ขีดสุดพิบัติภัย “โขงใส” ไม่เคยเป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403184?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขีดสุดพิบัติภัย “โขงใส” ไม่เคยเป็น

7 ธันวาคม 2562 – 08:25 น.
แม่น้ำโขง,โขงเปลี่ยนสี,ภัยธรรมชาติ,แม่โขงแห้ง,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,พญานาค
เปิดอ่าน 12,998 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ธ.ค. 62

***********************************

ไม่กี่วันมานี้คนไทยฮือฮาเกี่ยวกับปรากฏการณ์น้ำโขงเปลี่ยนสีใสราวกับท้องทะเลสีคราม ผู้คนพากันไปถ่ายภาพโพสต์ลงสังคมออนไลน์กลายเป็นเรื่องความหรรษาพาเพลิน ตรงกันข้ามกับผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ออกมาชี้ตรงกันว่านี่คือสัญญาณอันตราย!

ไม่นานมานี้มีคำกล่าวจากทางยูเอ็นว่า เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์” อาจแปลได้ว่าไม่ว่าจะรุนแรงหรือเล็กน้อย แต่ละครั้งล้วนไม่ปกติ และอาจส่งผลให้โลกไม่เหมือนเดิมอีก ดังนั้นเราควรตั้งรับกันเสียตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกแล้ว

อย่างกับปรากฏการณ์ “น้ำโขงใส” แบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าเลวร้ายยังไง ในทางความเชื่อของชาวบ้านพื้นถิ่นเองก็อดไมได้ที่จะโจษขานกันว่าไม่ธรรมดา!

สายธารชีวิต

เราเห็นกันแล้วกับบรรดารูปที่เผยแพร่ทางสังคมออนไลน์โดยเฉพาะจากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update ที่เผยภาพของแม่นำ้โขใสแจ๋ว สวยงาม เห็นผิวทรายใต้น้ำ

ที่เรียกเสียงฮือฮามากที่สุดคือบริเวณจุดชมวิวแม่น้ำสองสีภายในวัดโขงเจียม ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม ที่มีนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดมาชมทัศนียภาพจุดชมวิวแม่น้ำสองสี ต่างตะลึงและพากันเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

จากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update ที่เผยภาพของแม่นำ้โขใสแจ๋ว สวยงาม เห็นผิวทรายใต้น้ำ

นอกจากนี้ยังมีผู้พบเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้จากอำเภอด้านเหนือขึ้นไป ทั้งจาก อ.เขมราฐ อ.นาตาล และอ.โพธิ์ไทร

แต่นี่คือความไม่ปกติ! เพราะแม่โขงนั้นมีสีปูนดั้งเดิม ไม่เคยเป็นสีอื่น ดังที่มีคำเรียกว่า “โขงสีปูนมูลสีคราม” จากลักษณะของแม่น้ำสองสีระหว่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลอันเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย ณ บริเวณ ดอนด่านปากแม่น้ำมูล บ้านเวินบึก ตำบลโขงเจียม จ.อุบลราชธานี

ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.mekong.org กล่าวว่า แม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในแม่น้ำนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่ลุ่มน้ำโขงเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลกในแง่ของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะความหลากหลายของพันธุ์ปลา เป็นรองก็เพียงแม่น้ำอเมซอนเท่านั้น

ผู้คนสองฝั่งได้อาศัยน้ำโขงเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ทําประมงและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวที่สําคัญของโลก

พูดได้ว่าแม่น้ำโขงสร้างคุณประโยชน์นานัปการให้แก่ประชากรมหาศาลล้านคนที่อาศัยอยู่รอบๆ จะมีระดับน้ำที่เพิ่มบ้างลดบ้างตามฤดูกาล

ภัยคุกคาม

อย่างไรก็ดีช่วงหลังมานี้เราได้ยินข่าวคราวโขงแล้งหนักขึ้นทุกวัน พร้อมๆ กับที่มีการประท้วงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี โดยคนลุ่มน้ำโขงทางฝั่งไทยและรัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม

สำหรับเขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างแห่งแรก สร้างกั้นแม่น้ำโขงในประเทศลาว กลางปีที่ผ่านมา “องค์กรแม่น้ำนานาชาติ” มีการโพสต์เฟซบุ๊กระบุสาเหตุที่แม่น้ำโขงแล้งว่ามาจาก 3 สาเหตุหลักดังนี้

1.ปริมาณน้ำฝนที่น้อยทั้งภูมิภาค ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงน้อยลง ทั้งที่เป็นช่วงฤดูมรสุม 2.เขื่อนจิงหง ที่กั้นแม่น้ำโขงตอนบนในยูนนาน ลดการระบายน้ำเหลือเพียง 500 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยอ้างว่าเพื่อซ่อมแซมระบบสายส่งไฟฟ้า และ 3.เขื่อนไซยะบุรี ที่เวลานั้นการสร้างมีความคืบหน้า 99.3% อยู่ในขั้นตอนทดสอบระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดทั้งหมด 7 เครื่อง

แม่น้ำโขงตอนบน จีนได้ให้สัมปทานแม่น้ำ และก่อสร้างเขื่อนในยูนนาน เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2536 lร้างเสร็จไปแล้ว 11 เขื่อน

จากที่วางแผนไว้ทั้งหมด 28 โครงการ ภาพจากเฟซบุ๊ก Pai Deetes

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้แม่น้ำโขงลดระดับอย่างรวดเร็ว กุ้งหอย ปูปลา หนีน้ำลงไม่ทัน ติดค้างตายตามหาด/แก่ง

วันนั้นองค์กรแม่น้ำนานาชาติกล่าวว่า นี่แค่ปฐมบทเพราะวันนี้ยังอีกหลายเดือนกว่าที่จะถึงวันผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของเขื่อนไซยะบุรี ในเดือนตุลาคม 2562 และจะเป็นไปอย่างนั้นอีก 29 ปี ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า PPA ถึงวันนั้นที่เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เขื่อนไซยะบุรี จะต้องกักเก็บ/ยกระดับน้ำ-ระบายน้ำ รายวัน แล้วผลกระทบจะรุนแรงกว่านี้อีกแค่ไหน?

แต่ที่แน่ๆ นี่คือวิกฤติที่ต้องดำเนินการแก้ไขทันที และไม่ควรเกิดซ้ำอีก ทุกข์ยากเพราะสถานการณ์ภัยแล้งในภูมิภาคประชาชนยังอาจจะพอรับได้ สามารถทนได้ แต่ความทุกข์ยาก ถูกซ้ำจากเขื่อน ทั้งเขื่อนจีน เขื่อนไทย/ลาว

ถึงเวลาที่ควรหันมาดูแลระบบนิเวศกันก่อน

สวยซ่อนร้าย

ดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ “โขงใสไม่เคยเป็น” อาจเป็นคำเตือนแรกๆ ของผลพวงอันน่ากลัวจากการสร้างเขื่อน อย่างน้อยโลกออนไลน์ก็ทำให้เรารู้สึกว่านี่มัน “ใกล้ตัว” ขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยเพิกเฉยเพราะชีวิตไม่ได้ข้องเกี่ยวกับน้ำโขง

แถมเมื่อได้รับรู้ถึงความอันตรายจากปรากฏการณ์ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ อธิบายไว้ก็ยิ่งขนลุก

เช่นบทความจาก www.internationalrivers.org/dams-and-geology ของ Partick McCully เจ้าของหนังสือ Silenced Rivers มีเนื้อหาที่ระบุว่าปรากฏนี้เรียกว่าการ “หิวตะกอน” หรือ hungry water effect

โขงใสภาพจากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update 

กล่าวคือเมื่อแม่น้ำทุกสายต่างนำพาตะกอนดินและหินจากที่ที่แม่น้ำไหลผ่าน แต่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ กักเก็บตะกอนเหล่านี้ไว้ส่วนหนึ่ง ทำให้แม่น้ำทางตอนล่างของเขื่อนมีอาการ “หิว” ตะกอน ก็จะพยายามดึงตะกอนเพื่อเข้ามาเติมเต็ม ก็บรรดาตะกอนจากตลิ่งสองฝั่งน้ำและจากท้องน้ำนั่นแหละ ผลคือจะทำให้เกิดการกัดเซาะท้องน้ำและตลิ่ง และอาจจะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้นทางท้ายน้ำลงไปเรื่อยๆ

และเมื่อท้องน้ำเปลี่ยนไปปราศจากก้อนกรวดเล็กๆ ซึ่งเป็นที่วางไข่และหากินของปลาสายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะปลาที่อาศัยอยู่บริเวณท้องน้ำ รวมทั้งหอยและสัตว์น้ำเปลือกแข็งชนิดต่างๆ ซึ่งสัตว์หน้าดินเหล่านี้เป็นอาหารสำคัญของปลาและบรรดานกน้ำ ฯลฯ บอกเลยนี่คือหายนภัยชัดๆ

แม่น้ำโขงสีปูนดั้งเดิมที่เป็นมาช้านาน

สอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขงบ้านเรา ที่ระบุว่าการที่ระดับน้ำโขงที่เป็นสีฟ้าครามคล้ายน้ำทะเล เพราะแม่น้ำโขงปริมาณต่ำ ทำให้น้ำนิ่งจนเกิดการตกตะกอนใส บวกกับการทำปฏิกิริยาระหว่างหินทราย ทำให้มองเห็นเป็นสีฟ้าครามสวยงาม

แต่ข่าวรายงานว่า อาทิตย์ พนาศูนย์ ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า สาเหตุไม่เฉพาะจากการสร้างเขื่อนของจีนและลาวเสียทีเดียวทั้งหมด แต่ยังเพราะภาวะโลกร้อนที่ทำให้ธรรมชาติถูกทำลายอีกด้วย

ความเชื่อ ความจริง

มาถึงในมิติวัฒนธรรมความเชื่อกันบ้าง วันนี้ปรากฏการณ์โขงใสทำให้ชาวบ้านอดคิดถึงตำนานพญานาคไม่ได้

อย่างที่รู้กันว่าพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมีตำนานที่เล่าสืบทอดกันมาเรื่อง พญานาค’ ว่ามีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณนี้ โดยเป็นดินแดนที่เชื่อว่าเป็น ‘วังบาดาล’ ช่วงหนึ่งที่ข่าวคราวโขงแห้งจากการสร้างเขื่อนก็มีผู้คนตั้งข้อสังเกตว่าวังบาดาลจะเป็นอย่างไรเมื่อน้ำแห้งเหือดหายไป

สำหรับความเชื่อตำนานพญานาคนั้นมีมานานในหลากหลายมิติ เช่น เรามีตำนานความเชื่อเรื่องนาคให้น้ำ อันเป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านใช้วัดในแต่ละปี เช่นจำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า “นาคให้น้ำ 1 ตัว” แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น มีนาคให้น้ำ ตัว” จะวัดกลับกันกับจำนวนนาคก็คือที่น้ำหายไปเกิดความแห้งแล้งก็เพราะพญานาคเกี่ยงกันให้น้ำ แต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ในท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา

หรือเรามักเห็นสัญลักษณ์นาคตามงานจิตรกรรม ประติมากรรม หัตถกรรม อาคารสถานที่ ฯลฯ หรือตำนานพญานาค “มุจลินท์” ที่แผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าจากลมฝน ตลอดจนเรื่องนาคแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวช ฯลฯ

งาน “กฐินน้ำบูชาพญานาค” ที่แม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร บูชาพญานาค 9 ตน

มาวันนี้ มื่อโขงใสแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ชาวบ้านบางกลุ่มเห็นแล้วก็นึกถึง “สระมรกต” ในเมืองบาดาล ด้วยความเชื่อว่าบนโลกมีจุดเชื่อมระหว่าง “โลกมนุษย์” และ “เมืองบาดาล” โลกใต้พิภพซึ่งเป็นที่อยู่ของพญานาค

และการที่น้ำโขงใสประหลาดหนนี้ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างน้อยก็ชั่วอายุคนคนหนึ่ง ย่อมมีความเกี่ยวข้องกันทางใดทางหนึ่งแน่นอน

แต่หลายเสียงจากโลกออนไลน์ก็หวังว่าจะไม่ร้ายแรงขนาดผู้รู้ว่ากันไว้ นี่ยังช่วยทำให้ท่องเที่ยวริมโขงคึกคักขึ้นมาบ้างก็ยังดี

ที่แน่ๆ “ปรากฏการณ์น้ำหิว” (hungry water effect) ฟังชื่อแล้วน่ากลัวยังไง ถ้าเรื่องจริงที่ตามมาหลังจากนั้นถึงขั้นระบบนิเวศ “พัง” ก็คงน่ากลัวสุดๆ ไปเลย

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403002?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน

6 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ตีนผี,พลตตนิธิธร จินตกานนท์,วินัยจราจร
เปิดอ่าน 1,023 ครั้ง

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยยังติดอยู่อันดับต้นๆ ของโลก ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว โดยเฉพาะส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในอีก 3 สัปดาห์เศษนี้ ซึ่งทุกปีหน่วยงานทางภาครัฐก็เตรียมแผนรับมือ ปลุกจิตสำนึก กวดขันวินัยจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสีย เพราะต้องการให้คนไทยกลับบ้านไปพบหน้าครอบครัวอย่างปลอดภัย ไร้คราบน้ำตาของความเศร้าสลด

ด้วยเหตุนี้ผู้นำตำรวจจังหวัดสุพรรณบุรี จึงเตรียมการตั้งแต่เนิ่น ผุดไอเดียใช้มาตรการกวดขันวินัยจราจร เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ได้ลงพื้นที่บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ตรวจสอบการทำงานของเครื่องตรวจจับความเร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563

พล.ต.ต.นิธิธร อธิบายว่า สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เล็งเห็นความสำคัญ ตระหนักถึงปัญหาของอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังนั้นทาง บก.ภ.จว.สุพรรณบุรี จึงขับเคลื่อนนโยบาย พร้อมสั่งการให้แต่ละโรงพักเตรียมมาตรการในการป้องกัน และลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 กระทั่งมีการระดมเครื่องตรวจจับความเร็วจำนวน 12 เครื่อง ก่อนแจกจ่ายไปทำการตรวจรถที่ใช้ความเร็วเกินกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเส้นทางที่ขับขี่เข้ามาในเขต จ.สุพรรณบุรี

“เครื่องตรวจจับความเร็วจำนวน 12 เครื่อง จะกระจายไปยังถนนเส้นหลักทั่วเมืองสุพรรณบุรี อาทิถนนหมายเลข 321, 324, 333, 340 ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักที่พบว่ามีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง นอกจากนี้เตรียมกระจายไปยังถนนเส้นรองเช่นกัน โดยเครื่องตรวจจับความเร็วชุดนี้ มีการพัฒนาจากเดิม ซึ่งใช้ระบบเลเซอร์มาตรวจจับความเร็ว เมื่อกล้องสามารถตรวจจับรถที่ขับมาด้วยความเร็ว ก็จะส่งภาพไปยังเจ้าหน้าที่ชุดตรวจ และจะเรียกให้หยุดแล้วแจ้งให้ทราบว่าขับขี่เร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่เราไม่มีการออกใบสั่งหรือเปรียบเทียบปรับแต่อย่างใด ซึ่งจะเป็นเพียงการว่ากล่าวตักเตือน เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากการขับรถเร็วเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดอุบัติเหตุ” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าว

พล.ต.ต.นิธิธร บอกอีกว่า นอกจากนี้ยังมีจุดบริการประชาชนตามเส้นทาง พร้อมจัดสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องดื่ม ห้องน้ำ อุปกรณ์ต่างๆ มาให้บริการประชาชนที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ซึ่งมาตรการที่ออกมาก็เพื่อกวดขันวินัยจราจร เน้นให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความสำคัญของวินัยจราจร โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการนำป้ายประชาสัมพันธ์มาใช้ พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับพื้นที่, แก้ไขปัญหาจุดเสี่ยง จุดอันตราย ควบคู่กันด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ของขวัญล้ำค่าของคนในครอบครัวหาใช่แก้วแหวนเงินทอง หากแต่เป็นชีวิตที่ได้อยู่กันพร้อมหน้า อวัยวะครบสมบูรณ์ ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวรับของขวัญเป็นคราบน้ำตาจากการสูญเสีย ต้องขับรถไม่ประมาท การเคารพกฎและมีวินัยจราจร จะช่วยลดอุบัติเหตุ..!!

ดูไบขยับ ‘งูเห่า’ พล่าน แผนเอื้ออาทร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402981?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดูไบขยับ ‘งูเห่า’ พล่าน แผนเอื้ออาทร

6 ธันวาคม 2562 – 10:05 น.
งูเห่า,โหวตสวน,ฝ่ายค้าน,พรรคเพื่อไทย,พรพิมล ธรรมสาร,พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 8,750 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 ธ.ค. 62

***********************************

ไม่มีข่าวไหนร้อนแรงเท่ากับข่าว “งูเห่า” จากฝ่ายค้านที่ไปแสดงตัวเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ม.44 ทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงเพียงพอต่อการเปิดประชุมลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว

เฉลิม ไปพบทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่ฮ่องกง

สุทิน คลังแสง” ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ยอมรับว่าไม่ผิดคาดเพราะถ้ารัฐบาลทำทุกวิถีทางก็คงต้องออกมาเป็นเช่นนี้ ส่วน ส.ส.เพื่อไทย 3 คน ที่แสดงตัวเป็นองค์ประชุม 3 คน ในนั้น 1 คน พอเข้าใจได้ แต่อีก 2 คนถือว่าผิดคาด

มีข้อน่าสังเกตว่าตั้งแต่มีข่าว “นายใหญ่ดูไบ” เปิดบ้านพบ ส.ส.เพื่อไทย 68 ชีวิต ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปทั้งพรรคและหลายคนเริ่มจับสัญญาณบางอย่างจากดูไบ จึงมีการขยับแสดงตัว “เอื้ออาทร” แก่พรรคร่วมรัฐบาล

อดีตผู้นำครูอีสาน

ส.ส.เพื่อไทย 3 รายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ประกอบด้วย ขจิตร ชัยนิคม, พรพิมล ธรรมสาร และพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ

สำหรับ ขจิตร ชัยนิคม” ส.ส.อุดรธานี เขต 3 (อ.สร้างคอม อ.บ้านดุง อ.ทุ่งฝน และ อ.พิบูลย์รักษ์) เป็นผู้แทนสมัยแรกปี 2535/1 สังกัดพรรคความหวังใหม่ และอยู่พรรคของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” อีก 2 สมัย ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย

ขจิตร ชัยนิคม

ขจิตรเป็นผู้นำครูอีสาน ยุคปลดแอกครูประชาบาลจากมหาดไทย และมีเพื่อนผู้นำครูร่วมอุดมการณ์อยู่ในแวดวงการเมืองนับสิบคน เช่น ชิงชัย มงคลธรรม, สุชน ชาลีเครือ, เวียง วรเชษฐ์, อวยชัย วะทา, นิสิต สินธุไพร ฯลฯ

ทุกวันนี้ผู้นำครูเหล่านี้กระจายตัวไปอยู่ในหลายพรรคการเมือง อย่าง ครูเวียง วรเชษฐ์ ก็ย้ายจากเพื่อไทยไปสังกัดพลังประชารัฐ โดยสังกัดซุ้มบ้านริมน้ำ

หลังปิดประชุมสภาวันนั้น ขจิตรได้ให้สัมภาษณ์ว่าไม่จงใจเป็นงูเห่า เป็นเรื่องการเสียบบัตรคาไว้ ครั้งก่อนก็เหมือนกัน เมื่อรับบัตรมาก็เสียบไว้ไม่เคยเอาคืน พอเลิกประชุมเจ้าหน้าที่เขาก็มาดึงกลับไป

ตามสไตล์นักเลือกตั้งจอมเก๋า ขจิตรบอกชิลชิล “ไม่มีงูเห่า ไม่วอร์รี่ วิตกอะไรเลย”

ก้อย”หายไปไหน

หลังปิดประชุมสภาตอนค่ำวันพุธ ปรากฏว่าแฟนเพจเฟซบุ๊ก พรพิมล ธรรมสาร” ปลิวหายไปในบัดดล กองเชียร์เพื่อไทยส่งเสียงถามในโซเชียล “ก้อย พรพิมล” หายไปไหน

หลายคนอาจสงสัย “ก้อย” อดีตนักร้องนำวงโอเวชั่น เป็นชาวลำปาง แต่เหตุใดมาเป็นส.ส.ปทุมธานี คำตอบคือก้อยมีสามีชื่อ สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

พรพิมล ธรรมสาร

20 กว่าปีที่แล้ว “ก้อย พรพิมล” เป็น ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.ธัญบุรี โดยล้มตระกูลหาญสวัสดิ์ ฐานทางการเมืองเก่าอย่างราบคาบ ปี 2550 ก้อยลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก และได้เป็น ส.ส.ปทุมธานี พรรคพลังประชาชน

เลือกตั้ง 2562 พรพิมล ชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 (อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา) พรรคเพื่อไทย ส่วนสามี สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ ไปลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 6 (อ.หนองเสือ) พรรคเดียวกันกับภรรยา แต่สอบตก

สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์

ถ้ายังจำกันได้ ปี 2550 ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี” ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ได้ลาออกไปลงสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี และผลักดันให้ “สมชาย” สามีของก้อย ลงสมัคร ส.ส.แทน แต่ก็แพ้ ปชป.

แปลกแต่จริง เลือกตั้งที่ผ่านมา “สุเมธ” ย้ายจากเพื่อไทยไปพลังประชารัฐ ลงสมัคร ส.ส.เขต 6 ปทุมธานี แข่งกับ “สมชาย” สามีของก้อย เพื่อไทย ปรากฏว่า สอบตกทั้งคู่

อย่าลืมว่าก้อยดังมาจากเพลง “แหวนแลกใจ” และ “ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว” ไม่เชื่อก็ลองไปหามาฟังดูนะพี่น้อง

ผู้แทนขอบกรุง

ส.ส.เพื่อไทยรายที่ 3 พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ” ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 14 (บึงกุ่ม คันนายาว) ที่ไปแสดงตัวเป็นองค์ประชุมนั้น สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตว่า “พลภูมิ” เป็นกรณีที่ไม่แปลกใจ เพราะเข้าใจและทราบมาก่อนว่า เขามีบุญคุณต่อกันในบางเรื่อง

ถ้าย้อนไปเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาคดีพลภูมิ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ แก่ป.ป.ช. ซึ่งศาลฎีกายกคำร้องกล่าวหากรณีดังกล่าว โดยเห็นว่า ป.ป.ช. ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหามาส่งศาลภายในระยะเวลา 5 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้คดีขาดอายุความ

พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ

“พลภูมิ” ได้ให้สัมภาษณ์ในตอนนั้นว่ารู้สึกดีใจมากและมีความสุขมากที่ยังมีโอกาสทำงานรับใช้ประชาชน จากนี้จะทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อไป

สุทินปรักปรำ ส.ส.พลภูมิ หรือไม่ ก็ต้องรอเจ้าตัวออกมาชี้แจงต่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย

ฉากจบ นปช. กระจกส่อง ก๊วนธนาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฉากจบ นปช.  กระจกส่อง ก๊วนธนาธร

6 ธันวาคม 2562 – 08:47 น.
จตุพร พรหมพันธุ์,นปช,เสื้อแดง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เปิดอ่าน 26,304 ครั้ง

ฉากจบ นปช.  กระจกส่อง ก๊วนธนาธร  คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

          “หลังจากนี้คงจะมีพี่น้องที่เหลือที่ยังไม่เข้ารับโทษ ทยอยกันมาจนครบ ผลในวันนี้เป็นสิ่งที่อธิบายได้อย่างครบถ้วนแล้วว่า เหมือนคำพิพากษาที่ได้อ่านไปครั้งแรกทุกประการ พวกเราน้อมรับชะตากรรม น้อมรับคำพิพากษาของศาล”

 “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังศาลพัทยาอ่านคำสั่งฎีกาคดีแกนนำและแนวร่วม นปช. กรณีร่วมกันชุมนุมบุกล้มการประชุมอาเซียน เมื่อปี 2552

คดีล้มประชุมอาเซียนเป็นที่ยุติแล้ว ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลย 12 คน โดยสั่งจำคุก 4 ปีไม่รอลงอาญา แกนนำ นปช.ส่วนหนึ่งเข้าไปรับโทษทัณฑ์แล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังหลบหนีอยู่

จตุพร พรหมพันธุ์

แกนนำคนเสื้อแดงที่เข้าไปอยู่เรือนจำแล้ว 7 คน คือ ศักดา นพสิทธิ์ ประธาน นปช.ชลบุรี, สิงห์ทอง บัวชุม อดีตผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย, พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง แนวร่วม นปช., พายัพ ปั้นเกตุ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี, นพพร นามเชียงใต้ หรือ “เต้มดแดง รักพ่อทักษิณ”, วรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ และ สำเริง ประจำเรือ ประธาน นปช.จันทบุรี

          ที่ไม่มาฟังคำพิพากษา ทำให้ศาลออกหมายจับ 4 คนคือ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, ธนกฤต ชะเอมน้อย หรือ วันชนะ เกิดดี, นพ.วัลลภ ยังตรง อดีต ส.ส.สมุทรปราการ และนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด

กรณี พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร อ้างติดประชุมสภา ศาลได้ออกหมายจับให้มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 15 มกราคม 2563

อีกคดีหนึ่งที่จะชี้ชะตาแกนนำ นปช.ในอนาคต คดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2550 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 2 ปี 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งจำเลยประกอบด้วย นพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ โดยจำเลย 3 คน ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่เคยต่อสู้คดี พร้อมยื่นคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และขอความเมตตาจากศาลให้ลงโทษสถานเบา ศาลจึงส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพื่อพิจารณามีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอีกครั้งต่อไป

คดีบุกบ้านป๋าเปรม ยังเป็นยุคของ “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ“ (นปก.) ถัดจากม็อบบุกบ้านป๋าเปรม จึงเกิด “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.)

นปช.เปิดยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2552 เปลี่ยนชื่อเป็น “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” เพื่อความเป็นเอกภาพ ครั้น นปช.พ่ายแพ้ ในยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2553 แกนนำและแนวร่วม นปช. หนีไปหลบภัยในประเทศเพื่อนบ้าน

หลังกลับมาจากกัมพูชา ภายในขบวนการคนเสื้อแดงหรือ นปช. เกิดความขัดแย้งทางความคิด มีการนำเสนอทฤษฎีการต่อสู้ในแบบต่างๆ ซึ่งบางกลุ่มเริ่มไม่ยอมรับการนำของ ธิดา ถาวรเศรษฐ

          ความแตกแยกภายในขบวนการ ทำให้เกิด “นปช.สายธิดา” กับ “แดงฮาร์ดคอร์” อันเป็นจุดเริ่มของ นปช.แถว 2 ประกอบด้วย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, พายัพ ปั้นเกตุ ฯลฯ

ปี 2556 “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ แยกตัวออกไปตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ขณะที่แกนนำแดงภูธร ก็แยกตัวไปตั้ง “หมู่บ้านเสื้อแดง” และกลุ่มแดงอิสระมากมาย

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

หลังรัฐประหาร 2557 แกนนำ นปช.ต่างทยอยขึ้นศาลในคดีค้างเก่าสมัยยุทธการโค่นอำมาตย์ และบางส่วนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ

“นี่คือสิ่งที่เรียกว่ารางวัลของนักต่อสู้ มีคุกตะราง มีชีวิต และท้ายที่สุดก็ล้มละลาย สำคัญสุดคือว่าเมื่อคดีถึงที่สุดก็ต้องน้อมรับคำตัดสิน” จตุพรรำพันกับเหล่าแม่ยกเสื้อแดงในรายการลมหายใจของพีซทีวี

ชั่วโมงนี้ กองเชียร์อนาคตใหม่เรียกร้องให้ “ลงสู่ท้องถนน” ขับไล่รัฐบาลประยุทธ์ เหมือนยุคแดงทั้งแผ่นดิน ซึ่ง ส.ส.อนาคตใหม่หลายคน ก็เคยร่วมขบวนการคนเสื้อแดงมาก่อน

          บทเรียนและชะตากรรมของแกนนำ นปช. ทำให้แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ครุ่นคิดกันหนัก อ่านใจกันนาทีนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ยังไม่กล้าเล่นเกมเสี่ยง 

ต้องออกจากราชการ … เพราะใช้ สด.43 ปลอมยื่นสมัครสอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402983?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องออกจากราชการ … เพราะใช้ สด.43 ปลอมยื่นสมัครสอบ

6 ธันวาคม 2562 – 08:40 น.
สด43 ปลอมยื่นสมัครสอบ,ออกจากราชการ,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 16,120 ครั้ง

ต้องออกจากราชการ … เพราะใช้ สด.43 ปลอมยื่นสมัครสอบ  คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

การสมัครเพื่อเข้าทำงานในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… ในหน่วยงานราชการนั้น นอกจากผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศรับสมัคร ไม่ว่าจะเป็นวุฒิการศึกษา ช่วงอายุ ความรู้ความสามารถ ตรงตามที่กำหนดไว้แล้ว หากผู้สมัครเป็นเพศชายสัญชาติไทยแล้วล่ะก็… มักจะต้องมีหลักฐานทางทหาร ได้แก่ แบบ สด.8 หรือแบบ สด.43 มาแสดงในการสมัครด้วย ทั้งนี้ ก็เพราะว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครได้ผ่านขั้นตอนการเกณฑ์ทหารมาแล้ว หน่วยงานที่รับเข้าทำงานก็จะได้ไม่ต้องห่วงในเรื่องดังกล่าวอีก

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินข่าว… เกี่ยวกับการยื่นเอกสารปลอมเพื่อสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ  เช่น วุฒิการศึกษาปลอม หรือแม้กระทั่งใบ สด.43 ปลอม หลายท่านอาจสงสัยว่า… แบบ สด.8 และแบบ  สด.43 คืออะไร แบบ สด.8 ก็คือ เอกสารที่ทางราชการออกให้ไว้เพื่อรับรองว่าบุคคลนั้นได้เรียนจบหลักสูตรรักษาดินแดน (รด.) ปี 3 หรือเป็นทหารเกณฑ์ที่ปลดประจำการแล้ว ส่วนแบบ สด.43 คือ เอกสารที่ใช้เพื่อรับรองว่าบุคคลนั้นได้เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการแล้ว ซึ่งใบหรือแบบ สด.43 นี้ บางท่านเรียกว่า “ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร”

เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้… เป็นเรื่องจริงที่มีประเด็นน่าสนใจว่า หากผู้สมัครยื่นใบ สด.43 ปลอมในการสมัครสอบ โดยเป็นผู้สอบได้และได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้ว แต่ต่อมาตรวจสอบพบว่าใบ สด.43 ที่ยื่นเป็นเอกสารปลอม โดยเจ้าตัวโต้แย้งว่าตนมิได้เป็นคนปลอมเอกสารดังกล่าว เช่นนี้… ผลจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ในอุทาหรณ์จากคดีปกครองที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ครับ…

คดีนี้… ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมัครและสอบแข่งขันได้ในกลุ่มสายงานป้องกันและปราบปราม

ตำรวจภูธรภาคจึงมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นสิบตำรวจตรี ต่อมา คณะอนุกรรมการพิจารณาประวัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งมีมติว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติตามท้ายประกาศรับสมัครที่กำหนดให้ใช้ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (แบบ สด. 43) เนื่องจากแบบ  สด.43 ที่ผู้ฟ้องคดียื่นมานั้นมีหมายเลขรหัสเป็นของบุคคลอื่น และเป็นเอกสารที่ทางราชการไม่ได้เป็นผู้ออกให้ทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและต้องถูกตัดสิทธิในการเป็นผู้สอบแข่งขันได้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

นอกจากนี้ ตำรวจภูธรภาคได้แจ้งความผู้ฟ้องคดีในข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการแบบ สด.43 ปลอมด้วย ซึ่งอัยการจังหวัดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ตนออกจากราชการ  แต่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) มีมติยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและมติดังกล่าว

ประเด็นของคดี คือ คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า แบบ สด.43 ถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องยื่นตามประกาศรับสมัครสอบ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าแบบ สด.43 ของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่เอกสารที่ทางราชการออกให้ และผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ จึงเป็นเอกสารซึ่งมีข้อความไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง แม้ต่อมาอัยการจังหวัดจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหาปลอมเอกสาร แต่คำสั่งไม่ฟ้องรับฟังได้เพียงว่าผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้ปลอมแปลงเอกสารเท่านั้น แต่ก็ยังถือว่าผู้ฟ้องคดียื่นเอกสารปลอมในการสมัครสอบดังกล่าว

เมื่อมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 กำหนดว่า “หากภายหลังปรากฏว่าผู้ได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตำรวจผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการตำรวจ หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุ ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ออกจากราชการ”ฉะนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นเอกสารที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดในท้ายประกาศรับสมัคร ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและต้องถูกตัดสิทธิในการสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และมติยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4

จึงเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 7/2562)

คดีนี้…จึงเป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะสมัครเข้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็ตาม กรณีที่หน่วยงานกำหนดเอกสารที่ต้องยื่นประกอบการสมัคร ผู้สมัครต้องใช้เอกสารที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงและเป็นเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะและมีกฎหมายรับรองให้ออกเอกสารนั้นๆ ได้ เพราะหากใช้เอกสารหลักฐานปลอมในการสมัคร ก็อาจต้องถูกตัดสิทธิในการสมัครสอบแข่งขัน หรือบางรายที่ได้รับการบรรจุเข้าทำงานแล้ว ก็อาจถูกสั่งให้ออกจากราชการได้ดังเช่นอุทาหรณ์ข้างต้น โดยไม่อาจอ้างว่าตนไม่ได้เป็นผู้ปลอมเอกสาร เพราะเอกสารปลอมไม่ว่าผู้ใดปลอม ย่อมไม่อาจถือเป็นเอกสารที่ใช้เพื่อรับรองหรือยื่นเป็นเอกสารประกอบการสมัครงานได้

เรื่องทำนองนี้จึงต้องระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อผู้ที่มาแอบอ้างว่าจะดำเนินการออกเอกสารราชการใดๆ ให้ได้ โดยที่ท่านไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ การปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนหรือหลักเกณฑ์ของกฎหมายถือว่าปลอดภัยและเป็นผลดีที่สุดในระยะยาว… สมดังคำกล่าวที่ว่า “ถ้าวันนี้ทำถูกต้องก็ไม่ต้องกลัววันพรุ่งนี้”

   (ปรึกษาการฟ้องคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

อย่าให้โอกาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402982?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้โอกาส

6 ธันวาคม 2562 – 08:20 น.
งูเห่า,เสียงปริ่มน้ำ,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 492 ครั้ง

อย่าให้โอกาส บทบรรณาธิการ  หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2562

ประชาธิปไตยในเมืองไทยนั้นมีอายุมากว่า 80 ปี ผ่านการยึดอำนาจและเหตุวุ่นวายมาหลายครั้ง กระทั่งสังคมเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองกันหลายวาระ และที่ผ่านมาแม้จะมีการออกกฎต่างๆ มากมายเพื่อยกระดับการเมืองไทย แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือการใช้หลักศรีธนญชัยของนักการเมืองในวันนี้เพื่อให้ขั้วที่ตัวเองสังกัดชนะหรือทำไปเพื่อแลกผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่สนใจอุดมการณ์ประชาธิปไตยและคะแนนเสียงที่ชาวบ้านเลือกมาให้ทำหน้าที่ตัวแทนปวงชน

อ่านข่าว…  เสียง..ที่หายไป

รัฐบาลชุดนี้ หลายคนรับรู้ว่าที่มานั้นคือเสียงปริ่มน้ำ ดังนั้นฝ่ายที่รับผิดชอบอายุรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรต้องใช้วิธีต่างๆ เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ แม้บางครั้งต้องใช้วิธีที่ไม่ชอบธรรมนัก ดังนั้นภาพที่สังคมพบเห็นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยปัจจุบันนั้นจะพบว่า คะแนนเสียงการลงมติหลายครั้งจะพบว่าคะแนนเสียงที่ปรากฏนั้นมีการย้ายขั้วไปให้อีกขั้วหนึ่งแบบที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตและสังคมเคยประจานไว้ว่ามันไม่ควรเกิดขึ้น แต่มันกลับบังเกิดขึ้นอีกครั้งในยุคไทยแลนด์ 4.0

เรื่องแบบนี้ควรจะตำหนิ ส.ส.ของทั้งสองฝ่าย อย่ามัวมานั่งด่าทอกันว่า ใครเป็นงูเห่า หรือใครซื้องูเห่า เพราะหน้าที่ของ ส.ส.พึงมี คือต้องเคารพกติกาและอุดมการณ์ อย่าชิงเหลี่ยมการเมืองด้วยการใช้กลเกมและเทคนิคทางกฎหมาย รวมทั้งวิธีใต้ดิน โดยฝ่ายรัฐบาลก็ควรกำชับส.ส.ของตัวเองให้ทำหน้าที่และไม่ควรใช้งูเห่าการเมืองเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นการถูกคำติเตียนจากหลายเหตุผล ส่วนฝ่ายค้านนั้นต้องระลึกว่าทำหน้าที่อะไร ไม่ใช่ใช้ข้ออ้างว่าต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าแล้วไปลงคะแนนให้อีกขั้วหนึ่ง หากนักการเมืองยังใช้วิธีแบบนี้ทำงาน สังคมคงระอากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบการเมืองไทย

ทั้งนี้อำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ใช้บริหารบ้านเมืองมากว่า 80 ปีนั้น ทุกฝ่ายควรเคารพและดำเนินการไปตามเจตนารมณ์ของสังคมโดยแท้จริง มิใช่ใช้กลเกมและเทคนิคทางกฎหมายเพียงเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ และที่สำคัญสังคมควรต้องตระหนักกับบทเรียนที่บังเกิดขึ้นด้วยว่า เมื่อนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง และมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ โอกาสครั้งหน้านั้นเราควรจะเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้กลับมาทำงานการเมืองอีกหรือไม่..ตรงนี้สิน่าสนใจ

ดังนั้นอย่าให้บทเรียนในวันวานมันย้อนมาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะนักการเมืองมาจากประชาชนที่ลงคะแนนเลือกให้ไปทำหน้าที่ตัวแทนปวงชน คำกล่าวที่ระบุไว้ว่า สังคมจะดีหรือไม่นั้น อยู่ที่นักการเมืองที่ประชาชนเลือกมา ซึ่งตรงนี้มันคือตรรกะที่แท้จริง และตรรกะการเมืองข้อนี้ ขอให้ทุกฝ่ายพินิจด้วยว่า จะปล่อยให้เหตุการณ์ที่นักการเมืองกระทำในวันนี้คงอยู่หรือควรจะเปลี่ยนแปลง เพราะบ้านเมืองนั้นเกิดความเสียหายหลายเรื่องจากนักการเมืองที่ไม่ยึดมั่นอุดมการณ์นั่นเอง…

ศาล ต้องปลอดภัย เพิ่มมาตรการเข้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศาล ต้องปลอดภัย  เพิ่มมาตรการเข้ม

6 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ศาล,ปลอดภัย,มาตรการ
เปิดอ่าน 308 ครั้ง

ศาล ต้องปลอดภัย  เพิ่มมาตรการเข้ม คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ‘ดับเครื่องชน’ เรียกร้องอยู่เสมอมาให้ศาลยุติธรรมมีความปลอดภัยจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามีการนำอาวุธเข้าไปจนเกิดการยิงกันบาดเจ็บล้มตายดังเป็นข่าวใหญ่

อ่านข่าว…  ศาลต้องปลอดภัยตรวจค้นอาวุธเข้มข้น

เวลานี้มีการสนองตอบรับโดยเพิ่มอัตราตำรวจศาลอีกพันกว่าคนจาก 309 คนส่งกระจายกันดูแลรักษาความสงบปลอดภัยศาลทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ได้มีการอบรมเพิ่มขีดความสามารถในด้านต่างๆ เช่นเดียวกับการตรวจค้นก่อนเข้าสนามบิน

ขอเพิ่มเติมอีกว่าระยะหลังมีนักโทษหนีออกจากศาลเป็นจำนวนไม่น้อยและขอให้ตำรวจที่นำตัวมาช่วยดูแลอย่างเข้มแข็งด้วยอย่าให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีก ขอร่วมสนับสนุนมาตรการต่างๆ ที่ทำให้ศาลมีความปลอดภัยและอย่างแรกที่ต้องทำได้แก่ การพกพาอาวุธเข้าบริเวณศาลซึ่งต้องมีการตรวจตราอย่างไม่ละเว้น

ต่อไปเราคงไม่เห็นข่าวยิงกันอีกเพราะสร้างความสยองขวัญให้ประชาชนเหลือเกิน
อ๊อด เทอร์โบ


 เสียงจากพนักงาน ธ.ก.ส.
 ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการคลัง

ดิฉันเป็นพนักงาน ธ.ก.ส. รวมทั้งพนักงาน ธ.ก.ส.เกษียณอายุราชการ ทั้งที่เป็นและเคยเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ธ.ก.ส. หรือ สร.ธ.ก.ส. และเคยอยู่ในระบบเงินบำเหน็จและโอนย้ายเข้าไปอยู่ในระบบกองทุนสำหรับเลี้ยงชีพ

เนื่องด้วยเงินส่วนต่างระหว่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีน้อยกว่าเงินที่จะได้รับจากเงินบำเหน็จเมื่อสิ้นสมาชิกภาพและโดยเฉพาะพนักงานธ.ก.ส.เกษียณอายุ ต่างเดือดร้อนมากรวมถึงพนักงานปัจจุบัน
จึงขอเรียนมายังรัฐมนตรีคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ ธ.ก.ส.เสนอเหตุผลให้ทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ที่เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอตามความเห็นของคณะกรรมการแก้ไขปัญหากองทุนเพื่อให้ ค.ร.ม.พิจารณาทบทวนมติที่กล่าวให้เห็นชอบตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ในคราว 8/2557 วันที่ 27 ตุลาคม 2557 ที่เห็นชอบให้ ธ.ก.ส.ประกันความเสี่ยงเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสมทบรวมกับผลประโยชน์เงินสมทบหากได้รับน้อยกว่าเงินที่ควรได้รับจากกองทุนบำเหน็จหลังหักภาษี ธ.ก.ส.จะจ่ายเงินส่วนต่างให้แก่พนักงานที่เป็นสมาชิกกองทุนที่สิ้นสมาชิกภาพ เฉพาะที่บรรจุก่อน 1 มิถุนายน 2540

จึงเรียนมาขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางแจ้งไปยังรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ‘อุตตม สาวนายน’ ได้โปรดพิจารณาด้วย
อัมพร (ผู้เดือดร้อน)


 ซ่อนดาบในรอยยิ้ม
 รัฐมนตรีอย่าซดเกาเหลา

ผมเป็นคนหนึ่งที่ติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิดเพราะเกี่ยวกับธุรกิจส่งออกที่ทำอยู่มาหลายอายุคนแล้วมันเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงอดไม่ได้ที่จะเขียนจดหมายส่งมาเพื่อขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

อย่างแรกที่สงสัยคือความมั่นคงของรัฐบาลเรือเหล็กเพราะเวลานี้มีความว่าพรรคร่วมรัฐบาลเหยียบตาปลาหรือทะเลาะกันแม้หน้าฉากที่เห็นๆ กันอยู่ยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์กับนายกรัฐมนตรี

มาวันก่อนเห็นการซ่อนดาบในรอยยิ้มหรือเปล่า เพราะนายกรัฐมนตรีกับหัวหน้าพรรค-เลขาอธิการพรรค ปชป. จับมือประสานกันแน่นจากการเปิดงานแห่งหนึ่ง เป็นสัญญาณว่ายังเหนียวแน่นกันดี

ผมเป็นคนเชื่อคนง่ายครับจึงเชื่อว่าจะไม่มีการซ่อนดาบในรอยยิ้ม แม้จริงๆ แล้วยังเชื่อไม่สนิทใจเท่าไหร่เพราะนักการเมืองมักทำอะไรตรงข้ามหรือทำอย่างที่คิดไม่ถึงเสมอ ดูอย่างพรรค ปชป.ที่ไม่ชอบเผด็จการทหารยังผสมพันธุ์เข้าเป็นรัฐบาลเฉยเลย

นี่ยังเห็นว่าเรื่องการแบนสารพิษที่ยังจะลุกลามไปใหญ่โตไปอีกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่คนรับกรรมคือชาวไทยและชาวไร่-ชาวนานั่นเอง
บุญเลี้ยง (ชัยนาท)


 เรียนคุณ ‘บุญเลี้ยง’ ชัยนาท
ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็อยากให้รัฐบาลอยู่ไปนานๆ คนในพรรคร่วมรัฐบาลไม่ทะเลาะหรือมีนโยบายขัดกันเองจนสับสนไปหมด และหากรัฐบาลมีความมั่นคงแล้วจะมีผลกระทบถึงทุกอย่างดีไปหมด

ดูรัฐบาลนี้แล้วเหมือนเป็นรัฐบาลเรือเหล็กคืออยู่ไปนานแน่เหมือน ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เคยพูดอย่างมั่นใจว่าจะอยู่ไปอีกนาน ซึ่งหมายความว่าประชาชนมีความสุขประเทศชาติก็ดีไปด้วย

          เวลานี้มีข่าวมีพฤติกรรมซ่อนดาบในรอยยิ้มหรือก็จะต้องดูกันอีกนานเพราะมีรัฐมนตรีหลายกระทรวงเริ่มพายเรือไปคนละทางแล้ว ขนาดรัฐมนตรียังเป็นแบบนี้ ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไร?
อ๊อด เทอร์โบ


โต๊ะพูดคุยดับไฟใต้คืบ นัดถก บีอาร์เอ็น กลุ่มฮัสซัน ตอยิบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โต๊ะพูดคุยดับไฟใต้คืบ นัดถก บีอาร์เอ็น กลุ่มฮัสซัน ตอยิบ

5 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
มารา ปาตานี,กลุ่มบีอาร์เอ็น,ฮัสซัน ตอยิบ
เปิดอ่าน 846 ครั้ง

โต๊ะพูดคุยดับไฟใต้คืบ นัดถก บีอาร์เอ็น กลุ่มฮัสซัน ตอยิบ

หลังแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย สำหรับคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ “ชุดใหม่” (แต่หน้าเดิมบางส่วน) นำโดย พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ อดีตเลขาธิการ สมช.

ผ่านมาไม่กี่วัน ก็มีข่าวดีเกี่ยวกับ “โต๊ะพูดคุย” ทันที เพราะมีข่าวที่ได้รับการยืนยันจากหลายแหล่งว่า จะมีการพบปะหารืออย่างไม่เป็นทางการกับ “ผู้แทนกลุ่มบีอาร์เอ็น” ในช่วงปักษ์แรกของเดือนธันวาคมนี้ โดยนัดกันที่ประเทศอินโดนีเซีย

ความพยายามในการพูดคุยกับแกนนำบีอาร์เอ็น โดยเฉพาะสายคุมกำลัง หรือสายฮาร์ดคอร์ มีมาตลอด และมีข้อเรียกร้องชัดเจนขึ้นจากฝ่ายรัฐบาลไทยตั้งแต่ยุคที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หรือ “บิ๊กเมา” อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยฯ (ไตรมาสสุดท้ายของปี 61 ถึงก่อนสิ้นปีงบประมาณปี 62) กระทั่งในการแถลงข่าวล่าสุดของ พล.อ.วัลลภ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยฯ คนใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน ก็เน้นย้ำท่าทีนี้อย่างชัดเจน

โดยช่องทางที่ใช้คือ ประสานงานผ่านผู้อำนวยความสะดวกของรัฐบาลมาเลเซีย ตัน สรี อับดุล ราฮิม บิน โมห์ด นูร์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาเลเซีย

มีรายงานว่า แม้กระบวนการพูดคุยกับกลุ่ม “มารา ปาตานี” ที่เป็น “องค์กรร่ม” ของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ 6 กลุ่ม และพูดคุยกับรัฐบาลไทยมาตั้งแต่ปี 58 จะหยุดชะงักไปตั้งแต่ต้นปี 62 และนายสุกรี ฮารี หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝ่ายมารา ปาตานี ได้ลาออกจากการทำหน้าที่ไปด้วย แต่คณะทำงานเทคนิคฯ หรือฝ่ายเลขาฯ ของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฝ่ายรัฐบาลไทย ก็ได้พยายามประสานงานและพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐในทางลับตลอดมา รวมถึงแกนนำบางส่วนจากกลุ่ม “มารา ปาตานี” เองด้วย

และทีมงานหลักๆ ของฝ่ายเลขาฯ ชุดนี้ ก็ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค พล.อ.อุดมชัย เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย กระทั่งถึงยุคที่ พล.อ.วัลลภ มารับไม้ต่อ ด้านหนึ่งได้ใช้องค์กรระหว่างประเทศองค์กรหนึ่ง ประสานจัดวงพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐแบบไม่เลือกกลุ่ม โดยใช้สถานที่ในแถบยุโรป ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศองค์กรนี้เคยมีบทบาทเป็น “ตัวกลาง” ประสานให้เกิดการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐมาแล้ว ในการพูดคุยเจรจาแบบปิดลับในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ปี 52-54)

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายเลขาฯ ก็ประสานผ่านทางผู้อำนวยความสะดวก รัฐบาลมาเลเซีย ให้ดึงกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยเฉพาะสายคุมกำลัง มาร่วมโต๊ะพูดคุย เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงไทยเชื่อว่า บีอาร์เอ็นคือขบวนการหลักที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

และแม้จะมีข่าวมาหลายครั้งว่า ผู้อำนวยความสะดวกพยายามประสานให้ นายดูนเลาะ แวมะนอ ซึ่งทางการไทยเชื่อว่าผู้นำสูงสุดของบีอาร์เอ็นสายคุมกำลัง มาร่วมโต๊ะพูดคุย ทว่ายังไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ปรากฏว่าล่าสุดได้มีการนัดพบกันระหว่างทีมผู้อำนวยความสะดวก กับแกนนำบีอาร์เอ็นสายฮาร์ดคอร์จำนวนหนึ่งที่มาเลเซีย เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน กระทั่งมีการส่งสัญญาณการนัดพบกันระหว่างคณะทำงานเทคนิคฯ ของคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทย กับผู้แทนบีอาร์เอ็น ในประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงปักษ์แรกของเดือนธันวาคม

มีรายงานว่าผู้แทนบีอาร์เอ็นที่คาดว่าฝ่ายรัฐบาลไทยจะได้พบ คือ กลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำบีอาร์เอ็นที่เคยร่วมโต๊ะพูดคุยสันติภาพ (ชื่อกระบวนการพูดคุยที่ใช้ในขณะนั้น) กับรัฐบาลไทยในยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และมีคณะพูดคุยฯ ที่นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม (ทั้งหมดเป็นตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นหัวหอก

ล่าสุดมีข่าวการเตรียมประเด็นพูดคุยที่อินโดนีเซียเอาไว้แล้ว โดยจะเป็นการหารือเรื่อง “กรอบการพูดคุย” ว่าจะดำเนินการกันอย่างไร ซึ่งมีการกำหนดเอาไว้คร่าวๆ ว่า จะเป็นการพูดคุยกันของคณะทำงานเทคนิคร่วมฯ เดือนละ 2 ครั้ง และให้คณะพูดคุยฯ ชุดใหญ่พบปะกัน 2-3 เดือนต่อ 1 ครั้ง

สำหรับนายฮัสซัน ตอยิบ เคยเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐ ในกระบวนการพูดคุยสันติภาพของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งการพูดคุยมีความคืบหน้าไประดับหนึ่ง กระทั่งมีการส่งข้อเรียกร้อง 5 ข้อในนามบีอาร์เอ็นมายังรัฐบาลไทย ปรากฏว่าฝ่ายไทยมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ประกอบกับเกิดปัญหาการเมืองภายใน มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำให้การพูดคุยหยุดชะงักไป และล่มลงในที่สุดเป็นที่น่าสังเกตว่า หากโต๊ะพูดคุยรอบใหม่กับบีอาร์เอ็นเป็นการพูดคุยกับกลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ จริง จะมีการปัดฝุ่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อขึ้นมาเสนอซ้ำอีกหรือไม่ และอนาคตของกระบวนการพูดคุยจะยืนยาวกระทั่งมีข้อตกลงบางอย่างที่มีนัยสำคัญต่อความสันติสุขชายแดนใต้ได้หรือเปล่า

เพราะก็มีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงไทยบางปีกระบุว่า หลังเปิดตัวพูดคุยสันติภาพกับรัฐบาลไทยเมื่อปี 55 นายฮัสซันก็ถูกลดบทบาทในโครงสร้างระดับบริหารของบีอาร์เอ็น และสำหรับการพูดคุยรอบใหม่นี้ ฝ่ายคุมกำลัง สายฮาร์ดคอร์ ตลอดจน นายดูนเลาะ แวมะนอ ก็ยังคงนิ่งเงียบและสงวนท่าที

‘เนวิน’ เริ่ม ‘ศักดิ์สยาม’ ลุย ปลุกผีปากบารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402844?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เนวิน’ เริ่ม ‘ศักดิ์สยาม’ ลุย ปลุกผีปากบารา

5 ธันวาคม 2562 – 10:52 น.
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ,เนวิน ชิดชอบ,ปากบารา,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,วัฒนา อัศวเหม,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 6,116 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 5 ธ.ค. 62

*********************************

โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่ถูกเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดสตูล คัดค้าน จนรัฐบาลประยุทธ์ยุค คสช.ต้องเหยียบเบรก มาถึงวันนี้ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม ได้สั่งการให้รื้อแผนการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล ขอให้นำกลับขึ้นมาศึกษาใหม่ รวมถึงโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ .สงขลา

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ท่าเรือปากบารา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือแลนด์บริดจ์ ถือเป็นหนึ่งในโครงการเจ็ดชั่วโคตรที่พูดกันมากว่า 20 ปี โดยเฉพาะรัฐบาลทักษิณ ที่เคยมอบหมายให้ “เนวิน ชิดชอบ” เข้าไปดูแลพื้นที่สตูล

อดีตแม่ทัพ“ทักษิณ”

หลังเหตุการณ์ปล้นปืนต้นปี 2547 สถานการณ์ชายแดนใต้รุนแรงขึ้น ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเวลานั้น ได้ส่งเนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไปดูแลทุกโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลาสตูลยะลานราธิวาสและปัตตานี)

เนวินได้เจอกับ มานิต วัฒนเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี(ตำแหน่งขณะนั้นรู้สึกทำงานเข้ากันดี จึงเสนอให้มานิตไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เมื่อ ตุลาคม 2547 ซึ่งเป็นช่วงที่นโยบายขึ้นบัญชีดำผู้มีอิทธิพลของทักษิณ กำลังผลิดอกออกผล

 พิพัฒน์ รัชกิจประการ

มานิต” เป็นคนสตูลโดยกำเนิด เนวินวางตัวมานิตเป็นพ่อเมือง ก็หวังผลถึงการเลือกตั้งทั่วไปปี 2548 และพรรคไทยรักไทยต้องการเจาะพื้นที่ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์

นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เนวินได้รู้จักกับ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ และ “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ สองนักธุรกิจใหญ่แห่งสตูล

ช่วงเลือกตั้ง 2548 เนวินก็ขายฝันแลนด์บริดจ์ เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน แต่ก็ยังบุกตีป้อมค่าย ปชป.ไม่แตก

โกเกี๊ยะ”เจ้าอันดามัน

เพิ่งทราบว่า บรรพบุรุษที่แผ่นดินใหญ่จีนของ “วัฒนา อัศวเหม” และบิดาของพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั้นอยู่บ้านเดียวกัน เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง จึงมาตั้งรกรากอยู่ที่สมุทรปราการ 

ตอนหลัง ครอบครัว “รัชกิจประการ” อพยพจากปากน้ำไปปักหลักทำมาค้าขายอยู่หาดใหญ่ จ.สงขลา และบิดาของโกเกี๊ยะไปทำสวนทำไร่ที่สตูล ทำให้โกเกี๊ยะคุ้นเคยทั้งสองแห่ง ปัจจุบัน โกเกี๊ยะมีทั้งสวนปาล์ม สวนยาง เลี้ยงกุ้ง และทำประมงที่สตูล

เนวิน ชนม์สวัสดิ์ ศักดิ์สยาม และเจ๊เปี๊ยะ

เลือกตั้งทั่วไป 2544 วัฒนา อัศวเหม ตั้งพรรคราษฎร จึงชักชวน “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” มารับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ โดยตัวเขาทำงานเบื้องหลังสนับสนุนคนลงสมัคร ส..ในสังกัดพรรคราษฎร

เลือกตั้งทั่วไปปี 2548 เมื่อวัฒนาไปร่วมงานกับพรรคมหาชน โกเกี๊ยะก็ลาออกจากพรรคราษฎร ไปทำงานการเมืองกับเนวิน ชิดชอบ ซึ่งตอนนั้น ทักษิณมอบให้เนวินรับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้งสตูลกับพัทลุง

เลือกตั้งปี 2550 มีการตั้ง “กลุ่มเพื่อนเนวิน” โกเกี๊ยะและโกเกียรติ ก็เข้าสังกัดนี้ พร้อมกับส่ง “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ไปเป็นเลขานุการประธานรัฐสภา(ชัย ชิดชอบ

ความสัมพันธ์อันแน่นเหนียวของ “เนวิน” กับ ผู้มากบารมีแห่งอันดามัน ก็มีที่มาที่ไปดั่งนี้แล

โกเกียรติ”บ้านใหญ่สตูล

การเมืองระดับชาติของสตูลนั้น ตกอยู่ในมือคนของ ปชป.มาหลายสมัย แต่การเมืองระดับท้องถิ่น ใครก็รู้ว่า ตระกูล “เลียงประสิทธิ์” และ “รัชกิจประการ” 

เครือข่ายโกเกียรติ ยึดการเมืองท้องถิ่นไว้หมด “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ น้องชายโกเกียรติ เป็นนายก อบจ.สตูล และประสิทธิ์ แบ้สกุล เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสตูล

โกเกียรติ ดันดกแพ เป็น ส.ส.สตูลสมัยแรก

โกเกียรติ เจ้าของบริษัทเกียรติเจริญชัยการโยธา ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่สุดในฝั่งอันดามัน รับหน้าที่ดูแลผู้สมัคร ส..สตูล ให้เนวินมาแต่การเลือกตั้งปี 2548

การเลือกตั้งทั่วไป 2562 พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งทั้ง เขตคือ เขต 2 “โกโต” พิบูลย์ รัชกิจประการ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสตูล สมัย น้องชายโกเกี๊ยะ และเขต 2 “วรศิษย์ เลียงประสิทธิ์” ลูกชายของโกเกียรติ

โกโต น้องชายโกเกี๊ยะ

ศักดิ์สยามจึงมั่นอกมั่นใจว่า เที่ยวนี้ต้องดันท่าเรือน้ำลึกปากบาราให้ลุล่วงไปได้ หากทำสำเร็จก็เหมือนการปักเสาเข็มการเมืองให้ภูมิใจไทยลงหลักปักฐานที่สตูลให้เข้มแข็ง 

เหนืออื่นใด เสี่ยโอ๋คงอยากต่อเติมให้พี่ชาย “เนวิน” ที่พยายามก่อร่างสร้างฝันมาแต่ปี 2547

หม้อข้าว ทหาร ระอุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402824?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หม้อข้าว ทหาร ระอุ

5 ธันวาคม 2562 – 10:30 น.
ทหาร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,กลาโหม
เปิดอ่าน 3,517 ครั้ง

หม้อข้าว ทหาร ระอุ คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

   ทิ้ง ‘ระเบิด’ ตูมใหญ่ให้ ‘กองทัพ’ กับประเด็น รายได้นอกงบประมาณของกระทรวงกลาโหม และ ธุรกิจคู่ขนาน ‘สนามม้า มวย หวย’ ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้สอบถาม ผบ.เหล่าทัพ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใส ที่อาจเป็นปัจจัยให้นายพลบางคน ‘อู้ฟู่’ ก่อนชิ่งลาออกจากกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563

อ่านข่าว…  ธนาธร ขุดงบกลาโหม สงสัยที่มาเงินนอกงบฯ- สนามม้า สนามมวย

แล้ว ‘ธนาธร’ ก็เดินตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ คือการเบนเป้าไปลุยการเมืองนอกสภาเต็มตัว

ด้วยการฉายซ้ำหนังม้วนเดิมผ่านการไลฟ์สดเพจส่วนตัว Thanathorn Juangroongruangkit – และตบท้ายด้วยการจัดบรรยายพิเศษ “ชำแหละงบประมาณกระทรวงกลาโหม” อีกรอบในที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ หวังสาวลึกไปถึง ‘ตับ ไต ไส้ พุง’ ของทหาร อาจเกี่ยวพันกับ ‘หม้อข้าว-หม้อแกง’ ที่ใช้หล่อเลี้ยงกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ ‘ล่อแหลม’ เพราะไม่เพียงแต่จะ ‘สุ่มเสี่ยง’ ต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของกองทัพ ในเรื่องภาพลักษณ์ขององค์กรและความรู้สึกของประชาชนเท่านั้น ยังกระทบไปถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมถึงรัฐมนตรีอีกหลายคน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอดีตทหาร

อีกทั้งประเด็นดังกล่าว ยังอยู่ในความสนใจของสังคมเพราะเพียงแค่ ‘ธนาธร’ เอ่ยปากว่าเป็นเรื่องลับ พร้อมตั้งคำถาม ทหารมีนอกมีนัยอะไรหรือไม่ ก็ทำเอาคนฟังหูผึ่ง ต่างรอฟังคำตอบ 7 ข้อที่ ‘ธนาธร’ ใช้อำนาจของกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ขอดูรายได้นอกงบประมาณของกระทรวงกลาโหมและกองทัพ

ซึ่งประกอบด้วย รายได้จากการใช้ทรัพยากรคลื่นวิทยุย้อนหลัง 10 ปี, รายชื่อบริษัทผู้รับบริหารสัมปทานคลื่นวิทยุ และสัญญากับทุกบริษัท, สัญญาระหว่างกองทัพบกกับ ช่อง 7 ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2512, รายได้จากการให้สัมปทานช่อง 7 ทุกปี ตั้งแต่ปี 2512, รายได้อัตราค่าเช่าโครงข่ายภาคพื้นดิน หรือ MUX, ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหม กับกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการบริหารจัดการงบประมาณ และรายละเอียดเงินนอกงบประมาณประเภท 1 และ 2 ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง

ล่าสุด กระทรวงกลาโหม อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลทำเอกสารเปิดเผยรายละเอียดรายได้กระทรวงกลาโหมและกองทัพ จำนวน 7 ข้อ ที่ ‘ธนาธร’ ได้สอบถามก่อนลาออก เพื่อส่งให้กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 แต่ขอใช้ดุลพินิจในการตอบคำถามว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด เพราะบางกรณีเป็นการขอดูข้อมูลย้อนหลังเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

สำหรับรายได้นอกงบประมาณนั้น ปรากฏอยู่ในทุกส่วนราชการของแต่ละกระทรวง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ เพราะอยู่ในระเบียบข้อบังคับของกระทรวงการคลัง แต่ได้ให้บางกระทรวงเป็นผู้ออกระเบียบในการดำเนินการของตัวเอง เช่น กระทรวงกลาโหม เนื่องจากมีภารกิจด้านทหารแตกต่างงานกระทรวงอื่น ที่จำเป็นต้องอาศัยเงินนอกงบประมาณเพื่อลดเงื่อนไขของการทำงานในระบบงบประมาณ

 โดยเงินนอกงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย รายได้มาจากหลายส่วน เช่น ส่วนที่เป็นการบูรณะทรัพย์สิน, เงินที่ได้จากเงินบริการ, สื่อสถานีโทรทัศน์และวิทยุที่อยู่ในเครือข่าย, สถานศึกษา หรือแม้แต่ สนามม้า สนามมวย หวย แต่ส่วนที่ทำรายได้ก้อนใหญ่ มาจากสถานพยาบาลของทหารทั่วประเทศ ซึ่งเงินทั้งหมดนี้ ต้องรายงานและนำฝากกระทรวงการคลัง

ในขณะที่กระทรวงการคลัง จะไม่นำเงินก้อนนี้มาจัดสรรเป็นงบประมาณประจำปี แต่จะกันเอาไว้เป็นเงินนอกงบประมาณ ที่เปรียบเสมือน เงินหมุนเวียนของกระทรวงกลาโหม ที่ต้องใช้บริหารกิจการที่ทำให้เกิดรายได้ หรือนำส่วนต่างที่เป็นกำไรมาพัฒนาหน่วย สวัสดิการ และทุนการศึกษาให้แก่กำลังพล

เพียงแต่การบริหารจัดการรายได้ต่างๆ ก่อนนำส่งกระทรวงการคลัง อยู่ในระเบียบที่กระทรวงกลาโหม เป็นผู้กำหนด โดยมี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เข้าไปกำกับดูแล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม จึงกลายเป็นจุดอ่อนให้ ‘ธนาธร’ พยายามสุมไฟหม้อข้าวใบนี้ให้ไหม้เกรียม