ไม่เอาประยุทธ์”

จริงๆ แล้ว ระหว่างที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ปราศรัยอยู่นั้น มีผู้ชาย 3 คน ยืนสังเกตการณ์ผู้คนไปรอบๆ ประหนึ่งเป็นการ์ดอารักขาหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ น่าติดตามว่า พวกเขาเป็นใคร? มาจากไหน?

ฉก “วิ่งไล่ลุง”

พลันที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภา ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน ผู้คนก็ฮือฮาวิเคราะห์ว่าธนาธรจะปลุกม็อบและจังหวะนั้นแคมเปญ “วิ่งไล่ลุง” ก็โผล่มาพอดี

เบื้องแรกแกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) คือ “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นแม่งานวิ่งไล่ลุง 12 มกราคม 2563

ก่อนปิดเวทีแฟลชม็อบ “ธนาธร” ประกาศพบกันใหม่ 12 มกราคม วิ่งไล่ลุง ซึ่งเป็นกิจกรรมเดียวกับ คู่หู “บอล-เพนกวิน” แถลงไว้ก่อนหน้านี้

ระหว่างที่ยังไม่ได้วิ่งไล่ลุง ธนาธร-ปิยบุตร จะออกเดินสายไปทั่วประเทศเพื่อปลุกระดมให้สาขาพรรคอนาคตใหม่ ได้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงพร้อมกันทั่วประเทศ

ลึกๆ กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ยังมีปัญหา “ชิงการนำ” เพราะ “โบว์” แดงตัวแม่ รู้สึกไม่พอใจที่แกนนำอนาคตใหม่ จะมาแย่งซีนเป็นผู้นำม็อบ

ป๋วย” การ์ดมืออาชีพ

หลายคนในแฟลชม็อบที่สกายวอล์ก อาจจำผู้ชายสวมแว่นยืนขนาบข้าง “ธนาธร” ได้ เพราะ ป๋วย” ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร เพิ่งลงสมัครเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม เมื่อไม่นานมานี้

“ป๋วย” เป็นทายาท พล.ต.ท.จำรัส จันทรขจร อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ และมีพี่ชายชื่อ โป๊ะ” วัชรพันธุ์ จันทรขจร อดีตเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

ป๋วย หัวหน้าการ์ด ประกบธนาธร

ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 “ป๋วย” เรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และได้ไปช่วยพี่ชาย “โป๊ะ” ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าการ์ดศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.)

หลัง 6 ตุลา สองพี่น้องตระกูลจันทรขจร เข้าไปร่วมงานกับ พคท.อยู่ที่ภูหินร่องกล้า และน่านเหนือ 4-5 ปี จึงกลับออกมาทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย

ช่วงชุมนุมขับไล่ “สุจินดา” ปี 2535 “โป๊ะ-ป๋วย” ได้นำทีมการ์ดของบริษัทครอบครัว ทำหน้าที่อารักษา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้นำม็อบพฤษภาทมิฬ

ปี 2544 สองพี่น้องนำทีมการ์ดมาทำงานให้พรรคไทยรักไทย มีหน้าที่อารักขา ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และหลังตั้งรัฐบาลทักษิณทั้งคู่ก็มีตำแหน่งทางการเมือง

พ.ศ.นี้ ป๋วยยังทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย และนำทีมงานมาอารักขา “ธนาธร” ในวันจุดไฟม็อบที่ปทุมวัน

คนเดือนตุลารุ่นใหญ่

นอกจาก “ป๋วย” การ์ดเดือนตุลา ในแฟลชม็อบก็ยังมี อำนาจ สถาวรฤทธิ์” ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฝ่ายการเมือง คอยกำกับเวทีอยู่ข้างๆ แกนนำอนาคตใหม่

อำนาจ สถาวรฤทธิ์

“อำนาจ” ไม่ใช่แนวฮาร์ดคอร์อย่างป๋วย หากแต่เป็นแนวเสนาธิการ อำนาจเข้าเรียนธรรมศาสตร์ปี 2516 จึงได้ร่วมขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และก่อการปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชุมนุมขับไล่เผด็จการทหาร

อำนาจมีประสบการณ์ทำงานการเมืองกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ สมัยอยู่ ปชป. และทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย ช่วงหลัง อำนาจ หันมาสนับสนุนคนเดือนตุลา สายไม่เอาเผด็จการทหาร

สุนทร ผู้นำกรรมกร ป๋วย และสมบัติ แดงปากน้ำ

อีกคนหนึ่งที่ยืนเคียงข้างป๋วย และอำนาจ ในเวทแฟลชม็อบคือ สุนทร บุญยอด” กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน

สุนทร บุญยอด

สุนทรมีบทบาทอย่างสูงต่อการสร้างฐานเสียงกรรมกรให้พรรค เนื่องจากเขาเป็นผู้นำแรงงานสาย “สภาองค์กรลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย” ซึ่งมีฐานกรรมกรอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

มือทำงานมวลชนอย่างอำนาจ และสุนทร มีความสำคัญมาก สำหรับยุทธการท้องถนนของไพร่หมื่นล้าน

สื่อสารแรงงานหญิงข้ามชาติ ปัญหาร่วมของอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404755?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สื่อสารแรงงานหญิงข้ามชาติ ปัญหาร่วมของอาเซียน

16 ธันวาคม 2562 – 10:50 น.
สิทธิมนุษยชน,แรงงานหญิงข้ามชาติ,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 1,189 ครั้ง

สื่อสารแรงงานหญิงข้ามชาติ ปัญหาร่วมของอาเซียน  คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ปัญหาด้านความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงและการค้ามนุษย์ เป็นประเด็นผูกโยงกับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2030 ขององค์การสหประชาชาติ และวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 แต่ประเทศไทยเตรียมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวพันและซับซ้อนอย่างเรื่องแรงงานหญิงข้ามชาติ

  อ.ดร.รัชดา ไชยคุปต์ ในฐานะผู้แทนไทยด้านสิทธิสตรีในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ACWC) และนักวิจัยของศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องแรงงานหญิงข้ามชาติเป็นปัญหาหนึ่งในอาเซียนที่มีมานานและทวีความรุนแรง แต่ไม่มีค่อยได้รับความสนใจที่จะพูดถึงมากนัก

“สิ่งที่เกิดขึ้นในอาเซียนที่เป็นเหมือนกันหมดก็คือ เราพบว่ามีผู้หญิงอาเซียนย้ายถิ่นไปทำงานในประเทศปลายทางได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเผชิญกับปัญหาถูกคุกคามทางเพศ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือแม้แต่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำงานหนัก ไม่มีสิทธิคุ้มครอง หนักสุดคือตกอยู่ในวังวนการค้ามนุษย์” อาจารย์รัชดากล่าว

สาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหายังคงอยู่คือ “ความเงียบ” ซึ่งเกิดจาก “ความกลัว” ที่จะมีปัญหากับนายจ้างและถูกส่งกลับบ้าน หรือไม่สามารถทำงานในประเทศปลายทางต่อไปได้ ในขณะเดียวกันการขาดความรู้และข้อมูลด้านสิทธิของตนเอง และการเข้าถึงหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือก็ทำให้ปัญหายังคงดำเนินอยู่ กลายเป็นความท้าทายในการหาหนทางแก้ปัญหาแรงงานหญิงข้ามชาติในปัจจุบัน

“เราพบว่าอาเซียนมีพันธกิจในการดูแลและแก้ไข ถือว่าเป็นแผนงานของ ACWC ซึ่งต้องดูแลด้านสิทธิผู้หญิง ขณะเดียวกันเราก็พบว่าเรื่องความรุนแรงและปัญหาการค้ามนุษย์มีความเกี่ยวข้องกัน และอาเซียนเองก็มีความร่วมมือในด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งภายใต้กรอบความร่วมมือของสมาชิกอาเซียน พอรู้แล้วว่ามีพันธกิจต้องทำ ก็ต้องมาดูต่อว่าแรงงานคนที่เผชิญปัญหาต้องการอะไร”

การเก็บข้อมูลและทำวิจัยกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยของ อ.ดร.รัชดา พบว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ด้วยการสื่อสารเพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าเรื่องราว และการให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานหญิงข้ามชาติที่ประสบปัญหา

“แรงงานต่างชาติเหล่านี้มีเวลาว่างราวๆ วันละ 2 ชั่วโมง ซึ่งเขาจะเอาเวลาดังกล่าวนี้ไปรับสื่อออนไลน์ คือเฟซบุ๊ก ฟังเพลงก็จะฟังผ่านยูทูบ ไม่มีใครใช้ไลน์ เราคุยกันต่อและพบว่าเขาต้องการให้เพลงเป็นเครื่องมือสื่อสารสถานการณ์และการหาทางออกของเขา ซึ่งเราก็คุยกันและทำออกมาเป็นเพลง”

เนื้อหาของบทเพลงรณรงค์ เป็นการพัฒนาเครื่องมือสื่อสารมาจากกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เพราะผู้ประสบปัญหาเป็นผู้เล่าเรื่องสะท้อนปัญหาแรงงานหญิงข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเอารัดเอาเปรียบ การข่มขู่ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิด การถูกล่วงละเมิดทางเพศ รวมทั้งให้คำแนะนำและช่องทางการช่วยเหลือ เช่นสายด่วน 1300 เพลงดังกล่าวจะมีการแปลเป็น 4 ภาษา คือ ไทย ลาว กัมพูชา และพม่า โดยจะทำเป็นแนวเพลงเต้นอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Dance Music หรือ EDM) เปิดตัวในวันแรงงานข้ามชาติสากล 18 ธันวาคมนี้

“แต่การรณรงค์เรื่องนี้มีข้อท้าทายสูง เพราะในระดับอาเซียนเองเราพบว่ามีความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องอาศัยกลไกค่อนข้างมากเพราะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศต้นทางและประเทศปลายทางของแรงงานหญิงอพยพ”

การจัดงานเสวนาในหัวข้อ Migration and SDGs: ASEAN and Beyond: A Pathway to the 2030 Agenda: EPISODE II ในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ เป็นความพยายามของศูนย์วิจัยการย้ายการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้สถานการณ์ การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศปลายทางที่แรงงานอพยพมาทำงาน มีหน้าที่สำคัญที่จะทำให้กลไกขอความช่วยเหลือเข้าถึงได้ และหาให้เจอเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา

          “ที่สำคัญคือสังคมต้องตระหนักว่าเรื่องแรงงานข้ามชาติเป็นปัญหาความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ดังนั้นคนในสังคมเองควรช่วยกันสอดส่องและเป็นหูเป็นตา อย่ามองข้ามปัญหานี้ และโทษว่าเป็นความผิดของแรงงาน หรือเพศหญิงเพียงฝ่ายเดียว” อาจารย์รัชดาสรุป

สมการการเมืองเปลี่ยน ยุบอนาคตใหม่-ปชป.กวาดบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมการการเมืองเปลี่ยน  ยุบอนาคตใหม่-ปชป.กวาดบ้าน

16 ธันวาคม 2562 – 10:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรคคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,949 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์  สมการการเมืองเปลี่ยน  ยุบอนาคตใหม่-ปชป.กวาดบ้าน

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”สมการการเมืองเปลี่ยน! ยุบอนาคตใหม่-ปชป.กวาดบ้าน”

  “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า สมการการเมืองน่าจะเปลี่ยนไปหากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ตรงนี้มีผลกับการเมืองเช่นใด

      “สมชาย” กล่าวว่า ไม่กี่วันก่อน กกต.มีมติเสนอศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่กรณีการกู้เงิน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค โดย กกต.ทั้งเจ็ดมองว่าการกู้เงินจากหัวหน้าพรรคผิดกฎหมายพรรคการเมือง ตามมาตรา 62, 66 แต่มติ 5 ต่อ 2 ที่ออกมาคือเสียงข้างมากเสนอยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 72, 92 โดยกกต.ใช้เวลาสองร้อยหกวันในการดำเนินการกรณีนี้และมีการให้พรรคอนาคตใหม่ส่งเอกสารเพิ่มเพื่อชี้แจงและให้ความเป็นธรรม แต่พรรคอนาคตใหม่ต่อรองเพิ่มเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน กกต.ไม่อนุญาตและให้เวลาเพียงเจ็ดวัน แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่ดำเนินการ กกต.จึงดำเนินการวินิจฉัย

 “บากบั่น” ประเมินว่า กรณีนี้มีสองสัญญาเงินกู้ในวงเงิน 191 ล้านบาท พรรคจ่ายเงินคืนหัวหน้าพรรคยี่สิบแปดล้านบาทไปแล้ว โดยหัวหน้าพรรคยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. โดยบรรจุรายการเหล่านี้ไว้ด้วยกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบันไม่อนุญาตให้พรรคกู้เงิน

   “สมชาย” กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่เมื่อไม่ยื่นเอกสารเหล่านี้แก่กกต.แต่กกต.ไปขอเอกสารนี้จากป.ป.ช.ได้ การสู้คดีของพรรคอนาคตใหม่นั้นใช้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับเก่า ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคบริจาคเงินสิบล้านบาทให้พรรคไปแล้ว โดยกฎหมายกำหนดให้บริจาคได้ปีละหนึ่งครั้ง แต่เงินของพรรคไม่พอในช่วงหาเสียง พรรคจึงทำสัญญากู้เงินหัวหน้าพรรค ตรงนี้คือความผิดเพราะเป็นเงินที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมองว่าเป็นนิติกรรมอำพราง

และไม่กี่วันข้างหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมว่าจะรับคำร้องของกกต.หรือไม่ จากนั้นจะต้องติดตามว่าจะเปิดไต่สวนหรือจะวินิจฉัยคดีนี้เลย

    “บากบั่น” ระบุว่า กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยข้อมูลของกกต.ว่าจะยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคหรือไม่

       “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า หากมีการยุบพรรค จะมีผลเช่นใดทางการเมือง

    “สมชาย” ประเมินว่า กรรมการบริหารพรรคสิบห้าคน และเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สิบคนจะโดนตัดสิทธิทางการเมือง โดยต้องดูว่าจะรับโทษ 5 ปี, 10 ปี, 20ปี หากจะให้เลื่อนลำดับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค สิบคนนี้ก็ต้องลาออก แต่ไม่รู้ว่าจะมั่นใจสิบคนที่โดนเลื่อนขึ้นมานั้นจะอยู่กับพรรคหรือไม่ หรือโดนพรรคอื่นทาบทามไป แต่ความผิดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สิบส.ส.นี้เป็นกรรมการบริหารพรรค

หัวหน้าพรรคบอกว่าหากพรรคโดนยุบห้วงเวลาหกสิบวันกฎหมายระบุให้ส.ส.หาพรรคใหม่สังกัด โดยหกสิบส.ส.จะไปอยู่พรรคใหม่ของพรรคอนาคตใหม่ และยี่สิบส.ส.จะไปสังกัดพรรคอื่น (ชาติพัฒนา พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย) โดยมีกระแสข่าวว่าจะใช้กล้วยยี่สิบเครือชักชวนส.ส.หนึ่งคนไปร่วมงาน

หากพรรคอนาคตใหม่โดนยุบ สมการการเมืองเปลี่ยนไป เพราะจำนวนส.ส.ฝ่ายค้านจะลดลงทันที เพราะบางส่วนจะไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนจะกล้ายกมือสวนมติพรรค เพราะรัฐบาลเสียงไม่ปริ่มน้ำแล้ว และจะมีการปรับครม. โดยแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนจะเสนอว่าควรไปร่วมรัฐบาลเพื่อที่จะได้โควตาครม.

หากสมการการเมืองเปลี่ยนแบบนี้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.จะแผ่วลง เพราะหากพรรคใดในฝ่ายค้านจะอภิปรายการทาบทามและข้อเสนอให้ร่วมรัฐบาลอาจจะยุติ

แต่สภาวะตอนนี้พรรคอนาคตใหม่ต้องสู้คดีนี้ในศาลรัฐธรรมนูญและน่าจะยื้อคดี และเคลื่อนไหวกับมวลชนกดดันบนถนนไม่ให้ยุบพรรค

    “วีระศักดิ์” กล่าวว่า พรรคนี้ใช้วิธีเดินสองขา หัวหน้าพรรคจะเคลื่อนไหวนอกรัฐสภา ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคสู้ในรัฐสภา และยังทราบว่าตอนนี้ผอ.พรรคและรองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทสองคนของธนาธรจะไปตั้งพรรคใหม่ไว้รองรับ

  “สมชาย” ประเมินว่าหากตั้งพรรคใหม่นั้นอาจใช้เวลาและไม่ทันเพราะยังมีข้อมูลอีกกระแสว่าพรรคอนาคตใหม่ทาบทามพรรคสำรองไว้ โดยมีกระแสข่าวว่าจะใช้พรรคสามัญชน

 “วีระศักดิ์” ระบุว่า พรรคสามัญชนนั้นมีข้อมูลว่าเป็นพรรคพี่พรรคน้องกับพรรคอนาคตใหม่

     “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์นั้น สี่ส.ส.ลงมติสวนมติพรรคและวิปรัฐบาลในกรณีการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษามาตรา 44 โดยพรรคประชาธิปัตย์โดนตำหนิจากแกนนำรัฐบาล เรื่องนี้จะมีผลเช่นใด

  “สมชาย” กล่าวว่า ในอดีตนั้น “กลุ่ม 10 มกรา” ที่มีสี่สิบส.ส.ลงมติสวนมติรัฐบาลได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องนี้ใหญ่มากในตอนนั้นและล่าสุด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลาออกจากการเป็นส.ส.โดยอ้างรักษาเกียรติภูมิ โดยไม่ลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยสี่ส.ส.ที่สวนมติพรรคล่าสุดควรยึดแนวทางข้างต้น ล่าสุด “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคเรียกประชุมพรรค และกำชับส.ส.ว่าควรทำตามมติพรรคและมติวิปรัฐบาล แต่หนึ่งในสี่ส.ส.คือ ”เทพไท เสนพงศ์” ที่อ้างหลักการ อุดมการณ์พรรคและข้อเรียกร้องของชาวบ้านแต่ตอนนี้กลับลำว่าจะต้องทำตามมติพรรค

  “วีระศักดิ์” กล่าวว่า ความเป็นเนื้อเดียวกันจะเกิดขึ้นหรือไม่ต้องดูช่วงลงมติร่างกฎหมายงบประมาณและหากยังหลอมรวมกันไม่ได้อาจจะกระเทือนโควตาครม. โควตาครม.เจ็ดคนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น แบ่งได้ดังนี้ โควตาของจุรินทร์ที่เป็นผู้บริหารพรรคชุดใหม่ โควตาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค โควตา กปปส., โควตากลุ่มสตรี

     “สมชาย” ประเมินว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคุมส.ส.ไม่ได้จะกระทบโควตาครม.เพราะแกนนำรัฐบาลอาจยึดคืน และจะกระทบการหาเสียงครั้งหน้า โดยจำนวนส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อาจจะลดลงด้วย

 “บากบั่น” สรุปว่า ต้องดูแกนนำพรรคประชาธิปัตย์จะรวมตัวส.ส.ในพรรคให้เป็นเนื้อเดียวกันได้หรือไม่