‘พิพัฒน์’ นั่งหัวโต๊ะถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก ถามหาผู้รับผิดชอบน้ำมันรั่วไหล

9 กันยายน 2569 เวลา 14:34 น.

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก จ่อ ต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ-คกก.ชุดเดิม รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุน้ำมัน-สารเคมี รั่วไหล รวบรวมผู้เสียหาย ส่งต่อหน่วยงานหาผู้รับผิดชอบ-ดูแล

เวลา 11.40 น.วันที่ 9ก.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำ หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วบริเวณจุดท่อระบายน้ำ ใต้ทางด่วน ถ.เชื้อเพลิง พื้นที่คาบเกี่ยวเขตคลองเตย-ยานนาวา ว่า วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกของการดูแลควบคุมมลพิษทางน้ำ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับคณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิม ที่จากนี้จะขอต่ออายุโดยทำเรื่องไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีอีก 2 ปี และยังมีเรื่องสำคัญคือการตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน โดยจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ส่วนกรณีที่มีน้ำมันรั่วไหล ได้ประสานไปยังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องน้ำมันที่รั่วไหลนั้นมาจากไหน รวมถึงที่มาว่าใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ และต้องไปตรวจสอบว่ามีการไหลซึมลงชั้นดินหรือไม่ ซึ่งหากลงใต้ดินจะเป็นอุปสรรค โดยวันนี้ตนจะลงพื้นที่ตรวจสอบ และติดตามความคืบหน้า และจากนั้นจะนัดแถลงข่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนกรอบระยะเวลา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราได้ตั้งคณะอนุกรรมการ มา 3 ด้านแล้ว ซึ่งคณะอนุกรรมการเหล่านี้จะพิจารณาทั้งในเรื่องของการเผชิญเหตุ การจ่ายค่าเสียหาย ค่าตอบแทนต่าง ๆ ซึ่งหลังจากการประชุมในคณะอนุฯ เสร็จแล้วจะนำเข้าที่ประชุมใหญ่เพื่อกำหนดกรอบและหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน

สำหรับกรณีพื้นที่กรุงเทพชั้นใน ที่พบการสร้างตึก Data Center และการกักตุนน้ำมันถึง 2 แสนลิตร จะสามารถเข้าไปควบคุมหรือป้องกันในส่วนใดได้บ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และ กทม.จะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ แต่คณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำจะเป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานเมื่อเผชิญเหตุในแต่ละด้าน โดยจะรับผิดชอบเฉพาะเมื่อเกิดเหตุ

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หากเกิดการรั่วไหลของปิโตเลียมหรือสารเคมี และก่อให้เกิดอันตรายรวมถึงความเสียหาย คณะกรรมการจะเป็นผู้รวบรวมผู้ที่ได้รับความเสียหายและดำเนินการในส่วนนี้

เปิดไทม์ไลน์ ร.ต.ต. ก่อเหตุสลดภรรยา ดับคาโรงเรียน สุดสะเทือนใจ เพิ่งจัดงานแต่งให้ลูกชายได้ไม่กี่วัน

9 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

วันที่ 9 กันยายน 2569 จากกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง รับแจ้งเหตุยิงภายในโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการสอบสวน

ขณะเกิดเหตุมีเด็กนักเรียนอยู่ภายในโรงเรียนจำนวน 44 คน โดยเด็กทั้งหมดปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เด็กหลายคนอยู่ในอาการหวาดกลัวและร้องไห้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งดูแลความปลอดภัยและประสานผู้ปกครองมารับเด็กออกจากพื้นที่

เบื้องต้นผู้ถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต. สามีของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ หลังเกิดเหตุมีรายงานว่าได้ขับรถออกจากโรงเรียนไปยังบ้านพัก ซึ่งทางตำรวจและฝ่ายปกครองยังคงปิดล้อมบ้านพักของ ร.ต.ต. สามีของผู้เสียชีวิต พร้อมพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมให้มอบตัว หลังเหตุการณ์ผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมงยังไม่มีความคืบหน้า

ล่าสุด จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดภายในโรงเรียน พบว่า ก่อนเกิดเหตุ ร.ต.ต. ซึ่งเป็นสามีของครูผู้เสียชีวิต ได้ขับรถเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าโรงเรียน ก่อนเดินเข้าไปภายใน

ภาพจากกล้องช่วงเวลาประมาณ 10.27 น. บันทึกภาพครูภายในโรงเรียนพยายามนำเด็กนักเรียนเข้าไปอยู่ภายในห้อง ขณะที่ชายซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยืนอยู่บริเวณดังกล่าว

ต่อมาภาพวงจรปิดบันทึกชายสวมเสื้อสีขาว กางเกงขาสั้น เดินเข้ามา โดยที่มือขวามีลักษณะถือวัตถุคล้ายอาวุธปืน ก่อนที่ครูผู้เสียชีวิตจะเดินออกมาจากห้อง จากนั้นเกิดเหตุยิงขึ้น 1 นัด ครูผู้เสียชีวิตล้มลง ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะยืนอยู่บริเวณนั้นประมาณ 10 วินาที แล้วเดินออกจากโรงเรียน ขึ้นรถและขับออกไป

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ติดตามไปยังบ้านพักภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และปิดล้อมบริเวณบ้าน พร้อมพยายามเจรจาให้บุคคลภายในออกมามอบตัว โดยมีญาติและลูกชายเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อม

นอกจากนี้ มีข้อมูลว่า ระหว่างเดินทางกลับบ้านหลังเกิดเหตุ ร.ต.ต. ได้โทรศัพท์หาลูก โดยมีการกล่าวถึงเหตุที่เกิดขึ้นกับมารดาและการจะทำร้ายตัวเอง ซึ่งข้อมูลส่วนนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด โดยทราบเบื้องต้นว่าได้มีปากเสียงกันตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

จนถึงเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังคงปิดล้อมบ้านพักและใช้วิธีเจรจา โดยยังไม่มีการเข้าปฏิบัติการภายในบ้าน เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย

เพื่อนบ้านซึ่งรู้จักกับทั้งสองคน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ร.ต.ต.ทัศพงษ์เคยมาพูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับความเครียดและความต้องการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด โดยส่วนใหญ่จะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องงานราชการ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเคยทราบถึงปัญหาภายในครอบครัวหรือไม่ เพื่อนบ้านระบุว่าไม่แน่ใจ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้พูดคุยกันในประเด็นดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า ทั้งสามีและภรรยาเป็นคนดี และจากที่รู้จักกัน ผู้ก่อเหตุเป็นคนใจเย็น จึงรู้สึกตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา เพียงไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุ ร.ต.ต. และครูผู้เสียชีวิต เพิ่งร่วมกันจัดพิธีมงคลสมรสให้กับลูกชาย ซึ่งรับราชการตำรวจ โดยมีญาติและแขกผู้ใหญ่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ก่อนจะมาเกิดเหตุสลดขึ้นกับครอบครัว

หมอวรงค์ ชำแหละงบเยียวยาภัยพิบัติ ซัดรัฐบาลผลาญงบฯ ทำประกันแพงสุดในโลก

9 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

“หมอวรงค์”ชำแหละงบเยียวยาภัยพิบัต สับ“นายกฯ”อ้างปีละ 4 หมื่นล้าน แต่จริงเฉลี่ย 9.8 พันล้าน ซัด รัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ 1.55 หมื่นล้าน เบี้ยสูง 20% แพงสุดในโลก หวั่นมีคนหวังคอมมิชชั่น

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11.07 น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย โดย ขอตัดงบประมาณ 10% เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมระบุว่า ความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นภารกิจสำคัญของ ปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสารคือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำ เพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง อาทิเช่น ที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่า เราเสียค่าเยียวยาปีละ 4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877 ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน 15,500 ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% เท่ากับว่า ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20% ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็นคือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ

นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่า หากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกัน จะกี่บริษัทก็ได้ หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน

พิพัฒน์ โนคอมเมนต์ หลังโดนถาม ธรรมนัส เปิดทางร่วมพรรคน้ำเงิน

9 กันยายน 2569 เวลา 13:47 น.

“พิพัฒน์” โนคอมเมนต์ หลังโดนถาม “ธรรมนัส” เปิดทางร่วมพรรคน้ำเงิน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามกรณีร.อ.ธรรมนัส.พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุว่า พร้อมจะร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทบ ว่า “ไปถามท่านนาบกฯ”

เมื่อถามซักว่า ในฐานะเป็นแกนนำภท.มีความเห็นอย่างไร นายพิพัฒน์ ตอบว่า “ไม่มีความเห็นอะไรเลย”

‘บุญยอด’ โพสต์ถามชาวเน็ต รัฐบาลอนุทิน บริหารประเทศได้ 5 เดือน ไม่ให้เวลาเขาทำงานบ้างหรือ ?

9 กันยายน 2569 เวลา 13:36 น.

บุญยอด

จากกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันของชาวโซเชียล และข่าวลือเรื่องเกมเปลี่ยนขั้วการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 9 กันยายน 2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก Boonyod Sooktinthai ด้วยข้อความว่า “รัฐบาล อนุทิน แถลงนโยบาย 9 เมษา 69 บริหารประเทศ 5 เดือน ต้องฝ่าวิกฤตน้ำมันทั่วโลก ไม่ให้เวลาเขา ทำงานบ้างหรือ???”

บุญยอด สุขถิ่นไทย

ไม่นานหลังจากที่โพสต์ของ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ได้มีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ใช่ครับ”

“ยิ่งทำงานนาน ประเทศโดนขุดคุ้ย ยิ่งทำดีก็ต้องกำจัดค่ะ#นี้คือสันดานคน”

“ใช่ค่ะ”

“ให้มาแล้วตั้ง 5 เดือน เหมือน 5 ปี”

บุญยอด สุขถิ่นไทย
บุญยอด สุขถิ่นไทย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Boonyod Sooktinthai

คปท. บุกสภาฯ จี้ โสภณ เร่งส่งศาลฎีกาสอบ ป.ป.ช. คดีศักดิ์สยาม

9 กันยายน 2569 เวลา 13:21 น.

‘คปท.’ บุกสภาฯ จี้ ‘โสภณ’ ชง ’ประธานศาลฎีกา‘ ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ สอบปม ’ป.ป.ช.‘ ชี้มูล ’ศักดิ์สยาม‘ ตรงข้าม ’คำวินิจฉัยศาลรธน.’ ซัดตั้งคกก. ตรวจสอบพิเศษ ‘เตะถ่วงคดี – อุ้มช่วยเหลือ’ เชื่อเพิ่มน้ำหนักฮึ่มปลุกประชาชนลงถนน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.20 น. ที่รัฐสภา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมคณะเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ผ่านพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา โดยนายพิชิต กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา ส่งคำร้องของคปท. ที่ยื่นให้ผู้นำฝ่ายค้านและสว. ร่วมกันลงชื่อ เพื่อส่งผลคำวินิจฉัยของป.ป.ช. กรณีนายศักดิ์ สยามชิดชอบ ซึ่งตรงข้ามกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่เคยปรากฏแบบนี้มาก่อน ทั้งนี้การใช้สิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาร่วมกันในการลงชื่อเป็นเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ซึ่งสส.และสว. ได้ลงชื่อเรียบร้อยแล้ว และได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งหน้าที่ของประธานรัฐสภาคือการตรวจสอบว่าลงชื่อครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ ก่อนที่จะส่งไปยังประธานศาลฎีกา ในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ แต่ประธานรัฐสภา กลับไปตั้งกรรมการชุดพิเศษเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง การกระทำแบบนี้เท่ากับประธานรัฐสภา ทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองโดย คปท. เห็นว่า การตั้งกรรมการของประธานรัฐสภาเท่ากับเป็นการถ่วงเวลา เป็นการทำลายเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภา ตรวจสอบองค์กรอิสระ

นายพิชิต กล่าวต่อว่า วันนี้คปท. จึงขอเรียกร้องไปยังประธานรัฐสภา ให้รีบส่งคำร้องของสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระโดยเร่งด่วน และไม่ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยย้ำว่าเจตจำนงของสส. และสว. ควรจะมีอำนาจในการยื่นตรงไม่ควรมีกรรมการอำนาจพิเศษ ซึ่งคืออำนาจพิเศษที่ประธานรัฐสภากำลังถ่วงเวลา และเรากลัวว่ากรรมการพิเศษที่เป็นคนนอก จะตัดตอน บิดเบือนข้อเท็จจริงบางอย่าง ทำให้ข้อเท็จจริงเลือนหายก่อนไปสู่ประธานศาลฎีกา

ด้านพล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตนจะแจ้งให้ประธานรัฐสภารับทราบ ซึ่งขณะนี้ประธานรัฐสภาได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในการ ช่วยพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อประกอบดุลพินิจของประธานรัฐสภา ดังนั้นอาจจะช้า แต่ขอยืนยันว่าช้าและถูกต้องถูกระเบียบดีกว่าเร็วแล้วอาจจะไม่ถูกต้องหรืออาจเกิดความเสียหายอาจเกิดความ

นายพิชิต กล่าวถึงกรณีของนายศักดิ์สยามว่า หลังจากที่ได้ฟังความคืบหน้าจากพลตำรวจตรี วิชัย เรื่องนี้แทบไม่มีความคืบหน้า เพราะสิ่งที่เรามายื่นในวันนี้เพื่อไม่อยากให้ประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพราะมองว่าเป็นการเตะถ่วงเวลา ส่วนที่มีการอธิบายว่าเพื่อเป็นการพิจารณาที่รอบคอบ ซึ่งข้อเท็จจริงตนมองว่าเรื่องนี้มันมีความรอบคอบอยู่แล้วตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“ผมไม่ไว้วางใจกับคณะกรรมการชุดดังกล่าว รวมถึงประธานรัฐสภา เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย และมีความใกล้ชิดกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ดังนั้นสังคมจึงตั้งคำถามว่าเป็นการฟอกผิดหรือการถ่วงเวลาเพื่อพวกตัวเองหรือไม่ รวมถึงเป็นการหมกเม็ด หรือช่วยเหลือนายศักดิ์สยามหรือไม่” นายพิชิต กล่าว

เมื่อถามถึงการตั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้นั้น นายพิชิต กล่าวว่า เราจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกับการเคลื่อนไหวใหญ่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่จะเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวเอาประเทศไทยคืนมา และเป็นการรวมพลังในทุกประเด็นและเราจะร่วมเปิดโปงข้อเท็จจริงในหลายประเด็น

เมื่อถามว่าเรื่องของนายศักดิ์สยาม จะมีน้ำหนักจนสามารถปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวได้หรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า จะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไปพ่วงกับอีกหลายประเด็น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งโกงสอบท้องถิ่น ฮั้ว สว. ซึ่งหากเรื่องของนายศักดิ์สยาม อธิบายไม่ชัดเจนจะกลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับมวลชนได้ตั้งคำถามและขยับออกมาร่วมกับเราได้มากเพิ่มเติม

กรวีร์ มั่นใจถกงบ 70 ยังอยู่ในกรอบ 3 วัน ปัดทิศทางโหวต‘กล้าธรรม’เหมือน ‘ภูมิใจไทย’ ชี้ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

9 กันยายน 2569 เวลา 12:09 น.

“กรวีร์” มั่นใจจบถกงบฯ 70 ทันกรอบ 3 วัน วอนทุกฝ่ายลดคนอภิปราย แจง ฝ่ายรัฐบาลไม่ดึงเวลายื้อรายงาน กกต. ยันไร้แผนจับมือ “พรรคกล้าธรรม” บอก ไม่เคยโหวตแนวทางเดียวกัน

9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ต้องขยายเวลาหรือไม่ ว่า ได้มีการประชุมและเลิกประชุมตี 1 มา 2 วันเต็ม ตอนนี้เข้าสู่วันที่ 3 ตามกรอบที่คุยกันไว้คือจะพิจารณาให้เสร็จภายใน 3 วัน ซึ่งเราพยายามคุมเวลาพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ คงต้องขอความร่วมมือโดยทางฝ่ายรัฐบาลเองเราได้ย้ำมาตั้งแต่วันแรกเรื่องของเวลาการอภิปราย เพราะรู้ว่าการใช้เวลาเพื่อนสมาชิกใช้เวลาอภิปรายค่อนข้างมาก อย่างในงบของกระทรวงมหาดไทยก็ยังมีจำนวนสมาชิกมาลงชื่ออภิปรายเยอะ

เมื่อวานนี้ได้พูดคุยกับฝ่ายค้านแล้วตกลงกันว่า ไม่อยากให้เลิกดึกมากให้ต่างฝ่ายต่างลดคน ทำให้เมื่อวานผ่านมาได้ด้วยดี วันนี้ก็เช่นเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ให้พิจารณาผู้ที่มาอภิปรายให้ลดจำนวนคนได้หรือไม่เพื่อคุมกรอบระยะเวลา

ส่วนมีโอกาสลงมติในวันที่ 10 ก.ย. หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า วันนี้เปิดมาเป็นมาตรา 20 ของกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายรัฐบาลเองก็ได้พูดคุยกันและพิจารณา ปรับลดคนอภิปรายลงไปบางส่วนแล้ว แต่เนื่องจากเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับประชาชน คงจะมีเพื่อนสมาชิกอยากอภิปรายกันมากพอสมควร ซึ่งเวลาทั้งหมดที่เราใช้ไปวันที่ 7-8 ก.ย. ใช้ไปวันละ 15 ชั่วโมงกว่า ทั้ง 2 วันฝ่ายรัฐบาล ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง 19 นาที ฝ่ายค้านใช้ไปทั้งหมด 13 ชั่วโมง 30 นาที กรรมาธิการใช้ไป 3 ชั่วโมงกว่า

” เราพยายามแบ่งเวลากัน เข้าใจว่าฝ่ายค้านมีประเด็นซักถามเยอะเราก็ให้เวลาในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และให้เวลาซักถามมากกว่าฝั่งรัฐบาล วันนี้ก็เช่นเดียวกันส่วนไหนที่รัฐบาล เราพอปรับลดจำนวนคนโดยเฉพาะในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เราก็พยายามทำเพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ” นายกรวีร์กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าหากดูจากสถานการณ์ตอนนี้ จะต้องให้จบภายในวันนี้ไม่มีการขยายต่อใช่หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า จะพยายามให้เป็นแบบนั้น แต่วันนี้มีกระทรวงที่หลายคนสนใจอภิปรายเยอะ ก็ค่อนข้างยากที่จะลดคนอภิปราย ต้องขอความร่วมมือคุมเวลา ซึ่งในวาระ 2 ในการอภิปรายเป็นสิทธิ์ของคนที่แปรญัตติเอาไว้ ซึ่งเป็นสิทธิ์โดยชอบตามข้อบังคับ ซึ่งต้องรอในช่วงบ่ายอีกครั้งหนึ่งเพื่อพูดคุยเรื่องเวลา

เมื่อถามว่าหากต้องขยายเวลาไปจริง จะทำยังไงไม่ให้ถูกครหาว่ารัฐบาลไม่ต้องการอภิปรายรายงานของ กกต. นายกรวีร์ กล่าวว่า เราแสดงความชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่าอยากให้เวลาในการติดตามสอบถามของเพื่อนสมาชิกอย่างเต็มที่

” ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ไม่ใช่รัฐบาลมาดึงเวลาของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ว่าเราตั้งใจแล้วก็ดึงเกมเพื่อที่จะให้เป็น 3 วัน 4 วัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ยืนยันว่าเราไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น” นายกรวีร์กล่าว

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ในระเบียบวาระวันพรุ่งนี้ประธานได้บรรจุเอาไว้แล้วว่าจะเป็นกระทู้ถาม ตามด้วยเรื่องรับทราบรายงานและเรื่องชายแดนภาคใต้ เรื่องของ กกต. ที่มีประเด็นก็อยู่ในระเบียบวาระ

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ สส. ในพรรคหรือไม่หลังที่ประชุมสภาเกิดเหตุประท้วงวุ่นและอาจกระทบภาพลักษณ์ นายกรวีร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา 2 วันเต็ม ๆบรรยากาศในห้องประชุมเป็นไปด้วยดีมาโดยตลอดถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนเมื่อคืนนี้ช่วงดึก มันก็เกินไปจริง ๆ มาพาดพิงทำให้พรรคการเมืองและเพื่อนสมาชิกเกิดความเสียหาย สส. ฝั่งรัฐบาลจำเป็นต้องลุกขึ้นประท้วงและชี้แจงข้อเท็จจริง หวังว่าวันนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก เราต่างฝ่ายต่างตั้งเป้าหมายเดียวกัน ถ้าเสียเวลาประท้วงให้ยืดเยื้อในสภาก็จะเสียเวลาการประชุมทั้งสองฝ่า

เมื่อถามว่าถ้าพรรคกล้าธรรมโหวตทิศทางเหมือนพรรคภูมิใจไทยแบบนี้บ่งบอกอะไรได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเขาไม่ได้โหวตเหมือนพรรคภูมิใจไทย ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่พรรคกล้าธรรม ก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านลุกขึ้นทวงติ่งให้ข้อเสนอแนะเป็นเอกสิทธิ์ของสส. แต่ละคนแต่ละพรรค

ส่วนไม่ได้หมายความว่าจะจับมือกันใช่หรือไม่ นายกรวีร์ ยืนยันว่าไม่มีๆ

ถกงบปี 70 วาระ 2-3 วันที่สาม เด็กส้มประเดิม! ข้องใจงบ ปค. ซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ 100 ล้าน

9 กันยายน 2569 เวลา 11:42 น.

“ปชน.”ข้องใจกรมการปกครองซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ 100ล้านบาท ไม่โปร่งใส สืบราคาจากบริษัทที่มีรายได้ 0บาท และจัดซื้อซ้ำซ้อนกับตำรวจที่มีระบบตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท วาระ2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เริ่มต้นพิจารณามาตรา20 กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 226,929ล้านบาท น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐาน แต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไร แต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100ล้านบาท ช่วงนี้คำว่า “ฮั้ว”เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่ม จึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส

ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ ที่ระบุว่า ข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผล จึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน

อธิบดีปกครองฮึ่ม! ลั่นต่างชาติเข้ามาต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย เผย เนรเทศ เป็นแค่มาตรการหนึ่ง ชี้มีแรงกว่านี้อีกมาก

9 กันยายน 2569 เวลา 11:22 น.

“อธิบดีปกครอง” ลั่น ต่างชาติเข้าไทยต้องปฏิบัติตามกม.ไทย เผย “เนรเทศ” เป็นแค่มาตรการหนึ่ง ชี้มีแรงกว่านี้อีกมาก บอก ภาพรวมอยู่กันสงบสุข ไม่มีปัญหาอะไร แนะ หากทำกิจกรรมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ สร้างความเข้าใจต่อสังคม ลั่น หากพบ จนท.เอี่ยวรับผลประโยชน์ สุสานยิวแปดริ้ว ดำเนินคดีเต็มที่

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่รัฐสภา นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเนรเทศชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยว่า เป็นการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ซึ่งเราพยายามทำความเข้าใจกับทุกคนที่เข้ามาในประเทศไทย เรายินดีต้อนรับ แต่เมื่อเข้ามาแล้วต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย หากใครมีพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม กระทบความเป็นอยู่หรือความสงบสุขของประชาชนก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต่อไปนี้หากชาวต่างชาติคนใดเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทย จะใช้วิธีเนรเทศอย่างเดียวเลยหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ความจริงมีหลายความผิดอยู่ ซึ่งกฎหมายระบุไว้แล้ว เมื่อถามว่า มีชาวต่างชาติจำนวนมากหรือไม่ ที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย นายนฤชา กล่าวว่า เท่าที่รับรายงานเข้ามายังไม่มีอะไร ส่วนที่เป็นข่าวนั้นทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีพฤติกรรมอย่างไร ส่วนรายอื่นยังไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า กรณีชาวอิสราเอลที่เข้ามาถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต่างชาติที่เข้ามาแล้วอยู่อย่างสงบสุขมีเยอะแยะ จึงต้องดูเป็นราย ๆ ไป เราต้องดูในภาพรวม เห็นอยู่กันปกติดี เพียงแต่ในช่วงที่เขาทำกิจกรรม ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า กิจกรรมเหล่านี้จะมีรูปแบบการแสดงออกอย่างไร หากไม่สร้างความเข้าใจกับสังคมจะทำให้เกิดปัญหาได้ บางพื้นที่เห็นอยู่ร่วมกับคนไทยได้อย่างสงบสุข ไม่เห็นมีอะไร
อย่างไรก็ตาม หากจะทำกิจกรรมเขาจะแจ้งเจ้าหน้าที่อยู่แล้วว่า เป็นงานอะไร จะทำกิจกรรมแบบไหน แต่ที่เป็นประเด็นอาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ในช่วงนี้หรือไม่ เพราะมีข่าวต่างๆ ออกมา พอเขาจะจัดกิจกรรมอะไรประชาชนเลยตื่นตัว ตนมองว่า การจัดกิจกรรมของเขาถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่เขาเพิ่งเข้ามา บางคนเข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมายและเข้ามาตั้งรกรากอยู่นานแล้ว

เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยต้องกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอดส่องดูแลในพื้นที่นั้น ๆ หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า มีการสอดส่องทุกพื้นที่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้การทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่อยากให้ไปรบกวนบรรยากาศต่างๆ อยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข และ สื่อมวลชนเองต้องช่วยกันทำความเข้าใจด้วย ไม่ใช่ประเด็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะออกไปทางลบทั้งหมด เรื่องในเชิงบวกก็มี ทั้งนี้สำหรับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ที่ออกมาตนเห็นว่า เป็นมาตรการที่ชัดเจน และใช้ในการควบคุมความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรการเนรเทศถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดแล้วใช่หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า มีกฎหมายรุนแรงกว่านี้อีกมากมาย การเนรเทศเป็นเพียงมาตรการหนึ่งเท่านั้นในการที่จะทำให้สังคมสงบสุข

เมื่อถามถึงกรณีชาวยิวเข้ามาแล้วสร้างสุสานที่ จ.ฉะเชิงเทรา นายนฤชา กล่าวว่า เขาขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนกิจ พ.ศ.2528 ซึ่งเขาทำกันมาโดยตลอด
เมื่อถามถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราให้เจ้าหน้าที่เอาเอกสารไปที่สุสานแต่ไม่พบเจ้าของที่ดิน กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องของการอนุญาต ต้องย้อนกลับไปที่ผู้ที่ให้อนุญาตเบื้องต้น ถ้าเป็นในเขตเทศบาล หรือ อบต. จะเป็นอำนาจของทางท้องถิ่น ส่วนที่ จ.ฉะเชิงเทรา ถ้าไม่พบเจ้าของพื้นที่ ถึงอย่างไรก็ต้องหาให้พบ เจ้าของพื้นที่ไม่มีตัวตนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องนี้เดี๋ยวเจ้าหน้าที่คงจะมีวิธีการในการแจ้งของที่ดิน เอกสารราชการมีวิธีการแจ้งแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ยอมรับ โดยจะมีหมายออกไป เขาอาจจะยังไม่ยอมรับในตอนนี้ แต่ถึงอย่างไรคดีที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตอนนี้เขาใช้สิทธิทางศาล เพราะเราไม่รับอุทธรณ์ให้มีการใช้พื้นที่ต่อไป เมื่อมันผิดหลักเกณฑ์กับปัจจุบัน ส่วนการอนุญาตที่ผ่านมาที่สงสัยว่าทำไมถึงอนุญาตนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าอนุญาตภายใต้หลักเกณฑ์อะไร แต่หลักเกณฑ์ปัจจุบันมันมีทั้งเรื่องของสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และความถูกต้องในการจัดการพื้นที่ตรงนั้น ซึ่งจะนำมาพิจารณาทั้งหมด จึงไม่ได้ต่อใบอนุญาตมา ทำให้พื้นที่ตรงนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้ผิดเราก็ต้องไปแก้

เมื่อถามย้ำว่า หากพบเจ้าหน้าที่เข้าไปเอื้อหรือรับผลประโยชน์ จะดำเนินการอย่างไร นายนฤชา กล่าวว่า ถ้าไปเอื้อหรือรับผลประโยชน์ถือว่าผิดกฎหมายล้านเปอร์เซ็นต์ ต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า ความจริงกฎหมายเข้มข้นอยู่แล้วหรือไม่

นายนฤชา กล่าวว่า กฎหมายเราเข้มข้นอยู่แล้ว มีหลักเกณฑ์ หลักปฏิบัติครอบคลุมอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมาปรับปรุงกฎหมายใหม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ ที่อื่นก็ไม่มีปัญหาอะไร กรณีนี้เป็นสุสานของเอกชน สุสานของศาสนาอื่น หรือของสัญชาติอื่นที่อยู่ในเมืองไทย เขาก็อยู่กันเยอะแยะไปหมด ก็อยู่ได้ด้วยความปกติสุข ไม่เห็นมีปัญหาอะไร

ลุ้นบ่ายนี้! พิพัฒน์ นัด รฟท.-ประธานบอร์ด ถกหาข้อยุติ ปมเดินรถ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์

9 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

“พิพัฒน์” คุยผู้ว่ารฟท.-บอร์ดการรถไฟ บ่ายนี้ หาข้อยุติ ยื้อซีพีแอร์พอร์ตลิ้งต่อ 4 เดือน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา09.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม สัมภาษณ์กรณีบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด(ในเครือซีพี) ได้ส่งหนังสือขอใช้สิทธิ์ยุติสัญญาโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้ง ในวันที่ 30 กันยายนนี้ได้ส่งหนังสือมาแล้วหรือยัง ว่า แอร์พอรต์ลิ้งได้ส่งจดหมายมาแล้ว เดี๋ยวช่วงบ่ายวันนี้จะมีการหารือกันที่กระทรวงคมนาคม โดยจะเชิญนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟฟ้า แห่งประเทศไทย(รฟท.) และประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ดการรถไฟ)มาหารือ ซึ่งเขาก็มีการยื่นเงื่อนไขมาพอสมควร โดยเราต้องมาดูว่าเงื่อนไขอะไรที่เราพอรับได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่เราต้องหาวิธีให้เขาเดินรถต่อ ซึ่งเงื่อนไขบางข้อ เขาพร้อมที่จะเดินรถต่อ แต่มีเงื่อนไขบางส่วน ที่พวกเราจะต้องรับ

เมื่อถามว่า รฟท.เสนอขยายเอ็มโอยูให้ซีพีเดินรถแอร์พอร์ตลิงค์อีก 4 เดือน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เขาพร้อมเดินตามเงื่อนไขถึงสิ้นปี คือประมาณ 4 เดือน

เมื่อถามย้ำว่า เงื่อนไขพอที่จะพูดคุยกันได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ก็น่าจะคุยกันได้อยู่ แต่ยังไงขอหารือในบ่ายวันนี้ก่อน ซึ่งเราต้องพยายามหาข้อสรุปให้ได้ ไม่อย่างนั้นความมั่นใจของประชาชนคนเดินทาง ก็จะไม่มีความมั่นใจ ยังไงก็จะต้องมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าเราจะสรุปอย่างไร เพื่อตอบไปยังผู้ประกอบการ

ถามอีกว่าจะมีแผนสำรองหรือไม่หากการพูดคุยไม่ลงตัว นายพิพัฒน์กล่าวว่า เราก็ต้องเตรียมความพร้อม ว่าเราต้องดำเนินการด้วยตัวเราเองให้ได้ ซึ่งทางรฟท.บอกแล้วว่าจะให้บริษัทลูกรับช่วงต่อ และเราก็ต้องเตรียมการ แต่การที่เราจะให้ซีพี เดินรถให้เราจนถึงสิ้นปีก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

เมื่อถามอีกว่า มีการมองกันว่าช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างซีพี กับบริษัทลูกของรฟท.จะมีปัญหาหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าไม่มีปัญหา เพราะในอดีตก่อนหน้านี้ บริษัทลูกของรฟท. เดินรถอยู่แล้วก่อนที่ภาคเอกชนจะเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งถ้าหากเขาจัดส่งคืนเราก็รับช่วงต่อกลับไปบริหารเหมือนเดิม ขณะที่บุคลากรส่วนหนึ่งไปอยู่กับผู้ประกอบการภาคเอกชน ส่วนที่ขาดเราก็จัดเติมเข้าไป