ชำแหละกฎหมาย กกต.จัดหนักอนาคตใหม่-แกนนำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละกฎหมาย กกต.จัดหนักอนาคตใหม่-แกนนำ

12 ธันวาคม 2562 – 13:45 น.
กกต,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,566 ครั้ง

ชำแหละกฎหมาย กกต.จัดหนักอนาคตใหม่-แกนนำ

เหตุผลในเอกสารข่าว กกต. ที่ลงมติกรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค จำนวน 191.2 ล้านบาทนั้น กกต.อ้างอิงข้อกฎหมายว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 72 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จึงให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93

ก่อนอื่นมาไล่ดูเนื้อหากฎหมายที่ กกต.อ้างถึงกันก่อน เริ่มจากมาตรา 72 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

เป็นที่น่าสังเกตว่า การเลือกกล่าวโทษพรรคอนาคตใหม่ด้วยข้อหานี้ เป็นการก้าวข้ามข้อถกเถียงหลายๆ เรื่องที่พรรคอนาคตใหม่เคยหยิบมาอ้าง เช่น เงินกู้เป็นรายจ่าย ไม่ใช่รายได้, กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 62 ระบุที่มาของรายได้ของพรรคการเมืองเอาไว้ 7 ช่องทาง แต่ไม่ได้ห้ามการกู้เงิน ทำให้สามารถกู้ได้ ฯลฯ เหล่านี้ กกต.ไม่ต้องหาเหตุผลมาชี้แจงหรือหักล้าง เพราะข้อกฎหมายที่ กกต.ฟ้องคือ เชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ในลักษณะน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พูดง่ายๆ คือวินิจฉัยข้ามช็อตไปเลย

บทบัญญัติมาตรา 72 ถ้าอ่านดีๆ ยังเขียนครอบคลุมทั้งการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ในลักษณะที่ไม่ใช่การบริจาคด้วย ผิดกับที่มีการเก็งข้อสอบในช่วงแรกว่า กกต.อาจกล่าวโทษพรรคอนาคตใหม่ว่ากระทำผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 คือตีความว่าเงินกู้เข้าข่ายเป็นเงินบริจาครูปแบบหนึ่ง แต่บริจาคในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด คือเกิน 10 ล้านบาทต่อคนต่อปี ซึ่งทั้งตัวผู้บริจาค และพรรคการเมืองในฐานะผู้รับบริจาคก็มีความผิดด้วย

แต่ความผิดตามมาตรา 66 บัญญัติไว้ในมาตรา 124 และ 125 คือมีโทษจำคุกผู้บริจาค ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ส่วนทางฝั่งของพรรค ก็มีโทษปรับไม่เกิน 10 ล้านบาท พร้อมริบเงินบริจาคส่วนที่เกินกฎหมายกำหนด (เกิน 10 ล้านบาท) แล้วเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีโทษ “ยุบพรรค”

ที่สำคัญก็คือ ความยากหากจะกล่าวโทษพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 66 ก็คือต้องตีความว่า “เงินกู้” เป็น “เงินบริจาค” ซึ่งอาจไปต่อไม่ได้ในทางข้อเท็จจริง เพราะพรรคอนาคตใหม่อ้างว่ามีการกู้เงิน มีการทำสัญญาเงินกู้ และมีการจ่ายดอกเบี้ย

ฉะนั้นสุดท้าย กกต.จึงตัดสินใจกล่าวโทษพรรคอนาคตใหม่ ด้วยความผิดตามมาตรา 72 คือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งควรรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผลของการฝ่าฝืนมาตรา 72 ไปถึงยุบพรรค ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเขียนเอาไว้ชัดเจน ไม่ต้องตีความ และมาตรานี้อยู่ในหมวด “การสิ้นสุดของพรรคการเมือง” โดยตรง

ส่วนมาตรา 93 เป็นเรื่องของขั้นตอนทางธุรการในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวคือเป็นอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.) ในการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ก่อนเสนอ กกต.ชุดใหญ่พิจารณา แถมยังเปิดให้การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กกต.จะยื่นคำร้องเอง หรือมอบหมายให้นายทะเบียน หรือขอให้อัยการสูงสุดช่วยดำเนินการก็ได้

นอกจากนั้น ยังมีมาตรา 126 ที่เป็นบทลงโทษต่อ “ตัวบุคคล” กล่าวคือ ผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 72 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น น่าสนใจว่ากฎหมายไม่ได้เขียนระยะเวลาการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งเอาไว้ แบบนี้จะหมายถึงการตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตหรือไม่ ถ้าใช่ก็ต้องถือว่า กกต.จัดหนักจริงๆ

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ด้วยข้อกล่าวหาตามมาตรา 72 ย่อมหมายความว่า กกต.อาจมีข้อมูลหลักฐานตามสมควรว่า เงินกู้ 191.2 ล้านบาท อาจมีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจตีความตรงๆ ตามตัวอักษรว่า การที่พรรคอนาคตใหม่ได้เงินกู้ก้อนนี้ เป็นการ “ได้มาโดยควรรู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งหมายถึง “วิธีการได้เงินมา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนเปิดช่องให้พรรคการเมืองกู้เงินได้

หลักฐานที่ กกต.มีจะไปถึงระดับไหน แค่ตีความตรงๆ หรือมีเชิงลึกว่าเป็นการทำ “นิติกรรมอำพราง” ตามที่มีข่าวมาก่อนหน้านี้หรือไม่ และหากเป็นการทำนิติกรรมอำพราง ก็น่าคิดต่อว่านายธนาธร ในฐานะผู้ให้กู้ และได้แจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.เอาไว้ด้วย จะโดนตรวจสอบต่อไปหรือไม่ในแง่ของความถูกต้องในที่มาของเงินกู้ที่ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน

แต่ทั้งหมดนี้ผู้ที่วินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะมีกระบวนการไต่สวนพยานหลักฐาน และเปิดให้ “ผู้ถูกร้อง” โต้แย้งได้อีกรอบหนึ่ง ก่อนจะวินิจฉัยในท้ายที่สุด ซึ่งก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป

ปิดจ๊อบ เรือดำน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404082?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 ปิดจ๊อบ เรือดำน้ำ

12 ธันวาคม 2562 – 11:05 น.
กองทัพเรือ,เรือดำน้ำ
เปิดอ่าน 11,740 ครั้ง

 ปิดจ๊อบ เรือดำน้ำ คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

ยังเป็นประเด็นไม่จบสิ้นสำหรับการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที ประเทศจีน ระยะที่สองและสามจำนวน 2 ลำ ด้วยงบประมาณรวม 22,500 ล้านบาทของกองทัพเรือ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าอาจต้องชะลอไปอีกขยักหนึ่ง เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรตามงบประมาณประจำปี 2563 จำนวน 4.7 หมื่นล้านบาท อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันโครงการดังกล่าว

ซึ่งตามแผนเดิม ‘กองทัพเรือ’ ดำเนินการจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ แบบจีทูจี ซึ่งผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีในกรอบวงเงิน  3.6 หมื่นล้านบาท โดยได้ดำเนินการจัดซื้อลำแรกไปแล้ว ด้วยงบผูกพัน 7 ปี คือ 2560-2566 และใช้เวลาต่อเรือ 6 ปี ส่วนลำที่สองและสามจะทยอยจัดซื้อให้แล้วเสร็จภายใน 11 ปี นั้นหมายความว่าไทยจะมีเรือดำน้ำครบ 3 ลำ ประมาณปี 2570

ต่อประเด็นดังกล่าว พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ และโฆษกกองทัพเรือ เคยออกมายืนยันว่า ทุกอย่างยังคงเดินตามแผนเดิม แต่อาจต้องรัดเข็มขัดกันครั้งใหญ่เพราะเป็นการใช้งบประมาณในส่วนของกองทัพเรือที่จะต้องไปบริหารจัดการเป็นการภายในให้เพียงพอและที่สำคัญหากจบโครงการนี้ได้จะส่งผลดีเพราะจีนยังคงตรึงราคาเดิมไว้ ไม่ได้ปรับเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อ

เรื่องเก่าเพิ่งเคลียร์จบเรื่องใหม่ก็ตามมาเมื่อ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะอนุกรรมาธิการคณะกรรมาธิการครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ระบุ อนุกรรมาธิการได้แขวนงบประมาณโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สองของกองทัพเรือไว้ก่อน

ทำเอาคนใน ‘กองทัพเรือ’ เช็กข่าวกันให้วุ่นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะไม่ได้เตรียมแผนรองรับ หากโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สองถูกแขวนตามที่เป็นข่าว จนได้ข้อสรุปว่าต้องรอมติที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการคณะกรรมาธิการครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่มีการประชุมไปเมื่อ 10 ธันวาคม 2562 ภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สิทธิพร มาศเกษม เสนาธิการทหารเรือ พร้อมคณะทำงานโครงการจัดซื้อเรือดำ พร้อมข้อมูลเข้าชี้แจงเพิ่มต่อคณะกรรมาธิการอย่างครบถ้วนและสามารถตอบข้อสงสัยได้ทุกประเด็น ส่งผลโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สอง และที่ 3 จำนวน 2 ลำผ่านไปด้วยดี และไม่ได้ถูกแขวนงบอย่างที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ แม้จะถูดตัดงบรถดับเพลิงไปเล็กน้อยแต่ไม่ส่งผลกระทบอะไร

ในขณะที่ พล.ร.อ.สิทธิพร ได้รายงาน พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ให้รับทราบ โดยขั้นตอนต่อไปเมื่อโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สองและสามผ่านชั้นคณะกรรมาธิการแล้วจะเข้าสู่การอนุมัติแผนและขั้นตอนอื่นตามลำดับ และจากนั้นเป็นเรื่องกองทัพเรือที่ต้องบริหารจัดการงบประมาณตัวเองและดำเนินการเรื่องว่าจ้างต่อไป

อย่างไรก็ตามแผนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไม่ได้มีเพียงของกองทัพเรือเท่านั้น ในส่วนของกองทัพบกมีโครงการที่น่าสนใจทั้งการจัดซื้อยานเกราะลำเลียงพล หรือสไตรเกอร์ ลอต 2 จำนวน 50 คัน ตั้งงบไว้ที่ 4,500 ล้านบาท หลังจัดซื้อลอตแรกไปแล้ว 37 คัน ตามวงเงิน 2,960 ล้านบาท หลัง  พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จัดซื้อลอตแรกไว้ที่ 37 คัน ตามวงเงิน 2,960 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีแผนจัดซื้อปืนใหญ่ขนาด 155 มม. เพื่อทดแทนจของเก่า โดยตั้งงบไว้ที่ 2,000 ล้านบาท และอีก 900 ล้านบาท ตั้งงบไว้จัดซื้อปืนใหญ่ขนาด 105 มม.ด้วย พร้อมตั้งงบไว้ 1,350 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องบินแบบใช้งานทั่วไป ซึ่งนโยบายคือการจัดซื้อจากสหรัฐ รวมถึงการแผนจัดซื้อรถถังวีที 4 ลอตที่ 3 จำนวน 1,600 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถถังเอ็ม 41 โดยงบผูกพันตั้งแต่ปี 2563-2565

ส่วนกองทัพอากาศ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ตั้งแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่เพื่อทดแทนเอฟ-16 ตามโครงการระยะที่ 1 จำนวน 5,000 ล้านบาท โดยเป็นงบผูกพัน 3 ปี คือตั้งแต่ 2563-2566 ส่วนกริพเพนที่ตกไปก่อนหน้านี้ยังไม่มีแผนในการจัดซื้อเพิ่ม แต่ได้ตั้งงบประมาณไว้ 3,700 ล้านบาท ในการพัฒนาปรับปรุงขีดความสามารถในการส่งกำลังบำรุง และปรับสมรรถนะในเรื่องเทคโนโลยีและอุปกรณ์การฝึกโดยเป็นงบประมาณผูกพัน 3 ปีเช่นกัน

นอกจากนี้กองทัพอากาศยังตั้งงบประมาณไว้ 2,450 ล้านบาท ตามโครงการลอตที่ 4 เพื่อจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ T-50TH เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่/ฝึกแบบที่ 1 หรือ L-39 อีกจำนวน 4 เครื่องเพื่อให้ครบ 1 ฝูงบิน หรือ 16 เครื่อง

‘ทอน’ออกสตาร์ทวิ่งไล่ลุง “แดง”ขยับตาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404073?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทอน’ออกสตาร์ทวิ่งไล่ลุง “แดง”ขยับตาม

12 ธันวาคม 2562 – 10:30 น.
ธนาธร จึงรุ่งรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,วิ่งไล่ลุง,ยุบพรรคอนาคตใหม่,วิ่งเพื่อประชาธิปไตย,พรพิมล ธรรมสาร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,749 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 12 ธ.ค. 62

*****************************

เป็นไปตามการคาดหมายเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงส่วนใหญ่ มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ปมหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ปล่อยกู้พรรค 191 ล้านบาท

แม้พรรคอนาคตใหม่ยังต่อสู้ได้ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ แต่เซียนการเมืองก็เชื่อว่า “ไม่รอด” แม้แต่แกนนำระดับสูงของพรรคอนาคตใหม่เองก็ทำใจไว้แล้ว 

จับอาการพรรคส้มหวานได้นับแต่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประกาศวางมือจากงานสภามาลุยงานมวลชนนอกสภา โดยรณรงค์เลิกเกณฑ์ทหารเป็นแคมเปญแรก  

วิ่งเพื่อประชาธิปไตย

10 ธันวาคม ตรงกับวันรัฐธรรมนูญ พรรคอนาคตใหม่ได้วางแผนจัดกิจกรรมทั่วประเทศ ซึ่ง แกนนำระดับบนต่างพุ่งเป้าไปพื้นที่ภาคอีสาน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปวิ่งเชิงสัญลักษณ์ที่ร้อยเอ็ด ปิยบุตร แสงกนกกุล บรรยายรัฐธรรมนูญกับปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ขอนแก่น และ พรรณิการ์ วานิช โฆษก เปิดสำนักงานสาขาพรรคที่อุดรธานี

ธนาธร ออกสตาร์ทวิ่งเพื่อประชาธิปไตย

ที่เป็นไฮไลท์คือการวิ่งเพื่อประชาธิปไตย หรือที่กองเชียร์ส้มหวานเรียกว่า “วิ่งไล่ลุง” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมด้วย คารม พลพรกลาง ส..แบบบัญชีรายชื่อ อดีตทนายความคนเสื้อแดง ได้ร่วมกิจกรรม “วิ่งเพื่อประชาธิปไตย”ที่ลานสาเกตุนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (บึงพลาญชัยร้อยเอ็ด 

คารม อดีตทนายเสื้อแดง

อีกด้านหนึ่งก็มีกลุ่มชาวบ้านจาก อ.เกษตรวิสัย ใช้เครื่องเสียงติดรถยนต์และถือป้ายข้อความ “ชาวร้อยเอ็ดไม่เอาวิ่งไล่ลุง เรารักความสงบ” ก่อนที่สองฝ่ายจะเผชิญหน้ากันตำรวจเข้ามาเคลียร์และขอร้องให้กลุ่มดังกล่าวถอยออกไปจากบึงพลาญชัย

การเผชิญหน้าของ ฝ่าย ขั้วความคิด เหมือนปี 2553 หรือปี 2556 อาจหวนกลับมาอีก

ทัพคนจน”มาแน่

ช่วงเดือนมกราคมเมษายน 2563 ชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ในภาคอีสานไม่ได้ทำการเกษตร จึงมีกระแสข่าวว่า “ทัพคนจน” จะเดินทางเข้ากรุงอีกครั้ง

เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2562 กลุ่ม “สมัชชาคนจน” ได้เข้ามาเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและผลกระทบจากนโยบายรัฐบาล หลังปักหลักพักค้างอยู่ 16 วัน ฝ่ายรัฐบาลได้ร่วมกับสมัชชาคนจนจัดทำบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีกรอบเวลาร่วมกันในการดำเนินการแก้ไขปัญหา ข้อร้องเรียน และข้อเสนอในนโยบาย

สมัชชาคนจนจึงเดินทางกลับบ้าน บารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ก็หวังว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาให้พวกเขาโดยเร็ว แต่กลไกราชการที่ล่าช้าได้สร้างปัญหาให้ชาวบ้านอีก

..บัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่หลายคน อย่าง “อภิชาติ ศิริสุนทร” อดีตปลัด อบต.จระเข้ จ.ขอนแก่น และ “คำพอง เทพาคำ” อดีต ผอ.กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองวารินชำราบ ได้รับทราบความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นอย่างดี

เงื่อนไขการจัดการเรื่องที่ดินของ “ส..เอ๋” กำลังถูกปลุกเร้าว่าสองมาตรฐาน คนรวยรอด คนจนติดคุก 

เพื่อนโกตี๋” ออกโรง

หลายคนแปลกใจ จู่ๆ อดีตแกนนำแดงฮาร์ดคอร์ อย่าง “สมชาติ นาคบรรจง” อดีตเจ้าของสถานีวิทยุเรดสกิล คลื่น 96.35 คลื่นผู้กล้าประชาธิปไตย จะโผล่มานำคนเสื้อแดงประท้วง ส..พรพิมล ธรรมสาร

สมชาติ เพื่อนร่วมกลุ่มอุดมการณ์ของโกตี๋

วันที่ 10 ธันวาคมนี้ ที่สถานีวิทยุเรดสกิล คลื่น 96.35 ซอยลำลูกกา 69 หมู่ .ลาดสวาย อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ซึ่งปัจจุบันสถานีวิทยุแห่งนี้ปิดไปแล้ว “สมชาติ” ได้ระดมพลคนเสื้อแดงประมาณ 200 คน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พรพิมล ธรรมสาร ส..ปทุมธานี เขต ลาออกจากตำแหน่ง 

สืบเนื่องจาก “ส..ก้อย” เป็น ใน ..เพื่อไทย ที่ร่วมเป็นองค์ประชุมให้ฝ่ายรัฐบาลสามารถประชุมล้มญัตติขอศึกษา คำสั่ง ม.44 ของพรรคอนาคตใหม่ 

สมัยวิทยุเสื้อแดงเฟื่องฟู ย่านลำลูกกา ปทุมธานี เป็นแหล่งชุมนุมฮาร์ดคอร์เสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น “โกตี๋” เรดการ์ด เรดิโอ และสมชาติ นาคบรรจง เรดสกิล เรดิโอ เมื่อวิทยุชุมชนเสื้อแดง 13 สถานี รวมตัวเป็นกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) แต่สองสหายแห่งลำลูกกา แยกตัวไปตั้งเครือข่ายพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ

แดงลำลูกกา ได้ฤกษ์เคลื่อนทัพ

ถ้ายังจำกันได้สมรภูมิหลักสี่ กรณีแดงปทุมธานีปะทะ กปปสโกตี๋และสมชาติ ก็อยู่ในวัดหลักสี่ วันนี้โกตี๋เสียชีวิตในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แต่ “สมชาติ” ยังอยู่ในเมืองไทย 

ข้อมูลการข่าวในอดีตระบุว่า อดีตนายตำรวจใหญ่คอยดูแลแกนนำแดงฮาร์ดคอร์ลำลูกกา ซึ่งวันนี้ความสัมพันธ์นั้นยังดำรงอยู่หรือไม่เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก 

บกพร่องโดยเจตนาอนาคตดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บกพร่องโดยเจตนาอนาคตดับ

12 ธันวาคม 2562 – 10:10 น.
บกพร่องโดยเจตนาอนาคตดับ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 2,585 ครั้ง

บกพร่องโดยเจตนาอนาคตดับ คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

ถนนสายการเมืองของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และผองเพื่อนที่ก่อตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” ยังคงต้องก้าวไปบนเส้นทางขุรขระต่อไป ภายหลังจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยปม “ธนาธร” ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินของตนเอง 190 กว่าล้านบาท เป็นการ “ฝ่าฝืน” หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 72 ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 60 ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ไม่รู้จะพร่ำเตือนอย่างไรดี ครั้นบอกตอนนี้สายไปเสียแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากการกระทำของตนเอง ส่งต่อมาถึง “พรรคอนาคตใหม่” ให้ต้องรับหายนะไปด้วย

เหตุเริ่มตั้งแต่ ธนาธร และผองเพื่อนผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน ริอยากเข้าสู่สนามการเมือง จึงจัดตั้งพรรคการเมืองในนาม “พรรคอนาคตใหม่” คัดสรรบุคลากรลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับมีมือไม้ด้านโซเชียลมีเดียอยู่รอบกายทำการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์กระจายทุกแพลตฟอร์มให้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย โน้มน้าวผู้คนให้ใหลหลง “พ่อฟ้า” จนได้ผู้แทนฯ เข้าสภาจำนวนมาก

    ทว่า “ธนาธร” กลับตายน้ำตื้น พลาดในแง่กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

กล่าวกันตรงๆ “เป็นการกระทำอันมีเจตนาตั้งใจท้าทายทางการเมือง” เพราะกฎกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งประกาศบังคับใช้กับทุกคน กับทุกพรรคการเมือง ต่างต้องตระเตรียมตัวให้เข้าอยู่ในกรอบคุณสมบัติ จึงสามารถผ่านการกลั่นกรองทั้งจากมติมหาชน ผ่านองค์กรตรวจสอบอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญ เข้าไปทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ

จงอย่าได้โทษว่าสิ่งที่ทำให้ตนเองและชาวคณะซวยซ้ำระกำใจ เป็นเพราะมีมือที่ไม่มองไม่เห็นผลักไสลงสู่ห้วงหุบเหวลึก จงอย่าได้โทษว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

หากการแถลงโทษโน่นโทษนี่ก็ต้องตั้งคำถาม แล้วบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีคดีค้างคาอยู่ในกกต.บ้าง ศาลรัฐธรรมนูญบ้าง รวมถึงองค์กรยุติธรรมซึ่งมีทั้งการอ่านคำพิพากษาชี้ขาดไปแล้ว ทั้งต้องติดคุกติดตะรางก็มี ทั้งต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งก็มี ยุบพรรคก็มีมาแล้ว คนและพรรคเหล่านี้ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือ แต่องค์กรตามกระบวนการยุติธรรมล้วนทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบไม่ได้เฉพาะพรรคอนาคตใหม่ แต่ติดตามตรวจสอบทุกคนทุกพรรคเพื่อให้อยู่ในกรอบกติการัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

ควรย้อนกลับมาสำรวจตัวเองและเหล่าคณะดีกว่าไหม ซึ่งแม้มาถึงตอนนี้ อาจยังพอมีเวลาบอกกับตัวเอง ต้องรอบคอบ ต้องเคารพกระบวนการกฎหมายดีกว่า แม้วันนี้จะอนาคตดับ แต่เพื่อประโยชน์สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไปที่ยังอยู่และต้องการสร้างอนาคตใหม่ในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า (หากตนเองต้องโทษเว้นวรรค)

การที่ “ธนาธร” ต้องพ้นจากสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะการถือครองหุ้นสื่อ ขัดต่อคุณสมบัติการเป็น ส.ส ซึ่ง “ธนาธร” ไม่ใช่คนแรก แต่มีผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ก่อนหน้านี้ ถูกศาลรธน.วินิจฉัยไปแล้ว และยังมีอีกหลายคนในหลายพรรคที่คดีค้างอยู่ในศาลรธน.

ปมของ “ธนาธร” คือการโยกย้ายถ่ายเทการถือครองหุ้นสื่ออย่างมีพิรุธ เจตนาไม่สุจริต ซึ่งปมการถือหุ้นวีลัคฯ ก็ยังเป็นประเด็นต่อเนื่องที่จะต้องรอให้ กกต.ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เป็นเวลา 20 ปี

คดีล่าสุด ตามที่ กกต.ส่งคำร้องให้ศาลรธน.ยุบพรรค ก็เพราะเห็นทนโท่ กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 72 ระบุว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

แล้ว ธนาธร เคยบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 โดยยอมรับว่าได้ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงินจำนวน 110 ล้านบาทในการดำเนินกิจกรรมของพรรคช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และ พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อ “พรรคได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายธนาธรจริงจำนวน 250 ล้านบาท แต่ไม่ตรงกับตัวเลขในสัญญากู้ยืมที่ “ธนาธร” แจ้งบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อป.ป.ช.ทั้ง 2 ฉบับ (เพิ่มไปหน่อย จากการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. ประกาศชัดว่าให้พรรคกู้เงิน)

หลักฐานเอกสารพยานบุคคล ชัดแจ้งแดงแจ๊ มีกฎบัตรกฎหมายคอยกำหนดกรอบกติกาอีกที แล้วจะให้ทำอย่างไร จะให้ กกต.เอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือครับ จะปล่อยให้บุคคลและกลุ่มคณะที่มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายไปเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เข้าไปออกแบบกฎหมาย สร้างกฎกติกาใหม่ให้บ้านเมือง ทั้งที่ตนเองก็แหกกฎกติกาเข้ามาหรือครับ

ธนาธรและผองเพื่อนจงเพ่งพิศและตรึกตรองให้มากๆ หากทำให้ถูกต้องป่านนี้ก็ได้ไปต่อบนถนนการเมือง

นี่ยังเหลืออีกกว่า 10 คดี แต่มีอยู่หนึ่งคดีในมือศาลรธน. ระดับท้าทายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกันเลยทีเดียว

 จะบอกว่า “ไม่มีเจตนาอีก” ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

พยุหยาตราทางชลมารค ขอเชิญถวายความจงรักภักดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404068?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พยุหยาตราทางชลมารค ขอเชิญถวายความจงรักภักดี

12 ธันวาคม 2562 – 09:20 น.
พยุหยาตราทางชลมารค,พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เปิดอ่าน 1,287 ครั้ง

พยุหยาตราทางชลมารค ขอเชิญถวายความจงรักภักดี คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ในพระราชพิธีเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562

         ในวันนี้ (12 ธ.ค.) จึงขอเชิญชวนพสกนิกรประชาชนชาวไทยเฝ้ารับเสด็จฯ ถวายความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน

ขบวนเรือพระราชพิธีใช้เจ้าหน้าที่รวม 2,399 นาย และมีเรือในพระราชพิธี 52 ลำ มีเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เป็นเรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ และเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช มีการอันเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำราชการที่ 9 ขึ้นประดิษฐาน จากท่าราชวรดิฐไปพระบรมมหาราชวังมีริ้วขบวนราบโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะประทับพระราชยานพุดตานทอง

ขบวนราบออกจากท่าราชวรดิฐตั้งขบวนบนถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรีเทียบยังเกยหน้าพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ใช้เวลายาตราประมาณ 30 นาที รวมระยะทางประมาณ 820 เมตร ความยาวริ้วขบวนประมาณ 400 เมตร จัดกำลังพล 800 นายเศษเดินในท่าเดินกึ่งสวนสนาม ประกอบจังหวะเพลงมาร์ช และเพลงพระราชนิพนธ์

         สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

จึงขอเชิญชวนถวายความจงรักภักดีและสวมใส่เสื้อเหลืองมา ณ โอกาสนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 โพลล์ยังนิยมนายกฯ ลุงตู่
 นักการเมืองต้องมีสัจจะ

ผมไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะทันเหตุการณ์หรือไม่เพราะวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีผลสำรวจหรือโพลล์ต่างๆ หลายสำนักออกมา น่าสนใจมาก มีทั้งนิด้าโพล-สวนดุสิตโพล-ซูเปอร์โพล ซึ่งสรุปความได้ว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ยังเป็นที่ชื่นชอบ ไว้วางใจนำโด่งรัฐมนตรีอีกหลายๆคนและคิดว่านักการเมืองต้องทำตามนโยบายหรือสัจจะที่บอกกับประชาชน

6 เดือนที่ผ่านมาเจอปัญหาต่างๆ มากมายและนักการเมืองบางคนสร้างปัญหาจนเกิดความเสื่อมศรัทธาดังเป็นที่ทราบกันอยู่

จึงได้แต่ขอร้องนักการเมืองโดยเฉพาะส.ส. ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้แทนของปวงชนได้โปรดทำตัวเป็นมาตรฐาน เป็นตัวอย่างที่ดีโดยอยู่ในกฎหมายไม่ใช่อำนาจบารมีเพราะเวลานี้ประเทศชาติของเรานอกจากจะไม่หยุดอยู่กับที่แต่กลับถอยหลังจนประเทศรอบบ้านแซงหน้าไปหมดเพราะเรามัวแต่ทะเลาะกันนั่นเอง
นิธินันท์ (ราชดำเนิน)


 เรียนคุณ ‘นิธินันท์’ ราชดำเนิน
ผมได้ติดตามข่าวผลสำรวจของโพลล์ต่างๆ มาเช่นกัน และ 6 เดือนที่ผ่านมาด้วยตัวผมเองในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งถือว่ารัฐบาลไม่เดินหน้าเท่าที่ควรและน่าจะทำอะไรได้รวดเร็วกว่านี้

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ แม้จะได้รับความนิยมเหมือนสมัยเป็น คสช. แต่ต้องมาแก้ปัญหาพรรคการเมืองหรือส.ส. ต่างๆ ซึ่งทำตัวเป็นปัญหาไม่หยุด

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพูดความจริงกันอย่าไปเชื่อโหรหรือหมอดูต่างๆ ที่อวยว่านายกรัฐมนตรีจะอยู่ได้ครบเทอมเพราะรัฐบาลเรือเหล็กจะมีเรื่องแทรกซ้อนอยู่เรื่อย
อ๊อด เทอร์โบ


 สุขภาพต้องมาก่อน
 ต้องดูแลตัวเองให้ดี (ผ่านไปยังผู้รักตัวเอง)

วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งส่งข้อความไลน์ที่เป็นประโยชน์มากจากสภากาชาดไทย รพ.จุฬาลงกรณ์ เกี่ยวกับเรื่องการดูแลตัวเองให้ห่างจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ดิฉันเห็นว่ามีประโยชน์มากเพราะเดี๋ยวนี้คนเป็นเสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันกันเยอะ จึงขออนุญาตแจ้งมาเป็นการป้องกันไว้ก่อน

อย่างแรกคือต้องออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอและอย่าให้อ้วน ควบคุมน้ำหนักให้ดี ที่สำคัญต้องอย่าเครียดเพราะมันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดคือต้องรู้จักปล่อยวางบ้างและควบคุมความเสี่ยงซึ่งเป็นปัจจัยหรือต้นน้ำของโรค ได้แก่ ความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือด

นี่เป็นเรื่องที่น่ารู้ไว้ ลองปฏิบัติตามดูแม้ว่าจะเป็นเรื่องพื้นๆ ธรรมดาๆ แต่อย่ามองข้าม ละเลย จึงเรียนมาด้วยความปรารถดี
อัมพรศรี (พิจิตร)


มาม่า1ซองของขวัญปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404066?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาม่า1ซองของขวัญปีใหม่

12 ธันวาคม 2562 – 08:50 น.
มาม่า1ซองของขวัญปีใหม่,ค่าจ้างขั้นต่ำ,ค่าครองชีพ
เปิดอ่าน 318 ครั้ง

มาม่า1ซองของขวัญปีใหม่ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562

หลังจากคณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก 5 บาทสำหรับ 68 จังหวัด และ 6 บาทสำหรับ 9 จังหวัด ส่งผลให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศอยู่ที่ 313-336 บาท เริ่ม 1 มกราคม 2563 มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนักหน่วง อีกประเด็น นอกจากเป็นการปรับขึ้นเพียงน้อยนิดไม่เพียงพอต่อการครองชีพตามความจำเป็นแล้ว พรรคแกนนำรัฐบาลคือพรรคพลังประชารัฐก็ตกเป็นเป้าอย่างยากจะหลีกเลี่ยง เพราะในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้เคยให้สัญญาประชาคมเอาไว้ว่าจะผลักดันค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400-425 บาท ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยบอกว่า แรงงานไม่พอใจไม่มีใครไชโยโห่ร้องกับการปรับขึ้นในอัตราเพียงเท่านี้ เพราะปัจจุบันสินค้า ค่าครองชีพ ปรับขึ้นไปหมดแล้ว ปรับขึ้นมาแค่นี้ซื้อมาม่าเพิ่มได้แค่ห่อเดียว

ในช่วงของการหาเสียงที่เต็มไปด้วยประชานิยม เอาเงินเข้าล่อนั้น นักวิชาการก็ออกมาทักท้วงแล้วว่าเป็นนโยบายที่ทำได้ยาก และขณะนี้ถ้าหากจะปรับให้ครบ 400-425 บาท ตลอดอายุของรัฐบาล ก็ต้องเร่งปรับให้ครบภายในเวลาที่เหลือซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะต้องปรับเกือบ 100 บาท    ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้เหตุผลว่าทั้งหมดได้พิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น ไม่กระทบฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากจนเกินไปและเรื่องนี้ทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างก็ได้ตกลงรับทราบร่วมกันแล้วในที่ประชุม ซึ่งเท่าที่ทราบก่อนจะมีมติวันนั้นมีประมาณ 10 จังหวัดที่จะไม่ได้ขึ้นค่าจ้างด้วยซ้ำ

ด้านนายจ้าง ข้อมูลบทความชิ้นหนึ่งจากธนาคารแห่งประเทศไทยเคยชี้ไว้ว่า หากจะมองในมุมของนายจ้างหรือภาคธุรกิจซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้รวมให้แก่ประเทศ ในมิตินี้แรงงานถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนของการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และอาจทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับลดการจ้างงานลงโดยใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงาน ลดกำลังการผลิตลง หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจต้องเลิกกิจการ ซึ่งจะส่งผลต่อแรงงานเองในท้ายที่สุดด้วย อีกทั้งค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะคุ้มค่ากับผลิตภาพแรงงานหรือมูลค่าเพิ่มที่แรงงานแต่ละคนสร้างให้สถานประกอบการหรือองค์กรที่ทำงานอยู่หรือไม่

7 อันที่จริงแล้วน้อยครั้งที่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะสามารถตอบโจทย์หรือสร้างความพึงพอใจในเรื่องค่าครองชีพของแรงงานที่ต้องใช้รายได้ในระดับรับประกันขั้นต่ำนั้นไปเพื่อการเลี้ยงดูครอบครัว และอีกสารพัดปัจจัยในการดำรงชีพ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาราคาค่าครองชีพก็ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าโดยสารรถสาธารณะ ที่ปรับขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ ส่งผลทันทีต่อแรงงานในภาคบริการบนรถประจำทาง เพราะอัตราค่าจ้างโดยเฉพาะซึ่งลอยตัวไม่ขึ้นกับค่าจ้างขั้นต่ำก็เพิ่มขึ้น จนปัจจุบันได้มากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำถึง 2-3 เท่าต่อวัน ขณะที่ผลิตภาพแทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลก็น่าพินิจพิจารณาว่าแรงงานกลุ่มที่ยังต้องได้รับความคุ้มครองจากค่าจ้างขั้นต่ำนั้นพวกเขาซึ่งกลายเป็นคนชายขอบดำรงชีพอยู่กันได้อย่างไรกับมาม่าซองเดียวที่เพิ่มมา หาใช่เพียงโปรยยาหอมหาเสียงชั่วครั้งคราว

6ประเด็นย้อนแย้งเลิกเกณฑ์ทหารความจริง2ด้านของชีวิตทหารเกณฑ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403861?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6ประเด็นย้อนแย้งเลิกเกณฑ์ทหารความจริง2ด้านของชีวิตทหารเกณฑ์

11 ธันวาคม 2562 – 13:05 น.
ทหารเกณฑ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 3,981 ครั้ง

6 ประเด็นย้อนแย้ง เลิกเกณฑ์ทหาร ความจริง 2 ด้านของชีวิตทหารเกณฑ์

พรรคอนาคตใหม่” โดยเฉพาะ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังเดินเกมนอกสภาเต็มรูปแบบ ด้วยการลุยรณรงค์ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เอาใจเด็กและเยาวชนในยุคดิจิทัล

ถ้าความจำไม่สั้น เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ พรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับอีก 6 พรรคฝ่ายค้านที่เหลือยังเดินสายรณรงค์ให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างเอาเป็นเอาตายกันอยู่เลย ถึงขั้นเตรียมจะเข้าพบ ส.ว. และพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหาการสนับสนุน ถือธงนำในการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ แถมยังอ้างว่ากติกาพิกลพิการแบบนี้ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นเพื่อฟื้นเศรษฐกิจได้

แต่ผ่านมาถึงวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ธนาธร เสี่ยงโดนโทษจำคุกในคดีถือครองหุ้นสื่อ รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 151 ขณะที่พรรคอนาคตใหม่เองก็เสี่ยงถูกยุบ หรือกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ยกพวง จากการตีความกฎหมายแบบพิสดารว่าพรรคการเมืองสามารถกู้เงินมาใช้จ่ายทำกิจกรรมทางการเมืองได้

          งานนี้จึงไม่มีอะไรซับซ้อนเมื่ออนาคตของพรรคและของธนาธรเร่งด่วนกว่าอนาคตของชาติ ก็เลยต้องบ่ายหน้าออกจากสภา ปลุกกระแสยกเลิกการเกณฑ์ทหาร โดยใช้ระบบสมัครใจทั้งหมดแทน

เรื่องแบบนี้ต้องบอกว่าได้ใจคนรุ่นใหม่ เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครอยากไปเกณฑ์ทหาร ต้องไปจับใบดำ-ใบแดง ต้องฝึกหนักเป็นเวลายาวนานถึง 2 ปี การรณรงค์เรื่องนี้จึงน่าจะสร้างกระแสสนับสนุนได้ระดับหนึ่ง แต่ในทางการเมืองก็อาจมองได้ว่ากำลังจับคนรุ่นใหม่เป็นตัวประกันเพื่อหวังผลอะไรหรือไม่

          ย้อนดูเหตุผลที่พรรคอนาคตใหม่หยิบยกมาเพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารบวกกับโมเดล “สมัครใจ 100%” ที่เสนอแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร ถือว่าย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงมากพอสมควร โดยมีประเด็นที่น่าพิจารณาดังนี้

 1.ข้อเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แล้วให้ใช้ระบบสมัครใจทั้งหมดแทน
-จริงๆ แล้วประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบเกณฑ์ทหาร 100% มานานหลายปี แต่มีทางเลือกให้ชายไทยที่อายุถึงเกณฑ์หลายช่องทาง เช่น เรียน ร.ด. หรือเป็นนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) ซึ่งเปิดให้เรียนได้ทั้งนักเรียนในสายสามัญและสายวิชาชีพ โดยหากเรียนครบระยะเวลา 3 ปีการศึกษา ก็ไม่ต้องเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบ 21 ปี

-ระบบสมัครใจมีอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยผู้ที่สนใจเข้าเป็นทหารแต่ไม่ได้ผ่านหลักสูตรรักษาดินแดน (ร.ด.) ก็สามารถสมัครเป็นทหารได้เมื่ออายุครบเกณฑ์ แต่ปัญหาคือยอดการสมัครยังต่ำกว่ายอดกำลังพลที่กองทัพต้องการ คือต้องการแสนกว่านาย แต่ยอดสมัครอยู่ที่ราวๆ 4 หมื่นนายเท่านั้น

ฉะนั้นการให้ข่าวหรือสร้างกระแสด้านเดียวว่าประเทศไทยใช้ระบบเกณฑ์ทหาร 100% จึงไม่เป็นความจริง เพราะมีตัวอย่างในหลายประเทศที่ประชากรชาย (บางประเทศผู้หญิงด้วย) ที่มีอายุถึงเกณฑ์ต้องเป็นทหารทุกคนไม่มีระบบเรียน ร.ด. หรือจับใบดำ-ใบแดง เช่น เกาหลีใต้ หรือ อิสราเอล (ทุกคนต้องเป็นทหาร)

ขณะที่การใช้ระบบการจับ “ใบดำ-ใบแดง” ก็สะท้อนชัดอยู่ในตัวเองว่าไม่ใช่การเกณฑ์ 100% แต่ยังมีช่องทางรอดหากจับได้ใบดำ ฉะนั้นจึงไม่ได้หมายความว่า ชายไทยทุกคนที่มีอายุครบ 21 ปี ต้องเป็นทหาร (คือเข้าระบบเกณฑ์ แต่อาจไม่ต้องเป็นทหารก็ได้)

          2.การเกณฑ์ทหารทำให้ชายไทยที่ถูกเกณฑ์ต้องเสียเวลาทำมาหากินไปถึง 2 ปี กระทบครอบครัวที่ต้องสูญเสียสมาชิกในวัยทำงาน
-จริงๆ แล้วการเกณฑ์ทหารไม่ได้เกณฑ์ชายไทยให้ไปเป็นทหาร 2 ปีเท่ากันหมด แต่ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีก เช่น หากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า จะมีระยะเวลาการเป็นทหารเพียง 1 ปี หรือ 6 เดือน สะท้อนว่ากองทัพได้คำนึงถึงศักยภาพของบุคคลโดยอิงกับวุฒิการศึกษา ว่าบุคคลที่จบปริญญาอาจทำงานอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และตัวเองได้มากกว่าการเป็นทหาร แต่ความจำเป็นที่ต้องผ่านการฝึกทหารก็ยังต้องมี เพื่อเตรียมพร้อมกำลังรบ (เหมือนกรณีการให้นักเรียนทั้งสายสามัญและสายอาชีพเรียน ร.ด.)

-การเป็นทหารหลังถูกเกณฑ์ มีเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวมๆ แล้วเกือบ 1 หมื่นบาทต่อเดือน แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มากหากเทียบกับการทำงานอย่างอื่น แต่สำหรับคนที่ไม่มีงานทำอยู่แล้วย่อมหมายถึงการมีรายได้ส่งจุนเจือครอบครัว

  3.เสนอให้มีการเกณฑ์ทหารได้เฉพาะในยามสงคราม
-จริงๆ แล้วการเกณฑ์ทหารเมื่อเกิดสงครามแล้วย่อมไม่ทันการณ์ เพราะหัวใจหลักของการทำสงครามตามแบบคือความพร้อมของกำลังพล ทั้งการใช้อาวุธ การยอมรับระบบบังคับบัญชาและความเข้าใจในยุทธวิธี การฝึกจึงใช้เวลานาน ฉะนั้นการมีกำลังพลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาฝึกทุกปีจึงทำให้มีความพร้อมมากกว่าเมื่อเกิดสงครามก็สามารถเรียกกำลังที่ผ่านการฝึกไปแล้วให้กลับมาฝึกทบทวนในระยะเวลาสั้นๆ ก็จะมีความพร้อมออกรบได้ทันที

 4.ประเทศไทยไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามขนาดใหญ่และการทำ “สงครามตามแบบ” มีน้อยลง
-จริงๆ แล้วการทำสงครามตามแบบและภัยคุกคามทางทหารยังมีอยู่ตลอด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ไทยก็ยังมีปัญหาตามแนวชายแดนกับกัมพูชาจากการรื้อฟื้นคดีปราสาทพระวิหารในศาลโลก และปัจจุบันไทยก็ยังเผชิญปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ ซึ่งใช้ยุทธวิธีก่อการร้ายในเมืองจึงยังมีความจำเป็นต้องใช้กำลังพลในภารกิจรักษาความปลอดภัย

-แต่ก็แน่นอนว่าภัยคุกคามทางความมั่นคงเปลี่ยนรูปแบบไปมากจริง ฉะนั้นหลักสูตรการฝึกสำหรับทหารเกณฑ์จึงต้องเปลี่ยนไปตามรูปแบบของภัยคุกคามด้วย เช่น การเพิ่มทักษะความรู้ด้านสงครามไซเบอร์ เป็นต้น

   5.การใช้ระบบสมัครใจทำให้ประหยัดงบประมาณมากกว่า
-จริงๆ แล้วการใช้ระบบสมัครใจแล้วเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้ รวมถึงเปิดช่องทางให้บรรจุเข้าเป็นทหารประจำการ มียศเลื่อนไหลได้ถึงพันโท (ตามข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่) อาจทำให้งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มสูงกว่าระบบเกณฑ์ทหาร เพราะต้องดูแลกำลังพลไปตลอดหลายสิบปี และยังต้องปรับค่าตอบแทนไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมด้วย

-การใช้ระบบสมัครใจแล้วเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้ รวมถึงมีเส้นทางก้าวหน้าในชีวิตราชการ จะทำให้ขาดแคลนกำลังพลในการทำภารกิจพื้นฐานบางอย่าง เช่น การเข้าเวรยามหรือการเดินลาดตระเวน เนื่องจากไม่มีกำลังพลใหม่ให้ผลัดเปลี่ยน เพราะเมื่อการเป็นทหารเริ่มจากการสมัครใจ คนที่เข้าระบบสมัครใจก็จะพร้อมเป็นทหารต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมปลด กำลังพลประจำการก็จะมากขึ้น ทำให้ไม่มีอัตราในการรับสมัครใหม่ และเมื่อกำลังพลเติบโตขึ้นก็จะไม่สามารถทำภารกิจอย่างเดิมได้ตลอด (ต้องปรับภารกิจไปตามยศและอายุ)

     6.การเกณฑ์ทหารละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งการฝึก การลงโทษที่ร้ายแรง และการนำกำลังพลไปใช้ในภารกิจอื่นที่ไม่ใช่ของกองทัพ เช่น ไปเป็น “ทหารรับใช้” ตามบ้านผู้บังคับบัญชา

ข้อนี้เป็นปัญหาที่มีน้ำหนักมากที่สุดจากข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่ แม้กองทัพจะยืนยันว่าไม่มีนโยบายนำกำลังพลไปใช้ในภารกิจอื่น แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า “ทหารเกณฑ์” หรือ “พลทหาร” เป็นกำลังส่วนหนึ่งที่ถูกนำไปใช้ในระบบอุปถัมภ์ และตอบแทนดูแลผู้บังคับบัญชาจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งบางส่วนมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ด้วย

-ปัญหานี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่กองทัพต้องเร่งจัดการและล้างวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ให้ได้แม้จะมีข้อมูลยืนยันว่าเป็นกำลังพลส่วนน้อย ราวๆ 1% ของ “พลทหาร” ทั้งหมดก็ตาม

-ส่วนเรื่องการฝึก การเข้าเวรยาม หรือการตัดหญ้า ขุดลอกคูคลองในหน่วย ที่เรียกว่า “งานสุขาภิบาล” เป็นภารกิจที่มีระเบียบกฎหมายรองรับ เรียกพลทหารที่ทำหน้าที่เหล่านี้ว่า “พลบริการ” จะรับหน้าที่ดูแลสุขาภิบาล และการประกอบเลี้ยง ถือเป็นภารกิจหนึ่งของทหาร แต่หากมองว่างานแบบนี้ไม่ควรให้พลทหารทำ ก็อาจต้องจ้าง “เอาท์ซอร์ส” ซึ่งก็จะกระทบระบบงบประมาณ แต่ก็สามารถทำได้เพียงแต่ไม่ใช่ทำทันที ต้องวางแผนปรับเปลี่ยนกันระยะหนึ่ง

          ประเด็นที่น่าสนใจก็คือข้อเท็จจริงของชีวิตทหารเกณฑ์มี 2 ด้านเสมอ พรรคการเมืองจึงไม่ควรหยิบเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งมาพูดเพื่อสร้างกระแส เช่น
-การกล่าวหาว่า ภารกิจเข้าเวรยาม การตัดหญ้า เข้าข่ายละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่จริงๆ แล้วการทำหน้าที่เหล่านี้เป็นการฝึกอย่างหนึ่ง แม้แต่นักเรียนเตรียมทหาร หรือนักเรียนนายร้อย ก็ต้องทำด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการลงแรงเพื่อให้เกิดความผูกพันกับหน่วย การทำให้ภูมิทัศน์ของหน่วยสวยงาม เป็นระเบียบ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจและฝึกความมีระเบียบวินัย

-การกล่าวหาว่าครอบครัวคนไทยไม่มีใครอยากให้ลูกเป็นพลทหาร จริงๆ แล้วมีตัวอย่างมากมายที่ตอนแรกครอบครัวไม่อยากให้เป็นทหาร แต่เมื่อผ่านการฝึกทำให้มีวินัยมากขึ้น กลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่รู้สึกสบายใจและสนับสนุนให้ลูกเป็นทหารต่อไป เพราะลูกไม่นอนตื่นสาย มีภาวะผู้นำ บางคนเลิกยาเสพติดได้สำเร็จ ทำให้หลายครอบครัวอนุญาตให้ลูกสมัครสอบเป็นนายสิบ และเป็นทหารอาชีพต่อไปเลยก็มี

-การเป็นทหารรับใช้ตามบ้านผู้บังคับบัญชา จริงๆ แล้วบางส่วนเป็นความต้องการของพลทหารเองด้วย เพราะการไปเป็นทหารรับใช้ หลายคนมองว่าสบายกว่าต้องฝึกหนักกลางแดด กลางฝน หลายคนได้ไปอยู่กับผู้บังคับบัญชาที่ดี มีคุณธรรม ได้รับการส่งเสริมให้ศึกษาต่อจนจบปริญญา หรือช่วยบรรจุเข้ารับราชการ เป็นทหารประจำการ ทหารอาชีพไปเลยก็มี

ทั้งหมดนี้คือความละเอียดอ่อนของการสร้างกระแสรณรงค์ให้เลิกการเกณฑ์ทหาร เพราะถึงที่สุดแล้วการจะใช้ระบบสมัครใจทั้งหมดได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ “ภารกิจของกองทัพ” ที่คำนวณออกมาเป็น “กำลังพลที่ต้องใช้” ว่าในแต่ละปีต้องใช้เท่าไหร่ ฉะนั้นหากยอดสมัครใจไม่เท่ากับจำนวนกำลังพลที่ต้องการ ก็มีเพียง 2 แนวทางให้เลือก คือ 1.ใช้ระบบเกณฑ์ต่อไป หรือ 2.ปรับลดภารกิจของกองทัพลง

         แต่การปรับลดภารกิจของกองทัพต้องไปแก้ไขกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งต้องทำกันในสภาไม่ใช่การเดินรณรงค์หรือปลุกระดมแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

บินช่วงปีใหม่ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403763?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บินช่วงปีใหม่ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม

11 ธันวาคม 2562 – 11:35 น.
สายตรวจระวังภัย,สายการบิน,ปีใหม่
เปิดอ่าน 678 ครั้ง

บินช่วงปีใหม่ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

นับวันผู้คนสนใจเดินทางด้วยสายการบินมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหยุดยาวอย่างปีใหม่ แม้ราคาค่าตั๋วจะแพงกว่ารถทัวร์กับรถไฟ แต่ส่วนใหญ่ต้องการ “ซื้อเวลา” เพราะมีความสะดวกรวดเร็วกว่าการเดินทางด้วยรถ เนื่องจากการจราจรติดขัด บางคนเสียเวลาไปเป็นวันกว่าจะถึงภูมิลำเนา หรือสถานที่ท่องเที่ยวเป้าหมาย ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจสายการบินและตัวแทนขายตั๋วโดยสารต่างหา “กลยุทธ์ดึงดูดลูกค้า” ใช้วิธีการขายหรือโฆษณาผ่านทางช่องทางต่างๆ เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้เกิดความสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าบ่อยครั้งกลยุทธ์เหล่านั้นมีการ “ล้ำเส้น” จนนำไปสู่การ “เอาเปรียบ” ผู้บริโภค

สำหรับปัญหาการใช้บริการของสายการบินโลว์คอสต์ที่พบบ่อย ได้แก่ 1.สายการบินเลื่อนเวลาเดินทางหรือยกเลิกเที่ยวบินโดยไม่แจ้งล่วงหน้าหรือแจ้งกระชั้นชิด 2.กรณีจองตั๋วโดยสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมีการคิดค่าบริการซ้ำซ้อนเนื่องจากระบบ ERROR 3.ไม่สามารถยกเลิกการเดินทางหรือเปลี่ยนชื่อผู้เดินทางได้ 4.สายการบินคิดค่าใช้จ่ายในการขอเปลี่ยนเส้นทาง หรือขอเลื่อนการเดินทางสูงกว่าราคาตั๋วโดยสาร 5.กระเป๋าเดินทางชำรุด หรือสูญหาย หรือทรัพย์สินภายในกระเป๋าสูญหาย 6.การโฆษณาจัดโปรโมชั่นลดราคาโดยไม่แจ้งเงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น จำนวนที่นั่ง ราคาค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ขณะเดียวกันกรณีสายการบินโลว์คอสต์ยกเลิกเที่ยวบินจะมีประกาศ กระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทยในเส้นทางบินประจำภายในประเทศ พ.ศ.2553 เที่ยวบินล่าช้า 1) ล่าช้าเกินกว่า 2 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 3 ชั่วโมง 2) ล่าช้าเกินกว่า 3 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 5 ชั่วโมง 3) ล่าช้าเกินกว่า 5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 6 ชั่วโมง 4) ล่าช้าเกินกว่า 6 ชั่วโมง ส่วน การยกเลิกเที่ยวบิน หรือปฏิเสธการขนส่งระหว่างประเทศ จะมี พ.ร.บ.การรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ พ.ศ.2558 กำหนดไว้ใน มาตรา 12 และ มาตรา 15 ทั้งนี้ ต้องดูถึงสาเหตุของความล่าช้าด้วยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เช่น สภาพอากาศ ปัญหาด้านความปลอดภัย หรือปัญหาการจัดการหรือความไม่พร้อมของสายการบิน และหากผู้บริโภคได้รับความเสียหายเกินกว่าที่มาตรการตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทย ในเส้นทางบินประจำภายในประเทศ พ.ศ.2553 ผู้บริโภคสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนพร้อมเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหายได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ “สคบ.”

เพื่อเป็นการป้องปรามและรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เป็นประธานการประชุมหารือ “มาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บริการสายการบิน” ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ

นายเทวัญ กล่าวว่า ปัญหาของผู้บริโภคในการเดินทางท่องเที่ยวและเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่และในช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยนิยมใช้บริการสายการบินในการเดินทาง เพราะมีความสะดวกสบาย ประหยัดเวลาในการเดินทาง ส่งผลให้ สคบ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค เกี่ยวกับกรณีการได้รับความเสียหายจากการใช้บริการสายการบินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น การยกเลิกเที่ยวบิน สายการบินเดินทางล่าช้า สัมภาระผู้โดยสารสูญหาย เสียหายจากการขนย้าย ระบบการจองตั๋วโดยสารเครื่องบินผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตขัดข้อง การจองตั๋วโดยสารผ่านตัวแทนจำหน่ายไม่เป็นไปตามสัญญา สคบ.จึงดำเนินการบูรณาการเพื่อหามาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บริการสายการบิน

หากผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการสายการบิน สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน 1166 หรือร้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ http://www.ocpb.go.th หรือมาร้องเรียนด้วยตนเองที่ สคบ.

ชะตา..สองพรรคหลักฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชะตา..สองพรรคหลักฝ่ายค้าน

11 ธันวาคม 2562 – 10:50 น.
ธนิก มาสีพิทักษ์,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 3,678 ครั้ง

ชะตา..สองพรรคหลักฝ่ายค้าน คอลัมน์…   จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น   โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

วันนี้ไฮไลท์ข่าวการเมืองส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ เพราะ กกต.น่าจะวินิจฉัยเรื่อง “คุณสมบัติผู้สมัครส.ส.ขอนแก่น เขต 7” ของพรรคเพื่อไทยคือ “ธนิก มาสีพิทักษ์” ว่าจะลงสมัครเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ได้หรือไม่ เพราะธนิกมีชื่อใน “บัญชีผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” พรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว

เกมนี้พรรคเพื่อไทยแข่งขันโดยตรงกับพรรคพลังประชารัฐที่ส่ง “สมศักดิ์ คุณเงิน” ลงประชัน โดยทั้งสองพรรคหวังว่า “หนึ่งเก้าอี้ส.ส.” ในเขตนี้จะเพิ่มกำลังพลให้ขั้วตัวเองเพื่อมาเป็นกองกำลังต่อสู้ทางการเมืองกับขั้วตรงข้ามในกาลข้างหน้า หากพรรคใดพรรคหนึ่งปักธงในเขตนี้ได้ความอุ่นใจจะมีเพิ่มขึ้นไม่น้อย…

เพราะตอนนี้พรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล ต้องแก้เกมเพิ่มจำนวนเสียงปริ่มน้ำให้หายไป เนื่องจากยังมีศึกใหญ่หลายเรื่องรออยู่ในวันข้างหน้า ดังนั้นหนึ่งเสียงส.ส.จึงมีความหมายยิ่ง เพราะกระแสข่าวการเมืองช่วงนี้เริ่มปล่อยของออกมาแล้วว่า บางพรรคร่วมรัฐบาลที่ดื้อนั้น อาจชะตาขาดหากว่าการดีลส.ส.ขั้วตรงข้าม จากผู้แทนฯ งูเห่ากินกล้วย, ส.ส.ฝากเลี้ยง, การแบไต๋พร้อมร่วมงานกับครม.ของพรรคเศรษฐกิจใหม่, การจ่อทาบทามคนการเมืองจากพรรคสีส้มที่มีวาระร้อนโดนยุบพรรคมาร่วมขึ้นเรือเหล็ก ดังนั้นหากดีลข้างต้นสำเร็จแล้วนั้น “เด็กดื้อบนเรือเหล็ก” ก็มิควรร่วมล่องนาวากันต่อในยามหน้า…

ฉะนั้นการวางรากฐานของตัวเองให้แน่นก่อนนั้น “พปชร.” จึงต้องเร่งสร้างก่อนที่จะหวังคะแนนขั้วตรงข้ามให้สวิงมาแตะมือ

ดังนั้นการวินิจฉัยของกกต.ในกรณีขอนแก่น เขต 7 ไม่ว่าออกมามุมลบหรือมุมบวก ประเมินแล้วว่าทั้งสองขั้วต่างมีแผนสำรองไว้ ซึ่งขั้วรัฐบาลนั้นหวังว่าธนิกน่าจะหลุดจากการแข่งขันเพราะ “คุณสมบัติ” และจะทำให้การชิงแต้มของพปชร.สะดวกขึ้น ส่วนขั้วฝ่ายค้านมองว่าหากเกิดอุบัติเหตุจริงกับธนิก ทางผู้สมัครส.ส.จากพรรคเสรีรวมไทยน่าจะเป็นปัจจัยสำรองที่เบิกใช้ได้ทันที คล้ายกับยามที่พรรคไทยรักษาชาติถูกคำสั่งยุบพรรคจากศาลรัฐธรรมนูญ จนหลายคะแนนเสียงที่พรรคร่วมสาแหรกชินวัตรตระเตรียมไว้เหวี่ยงไปให้พรรคอนาคตใหม่ได้รับส้มหล่นในหลายเขตเลือกตั้ง

อีกเรื่องหนึ่งคือ “การพิจารณาของกกต.กรณีการกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่” โดยพรรคสีส้มกู้เงินจากหัวหน้าพรรค “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” 191 ล้านบาท เพราะกฎหมายห้ามไว้ชัดว่าห้ามพรรคกู้เงินจากบุคคลอื่นเนื่องจากผู้ให้กู้อาจมีอิทธิพลต่อการบริหารพรรคนั้นๆ ได้

กรณีนี้ “พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคสีส้มออกมาตีปลาหน้าไซ เปิด “เอกสารลับ กกต.” ที่ส่อเค้าว่า มีการตั้งธงเอาผิดกับหัวหน้าพรรคไว้ล่วงหน้าแล้ว การเปิดฉากเรื่องนี้ของพรรคสีส้มนั้น ประเมินแล้วเพื่อโต้กลับกกต.และปลุกกระแสการรับรู้ของสังคมว่า บางองค์กรในระบอบประชาธิปไตยยามนี้ยังสนองและรับใช้อดีตแม่ทัพนายกองบางชีวิตที่กระโจนเข้าเวทีการเมือง และต้องการให้ชื่อ “อนค.” สลายไปจากสารบบ

เรื่องราวของพรรคสีส้ม หากมองตามเนื้อผ้าแล้ว หลายวาระที่บังเกิดเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อร้ายแรงของคนใน อนค.เอง เพราะขุนพลของ อนค.น่าจะรู้ตัวว่า การเป็นสายล่อฟ้าทางการเมืองนั้น อย่างไรเสียขั้วตรงข้ามย่อมที่จะหาช่องทางเล่นงานให้ได้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะงานการเมืองบนสนามใหญ่นั้น มิใช่ของเล่นที่จะนอนใจได้แม้เพียงชั่ววินาที…

ในอดีตที่ผ่านมา การยืนเด่นโดยท้าทายของพรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทยครั้งนารีขี่ม้าขาวนำทัพนั้น…ก็ยังมีช่องโหว่ที่ขั้วตรงข้ามสรรหาจะดำเนินการทางกฎหมายและทำให้สถานภาพความเป็นพรรคอันดับหนึ่งต้องมลายไป เพราะความมั่นใจในหลายเรื่องของคีย์แมนตัวจริงที่บงการพรรค

เกมการเมืองแบบนี้ ระดับเซียนเหยียบเมฆจากขั้วเชียร์นายใหญ่จากแดนไกลยังตกม้าตายได้…แล้วละอ่อนการเมืองจากค่ายสีส้มจะไปรอดหรือ…

เรื่องราวของสองพรรคหลัก “ขั้วต้านลุงตู่” น่าจะมีภาคต่อไปให้ติดตาม แม้จะมีการวางเกมคร่าวๆ ไว้แล้วจากบรรดาคีย์แมนขั้วต้านลุงตู่ แต่สถานการณ์ต้องประเมินรายวันและรายสัปดาห์ว่ารอยร้าวในพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีอะไรโผล่ขึ้นมาอีก เพราะแว่วมาว่าตอนนี้ 7 พรรคฝ่ายค้านยังไม่มีหมัดน็อกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.เลย รวมทั้งความหมางใจจากผลของการกระทำจากส.ส.ฝ่ายค้านในการลงมติสวนแนวทางพรรคครั้งล่าสุดนั้น มันคือรอยแผลในใจใหม่ที่บังเกิดขึ้น แม้จะมีการประณามขั้วตรงข้ามว่าใช้วิธีใต้ดินในการทาบทามส.ส.ขั้วฝ่ายค้าน

แต่…การเมืองคือการเมือง กลยุทธ์ใดๆ ที่มิขัดต่อหลักกฎหมาย แม้จะดูไม่สวยงามในสายตาสังคมนั้น ขั้วตรงข้ามสามารถงัดมาใช้ได้เสมอเพียงเพื่อได้ในสิ่งที่หวัง

          เรื่องราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งตามบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทย รวมทั้งจะยังคงปรากฏต่อไปอีกในยามหน้า

ถอดรหัส บันทึก แก๊งฆ่าหมู่ลำพะยา พบแผน-วิธีทำงานสุดรอบคอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403796?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัส  บันทึก  แก๊งฆ่าหมู่ลำพะยา พบแผน-วิธีทำงานสุดรอบคอบ

11 ธันวาคม 2562 – 10:25 น.
โศกนาฏกรรม,ชรบ
เปิดอ่าน 2,877 ครั้ง

ถอดรหัส  บันทึก  แก๊งฆ่าหมู่ลำพะยา พบแผน-วิธีทำงานสุดรอบคอบ คอลัมน์…  ล่าความจริง..  พิกัดข่าว

ผ่าน 1 เดือนเหตุโศกนาฏกรรมโจมตีป้อม ชรบ.ทางลุ่ม ที่ ต.ลำพะยา จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิตถึง 15 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน

ตลอด 1 เดือนมีปฏิบัติการติดตามไล่ล่าคนร้าย และออกหมายจับผู้ต้องหา 4 ลอต 10 คน ลอตล่าสุดช่วงต้นเดือนธันวาคม ออกหมายจับมากถึง 6 คน ส่วนใหญ่อาศัยหลักฐานจากวัตถุพยานและสารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ ที่คนร้ายทิ้งไว้ในจุดเกิดเหตุ แล้วนำไปตรวจเทียบเคียง

คนร้ายที่ถูกออกหมายจับมีทั้ง “มือปฏิบัติการ” ซึ่งคนเหล่านี้จะมาจากต่างอำเภอและต่างจังหวัด กับ “มือสนับสนุน” กลุ่มนี้จะมีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.เมืองยะลา เช่น ต.ลำใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับ ต.ลำพะยา แสดงว่ามีการใช้คนในพื้นที่เดียวกันร่วมกันก่อเหตุด้วย ซึ่งกลุ่มนี้คาดว่าเป็นกลุ่มสนับสนุน โปรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ขวางถนน

นอกจากนั้นยังมีผู้ต้องหาคนสำคัญ 2 คน คือ นายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ กับ นายซอบรี หลำโสะ ซึ่งมีหลักฐานเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีป้อมชรบ.ด้วย ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม เสียชีวิตทั้ง 2 คน เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน จากเหตุปิดล้อม ตรวจค้น และยิงปะทะกันที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

พูดถึง นายมะยะโก๊ะ เขาถูกซัดทอดจากแนวร่วมที่สนับสนุนการก่อเหตุว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปฏิบัติการบุกโจมตีป้อม ชรบ.แน่นอน

ที่น่าสนใจคือ หลังเหตุการณ์ยิงปะทะ และวิสามัญฆาตกรรมนายมะยะโก๊ะ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของใช้ส่วนของนายมะยะโก๊ะได้หลายรายการ ทั้งกระเป๋าสะพายขนาดเล็ก โทรศัพท์มือถือ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สาเหตุที่มีของใช้ส่วนตัวหลายอย่าง เพราะเขาไปหลบนอนพักแรมที่บ้านหลังหนึ่งใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อม

นอกจากของใช้ส่วนตัวที่ใช้ในกิจวัตรประจำวันแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบสมุดบันทึกของนายมะยะโก๊ะ ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการโจมตีป้อม ชรบ. และผลการประชุมเตรียมการก่อนก่อเหตุ โดยเขียนเป็นภาษามลายูทั้งหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญแปลออกมา

ข้อมูลเท่าที่แปลออกมาได้ คือ กลุ่มของนายมะยะโก๊ะมีกองกำลัง 12 คน มีการระบุชื่อเอาไว้ด้วย ส่วนใหญ่เป็นชื่อย่อหรือชื่อเล่นที่ใช้เรียกขานกันในกลุ่มเพื่อน โดยกลุ่มนี้รับผิดชอบพื้นที่ครอบคลุม 4 ตำบล ใน อ.โคกโพธิ์ กับ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ส่วนบ้านเกิดของนายมะยะโก๊ะ อยู่ที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

แผนการทำงานที่นายมะยะโก๊ะบันทึกไว้ ส่วนใหญ่เป็นแผนงานในภาพรวมของการสร้างสถานการณ์ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นเหตุการณ์ไหน จึงคาดว่าเจ้าตัวน่าจะจดมาจากการประชุมลับของแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ เนื้อหาที่สำคัญก็เช่น ขั้นตอนการปฏิบัติก่อนจะก่อเหตุรุนแรง ซึ่งจะมีตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การเลือกเป้าหมาย การวางแผน กำหนดแผน กำหนดตัวบุคลากร อุปกรณ์หรืออาวุธที่ใช้ และการปฏิบัติตามแผน รวมไปถึงการควบคุมพื้นที่หลังก่อเหตุ

เป้าหมายในการก่อเหตุ เน้นหมู่บ้านชาวไทยพุทธ ฆ่าผู้นำ โจมตีพื้นที่เศรษฐกิจ หม้อแปลงไฟฟ้า โจมตีชุดจรยุทธ์ จับกุมครอบครัวฝ่ายตรงข้ามเพื่อต่อรอง ลอบก่อเหตุขบวนรถไฟ ตัดต้นไม้ขวางถนน

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลการแบ่งงานให้แก่ทีมปฏิบัติการทั้ง 12 คนด้วย ว่าเวลาก่อเหตุแต่ละครั้ง แต่ละคนต้องทำอะไร แบ่งเป็นชุดๆ หรือคณะทำงานอย่างเป็นระบบ

เจ้าหน้าที่ยังพบข้อเขียนบางตอนเหมือนกับคำปฏฺิญาณต่อพระเจ้า ลงท้ายว่า “ข้าขอสัญญาว่าข้าจะทวงคืนแผ่นดินมลายู” สะท้อนถึงความหนักแน่นจริงจังในความเชื่อ

ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า เป็นญาติกับนายมะยะโก๊ะ ยอมรับว่าเขาอยู่ในขบวนการจริง ตอนนี้ลูกชายของเขาอายุ 15 ปี ประกาศชัดว่าจะเดินตามรอยพ่อ ครอบครัวของมะยะโก๊ะ มีความคิดต่อต้านรัฐอย่างสุดโต่ง อย่างข้าวสารที่เจ้าหน้าที่นำไปแจก เขาจะไม่ยอมกิน แต่จะนำไปให้เป็ดกิน ส่วนแก้วน้ำที่เจ้าหน้าที่นำไปแจก เขาจะทิ้งทันทีที่เจ้าหน้าที่กลับ

“คนที่รู้จักเขา เป็นญาติกับมะยะโก๊ะ จะรู้ดีว่าเขาประกาศเอาไว้เลยว่าจะขอสู้จนตัวตาย เขาเลือกแล้ว ญาติพี่น้องพยายามคุย พยายามขอร้องอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง ตอนนี้ทุกคนเป็นห่วงลูกชายของเขา” ญาติของนายมะยะโก๊ะ บอก

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลข้อเท็จจริงอีกด้านที่ไม่ค่อยเคยเป็นข่าว แต่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มก่อความไม่สงบ หรือกลุ่มนักรบที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้ความเชื่อเป็นแรงในการต่อสู้ มีทีมงานและการวางแผนอย่างรัดกุมในการก่อเหตุทุกครั้ง

ต้องรอดูว่าเมื่อถอดรหัสได้แบบนี้แล้ว เจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลหรือนำมาเป็นจุดพลิกสถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจและสันติสุขร่วมกันได้อย่างไร