รถไถ..ปลดล็อก ยาพิษ สารเคมีเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402393?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถไถ..ปลดล็อก ยาพิษ สารเคมีเกษตร

3 ธันวาคม 2562 – 12:40 น.
รถไถ,สารเคมี,เกษตรกร
เปิดอ่าน 1,773 ครั้ง

รถไถ..ปลดล็อก ยาพิษ สารเคมีเกษตร โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“นโยบายแบน 3 สารพิษ” และ “สารเคมีทดแทน” กำลังถูกขยายปมให้เป็นเรื่องผลประโยชน์บนคราบน้ำตาเกษตรกร ระหว่าง “บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ”-“นักการเมือง”-“เอ็นจีโอ” ต่างฝ่ายต่างงัดเหตุผลและระดมเครือข่ายเพื่อสร้างแนวร่วมในสังคม…แต่ผู้บริโภคคนไทยที่ควักเงินซื้ออาหารปนเปื้อนสารเคมีเหล่านี้เข้าปากทุกวัน กำลังมีคำถามง่ายๆ ว่า… เป็นไปได้ไหมที่ชาวไร่ชาวสวนจะไม่ใช้สารเคมีเดิมและไม่เอาสารเคมีทดแทน” ?

ต้นตอสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพา “วัตถุอันตรายทางการเกษตร” เช่น สารเคมีกำจัดหญ้า วัชพืช แมลง โรคพืช ฯลฯ เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี สืบเนื่องจากการหันหลังให้ “วิถีเกษตรผสมผสาน” ที่บรรพบุรุษพร่ำสอนให้หมุนเวียนปลูกข้าว ผัก ถั่ว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เผือก ฯลฯ

ระบบปลูกพืชหมุนเวียนหลายหลายชนิดตามภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ทำกันมาเป็นร้อยๆ ปีถูกทำลายไปโดยกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ เข้ามาชักชวนให้พี่น้องชาวไร่ชาวนากลายเป็นทาสแปลงเกษตรเชิงอุตสาหกรรม “ระบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว” (Monoculture) หรือการปลูกพืชพันธุ์ชนิดเดียวในพื้นที่ขนาดใหญ่เช่น ข้าว อ้อย ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์ม ฯลฯ

พืชเชิงเดี่ยวต้องใช้ “สารเคมี” จำนวนมากในการเพิ่มปลูกและการบำรุง เพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดน้อยลง จึงต้องอาศัย “สารเคมี” ราคาสูง เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ผู้กำหนดราคาคือ “นายทุน” ชาวไร่ชาวสวนก็กลายเป็นหนี้สะสม ยิ่งต้องอัดสารเคมีทั้ง ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ฯลฯ เพิ่มขึ้นๆ ๆ ๆ หวังให้ผลผลิตออกมางามสวยดูดี ขายได้กำไรเยอะๆ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ให้ข้อมูลว่าคนไทยสั่งซื้อหรือนำเข้า “วัตถุอันตรายประเภทสารเคมีเกษตร” เพิ่มขึ้นทุกปี หากเปรียบเทียบ ปี 2551 นำเข้า 1.09 แสนตัน มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท ล่าสุดปี 2561 นำเข้า 1.7 แสนตัน มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท หมายความว่าภายใน 10 ปี นำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 321 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เกษตร 138 ล้านไร่ หากทุกไร่ใช้สารเคมี หมายความว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของไทยแลนด์เป็น “พื้นดินอาบสารพิษ” สารเคมีอันตรายเหล่านี้ไม่ว่าจะ ชื่ออะไร ยี่ห้อไหน ชนิดใดก็ตาม

สุดท้ายก็คือ หลงเหลือปนเปื้อนอยู่ในอาหารและสิ่งแวดล้อมของพวกเรานั่นเอง

จากประเด็นถกเถียงคำสั่งแบน “3 สารเคมี” ได้แก่ ยาฆ่าหญ้า “พาราควอต”  “ไกลโฟเซต” และ ยาฆ่าแมลง “คลอร์ไพริฟอส” นั้น ขณะนี้แบ่งเป็น “กลุ่มคัดค้านไม่ให้ใช้” กับ “กลุ่มสนับสนุนขอใช้”

ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงคือ “กรมวิชาการเกษตร” ก็พยายามประสานรอยร้าว ด้วยการสรรหา “สารเคมีทดแทน”! โดยมีข้อมูลว่าเตรียมไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 16 ชนิด

คำว่า “สารเคมีทดแทน” กลายเป็นประเด็นคำถามใหม่ว่า ชีวิตพี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภค จะมีอะไรดีขึ้น ? เพราะเป็นการเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีชนิดหนึ่งไปใช้สารเคมีอีกชนิดอื่นเท่านั้น

 “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง” เสนอทางเลือกมากมายในการกำจัดวัชพืชและกำจัดแมลงโดยไม่ง้อ “สารเคมี” โดยเฉพาะการฆ่าหญ้าที่เป็นต้นตอสำคัญ

หนึ่งในวิธีการที่ฝั่งส่งเสริม “อาหารปลอดภัย” ซึ่งรัฐควรสนับสนุนอย่างเร่งด่วนคือการใช้ “รถแทรกเตอร์” หรือ รถไถขนาดเล็กสำหรับพรวนดิน พร้อมทั้งโรย “ปุ๋ยหมัก” หรือปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มพูนให้ดินอุดมสมบูรณ์

วิธีการนี้ช่วยกำจัดวัชพืชหรือหญ้า ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมี รถแทรกเตอร์ขนาดเล็กราคาเฉลี่ยไม่เกิน 5 หมื่นบาทเท่านั้น หากไปจ้างคนฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าต้องจ่ายต้นทุนประมาณไร่ละ 1,000 บาท

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยหลายแห่งช่วยกันคิดค้นและพัฒนา “รถไถไฮเทค” ชนิดต่างๆ เช่น ผลงานของ “สถาบันวิจัยและพัฒนา” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่นำ “จอบ” มาติดท้ายรถแทรกเตอร์ขนาด 24 แรงม้า ช่วยกำจัดวัชพืชในไร่อ้อย ทำให้ได้ผลดีกว่าใช้สารเคมี เพราะระหว่างที่รถไถดินเอาหญ้าออกไป ก็มีจอบที่ติดไว้หมุนตามไปช่วยพรวนดินด้วย

หรือผลงานของ “สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม” กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ “มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย” ที่พัฒนารถไถขนาดเล็กติดตั้งพร้อมชุดถังเก็บและโรยปุ๋ยหมัก ทำให้สามารถกำจัดหญ้าและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในแปลงมันสำปะหลังได้พร้อมกัน

กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจำนวนหนึ่งที่ทดลองใช้เครื่องไถข้างต้น ต่างแสดงความคิดเห็นว่า ต้นทุนการผลิตปีแรกใกล้เคียงกับการใช้สารเคมี แต่สุขภาพดีขึ้นไม่ต้องสัมผัสสารเคมีจำนวนมาก และในปีต่อไปต้นทุนน่าจะลดลงเรื่อยๆ มีเพียงค่าแรงและค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไร่ละประมาณ 100 บาท

เกษตรกรที่สนใจเครื่องไถกำจัดวัชพืชและโรยปุ๋ยอินทรีย์ ติดต่อ “ศูนย์วิจัยเกษตรกรรมขอนแก่น” หรือสอบถามหมายเลขโทศัพท์ 043-255-038

ดังนั้น “รัฐบาล” หรือรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรไปเสียเวลาและเสียทรัพยากรแผ่นดินเพื่อระงับข้อพิพาทว่า “ใช้สารเคมีชนิดไหนดี ?”

แต่ควรเร่งจัดสรร “งบประมาณ” และกลไกสนับสนุนช่วยให้พี่น้องเกษตรกรเข้าถึง “รถไถ” หรือ “เครื่องจักรกลเกษตร” ที่ช่วยกำจัดวัชพืชในราคาที่ไม่แพง พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ในการใช้รถไถเหล่านี้ให้ถูกต้อง รวมถึงส่งเสริมการทำแปลงเกษตรหมุนเวียน

“ตั้งสติ” ไม่ตกเป็นเหยื่อ “บริษัทค้าสารเคมีข้ามชาติ” ไม่ว่าจะมาใน “ชื่อ” หรือ “ยี่ห้อ” แตกต่างกัน แต่สุดท้ายพวกนี้คือ “สารเคมีพิษ” ที่จะสะสมและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของคนไทยทุกคน

วิ่งไล่ลุง จุดสตาร์ท ‘ม็อบธนาธร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402374?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งไล่ลุง จุดสตาร์ท ‘ม็อบธนาธร’

3 ธันวาคม 2562 – 10:43 น.
วิ่งไล่ลุง,เจาะประเด็นร้อน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคอนาคตใหม่,รังสิมันต์ โรม,ไผ่ ดาวดิน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เพนกวิน
เปิดอ่าน 10,028 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ธ.ค. 62

********************************

นับแต่ บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย กับ เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ออกแบบอีเวนท์ต้าน คสช.หรือเผด็จการทหาร มาแต่ปี 2559 ก็มีหนนี้ อีเวนท์ “วิ่งไล่ลุง” มาถูกที่ถูกเวลา มีเสียงตอบรับในโลกออนไลน์มากมาย

บังเอิญ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประกาศลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภาฯ ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน โดยเข้าร่วมกับภาคประชาชนต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ผู้คนก็ฮือฮาวิเคราะห์ว่า ธนาธรจะปลุกม็อบ และจังหวะนั้น แคมเปญ “วิ่งไล่ลุง” ก็โผล่มาทันทีทันใด

สหภาพนักศึกษา

ก่อนจะออกไปวิ่งไล่ลุง ลองทำความรู้จัก 2 แกนนำสหภาพนักศึกษาคือ ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และพริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

บอลและเพนกวิน ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้าน คสช. ร่วมกับรุ่นพี่อย่างรังสิมันต์ โรม มาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นนักเรียน จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงกลางปี 2561 ทั้งคู่จึงรวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.)

ปฐมบท สหภาพนักศึกษา ปี 2561

“เพนกวิน” บอกว่า การจัดตั้งสหภาพนักศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่กลางในการจัดกิจกรรมร่วมกัน และมียุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นสังคมและการเมือง

เพนกวิน ขาประจำเหมือนกัน

เนื่องจากประเทศไทยยังมีความไม่เป็นประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เท่าเทียมทางสังคม องค์กร สนท.จึงต้องจัดกิจกรรมและสร้างเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างเพื่อนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ต่างสถาบันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

การทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ก็เห็นแค่ “บอล” กับ “เพนกวิน” ทำให้ สนท.ถูกด้อยค่าจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางเคลื่อนไหวของพวกเขา

สิงห์ สนนท.

จะว่าไปแล้ว บทบาทของสหภาพนักเรียนนักศึกษาฯ (สนท.) ที่ตั้งขึ้นใหม่ ดูไร้พลังและไร้อำนาจต่อรอง หากเทียบกับตัวแทนองค์การนักศึกษาหรือสโมสรนักศึกษาหลายสถาบัน ได้ร่วมกันก่อตั้ง สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนนท.) เมื่อปี 2527

การขยับตัวของ สนนท.สมัยโน้น ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลัก ยิ่งช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 บทบาทของ สนนท.สูงเด่น และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

เอก ต๋อม ติ่ง สามอดีตแกนนำ สนนท. ปี 2541

ปี 2543 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจชัยธวัช ตุลาธน และ ศรายุทธ์ ใจหลัก เพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ในองค์กรสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) มีความเชี่ยวชาญเชิงยุทธ์ ไม่ใช่มือใหม่หัดม็อบแน่

“ต๋อม ชัยธวัช“ เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2541 ส่วน “ติ่ง ศรายุทธ์” เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2543 และ “เอก ธนาธร” รองเลขาธิการ สนนท.ปีเดียวกัน

หากรุ่นพี่ “เอก ต๋อม ติ่ง” รุ่น สนนท. จะให้คำปรึกษาหารือ “บอล เพนกวิน” รุ่นน้อง  สนท. จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร

มือปลุกม็อบเยอะ

จริงๆ แล้ว “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และเพื่อนๆ ได้ให้การสนับสนุนกลุ่มนักศึกษาจากหลายสถาบัน ที่ออกมาทำกิจกรรมต่อต้าน คสช. เริ่มจาก “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นกลุ่มนักกิจกรรมจากหลากหลายมหาวิทยาลัยมารวมตัวกัน อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา

พระเอกของกลุ่มนี้คือ “รังสิมันต์ โรม” กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ และ “ไผ่ ดาวดิน” กลุ่มดาวดิน โดยเปิดปฏิบัติการ 22 พฤษภาคม 2558 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอนแก่น และที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

ตามมาด้วยยุทธการ 24 มิถุนายน 2558 ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ “พลังมวลชน” เพราะมีนักศึกษาไม่กี่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต้าน คสช.

โรมกับไผ่ ในวันที่จับคู่ทำงานนสภาฯ

หลังยุทธการนี้ โรมต้องแยกตัวไปตั้งองค์กรใหม่ชื่อ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” และปลายปี 2560 โรมตั้ง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มแดงอิสระ มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลประยุทธ์ และคสช. ทำตามสัญญาคือ จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

จะว่าไปแล้ว ทั้งในชื่อขบวนการประชาธิปไตยใหม่, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และคนอยากเลือกตั้ง ล้วนแต่เป็นแนวร่วมของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่า อานนท์ นำภา, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ก็สนิทชิดเชื้อกับแกนนำพรรคอนาคตใหม่

วันนี้ รังสิมันต์ โรม ไปนั่งอยู่ในสภา ในฐานะ ส.ส. และไผ่ ดาวดิน ก็ตามเข้าไปเป็นเลขานุการกรรมาธิการ

อาณานิคมการเมืองสูตร บ้านใหญ่โรงโม่หิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402369?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อาณานิคมการเมืองสูตร บ้านใหญ่โรงโม่หิน

3 ธันวาคม 2562 – 09:40 น.
บ้านใหญ่โรงโม่หิน,เนวิน ชิดชอย
เปิดอ่าน 1,872 ครั้ง

อาณานิคมการเมืองสูตร บ้านใหญ่โรงโม่หิน คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

พรรคอนาคตใหม่พยายามนำเสนอชุดความคิดเกี่ยวกับการขุดรากถอนโคนระบบการเมืองอุปถัมภ์ จึงส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งท้องถิ่น ตรงกันข้ามกับ “เนวิน ชิดชอบ” สมัยที่ก่อร่างสร้างพรรคภูมิใจไทย ได้วางแผนใช้ “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” (อบจ.) เป็นตัวขับเคลื่อนสู่สมรภูมิเลือกตั้งปี 2554

วิธีคิดแบบเนวิน ไม่ต่างจากบรรหาร ศิลปอาชา หรือนักการเมืองยุค 1.0 ที่ยังพึ่งพา “บ้านใหญ่” ในการดำเนินงานทางการเมือง ระยะแรก เนวินมอบให้ “ยิ่งยศ อุดรพิมพ์” อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และ “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี เป็นแม่ทัพท้องถิ่นกวาดต้อน ส.อบจ. และนายก อบจ.ทั่วประเทศ เข้ามาอยู่ในค่ายสีน้ำเงิน

ยุทธศาสตร์เลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป เนวินฝันเฟื่องจะยึด อบจ.ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะภาคอีสาน 20 จังหวัด จะต้องเป็น “อบจ.สีน้ำเงิน” ให้ได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง

เนวิน กับ เจ๊เปี๊ยะ

เนวินจึงจับจองกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงท่องเที่ยวฯ เพื่อเอื้อต่อการทำงานในพื้นที่ของว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ. หรือนายก อบจ.ในเครือข่าย “บ้านใหญ่ศิลาชัย”

          การจัดวางรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยก็สะท้อนแนวคิดแบบเนวิน อย่างตำแหน่ง “รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา” รู้กันมาแต่ยังไม่หย่อนบัตรเลือกตั้ง ว่าเก้าอี้ตัวนี้เป็นของตระกูล “รัชกิจประการ”

   “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ พี่ใหญ่ของบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด พันธมิตรธุรกิจกับ “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เจ้าของบริษัทเกียรติเจริญชัยการโยธา ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่สุดในสตูล

ทั้งโกเกี๊ยะกับโกเกียรติคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งอันดามัน เครือข่ายโกเกียรติ ยึดการเมืองท้องถิ่นสตูลไว้หมดทั้ง “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ น้องชายโกเกียรติ เป็นนายก อบจ.สตูล และ “โกดาว” ประสิทธิ์ แบ้สกุล เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสตูล

“โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ

ขณะเดียวกันโกเกี๊ยะได้มอบให้ภรรยา “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ สร้างฐานการเมืองท้องถิ่นพัทลุง ก่อนขยายไปกระบี่และระนอง ซึ่งผลเลือกตัั้งครั้งนี้ก็พิสูจน์ชัยชนะของบ้านใหญ่ภาคใต้ 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน

4 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยของภูมิใจไทย 1 เก้าอี้ตอบแทนตระกูล “ทองศรี” เครือญาติ “ชิดชอบ” ที่เหลืออีก 3 เก้าอี้กระจายให้ 3 บ้านใหญ่ ที่ทำผลงานได้เข้าเป้า

เริ่มจากตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” แห่งบริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

“กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนเครือญาติ “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นส.ส.โคราช 2 สมัย และ “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” เป็น ส.ว.นครราชสีมา

บารมีของกำนันป้อเหนือพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง อ.เสิงสาง อ.ครบุรี และ อ.หนองบุญมาก เพราะชาวไร่มันสำปะหลังได้พึ่งพาโรงงานแป้งมันของตระกูล “เอี่ยม”

“โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ กับ ลูกสาว

ประมุขโรงโม่หินศิลาชัยจึงมอบตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ให้ “เจ้าพ่อแป้งมัน” ไปครอง

เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ตกเป็นของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ประมุขบ้านใหญ่สะแกกรังคือ บ้านดอนหมื่นแสน ต.ดอนขวาง อ.เมือง จ.อุทัยธานี

เนื่องจาก “ชาดา” เป็นนายกสมาคมไร่อ้อยอุทัยธานี (ไทยเศรษฐ์) ที่มีลูกไร่ในอุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ และกำแพงเพชร แต่ชาดาติดปัญหาภาพลักษณ์ ตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ ตกเป็นของน้องสาว “มนัญญา ไทยเศรษฐ์”

ชาดารับผิดชอบสนามเลือกตั้งในโซนไร่อ้อยก็ได้ ส.ส. 3 เก้าอี้ตามเป้าหมาย (อุทัยฯ 2 นครสวรรค์ 1) จึงคว้าไป 1 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยไปครอง

บ้านใหญ่สุดท้ายที่ได้เก้าอี้คือ “บ้านใหญ่ลุ่มน้ำบางปะกง” นำโดย “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ อดีต ส.ส. 8 สมัย ที่คว้าชัยชนะยกจังหวัด ลูกสาวโกทร “กนกวรรณ วิลาวัลย์” จึงได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ

“โกทร” มีฐานเสียงอยู่รอบนอกเขตเทศบาลเมืองปราจีนฯ และน้องสาว บังอร วิลาวัลย์ เป็นนายก อบจ.ปราจีนบุรี โดยกองบัญชาการของโกทรอยู่ที่โรงแรมบางปะกง

          พรรคภูมิใจไทยจึงอุดมไปด้วยเจ้าของบ้านใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโกเกี๊ยะ โกเกียรติ กำนันป้อ ชาดา และโกทร ซึ่งคนการเมืองสายพันธุ์เดียวกับเนวินนั่นเอง 

การพนันต้องเลิกต้นเหตุแห่งการซึมเศร้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402377?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การพนันต้องเลิกต้นเหตุแห่งการซึมเศร้า

3 ธันวาคม 2562 – 09:26 น.
การพนัน,ซึมเศร้า,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 716 ครั้ง

การพนันต้องเลิกต้นเหตุแห่งการซึมเศร้า คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีเรื่องที่จะแจ้งให้ทราบว่าสังคมไทยทุกวันทุกเวลามีแต่ข่าวน่ากลัว ฆ่ากันแบบสยองขวัญจนผู้คนไม่อยากดูข่าวต่างๆ ทุกช่องทาง อยากจะแจ้งให้ทราบผลของการวิจัยพบว่าการพนันทุกชนิดเป็นสาเหตุใหญ่คือเป็นต้นน้ำของความซึมเศร้า การติดเหล้าหรือการเสพยาต่างๆ

          จึงขอเตือนด้วยความปรารถนาดีและอย่าหวังรวยจากการพนันไม่ว่าจะเป็นหวยเถื่อน หวยรัฐบาล พนันบอล หรือมีความหวังลมๆ แล้งๆ ขอให้ทุกคนอยู่อย่างมีสติด้วยความพอเพียงด้วยตัวของเราเอง อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องชาวบ้านและพยายามอยู่กับคนมองโลกในแง่ดี คิดในทางบวกจะลดความซึมเศร้าลงไปได้

เวลานี้ทุกคนต้องรู้จักความพอดีอย่าไปเสพติดสิ่งไม่ดีชีวิตจะไม่มีความสุข
อ๊อด เทอร์โบ

ถนนคนเดินใน กทม.
ส่งปีเก่า–รับปีใหม่

หนูว่าปีใหม่เทศกาลแห่งความสุขนี้ไม่ต้องไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัดแย่งกันกินแย่งกันอยู่เพราะรองผู้ว่าฯ กทม. ‘สกลธี ภัททิยกุล’ เตรียมจัดถนนคนเดินหลายแห่งหลายถนน ซึ่งเป็นรูปแบบคร่าวๆ มาก่อน อยากจะเชิญชวนกันไปวอล์กกิ้งสตรีท หรือถนนคนเดิน ซึ่งมีข้อมูลมาฝากด้วยนะคะ

ถนนสีลม เขตบางรัก เริ่มวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคมนี้ ปิดถนนตั้งแต่ 12.00-22.00 น. พบร้านดังๆ จากสีลมมากมายทั้งอาหารไทย ญี่ปุ่น เกาหลี และสินค้าของดี 50 เขต พร้อมดนตรีสดคลอเบาๆ ตลอดงาน หลังจากนั้นจะจัดทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนถึงเดือนพฤษภาคม 63

ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ จะปิดถนนทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เริ่ม 19.00-24.00 น. วันศุกร์และเสาร์จะให้ร้านค้า ร้านอาหารลงมาบนผิวจราจรทั้ง 2 ฝั่งแล้วมีแผงเหล็กกั้นครับ ส่วนวันอาทิตย์จะปิดถนนเต็มพื้นที่จะปิดไปเรื่อยๆ เบื้องต้นประเมินก่อน 3 เดือน

ถนนข้าวสาร เขตพระนคร ทุกวันจันทร์เวลา 17.00 น. เริ่ม 16 ธันวาคมนี้ จะปิดถนนข้าวสารและมีกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมมากมายจัดแสดง เช่น โขน การรำต่างๆ ฯลฯ อีกมากมาย และหลัง 15 มกราคม 63 จะปิดถนนทั้งบริเวณโดยรอบทุกวันอาทิตย์ เช่น ถนน 13 ห้าง ตานี ไกรสีห์ จัดถนนคนเดิน ยังมีจุดอื่นๆ อีกมาก จะทำเป็นปฏิทินยาวทั้งปี จะมีทั้งเทศกาลดอกไม้และดนตรีในสวน

ขอแจ้งโปรแกรมหรือคิวถนนคนเดินมาให้เตรียมตัวไป ชิม-ช้อป-ใช้กัน และทราบว่าถ้ามีคนเยอะอาจจะเปิดอีกหลายแห่ง ตอนนี้ขอให้เตรียมวางแผนกันไว้ก่อน ว่าจะไปไหนดี
วิสาขา (กทม.)

เรียนคุณ ‘วิสาขา’ กทม.
ผมขอร่วมด้วยช่วยกันประชาสัมพันธ์โครงการหรือกิจกรรมดีๆ ของกทม.ส่งปีเก่าต้อนรับปีใหม่ผู้คนจะได้อยู่ในเมืองหลวงของเรามากๆ ที่ผ่านมากทม.เงียบมาก ถนนก็โล่ง

ถนนคนเดินที่แจ้งมานี้ดีมากๆ แต่ที่เป็นห่วงก็คือความสะอาดและความปลอดภัย โดยเฉพาะหลังเลิกงานแล้วจะมีขยะเต็มไปหมดและควรรณรงค์ไม่ใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟมต่างๆ แล้วหันมาใช้วัสดุธรรมชาติแทน

ก่อนหน้านี้เคยเสนอให้ทำสมาธิ สวดมนต์ข้ามปีงดอบายมุขจะทำให้ชีวิตจิตใจดีขึ้นและเป็นการต้อนรับปีใหม่อย่างมีสติและพอเพียงด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

ผนึกหินทีมเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402371?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผนึกหินทีมเศรษฐกิจ

3 ธันวาคม 2562 – 09:12 น.
ปัญหาเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 241 ครั้ง

ผนึกหินทีมเศรษฐกิจ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 3 ธันวาคม 2562

มีความเคลื่อนไหวจากภาคเอกชนอันเป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นให้รัฐบาลวางมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เหมาะสม เพื่อให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤติโดยเฉพาะในปี 2563 ที่ยังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง โดยหอการค้าไทยได้ยื่นสมุดปกขาวต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้ข้อสรุปจากหอการค้าทั้ง 5 ภูมิภาค ใน 5 แนวทาง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจปี 2563 ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ได้แก่ การผลักดันราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตร ส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐจัดประชุมสัมมนาในจังหวัดเมืองรอง และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอและเหมาะสมต่อความต้องการใช้น้ำของภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ สนับสนุนพ.ร.บ.อากาศสะอาด (ควบคุมและลดมลพิษทางอากาศ) และผลักดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง

อีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ การลงทุนภาครัฐ กรณีนี้ หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ให้เร็วขึ้น 2-3 ปี บางโครงการที่มีสัญญากับเอกชนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี ควรเจรจาร่นเวลาให้เสร็จภายใน 3 ปี พร้อมพิจารณาให้เงินอุดหนุน 15-20% เพื่อให้บริษัทสามารถจ้างคนงานเพิ่ม หรือเพิ่มค่าจ้างทำงานล่วงเวลาแก่พนักงาน ซึ่งจะช่วยให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น โครงการต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวม ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่า ปัจจัยภายนอกควบคุมไม่ได้ การส่งออกลดลง เงินบาทแข็งค่า ซึ่งรัฐบาลจะแทรกแซงเพราะสหรัฐ กำลังจับตา และอาจจะใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับไทยก็เป็นได้

ที่ผ่านมานั้นหอการค้าไทยได้นำเสนอแนวทางการรับมือและแก้ปัญหาเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในหลายๆ ข้อเสนอที่นั้น นอกจากแรงผลักดันในระดับนโยบายจากรัฐบาลแล้ว กลไกของรัฐเองก็ต้องตอบสนองคู่ขนานไปกับภาคเอกชน จากข้อเสนอทั้ง 5 ข้อล่าสุดของหอการค้าไทย จะเห็นว่าแต่ละด้านล้วนเป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น ต้องอาศัยพลังในการขับเคลื่อนอย่างมากและเป็นระบบ ลำพังแค่เรื่องการบริหารจัดการน้ำเรื่องเดียวก็ถกเถียงกันแทบทุกปี โดยเฉพาะการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ มักจะประกาศห้ามชาวนาในเขตชลประทานทำนาปรัง ยังไม่รวมถึงการจัดสรรน้ำเพื่อกิจกรรมอื่นซึ่งกำลังจะเป็นปัญหาในอนาคต

ตามข้อเสนอดังกล่าวมานี้น่าจะเป็นทางออกที่และยั่งยืนกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นที่ประโยชน์โพดผลไม่ทั่วถึงประชาชนในระดับฐานราก ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับหน้าที่เป็นแม่ทัพทีมเศรษฐกิจเอง ก็จะเป็นตัวกลางประสานผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติจากทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะอยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองใดก็ตาม ในเวลานี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจจะต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กรณีตัวอย่างการทำงานคนละทิศคนละทางในเรื่องการแบน 3 สารเคมีเกษตร สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจากต่างพรรค ยังทำงานกันแบบต่างคนต่างทำ ทางใครทางมัน นับว่าน่าเป็นห่วงยิ่งหากทีมเศรษฐกิจจะอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกันนี้

เลื่อนแบนสารพิษรัฐวิสัยทัศน์สั้นหรือถูกบีบผลประโยชน์บางกลุ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402214?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลื่อนแบนสารพิษรัฐวิสัยทัศน์สั้นหรือถูกบีบผลประโยชน์บางกลุ่ม

2 ธันวาคม 2562 – 13:51 น.
แบนสารพิเษ,วิสัยทัศน์,ผลประโยชน์,สถาบันทิศทางไทย
เปิดอ่าน 659 ครั้ง

เลื่อนแบนสารพิษ รัฐ วิสัยทัศน์สั้น หรือถูกบีบ ด้วยผลประโยชน์คนบางกลุ่ม

ยังเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ผลจากมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีมติให้เลื่อการควบคุมสารพิษออกไป ก็มีนักวิชาการหลายภาคส่วนให้ความเห็นเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ซึ่งล่าสุด เว็บไซต์ สถาบันทิศทางไทย ได้เผยแพร่ บทความของ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล  เรื่อง “ผ่อนผันสารพิษภาครัฐ วิสัยทัศน์สั้น หรือถูกบีบคั้นด้วยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม” 

อ่าน…  เบื้องลึก! 4 พลัง ล้มแบน ‘ไกลโฟเซต’ ใน 36 วัน

ผมค้านตั้งแต่ เม.ย. 60 แล้ว เรื่องมันมีว่า:
-5 เม.ย.2560 มติ 5 กระทรวง #แบนสารพิษ แต่ให้นำเข้าได้ถึงปลายปี 2560 และอนุญาตให้จำหน่ายต่อไปอีก 2 ปี ให้สิ้นสุด 1 ธ.ค. 2562
-เม.ย.- ธ.ค.2560 เกิดการนำเข้าสารพิษอย่างรุนแรงก่อนสิ้นวาระนำเข้า
-ม.ค.2560-27 พ.ย.2562 การดิ้นรนอย่างมหาศาลจากกลุ่มผลประโยชน์นำเข้าสารเคมีที่เชื่อมโยงถึงบริษัทแม่ในสหรัฐฯที่มี รัฐบาลอันธพาลระดับโลก หนุนหลัง บีบคั้นมาตั้งแต่ระดับรัฐบาลโลก ดำเนินการลงถึงระดับ เกษตรกรรากหญ้า ผู้เห็นแต่ประโยชน์ระยะสั้น เพื่อพลิกมติการแบน 3 สารพิษให้ได้
-สุดท้ายธุรกิจขาย หัวกะโหลกกระดูกไขว้ ก็ชนะอีกตามเคย

จนถึงวันนี้การแบนสารพิษเที่ยวนี้ ภาพรวมของภาครัฐขอเรียกว่า ไม้หลักปักขี้เลนลองมาดูเหตุผลกำปั้นทุบดินที่สิ้นคิด:
1)ต้องยืดเวลาออกไป เพราะยังมีสต็อกเหลือ ต้องรอขายออกไปก่อน
-ก็เวลา 9 เดือนตั้งแต่เม.ย. 2560 พวกคุณเร่งนำเข้าสารพิษอีกเบิกบานเท่าไหร่แล้วเล่า ขายของเหลือพวกคุณไม่รับผิดชอบเอง แต่บอกว่ารอ ขายหัวกะโหลกให้เข้าปากคนไทย ทั้งประเทศก่อน

2)ไม่ใช้ 3 ตัวนี้ ก็ต้องไปใช้สารพิษตัวใหม่ ตายครือกัน
-ถ้าเป็นคำพูดของเกษตรกรรากหญ้า ก็พอเข้าใจได้ เพราะเขาถูกฝังหัวเรื่องการเกษตรเคมีมาตั้งแต่เกิดจนตาย และพวกเขาคือ #ด่านแรกที่ตาย แต่ไม่เคยสำนึก หัวคิดของพวกเขามองประโยชน์เฉพาะหน้า
-ถ้าเป็นคำพูดของนักวิชาการโดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะ บิดาแห่งการเกษตรเคมีของพวกเขานั่งอยู่ที่อเมริกาโน่น แล้วแพร่พิษร้ายทางวิชาการเกษตรให้มนุษยชาติต้องพึ่งพิงเคมีจากบิดาของพวกเขาตลอดไป กรมฯนี้จึงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์มาตลอด 40-50 ปีเป็นเซลแมนให้กับบริษัทยาเคมีเกษตรตลอดมา ผลงานดีเด่นของกรมฯนี้คือจัดอบรมเกษตรกรรุ่นแล้วรุ่นเล่า พร่ำสอนแต่ว่าให้ใช้สารเคมีอย่างไร

3)สารเคมีเกษตรใช้ไปเถอะไม่เป็นไร เหมือนส้วมที่บ้านเรา เราใช้น้ำยาขัดส้วมแล้วก็ล้างทิ้งไป เคมีเกษตรก็เหมือนกัน ฉีดพ่นไปเดี๋ยวธรรมชาติก็ชะล้างไป กินเข้าไปบ้างก็ไม่เป็นไร
-อ้อ ช่างเปรียบเทียบจริงๆ เปรียบปากท้องคนไทยเหมือนส้วม น้ำยาหัวกะโหลกขัดส้วมได้ฉันใด ท้องคนไทยก็เหมือนส้วม ยาเคมีเข้าได้ก็ออกได้ แล้วพระแม่ธรณีก็เหมือนกัน เธอก็เหมือนส้วม เอาเคมีราดไปไม่เป็นไร

4)แบนสารพิษใช้ในประเทศ แต่ยังนำเข้าสินค้าเกษตรเคมีจากสหรัฐฯ แปลว่าการแบนไม่มีผล สู้อย่าแบนดีกว่า
-ทำไมคุณโยงไปขนาดนั้นเล่า การทำให้ประเทศเราปลอดสารพิษ โดยไม่เป็นผู้ใช้นั้น เป็นเรื่องหนึ่ง นำเข้าอาหารเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พูดง่ายๆ ขั้นแรกคนไทยขอไม่ใช้สารพิษ คนอเมริกันจะใช้ก็เรื่องของคุณ ขั้นต่อไปคนไทยและสัตว์เลี้ยงไทยอยากกินอาหารสะอาด ตอนนี้ยังหาแหล่งสะอาดจริงๆ ไม่ได้  ถ้าสินค้าคุณนำเข้ามาระดับสารพิษตกค้างไม่เกินมาตรฐานเราก็รับซื้อ  ถ้าตกค้างมากมายเราจะรับซื้อได้อย่างไร  แต่บอกก่อนนะถ้าวันหลังเราหาประเทศอื่นที่เขาปลูกโดยไม่ใช้สารได้ เราก็จะเลิกซื้อกับคุณ มันก็แค่นั้น

การถกเถียงเรื่องสารพิษเคมีครั้งนี้ที่จริงแล้วเป็นเพียงส่วนบนของภูเขาน้ำแข็งว่าด้วยปรัชญาการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคลและชุมชน มีปัญหายิ่งใหญ่มหึมาซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาจมอยู่ใต้น้ำ นั่นคือ #วิถีชีวิต 2 แนวทางที่คนและชุมชนจะต้องเลือก คือการเลือกจะดำเนินชีวิตแบบธรรมชาติหรือดำเนินชีวิตอยู่กับสารเคมี

ชีวิตสารเคมีเกิดขึ้นหลังจากที่โลกถูกคุกคามด้วยปัญหาประชากรล้นโลก กลัวข้าวปลาอาหารไม่พอกิน จึงประดิษฐ์ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงขึ้นมา แต่เวลา 100 กว่าปี สารเคมีพิสูจน์ว่าเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี ฆ่าคน แมลงดื้อยา แก้ปัญหาไม่ตก แต่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากชีวิตคนทั่วโลก

จึงมีความคิดทฤษฎีใหม่ที่หันคืนสู่เกษตรธรรมชาติ ซึ่งเกิดควบคู่ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จากชุมชนเป็นเมืองเป็นประเทศที่หันหาเกษตรอินทรีย์ อย่างภูฏาน สิกขิมเป็นต้น

ถ้าภาครัฐมีวิสัยทัศน์จริง ต้องเร่งสร้างแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ขึ้น ก็ไหนบอกว่าจะดำเนินตามรอยพระยุคลบาทเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง แล้วดำเนินยุทธวิธีทีละก้าวไปสู่ทิศนั้น  ถึงเวลาจะได้ไม่ต้องมาบ่นว่าเตรียมการไม่พร้อม ไม่มีมาตรการรองรับ

แต่ก่อนอื่นเลย เรื่องถูกบีบคั้นด้วยกลุ่มผลประโยชน์ ภาครัฐต้องยืนหยัดเป็นตัวของตัวเอง นำพาประเทศ
ขอบคุณสถาบันทิศทางไทย

ตร.(ต้อง)ฝึกยุทธวิธีพิเศษ..ต่อต้านก่อการร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402206?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตร.(ต้อง)ฝึกยุทธวิธีพิเศษ..ต่อต้านก่อการร้าย

2 ธันวาคม 2562 – 13:40 น.
สายตรวจระวังภัย,ฝึกยุทธวิธีพิเศษ,ต่อต้านก่อการร้าย
เปิดอ่าน 582 ครั้ง

ตร.(ต้อง)ฝึกยุทธวิธีพิเศษ..ต่อต้านก่อการร้าย คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ปัจจุบันปัญหาการก่อการร้ายมีการพัฒนาการหลากหลายรูปแบบและเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อยู่เสมอ โดยเน้นไปที่การโจมตีเป้าหมายอ่อนแอที่ปราศจากการเฝ้าระวังและไร้การตอบโต้ อาทิ ระบบสาธารณูปโภคของรัฐ และระบบขนส่งสาธารณะ โดยใช้กำลังขนาดเล็กในลักษณะสงครามสมมาตร ซึ่งใช้กำลังน้อยในการเอาชนะกำลังส่วนใหญ่ มุ่งสร้างความหวาดกลัว ประกาศหลักการของกลุ่มในการต่อสู้ เพื่อจูงใจและเชื้อเชิญสมาชิกหัวรุนแรง หรือพยายามแก้แค้นต่อรัฐบาลของประเทศที่เป็นปรปักษ์ จึงมีลักษณะเป็นการคุกคามที่ไร้เขตแดน ปะปนกับเหตุอาชญากรรมที่เกื้อกูลประโยชน์ทางการเงิน เกี่ยวข้องกับหลายประเทศที่อาจจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เป็นแหล่งเตรียมการและวางแผน รวมทั้งสนับสนุนการก่อการร้าย

อ่านข่าว…  หนุมาน..หน่วยปฏิบัติการพิเศษใหม่กองปราบฯ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นหนึ่งในองค์กรหนึ่งที่มีหน้าที่ในการติดตามเฝ้าระวังและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การเตรียมและใช้กำลังเข้าตอบโต้รับมือต่อสถานการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากอาชญากรรมร้ายแรง การก่อวินาศกรรม เหตุความไม่สงบ และสถานการณ์การก่อการร้าย ตลอดทั้งการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล ตามกลไกของรัฐบาล รวมถึงพฤติกรรมอาชญากรรมที่อาจจะเกี่ยวข้องและสนับสนุน ซึ่งจำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเหตุการณ์แต่เนิ่น เพราะจะเป็นการส่งเสริมความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชน ความสงบเรียบร้อยของสังคม และความมั่นคงของรัฐในอนาคต

ด้วยเหตุนี้จึงมีตำรวจจึงมีภารกิจ “ฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้ปฏิบัติงานด้านการต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อให้มีความชำนาญด้านยุทธวิธีพิเศษและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Royal Thai Police/ RAID Tactical Training in Combating Terrorism) ระหว่างวันที่ 25-29 พฤศจิกายน ที่ กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บก.สอ.บช.ตชด.) ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.วิชิต ปักษา ผบช.ตชด. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมภารกิจ ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสได้ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกสอนจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ RAID (Recherche, Assistance, Intervention, Dissuasion) และล่ามแปล ในการฝึกอบรมครั้งนี้ โดยกำหนดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบไปด้วยข้าราชการตำรวจไทยกว่า 40 นาย

สำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ประกอบด้วย บช.น.(อรินทราช 26), บช.ก.(คอมมานโด), บช.ตชด.(นเรศวร 261) และหน่วยอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดจะต้องพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้ผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้

พล.ต.อ.จักรทิพย์ บอกว่า เทคนิคของการก่อการร้ายได้พัฒนาตามความเจริญของเทคโนโลยี โดยการประยุกต์อาวุธรูปแบบต่างๆ เป็นเครื่องมือในการก่อการร้าย จึงจำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ผู้ปฏิบัติงานด้านดังกล่าว จำเป็นต้องเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านยุทธวิธีพิเศษมาต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติประเภทนี้ที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้นโครงการดังกล่าวจึงจัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน เช่น การรับมือกับผู้ก่อการร้ายในสถานการณ์ต่างๆ การช่วยเหลือตัวประกัน และเข้าตรวจค้นอาคารขนาดใหญ่ รวมทั้งสร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานและข่าวกรองระหว่างประเทศ จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

          แบบนี้เรียกได้ว่ากันไว้ดีกว่าแก้ ฝึกให้พร้อม เพิ่มทักษะให้มีความชำนาญ เมื่อปฏิบัติงานก็จะมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียทั้งผู้ปฏิบัติและประชาชนผู้บริสุทธิ์..!!

นายกสมาคมรับเรื่องราวร้องทุกข์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402139?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกสมาคมรับเรื่องราวร้องทุกข์

2 ธันวาคม 2562 – 12:50 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,171 ครั้ง

นายกสมาคมรับเรื่องราวร้องทุกข์  คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต  Aussaneebard @ Hotmail.com

หากเป็น ส.ส.สอบตกจากพรรคอนาคตใหม่ ได้รับเกียรติเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญในสภา จู่ๆ ยื่นใบลาออกคงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีใครว่าอะไร

อ่านข่าว… จับตา ธนาธร กับก้าวย่าง เปิดพื้นที่การเมืองใหม่

แต่นี่เป็นกรณี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้ซึ่งพ้นสภาพการเป็นผู้แทนราษฎรจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศลาออกจาก กมธ.วิสามัญงบฯ และอนุกรรมาธิการพิจารณาด้านท้องถิ่นชายแดนใต้

ความฮือฮาไม่ใช่เพราะลาออกจากทุกตำแหน่งในสภา แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ถ้อยแถลงของท่านผู้แทนนอกสภารายนี้เสียมากกว่า

ธนาธร แถลงที่รัฐสภาถึงสาเหตุลาออกว่า “ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกดดันในกรรมาธิการ โดยในการทำงานของ กมธ.ของพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล มีการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี“ พร้อมกับบอกด้วยว่า ”ตัดสินใจมาก่อนแล้วว่าจะลาออกเพื่อทำงานร่วมกับประชาชน”

ก่อนทิ้งท้ายว่า “เมื่อเขาไม่ต้องการให้ผมอยู่ในสภา ผมขอกลับไปอยู่กับประชาชน”

ตอนท้ายนี่ล่ะมีประเด็น ใครไม่ต้องการให้ธนาธรอยู่ในสภา ทั้งที่เพิ่งบอกเองมิใช่หรือว่า การทำงานในสภาได้รับความร่วมมือจากฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลเป็นอย่างดี …สร้างความงุนงงสับสนต่อการยกเหตุผลลาออกเสียจริงเชียว

ครั้น “ธนาธร” แถลงข่าวที่รัฐสภาเสร็จ กลับไปปักหลักโชว์การถ่ายทอดสดชี้แจงสาเหตุการลาออกจากสองตำแหน่ง กมธ.ในสภาอีกครา

คราวนี้ พลพรรคอนาคตใหม่โหมประโคมข่าวกันให้แซด ว่ามีผู้เข้ามาติดตามรับชม “ธนาธร” ล้นทะลักกว่าหมื่นคน

ก็เป็นอะไรที่ต้องให้เครดิตทีมงานอนาคตใหม่ เชี่ยวชาญในเรื่องของการสร้างกระแสบนโลกโซเชียล หว่านล้อมชักจูงโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้มาใหลหลง “หัวหน้าพรรคผู้ตกงานอยู่นอกสภา”

การแถลงรอบสองถือเป็นการขยายความจากประโยคสร้างความคาใจที่ว่า เขาไม่ต้องการให้ธนาธรอยู่ในสภา เขาคนนั้นคือใคร โดย “ธนาธร” กล่าวไว้ดังนี้ครับ

“หากผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้ผมอยู่ในสภาผมก็ขอทำงานเคียงข้างประชาชน“ พร้อมบอกต่อไปว่า “เราไม่จำเป็นต้องทำงานการเมืองผ่านสภาเพียงอย่างเดียว ผมไม่ได้ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่ออยากเป็น ส.ส.หรือรัฐมนตรี ผมไม่ได้ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์ แต่สิ่งที่ต้องการคือการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ทำให้สังคมไทยดีขึ้น”

“ผมคิดว่า ภายใต้สภาวะการเมืองไทยที่เป็นอยู่แบบปัจจุบัน คงถึงเวลาที่จะต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ เพื่อต่อต้านความอยุติธรรมในสังคม” ตอนสุดท้ายธนาธรย้ำว่า “มาช่วยกันเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง”

หยิบยกคำแถลงทั้งหมดให้สาธารณชนพิจารณาไปพร้อมๆ กัน บอกได้เลยว่า “ธนาธร” พูดถูก ไม่ได้ตั้งพรรคเพื่ออยากเป็น ส.ส. หรือรมต. เพราะธนาธรประกาศแต่ต้นแล้ว จะขอเป็น “นายกรัฐมนตรี”

อันนี้ปรากฏหลักฐานชัดทุกเวทีการแสดง อีกอย่างเนื้อหาการแถลงก็ไม่ได้พูดว่า ไม่ได้ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อไม่อยากเป็นนายกฯ เพราะแกบอกแต่เพียง ไม่คิดจะเป็น ส.ส. หรือรมต.

ถ้อยแถลง ระบุว่า “ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยดีขึ้น” ก็ถือว่าพูดถูกอีก เพราะการเป็นแค่ ส.ส. หรือ รมต. ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก แต่ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น สามารถนำพาชาติพ้นภัยได้ อะไรทำนองนั้น

จึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยความกระสันอยากเป็นนายกฯ ยังมีอยู่ในรอยหยักของสมอง เพียงแต่ว่า ธนาธร กลับแถลงในท่อนถัดมาซึ่งคล้ายคลึงกับการแถลงครั้งแรก คือการบอกว่า เมื่อผู้มีอำนาจ (ซึ่งก็ไม่รู้ผู้มีอำนาจคนไหน) ไม่ต้อนรับ จึงขอไปอยู่กับประชาชน จะไปต่อต้านความอยุติธรรมในสังคมแล้วจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง

อืม ! ในเมื่อความต้องการเป็นนายกรัฐมนตรียังมีอยู่แต่จะสามารถเป็นได้ในอีกกี่ปีข้างหน้ายากคาดเดาเหลือเกิน เพราะไหนจะต้องใช้เวลาต่อสู้คดีความของตนเองและโยงไปถึงพรรคอนาคตใหม่

เมื่อไม่สามารถมาเป็นนายกฯ ในระยะเวลาอันใกล้ ก็อาจตีความถ้อยแถลงต่อไปได้ว่า หรือจะมาเป็นผู้นำมวลชนเคลื่อนไหวบนท้องถนน ตรงนี้ตรึกตรองให้ดีจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

ดีไม่ดีจะซวยซ้ำเข้าไปอีก ของพรรค์นี้ควรปรึกษาบรรดาศิษย์เก่า นปช. หรือ กปปส. อย่าง จตุพร พรหมพันธ์ หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ดูก่อนก็ได้นะครับ ล้วนเผชิญชะตากรรมอย่างไรหลังเหตุการณ์ม็อบสิ้นสุดลง

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ และน่าถอดรหัสถ้อยแถลงได้ตรงจุดที่สุด “ธนาธร” อาจจะไปรับตำแหน่งนายกสมาคมรับเรื่องราวร้องทุกข์ ถือว่าเป็นคู่แข่งกับ ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล

แข่งขันทำความดี ช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่เสียหายครับ ทำไปเถอะ ดีกว่าเอาเวลาไป “วิ่ง ไล่ ลุง” ซะอีก…

ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย

2 ธันวาคม 2562 – 12:45 น.
ไมโครพลาสติก,ขยะทะเล,พลาสติก
เปิดอ่าน 1,076 ครั้ง

ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย โดย…   สาลินี ปราบ

ปัญหาขยะทะเลถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในวงกว้าง

ทุกๆ ปีขยะพลาสติกกว่า 8 ล้านตัน รั่วไหลลงสู่ท้องทะเล ส่วนใหญ่เป็นขยะที่มาจากบนบกถึงร้อยละ 80 และเป็นพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งถึงร้อยละ 60

อ่านข่าว…  ตำรวจน้ำ..นำพาขยะทะเลกลับบ้าน

ความเลวร้ายของขยะเหล่านี้ ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตในทะเลมากกว่า 700 สายพันธุ์ แต่ขยะทั้งหมดเมื่อปล่อยนานไปจะแปรสภาพเป็นขยะชิ้นเล็กๆ จนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น เพราะมีอนุภาคเล็กมาก เรียกว่า ไมโครพลาสติก หรือ พลาสติกจิ๋ว

แน่นอนว่า เจ้าไมโครพลาสติกเหล่านี้ เมื่อปนเปื้อนอยู่ในทะเลปริมาณมาก ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในอวัยวะภายในของสัตว์ทะเลต่างๆ เช่นที่เคยมีข่าวพบพลาสติกจิ๋วในท้องปลาทูจากทะเลตรัง เมื่อมนุษย์บริโภคปลาทูหรือสัตว์น้ำที่มีพลาสติกจิ๋วปนเปื้นอยู่ เจ้าพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นก็จะถูกย้ายมาอยู่ในร่างกายมนุษย์แทน หากสะสมมากๆ เข้าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้ข้อมูลไว้ว่า ไมโครพลาสติกที่พบในปลาทูมีปริมาณเฉลี่ยถึง 78 ชิ้น/ตัว

ไมโครพลาสติก มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร ปลาและสัตว์ทะเลบางชนิดกินแพลงตอนในน้ำ ก็จะกินไมโครพลาสติกเข้าไปด้วย จากนั้นก็ไปอยู่ในท้องบางส่วนสลายตัวกลายเป็นนาโนพลาสติก อาจเข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อปลาได้ เมื่อเรากินสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไป อาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อหลายโรค ตามที่องค์การอนามัยโลกเคยเตือนไว้

ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคของความน่าหวาดหวั่น เพราะขยะที่สะสมในทะเลกำลังกลับมาทำร้ายเราอย่างสาหัส ทางแก้มีอยู่ทางเดียวคือ ลดขยะทะเลให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเม็ดโฟมและไมโครพลาสติกมากไปกว่านี้ และสำคัญที่สุดคือต้องรีบทำ เพราะเวลาเราเหลือน้อยแล้ว

ด้าน องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล WWF (World Wide Fund for Nature) เป็นองค์กรหนึ่งที่มองเห็นปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบข้อมูลว่า ขยะพลาสติกในทะเลกว่าร้อยละ 60 ของโลก มาจากภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ WWF จึงได้ริเริ่มโครงการ Plastic Smart Cities ขึ้นในปี 2561 โดยร่วมกับเมืองต้นแบบ 25 เมือง จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ ไทย ในการรณรงค์ลดปริมาณการใช้พลาสติ ส่งเสริมการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการรั่วไหลของขยะไปสู่ธรรมชาติ

ในประเทศไทย WWF มีเป้าหมายทำงานร่วมกับ 5 เมืองนำร่องระดับท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลนครสงขลา เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เทศบาลเมืองป่าตอง จ.ภูเก็ต และเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ที่โรงแรมภูเก็ต เกรซแลนด์ รีสอร์ท แอนด์สปา ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง จ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง และ WWF-ประเทศไทย พร้อมพิธีประกาศเจตนารมณ์เพื่อลดมลภาวะจากพลาสติกระดับเมือง โครงการ Plastic Smart Cities ของ 5 เมืองนำร่อง เพื่อหารือแนวทางและกำหนดวิธีการในการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastic) รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายที่จะลดพลาสติกที่รั่วไหลไปสู่ธรรมชาติให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี 2564

พิมพ์ภาวดี พหลโยธิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WWF-ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า โครงการ Plastic Smart Cities มีการดำเนินการทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งประสบปัญหายขยะพลาสติกในทะเลเช่นเดียวกัน

เธอบอกว่าขยะทะเลมีต้นตอมาจากขยะบนบก และส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก เช่นในเมืองไทยขยะที่ถูกทิ้งและไหลลงทะเลมีประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ถือว่าเยอะมาก หากนับสถิติโลกพบว่า เมืองไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตขยะพลาสติกเป็นลำดับ 6 ของโลก ดังนั้น WWF-ประเทศไทย จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดขยะดังกล่าว โดยสร้างกลไกบางอย่างให้ตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติก จึงเกิดโครงการนำร่องขึ้นใน 5 พื้นที่ดังกล่าว

“รูปแบบการดำเนินการจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการจัดการของแต่ละเมือง โดย WWF เป็นตัวกลาง รวมทั้งจะมีการทำงานร่วมภาคธุรกิจ เอกชนและมหาวิทยาลัย เพราะปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาซับซ้อนและไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งแต่ต้องสร้างความตระหนักในสังคมว่า ปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาของทุกคน”

พิมพ์ภาวดี บอกถึงเหตุผลที่เลือกป่าตอง เป็นหนึ่งในเมืองนำร่อง เพราะเมื่อพูดถึงเมืองท่องเที่ยวของไทย ชาวต่างชาติจะรู้จักภูเก็ต ด้วยความสวยงามของหาดทรายสีขาว ทะเลสวย แต่หากภาพลักษณ์ดังกล่าวหายไปเพราะปัญหาขยะพลาสติกก็จะเป็นปัญหาใหญ่ จึงเลือกเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ รวมทั้งอีก 4 ท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเช่นกัน เพราะหากชายหาดหรือทะเลเต็มไปด้วยพลาสติกนักท่องเที่ยวก็คงไม่มา ซึ่งจะใช้เวลาในการนำร่องและประเมินผล 2-3 ปีในการเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจว่าพลาสติกมีที่มาอย่างไร รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของภาคีในชุมชนต่างๆ

“อยากฝากว่า ปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาของทุกคน และอาจจะเป็นปัญหาที่เราทิ้งไว้ให้ลูกหลาน เพราะพลาสติกไม่ย่อยสลาย ปัจจุบันคนไทย 1 คนใช้ถุงพลาสติกคนละ 8 ใบ หากลดได้ก็อยากให้ทุกคนช่วยกันลดเพื่อให้ติดเป็นนิสัยต่อไป”

ขณะที่ เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง แสดงความยินดีที่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ และดูขมีขมันที่จะเร่งลงมือทำงานในทันที

เธอมองว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อหาดป่าตองอย่างมาก หลังจากนี้จะลงพื้นที่พูดคุยกับทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันขับเคลื่อนป่าตองให้ปลอดพลาสติก เพราะทุุกวันนี้ป่าตองก็ประสบกับปัญหาขยะ และขยะพลาสติกมีเยอะมาก

นายกหญิงเมืองป่าตอง บอกถึงแนวทางการดำเนินงานว่า จะเริ่มด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจกันก่อน แม้ว่าวันนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้เลิกใช้ถุงพลาสติก แต่ในอนาคตอันใกล้ต้องมีแน่นอน ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องคิดหาวิธีการลดการใช้พลาสติกลง

“เมื่อพี่น้องประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและช่วยกันจะเป็นเรื่องที่ดี รวมทั้งถ้ารัฐบาลประกาศมาตรการลดละเลิกใช้พลาสติกจะเป็นเรื่องที่มีพลังมาก เพราะการสร้างจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวคงไม่ทันกับการผลิตพลาสติกออกสู่เมือง อย่างในช่วงฤดูมรสุมเราจะเห็นว่าชายหาดป่าตองมีขยะที่ถูกพัดมาจากทะเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี และหากโครงการนี้ทำได้สำเร็จจะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดกับสัตว์น้ำในทะเลได้ด้วย”

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่โหมดลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง และน่าจะส่งผลดีต่อโครงการ Plastic Smart Cities ที่เริ่มขับเคลื่อนอย่างมีเป้าหมายแล้วตั้งแต่วันนี้

เกียรติศักดิ์ศรี และ ความอยู่รอด ของ เนชั่นทีวี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402162?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกียรติศักดิ์ศรี และ ความอยู่รอด ของ เนชั่นทีวี

2 ธันวาคม 2562 – 11:45 น.
เนชั่นทีวี,เกียรติศักดิ์ศรี,เนชั่น แชนเนล,แสงเทียนกลางพายุ
เปิดอ่าน 2,393 ครั้ง

เกียรติศักดิ์ศรี และ ความอยู่รอด ของ เนชั่นทีวี คอลัมน์  แสงเทียนกลางพายุ  โดย… ฉาย บุนนาค

          เนชั่นทีวี คือสถานีข่าว 24 ชั่วโมงแห่งแรกของประเทศไทย มีอายุ 19 ปี 5 เดือน

ก่อตั้งขึ้น เพื่อจุดประสงค์ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ยึดหลักการนำเสนอข่าวให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์ของประชาชน

โดยกองบรรณาธิการยึดถือหลัก กรอบจริยธรรม จรรยาบรรณ ความเหมาะสม คุณค่าของข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  “เนชั่นทีวี” หรือ “เนชั่น แชนเนล” ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ วันที่ 1 มิ.ย.2543 เวลา 12.00 น. ทาง สถานีโทรทัศน์ UBC ช่อง 8 แต่พิษภัยจากการแทรกแซงของอำนาจรัฐและอำนาจมืดทางการเมือง “เนชั่นทีวี” จะต้องย้ายมาอยู่บนช่อง Platform ของตนเองผ่านสถานีโทรทัศน์ไททีวี ช่อง 1 ผ่านระบบ MMDS ครอบคลุมรัศมีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2546

การฝากชะตากรรม อาศัยบ้านคนอื่นออกอากาศ เป็นบทสรุปชัดเจนว่า วันหนึ่งการแทรกแซง ทางอ้อม กดดันเจ้าของบ้าน ก็จะเกิดขึ้นอีก จึงตัดสินใจ ออกอากาศผ่าน Platform ทีวีดาวเทียม

ต่อมาจึงเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.2552 เพื่อหวังเป็นช่องทางในการระดมทุน เสริมความแข็งแกร่งให้องค์กร ก่อนที่จะเข้าประมูลทีวีดิจิทัล เมื่อ 27 ธ.ค.2556

          วันนี้… ก้าวสู่ปีที่ 20 ของสถานีข่าวเนชั่น… สถานีข่าวของประชาชน

ผมในฐานะของ “ประธานกรรมการบริหาร” ขอยืนยันอีกครั้งต่อพี่น้องประชาชน… พนักงาน… และผู้ถือหุ้นว่า แม้จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ภายหลังจากที่เพิ่งกู้เงินจำนวน 1.4 พันล้านมาประมูลคลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิทัลเมื่อปี พ.ศ.2556

จนเป็นเหตุส่งผลให้ทีวีดิจิทัล ทุกรายประสบภาวะถดถอยทางธุรกิจ

          แต่เราก็ไม่เคยย่อท้อ… โอดครวญต่อการเปลี่ยนแปลง… หรือต่อโชคชะตา ดินฟ้าใดๆ

ผ่านเวลามา 5 ปีกว่า… เราได้ก้มหน้าชำระหนี้สินจำนวนกว่า 1.1 พันล้านบาทจนเหลือเพียงไม่ถึง 100 ล้านบาท โดยยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ รวมถึงพันธสัญญาต่อพี่น้องประชาชนเพื่อรักษาจุดยืนที่จะนำเสนอข่าวสารและความจริงสู่สังคม

   เหนื่อยไหม…? ท้อไหม… ที่ต้องต่อสู้กับขั้วอำนาจ?

คำถามที่ถูกถามบ่อย… โดยคำตอบที่ตกผลึกแล้วในวันนี้ คือในเมื่อ “เราทุกคนพร้อมทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว”

  เหนื่อยใจ… ทุกข์ใจ… สุขใจ… มันอยู่ที่ความคิดเรา… หากเราตั้งมั่นแล้วในการเสียสละและนำเสนอสิ่งดีดีเพื่อสังคม… เราจะเหนื่อยได้อย่างไร?

          อุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน… คือเข็มทิศนำทางสถาบันข่าวของเรา

อำนาจรัฐ… เล่ห์กลสกปรกทางการเมือง ส่งผลต่อองค์กรไหม?

ไม่เลย… นักการเมืองโลกเก่า ยุคไดโนเสาร์แถวอีสานตอนใต้ ชอบนึกว่าการฟ้องร้องเป็นการปิดปากสื่อได้… แต่ในความจริงนั้น หากคุณใช้สิทธิ์อย่างสุจริต เรายินดีเคารพสิทธิ์ของทุกท่านเสมอ… แต่บางครั้ง มันก็มีเส้นบางๆ กั้นกลางระหว่างคำว่าสุจริตหรือกลั่นแกล้งเพื่อให้เดินทางไปทุกจังหวัดทุกอำเภอ เพื่อสู้คดี…

ในด้านธุรกิจ… การใส่ร้ายป้ายสี หาว่าเราได้งบโฆษณาเยอะจากภาครัฐนั้น เป็นเรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง

          เรายืนยันในเกียรติและศักดิ์ศรี ว่าเราจะไม่มีทางเลือกเป็น “โจรตบทรัพย์” และ “ขอทาน”…

เรามีรายได้โฆษณาปี พ.ศ. 2562 เฉลี่ยเดือนละ 45 ล้านบาท

เป็นรายได้จาก Agency เฉลี่ยเดือนละ 14 ล้านบาท หรือ 31%

รายได้จากลูกค้า Direct เฉลี่ยเดือนละ 12.5 ล้านบาท หรือ 26%

รายได้จากธุรกิจทัวร์เดือนละ 1 ถึง 2 ล้านบาท หรือ 4%

รายได้จากงาน Event on Ground เฉลี่ยเดือนละ 7 ล้านบาท หรือ 16%

รายได้จากการให้เช่าเวลา เดือนละ 3 ล้านบาท หรือ 7%

รายได้จาก Partnership ของ Homeshopping เดือนละ 5.2 ล้านบาท หรือ 12%

รวมแล้วเท่ากับ 43.7 ล้านบาทโดยเฉลี่ยต่อเดือน หรือ 97%

ส่วนที่เหลือคือ รายได้ที่ได้จากหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น ปตท. หรือกระทรวงต่างๆ เพียง 1.3 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 3%

บนค่าใช้จ่ายทั้งหมด 43 ล้านบาทต่อเดือน

    ดังนั้นการที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลบางพรรค ที่เข้าร่วมได้กับทุกฝ่าย ใครก็ได้… กล่าวหาว่าเราบีบบังคับของบ 100 ถึง 200 ล้านบาท นั้นเป็นเรื่องน่าขยะแขยง

ฝากถึงท่านนายก “ลุงตู่”… ฝากถึง “คณะรัฐมนตรีทุกราย”… ฝากถึง “ฝ่ายค้านทุกๆ คน”… ให้รับรู้ทั่วกันในข้อมูลนี้ และเราพร้อมให้ตรวจสอบ

สถาบันข่าวของเรา ทำหน้าที่ตรวจสอบ ทั้งโครงการรัฐบาลและการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน… โดยเราเน้นเรื่องทุจริตและคอร์รัปชัน และเรื่องขบวนการ ชังเจ้า ชังชาติ…

เราเจาะลึกเรื่องโครงการต่างๆ ที่กระทบต่อสาธารณชนและ ไม่โปร่งใส่ และจะทำหน้าที่นี้ ต่อไปไม่หวาดหวั่น

          สัปดาห์หน้า ผมจะพูดถึงนิทานอีสป เรื่องราชสีห์กับ “หนู1 เวอร์ชั่น 4.0” ให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  คอลัมน์  แสงเทียนกลางพายุ