อนุทิน ควงภริยา บินเพชรบูรณ์ ชม อุทยานศรีเทพ เปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย

อนุทิน ควงภริยา บินเพชรบูรณ์ ชม อุทยานศรีเทพ เปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย

อนุทิน ควงภริยา บินเพชรบูรณ์ ชม อุทยานศรีเทพ เปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

”อนุทิน“ควงภริยา บินเพชรบูรณ์ ชม“อุทยานศรีเทพฯ พร้อมเปิดงาน “ฮักบั้งไฟพุเตย“ กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในท้องถิ่น

เมื่อเวลา 14.00 วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 พล.ม.2. สนามเป้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยน.ส.ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ โดยเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โบราณสถานเขาคลังนอก และเป็นประธานเปิดงาน เป็นประธานเปิดงานประเพณี “ฮักบั้งไฟพุเตย” ประจำปี 2569 อ.วิเชียรบุรี เพื่อติดตามการพัฒนาแหล่งโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ พร้อมร่วมประเพณีสำคัญของท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความร่วมมือของประชาชนในชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

อนุชา เผยเหตุผลคัมแบ็ก ปชป. จุดไฟสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่หวั่นกระแสตามหลัง ชัชชาติ

อนุชา เผยเหตุผลคัมแบ็ก ปชป. จุดไฟสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่หวั่นกระแสตามหลัง ชัชชาติ

อนุชา เผยเหตุผลคัมแบ็ก ปชป. จุดไฟสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่หวั่นกระแสตามหลัง ชัชชาติ

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

’ปชป.‘ ตามคาด! เปิดตัว ’อนุชา‘ ชิง ’เก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.‘ ด้าน ’อภิสิทธิ์‘ ลั่นใจสู้เกินร้อย แม้เป็นรอง ขณะที่เจ้าตัวเปิดใจตกปากรับคำ เผยกรอกใบสมัครแล้ว ชูสโลแกน  ‘กทม.เมืองฟ้าอมร And More’ ดันนโยบาย ‘3 ส.’พัฒนาเมืองกรุงฯ พ่วงเปิดชื่อ50ผู้สมัครสก. 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.30น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดูแลกทม. นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายชัยวัฒน์ บรรณวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค ทั้งนี้พบว่า อดีตผู้บริหารกทม.ในยุคต่างๆ ที่มีผู้ว่าฯกทม. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ในยุคของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร นายวัลลภ สุวรรณดี อดีตรองผู้ว่าฯกทม. นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม.ในยุคของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ร่วมแถลงเปิดตัว นายอนุชา บูรพชัยศรี ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ เปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 50 เขต ในนามพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจกับการเลือกตั้งกทม. ที่ผ่านมาพรรคได้ทำงานร่วมกับคนกทม.มายาวนาน สิ่งที่ต้องการยืนยันคือ พรรคมีบุคลากรจำนวนมากที่มีความเชี่ยวชาญและผูกพันกับคนกทม. การทำงานของประชาธิปัตย์ทุกเวที และทุกพื้นที่ ทำงานเป็นทีม ด้วยความรับผิดชอบร่วมกัน รวมถึงใส่ใจการทำงานของบุคลากรในทุกระดับ แม้ระยะหลังประชาชนไม่ได้ให้โอกาส ทั้งเลือกตั้ง สส. หรือผู้ว่าฯกทม.ที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่าต้องห่างเหิน

“โดย อดีตผู้บริหารกทม.ที่มาร่วมงานและ ผู้สมัครส.ก. คือการยืนยันทำงานเป็นทีม แม้ว่าหลายคนอาจลืมในบทบาทการทำงานในกทม. ทั้งนี้ คนกทม. เคยให้โอกาสทำงานต่อเนื่อง 4 สมัย และการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านผู้ว่าฯกทม. ทำให้ชาวฝั่งธนบุรีได้เห็นรถไฟฟ้าเป็นครั้งแรก แม้รัฐบาลส่วนกลางไม่สนับสนุน และขยายรถไฟฟ้าต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างที่มุ่งมั่นของการทำงาน และยังมีการเกิดขึ้นของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่ผู้ว่าฯกทม. ดำเนินการ วันนี้กทม.มีอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ  แม้ยังใช้ไม่ได้ ซึ่งเรายืนยันเดินหน้าเพราะอาสาทำงานให้คนกทม. อย่างแท้จริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรอง การสำรวจความเห็นประชาชนยืนยันเลือกผู้ว่าฯกทม. คนปัจจุบัน ทั้งนี้หากผู้สมัครเลือกตั้งกทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับโอกาสจะทำหน้าที่อย่างใส่ใจ สิ่งที่ตนคาดหวังจากผู้ว่าฯกทม. คือทำงานใหญ่เพื่อผลักดันกทม.ให้เป็นได้มากกว่านี้ ทั้งนี้การเลือกผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. ได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์การบริหาร โดยผ่านการแก้ปัญหาหนี้ของบริษัทของครอบครัวที่มีปัญหาวิกฤติ จากเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักร เป็นการทำแบบครบวงจร พิสูจน์ทักษะและประสบการณ์ จากนั้นเข้ามาสู่การเมือง ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.กทม. จึงมีประสบการณ์ตรงกับคนกทม.

“ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ได้รับการยอมรับทางการเมืองในอุมดการณ์ของพรรค ซื่อสัตย์ สุจริต และในช่วงการเมืองขัดแย้ง ยังได้ประสานงานให้เรียบร้อย หลายคนถามว่ามีช่วงหนึ่งหายไปจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้ไม่ต้องสงสัยว่าจะอยู่หรือไม่ หากเขาไม่ตัดสินใจ โอกาสที่ได้เป็น สส. หรือตำแหน่งบริหารเกิดขึ้นได้ แต่ความมุ่งมั่นอยากกลับมาช่วยประชาธิปัตย์ยามที่พรรคเป็นรอง ใจเขาเกินร้อย และตัดสินใจว่าวันนี้ทุ่มเทให้คนกทม.  ทำให้กทม. เป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นกทม.เมืองฟ้าอมร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

ขณะที่ นายอนุชา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารกทม. ตอนหนึ่งว่าเหตุผลที่ตนลงรับสมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ผลจะเป็นรองนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ย่อท้อ หรือตัดสินใจเป็นอื่น ทั้งนี้หลังการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา ตนบอกกับครอบครัวและคนใกล้ชิดจะวางมือทางการเมือง ทั้งนี้ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์สอบถามตนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ แต่ตนคิดว่ายังนำเสนอประเด็นในการเมืองระดับชาติ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไม่ครบถ้วน จนนำเสนอครบถ้วนแล้ว แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนทางนโยบายและการปฏิบัติ แม้จะพูดจนหมดแล้ว 

“มาวันหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาสอีกครั้งสอบถามว่าสนใจอยากมาลงสมัครเลือกตั้งกทม. เป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. จากเดิมที่หลายคนคิดว่าไม่สนใจและหมดไฟ แต่ผู้บริหารพรรคจุดไฟให้ผม ว่ามีอะไรที่ไม่ได้ทำให้กับกทม. จึงเป็นที่มาของวันนี้ นอกจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาส แนวทางการทำงานผมฐานะ สส. ตั้งแต่ปี2550 เป็นแนวทางเดียวกันกับนายอภิสิทธิ์ คือการเมืองสุจริต เป็นอีกจุดที่ผมคิดว่าเจออุดมการณ์เดิมที่เข้ามาการเมือง ทั้งนี้ผมมีผู้สนับสนุนตนต่อการทำงานการเมืองในแนวทางการทำการเมืองที่สุจริต อย่างไรก็ดีผมได้กรอกใบสมัครแล้ว” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวต่อว่าสิ่งที่อยากทำ คือ ให้กทม.เป็นเมืองฟ้าอมร And More  โดยยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงให้เป็นเมืองที่เป็นอนาคตคนรุ่นใหม่ สำหรับนโยบาย คือ การพัฒนากทม. ให้ สะดวก สะอาด สบาย และ and more เผื่อมีคนคิดว่าไม่พอ ตนพร้อมรับฟังทุกความเห็น  เช่น ความสะดวกในเรื่องการเดินทาง มีระบบฟีดเดอร์เข้าถึงการคมนาคม รวมถึงสถานพยาบาล ขณะที่การบริหาร

“วันนี้เห็นผู้สมัครสก.แต่ละท่านก็มั่นใจว่าประชาชนจะหวนกลับมาเลือกเราให้กลับไปทำงานอีกครั้ง วันนี้พรรคและตนมีความมั่นใจที่จะทำงานรวมกับ สก.50 เขตและมั่นใจนโยบายชาวกทม.จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ฉะนั้นหวังว่าประชาชนกรุงเทพฯ จะเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่เราจะเข้ามา“นายอนุชา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคประชาธิปัตย์ 50เขต ได้แก่ 
1.เขตดุสิต นายศรราม  ภูมิไชย
2.เขตพระนคร  น.ส.นัชธนัญญ์  ทรัพย์ญาณกรณ์
3.เขตบางซื่อ   นายฐานวัฒน์ สถิตโอฬารโรจน์
4.เขตพญาไท    นายอนุชาญ  กวางทอง
5.เขตราชเทวี   น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ
6.เขตปทุมวัน   นายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์
7.เขตบางรัก   นายธนากร  ลิ้มวาทะรส
8.เขตสัมพันธวงศ์   นายพินิจ  กาญจนชูศักดิ์
9.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ
10.เขตยานนาวา  นายสมเกียรติ ปัญญะธารา

11. เขตสาทร  นายมนตรี เปรมบุญ
12. เขตบางคอแหลม  ดร.สุดคนึง  แก้วทอง
13.  เขตคลองเตย  นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ
14. เขตห้วยขวาง    นายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล
15. เขตวัฒนา  นายเมธวิน มีสุวรรณ
16. เขตดินแดง   น.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์
17. เขตจตุจักร    นายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์
18.  เขตหลักสี่  นายต้นรังสรรค์  กียปัจจ์
19. เขตดอนเมือง   นายไกรศักดิ์ เสาเวียง
20. เขตสายไหม  นายกร สิงห์ธีร์

21. เขตบางเขน  นายชัชชนะพงศ์  แก้วทอง
22. เขตลาดพร้าว   นายอัทรัณ มานุพีรพันธ์
23. เขตวังทองหลาง นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์
24. เขตบางกะปิ นายปรัชญา ศรีสะอาด 
25.เขตบึงกุ่ม  ดร.อาคร  ประมงค์
26.เขตคันนายาว   น.ส.เกษนันท์  เรืองตาบ
27. เขตสะพานสูง   นายอรรถวิทย์  เซะวิเศษ
28. เขตสวนหลวง  นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล
29.เขตประเวศ   นายธนวัฒน์  เชิดชูกิจกุล

30.เขตบางนา  นายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ
31.เขตพระโขนง  นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ
32.เขตหนองจอก  นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
33.เขตลาดกระบัง   นสพ.อนันต์ ฤกษ์ดี
34.เขตมีนบุรี  นายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ
35.เขตคลองสามวา  นายมนูญ อินช่วย
36.เขตธนบุรี   นายสามารถ คุ้มทรงธรรม
37.เขตคลองสาน  นายสมชาย  เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.ปัจจุบัน 
38. เขตบางพลัด น.ส.ภัทราพร  ปาลวงษ์ เป็นผู้สมัครคนใหม่ แทน พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ ที่ลงสมัครอิสระ
39.เขตบางกอกน้อย  นายนภาพล  จีระกุล ส.ก.ปัจจุบัน

40.เขตตลิ่งชัน  นางลักขณา  ภักดีนฤนาถ
41.เขตภาษีเจริญ  นายวงศธรร์ พิศาลกาญจนกิจ
42.เขตบางกอกใหญ่   นายวิรัช   คงคาเขตร
43.เขตจอมทอง นายเจริญ เพ็ชรกิจ
44.เขตราษฎร์บูรณะ   นายไสว  โชติกะสุภา
45.เขตทุ่งครุ    นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์
46.เขตบางขุนเทียน   น.ส.เนตรสกาว ชาหอม
47.เขตบางบอน  นายสมพร คงโครัด
48.เขตบางแค  นายกวิน ชาตะวนิช
49.เขตหนองแขม   ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี
และ 50. เขตทวีวัฒนา   นายยิ่งยงค์ จิตเพียรธรรม

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายดี กัมพูชาปล่อยตัว ลุงโยชน์ แต่ไม่หมายความว่า ไทยจะยอมทุกอย่าง

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายดี กัมพูชาปล่อยตัว ลุงโยชน์ แต่ไม่หมายความว่า ไทยจะยอมทุกอย่าง

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายดี กัมพูชาปล่อยตัว ลุงโยชน์ แต่ไม่หมายความว่า ไทยจะยอมทุกอย่าง

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายที่ดี “กัมพูชา” ส่งตัว “ลุงโยชน์” กลับไทย แต่ไม่หมายความว่า ทำแบบนี้แล้วไทยจะยอมทุกอย่าง ชี้ “UNCLOS” ทำให้ 2 ประเทศยืนบนหลักเดียวกัน 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.10 น. พล.ม. 2 สนามเป้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ทางกัมพูชาได้ส่งตัว “นายโยชน์ สายน้อย” กลับประเทศมาแล้วเมื่อวานนี้ (15 พ.ค.) ถือเป็นความร่วมมือ และสัญญาณในเชิงบวกหรือไม่ว่า ถือว่าแยกแยะได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นข้อพิสูจน์อีกเรื่องหนึ่งว่า เราไม่ได้มีปัญหาระหว่างประชาชน จึงอยากจะขอให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล และระบบการบริหาร  ซึ่งเราก็ใช้เรื่องของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา 

“ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เขาไม่เอาคนของเรา หรือเราก็ไม่ได้ไปเอาคนของเข้ามาต่อรอง หรือนำมาใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนใดๆ ถือว่า เป็นเรื่องที่แยกแยะได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หากเขาทำเช่นนี้แล้ว ประเทศไทยจะต้องยอมอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นคนละเรื่องกัน ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการเจรจา”

เมื่อถามว่า ยังมีเรื่องใดอีกบ้างที่ทางรัฐบาลอยากให้ทั้ง 2 ประเทศพัฒนาความเชื่อมั่น นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างน้อยการที่ตนได้พบกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ที่ผ่านมา ตนก็ได้แจ้งโดยวาจา ก็ถือว่าเป็นทางการว่า “ไทยยกเลิก MOU44 และขอให้เดินตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งทางกัมพูชาก็ตอบสนองมาว่า “ผิดหวัง” ที่คิดว่า น่าจะไปในแนวทางเดิม แต่เมื่อประเทศไทยยกเลิกแล้ว กัมพูชาก็จะยึดถือ UNCLOS ซึ่งอย่างน้อยก็มีหลักอ้างอิงตัวเดียวกันแล้ว “ดีกว่าไปพูดคุยกัน ไปไหนมา สามวาสองศอก ซึ่งหลักเดิมคือ MOU 44 เราก็บอกว่า เรายึดหลักนี้ เขาก็บอกว่ายึดหลักนั้น ก็เหมือนขับรถบนถนนสุขุมวิท กับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ก็ไม่มีวันได้เจอกัน อย่างน้อยวันนี้เรากลับมาอยู่บนหลักเดียวกัน ทำให้มีตัวอ้างอิง“

เมื่อถามว่า มองว่า เรื่องของความเชื่อมั่น ตอนนี้กัมพูชาอยู่ในระดับไหน นายอนุทิน กล่าวว่า จนกว่าทุกอย่างจะสงบเรียบร้อย เราจะต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างแนวทางความมั่นคง และความปลอดภัยตามแนวชายแดนให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย

‘อนุทิน’ ชี้ ถกเจ้าสัว-บิ๊กธุรกิจ พร้อมนำข้อเสนอแนะ-แนวทาง สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง

‘อนุทิน’ ชี้ ถกเจ้าสัว-บิ๊กธุรกิจ พร้อมนำข้อเสนอแนะ-แนวทาง สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง

‘อนุทิน’ ชี้ ถกเจ้าสัว-บิ๊กธุรกิจ พร้อมนำข้อเสนอแนะ-แนวทาง สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

‘อนุทิน’ ชี้ คุยผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ประเทศพร้อมนำข้อเสนอแนะ-แนวทาง สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง เผย ‘เจ้าสัวธนินท์’ บอก ไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมีความมั่นคงทางอาหาร บอก Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ต้องมี ก่อนขยายสู่แลนด์บริดจ์

วันที่ 16 พฤษภาคม 256 เวลา 14.10 น. ที่ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับผู้ประกอบการระดับประเทศ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า เมื่อวานใช้เวลา 2 ชั่วโมงในที่ประชุม และ 1 ชั่วโมงที่ได้ร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากบรรดาผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเราจะนำมาประมวลและนำข้อเสนอแนะต่างๆมากำหนดเป็นแนวทางที่จะทำให้สิ่งที่คาดหวัง ของผู้ประกอบการได้รับผลสำเร็จมากที่สุด เพราะประเทศของเราต้องพึ่งท่านเหล่านี้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ทำให้สังคมมีความสงบสุข มีการจ้างงาน และเสียภาษีต่างๆ รัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน 

เมื่อถามว่า มีโครงการอะไรที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลเดินต่อ และที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องของสินค้านำเข้าส่งออก เขาอยากให้ปรับปรุงในเรื่องเส้นทางขนส่งสินค้า เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องกำแพงภาษี อย่างนายธนินท์ เจียรวนนท์   ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ท่านบอกว่าเราต้องยกระดับเกษตรกรให้มากที่สุดในสถานการณ์ของโลกทุกวันนี้ ท่านพูดคำนึงว่าของเราน้ำมันบนดินนะ ก็คืออาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ตนได้เคยพูด และนำไปพูดในที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า น้ำมันที่เป็นพลังงานกินไม่ได้แต่ว่าอาหารที่เอาไว้ยังชีพ ที่เมืองไทยมีมากกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่สุดแล้วประเทศจะอยู่ได้นานกว่า สามารถจะอดทนได้มากกว่าเพราะเรามีความมั่นคงทางด้านอาหาร เราก็เอาความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศในอาเซียนทุกคนได้หยิบยกขึ้นมาว่า เราจะต้องมั่นใจว่าห่วงโซ่ของอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร จะต้องมีความเข้มแข็ง ซึ่งในอาเซียนประเทศไทยถือว่ายืนหนึ่งในเรื่องนี้ เราก็ต้องมาเน้นให้เรามีความเข้มแข็งในด้านนี้ในการที่จะไปเจรจาพูดคุยกับประชาคมโลกอื่นๆ เป็นสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย

เมื่อถามว่า ในวงผู้ประกอบการได้มีการพูดคุยเรื่องการพัฒนาท่าเรือระนองและเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างชุมพรและระนองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น แต่ตัว Missing Link ส่วนที่ขาดไป ทุกวันนี้ ทางรถไฟที่ไปทางซีกตะวันตกยังไม่มี เขาเรียก Missing Link เราต่อเติมในช่วงที่มันขาดหายไป ทำให้มันไม่ขาด มันก็จะทำให้วงจรเครือข่ายของการคมนาคมขนส่งทางรางในประเทศไทยที่เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เหนือ ใต้ ออก ตก จะมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คือจุดเริ่มของแลนด์บริดจ์ ส่วนแลนด์บริดจ์ตัวใหญ่นั้นเราให้มีการศึกษากันอยู่ซึ่งรัฐบาลก็รับฟังถึงเรื่องของความคุ้มทุน หรือเรื่องของการที่มีแล้วจะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งในส่วนของตัวแลนด์บริดจ์ก็จะศึกษาตรงนี้ แต่ว่าอย่างน้อยในส่วนของ Missing Link ที่จะนำไปสู่การขยายเป็นถึงระดับแลนด์บริดจ์หรือเปล่าก็ควรจะต้องเกิดขึ้น 

อยู่ที่ฝีมือต่อรองของผู้เกี่ยวข้อง อนุทิน ชี้ ถ่ายสดบอลโลก 2026 รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง

อยู่ที่ฝีมือต่อรองของผู้เกี่ยวข้อง อนุทิน ชี้ ถ่ายสดบอลโลก 2026 รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง

อยู่ที่ฝีมือต่อรองของผู้เกี่ยวข้อง อนุทิน ชี้ ถ่ายสดบอลโลก 2026 รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“อนุทิน” ชี้ ถ่ายสดบอลโลก 2026 อยู่ที่วิธีการต่อรองของผู้เกี่ยวข้อง 

เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 16 ที่พล.ม. 2 สนามเป้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ก่อนลงพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ ถึงความคืบหน้าการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล 2026 หลังคณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบให้กรมประชาสัมพันธ์ เป็นแม่งานในการประสานการถ่ายทอดสด ว่า รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง ขึ้นอยู่ที่วิธีการต่อรองของผู้ที่เกี่ยวข้อง

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

คุณหญิงหน่อย ให้กำลังใจ กกร. ควรได้รับดอกไม้ มิใช่ก้อนหิน ลั่นถึงเวลาตั้ง ป.ป.ช.ภาคประชาชน ปราบโกง

คุณหญิงหน่อย ให้กำลังใจ กกร. ควรได้รับดอกไม้ มิใช่ก้อนหิน ลั่นถึงเวลาตั้ง ป.ป.ช.ภาคประชาชน ปราบโกง

คุณหญิงหน่อย ให้กำลังใจ กกร. ควรได้รับดอกไม้ มิใช่ก้อนหิน ลั่นถึงเวลาตั้ง ป.ป.ช.ภาคประชาชน ปราบโกง

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 จากกรณี  คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ และพบว่าเกือบ 90% ของภาคธุรกิจ มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในระดับปานกลางถึงมากที่สุด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ข้อความระบุว่า  ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้ คณะกรรมการ กกร. ที่เอาจริงกับขับเคลื่อนไทยสู่ Zero Corruption ด้วยพลังภาคเอกชน 
ซึ่งดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

เพราะการคอรัปชั่น คือตัวฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยยากจน เศรษฐกิจไทยดิ่งเหว

แต่หลังการเผยผลสำรวจจากผู้ประกอบการที่สะท้อนข้อเท็จจริง ว่าการคอร์รัปชันทวีความรุนแรงขึ้น จนเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ 

และทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย “กกร. กลับถูกถล่มจากผู้มีอำนาจที่คุมหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน”

“ความกล้าหาญของกกร. ที่ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงนี้ ไม่ควรได้รับการปาด้วยก้อนหิน แต่ควรจะได้รับดอกไม้ และคำยกย่อง จากผู้มีอำนาจ”

เพราะหากผู้มีอำนาจทั้งหลาย มีความจริงใจ 

ในการปราบคอรัปชั่นจริง  จะมองเห็น ประโยชน์จากข้อมูลของผลสำรวจนี้  ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางข้อมูลที่กกร. มอบให้ 

ซึ่งผู้มีอำนาจควรจะนำไปจัดการปราบคอรัปชั่นในหน่วยงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง ทำให้เป็น

“วาระแห่งชาติในการปราบโกง” โดยจับมือร่วมกับภาคเอกชนเหล่านี้ ซึ่งเป็นผู้ที่รู้ข้อมูล ข้อเท็จจริงดีที่สุด เพราะเขาเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการถูกเรียกรับผลประโยชน์ จากเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้มีอำนาจโดยตรง มีประสบการณ์ด้วยตนเอง

“ผู้ประกอบการเหล่านี้ จึงรู้ว่า เจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจคนใด ในหน่วยงานใด เรียกรับผลประโยชน์อย่างไร” 

รัฐบาลจึงควรจะสนับสนุนให้ กกร. เข้ามามีส่วนร่วมในการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น 

อย่างที่ดิฉันและ #พรรคไทยสร้างไทย ได้พยายามเสนอมาหลายครั้งในการรณรงค์เลือกตั้งว่า เราควรจะตั้ง“ปปช. ภาคประชาชน”  

โดยดิฉันเห็นว่าควรใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้น ในการ“แต่งตั้งคณะกรรมการกกร. เข้ามามีส่วนในการปราบคอรัปชั่น อย่างเป็นรูปธรรม” ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบาย 4 T ของรัฐบาล ถึง2 เรื่อง คือTransformation และ Together 

ดังนั้น ดิฉันขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ ในการสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรี ได้เอาจริงกับการปราบโกง โดยประกาศให้การ 

“ปราบคอรัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ”  และแต่งตั้ง “คณะกรรมการปราบโกงภาคประชาชน” โดยแต่งตั้งตัวแทนจากคณะกรรมการ กกร. และตัวแทนภาคประชาชน ให้เข้ามาทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศชาติ และรัฐบาลเอง

ซึ่งดิฉันเชื่อว่าหากให้กกร. มีอำนาจ มีส่วนร่วมในการปราบคอรัปชั่น การทุจริตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เราจะสามารถเข้าสู่ #ZeroCorruption ได้อย่างแน่นอน

เปิดหน้าชน…!! ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. 2569

เปิดหน้าชน...!! ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. 2569

เปิดหน้าชน…!! ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. 2569

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

หลังจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.กรุงเทพฯ 2 สมัยของพรรค “แนวหน้าออนไลน์” ได้รวบรวมรายชื่อว่าที่ผู้สมัครระดับตัวเต็ง ที่ปรากฎชื่อออกมาขณะนี้ พบว่ามีด้วยกัน 6 คน

คนแรกคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนปัจจุบัน ซึ่งแน่ชัดแล้วว่าจะลาออกก่อนหมดวาระ และจะลงสมัครเป็นวาระที่ 2 ซึ่งถูกจับตาเป็นตัวเต็งอันดับ1 โดยยังยืนยันเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง ส่วนผู้ท้าชิงที่สังกัดพรรคการเมืองขณะนี้มี 2 พรรค คือ พรรคประชาชน ส่ง ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร โดยขณะนี้ ดร.โจ ชัยวัฒน์ ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ และเดินหน้าลงพื้นที่หาเสียงพร้อมกับผู้สมัคร สก.ของพรรคแล้ว

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัว นายอนุชา บูรพชัยศรี ที่นอกจากเป็น สส.กรุงเทพฯพรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย ยังเป็นอดีตสส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นอดีตโฆษกประจำสำนักนายกฯ รองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง สมัยพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ นอกจากนี้ “เจมส์ อนุชา” ยังเป็นลูกเขยของ ร้อยเอก กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพฯอีกด้วย

สำหรับผู้สมัครอิสระที่เปิดตัวแล้ว ทื่สร้างสีสันฮือฮาที่สุดก็เป็น ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อดีตสื่อมวลชนไอทีวี ปัจจุบันมีชื่อเสียงมากในโลกโซเชียล ซึ่งได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้สมัครมาแพ้ จะเอาชนะให้ได้อย่างแน่นอน

อีกคนหนึ่งที่น่าจับตา คือ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักเคลื่อนไหวด้านพลังงานที่ได้รับการยอมรับทางสังคมมากอีกคนหนึ่ง ก็น่าสนใจไม่น้อย เช่นเดียวกับ ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล หรือดร.โจ้ นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีข่าวว่าจะลงสมัครด้วยเช่นกัน

ยังไม่ทันเปิดรับสมัคร ก็มีคนเด่นคนดังเปิดตัวมาแล้วหลายคน เชื่อว่าก่อนที่ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯจะปะทุขึ้น จะยังมีการทยอยเปิดตัวตามมาอีก ทำให้การเลือกตั้งรอบนี้ดุเดือดอย่างแน่นอน 

ตามคาด! ประชาธิปัตย์เปิดตัวอนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงผู้ว่ากรุงเทพฯ

ตามคาด! ประชาธิปัตย์เปิดตัวอนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงผู้ว่ากรุงเทพฯ

ตามคาด! ประชาธิปัตย์เปิดตัวอนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงผู้ว่ากรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  นายอนุชา บูรพชัยศรี เเละผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง50เขตณ ห้องประชุมชั้น3ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์

ดันโครงการทุเรียนคาร์บอนต่ำ สุริยะ ลุยเมืองจันท์ สู้ศึกปุ๋ยแพง หนุนเกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์

ดันโครงการทุเรียนคาร์บอนต่ำ สุริยะ ลุยเมืองจันท์ สู้ศึกปุ๋ยแพง หนุนเกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์

ดันโครงการทุเรียนคาร์บอนต่ำ สุริยะ ลุยเมืองจันท์ สู้ศึกปุ๋ยแพง หนุนเกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

“สุริยะ“ ลุยเมืองจันท์ ตรวจโครงการทุเรียนคาร์บอนต่ำ เปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช ลดต้นทุนปุ๋ย-ยา ลดการพึ่งพาเคมีเกษตร  ดันปุ๋ยชีวภาพ ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์แทนที่ หวังฝ่าวิกฤติปุ๋ยแพง ด้านเกษตรกรบางส่วนปรับตัวศึกษาองค์ความรู้ผลิตชีวพันธุ์ใช้เองยอมรับ ลดต้นทุนได้จริง แต่ต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูล

จากวิกฤตราคาปุ๋ยและเคมีเกษตร ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี  เนื่องจากราคาปุ๋ยยูเรีย ขยับสูงขึ้นไปถึง 1,500 ถึง 2,000 บาท ต่อกระสอบ ขณะที่ราคารับซื้อทุเรียนกลับมีแนวโน้มลดลงล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐานการส่งออกทุเรียนไทยหลังจากมอบหมายให้ กรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนนโยบายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกร ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตร เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช สนับสนุนมาตรการใช้ปุ๋ย 70 : 30 เพื่อความยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหวังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร และส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัย พืชอินทรีย์ และพืชคาร์บอนต่ำ  

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

นายสุริยะ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำลังขับเคลื่อนโครงการขยายผลแปลงต้นแบบด้านการผลิต และใช้ประโยชน์จากปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ของชุมชน เพื่อลดการพึ่งพาเคมีเกษตร และสร้างระบบการผลิตทุเรียนปลอดภัยมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน

ขณะที่ มนี ภาระเปลื้อง ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน หมู่ 6 วังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรีประธานกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน หมู่ 6 วังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันทางกลุ่ม ยังคงเร่งส่งเสริมให้สมาชิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาพึ่งพาเกษตรอินทรีย์และใช้สารชีวภัณฑ์ แทนสารเคมี แต่ปัญหาขณะนี้คือเกษตรกรหลายพื้นที่ ยังไม่เปิดใจ เพราะการผลิตปุ๋ยชีวภาพ ต้องมีองค์ความรู้และต้องใช้เวลามีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน ขณะที่ภาครัฐ มีแต่การซื้อ ปุ๋ยอินทรีย์และชีวพันธุ์ แจกเกษตรกร  ยังไม่ได้มอบองค์ความรู้ให้เกษตรกรนำไปขยายการผลิตที่ชัดเจน 

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ทั้งนี้เกษตรกรในพื้นที่ของตน เปิดใจปรับตัวและได้รวมกลุ่มกันศึกษาการผลิตสารชีวภัณฑ์ ตามที่ได้รับองค์ความรู้จากกรมวิชาการเกษตร เช่น ไตรโคเดอร์มา และน้ำเห็ดเรืองแสง เพื่อนำไปใช้ในสวนทุเรียน  ซึ่งจากการคำนวณต้นทุน พบว่า สามารถลดต้นทุนค่ายาได้ถึง 750 บาทต่อการพ่นยา 1 ถัง และลดต้นทุนภาพรวม ลงได้ถึงไร่ละ 5,000 – 6,000 บาท ขณะที่ผลผลิตยังคงได้คุณภาพดีไม่ต่างจากการใช้สารเคมี

“ชีวภัณฑ์เนี่ยเราทำให้เราลดต้นทุนได้ ที่ผมคำนวณมาคือต่อถังพ่นยาที่เราพ่นยาต่อหนึ่งถังเนี่ยเราสามารถลดได้ 750 บาทต่อหนึ่งถัง มันก็ทำให้เราต้นทุนเราต่ำลง จากก่อนต้นทุนผลผลิตต่อไร่เนี่ยตกประมาณ 20,000-22,000 บาท ตอนนี้เราต้นทุนเราอยู่ประมาณ 14,000-15,000 บาท มันก็ลดต่อไร่ก็ลดประมาณ 5,000-6,000 บาท มันก็ช่วยให้เกษตรกรเนี่ยมีต้นทุนที่ต่ำลง” นาย มนี กล่าว

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ด้าน นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า การขับเคลื่อนแผนการลดต้นทุนภาคการเกษตร โดยปรับเปลี่ยนสู่ชีวภัณฑ์-ปุ๋ยชีวภาพ ปัจจุบันกรมฯ ได้เร่งส่งเสริมให้ชาวสวนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกร ให้หันมาเพิ่มสัดส่วนการใช้สารชีวภัณฑ์และปุ๋ยชีวภาพทดแทนการใช้เคมี จะเห็นว่า การลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีในครั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนทุเรียนตื่นตัวและนำปุ๋ยชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ของกรมวิชาการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในสวนอย่างแพร่หลาย ผลลัพธ์ที่ได้คือ ต้นทุนการผลิตลดลง ในขณะที่ผลผลิตทุเรียนกลับมีคุณภาพดีขึ้น 

สำหรับ จังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งผลิตทุเรียนส่งออกสำคัญของประเทศ  โดยข้อมูลการส่งออกทุเรียนทั้งประเทศไปยังจีน  ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 13 พฤษภาคม 2569 มีจำนวน 27,958 ชิปเมนต์ ปริมาณกว่า 448,679 ตัน มูลค่ากว่า 51,377 ล้านบาท เป็นทุเรียนภาคตะวันออก 22,720 ชิปเมนต์ ปริมาณกว่า 364,437 ตัน มูลค่ากว่า 41,820 ล้านบาท

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ไม่มีประโยชน์ในการถ่วงสำนวน แสวง โต้ กกต.ยื้อ คดีฮั้ว สว. ช้าเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกกล่าวหา

ไม่มีประโยชน์ในการถ่วงสำนวน  แสวง โต้ กกต.ยื้อ คดีฮั้ว สว. ช้าเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกกล่าวหา

ไม่มีประโยชน์ในการถ่วงสำนวน แสวง โต้ กกต.ยื้อ คดีฮั้ว สว. ช้าเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกกล่าวหา

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

“แสวง”โต้ กกต.ยื้อ”คดีฮั้ว สว.” ยันไม่มีประโยชน์ในการถ่วงสำนวน แต่ช้าเพราะเหตุไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกกล่าวหา /มองอาจเป็นโทษก็ได้ หากไม่แจง/ ชี้เป็นสำนวนใหญ่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ให้สิ้นแกระแสความ

วันที่ 16 พ.ค.2569 ที่โรงแรม Tsix5 พัทยา จ.ชลบุรี นายแสวง บุญมี เลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ว่า ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของกกต. โดยยืนยันว่าจะพิจารณาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องรอบคอบและเป็นธรรม ซึ่งกำหนดให้ในแต่ละสัปดาห์จะมี 1 วันที่พิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะไม่ได้มีแค่คดี ฮั้วสว. แต่ยังมีคดีเลือกตั้งอื่นๆอีก เช่น เลือกตั้งท้องถิ่น และเลือกตั้งสส. แต่คดีฮั้ว สว.เป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจ ซึ่งจะมีการพิจารณาไม่ให้ส่วนใดส่วนหนึ่งมีความล่าช้า หากมีข้อสรุปสำนักงานกกต. จะรายงานให้รับทราบต่อไป และขอให้มั่นใจว่า กกต.จะพิจารณาไปตามข้อกฎหมายและหลักฐานในสำนวน

แสวง บุญมี

นายแสวง ยังกล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตการยื้อคดีหรือสุดท้ายจะยกคำร้องในคดีนี้ว่า จริงๆ ไม่มีประโยชน์ในการถ่วงสำนวน แต่เป็นไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละสำนวน ซึ่งการพิจารณาสำนวนทั่วไปใช้เวลา 6-9 เดือน การใช้เวลาเยอะไม่ได้อยู่ที่กกต. แต่อยู่ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกับกกต.สำนวนที่เกี่ยวกับสวแต่ละคนพิจารณาครบหมดแล้ว แต่พอเอาทุกสำนวนมารวมกัน เป็นสำนวนฮั้ว สว. ผู้ถูกกล่าวหาและพยานมีจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลา หากได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกกล่าวหาก็จะเสร็จเร็ว

“เวลาเราไปเรียกพยานหลักฐาน ส่วนมากผู้ที่ถูกกล่าวหา และพยานส่วนใหญ่จะบ่ายเบี่ยงและชะลอ โดยอ้างแต่ถือว่าเป็นสิทธิ์ จนไปถึงขั้น 1 ที่เราเห็นว่าไม่ได้แล้วเพราะเป็นการประวิงเวลา นั่นเราจะใช้อำนาจในการ บอกว่าจะพิจารณาเท่าที่หลักฐานมี ซึ่งอาจจะเป็นโทษกับท่านก็ได้ หากทุกคนมาชี้แจงก็น่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ซึ่งหลักฐานที่มีอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่เพียงพอที่จะตัดสินว่าการกระทำผิดจริงหากเรารวบรวมหลักฐานได้แค่นี้ไม่เพียงพอ เพราะเราต้องไปศาล มันมีหลายมิติ นั่นคือความ ละเอียดรอบคอบสิ้นกระแสความของข้อมูล นั่นคือความซับซ้อนของการพิจารณาสำนวน คดีสว.ซึ่งเป็นสำนวนใหญ่” นายแสวงกล่าว

แสวง บุญมี

นายแสวง ยังปฏิเสธข้อมูลกระแสข่าวที่ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งชุดที่ 36 มติเสียงข้างมากพูดว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไม่มีมูลความผิด โดยชี้แจงว่า ทำตามใจทุกคนไม่ได้ เพราะต้องทำตามกฎหมาย ซึ่งวิธีพิจารณาคดีสืบสวนมี 4 ขั้นตอน เป็นการสร้างขั้นตอนที่ให้มีการตรวจสอบกันและกัน ซึ่งในคณะอนุชุดที่ 36 ยังไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และยืนยันว่าไม่ได้มีการจะยื้อเวลา แต่เป็นไปตามขั้นตอน เพราะมีเอกสารและพยานจำนวนมาก ส่วนจะมีมติอย่างไรต้องรอลุ้นจาก กกต.

นายแสวง ไม่ยืนยันว่าเอกสาร 90,000 หน้าเพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดมติก็จะเปิดเผยอยู่แล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลา และเลขาธิการกกต.ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาสำนวนนี้ ซึ่งในข้อเท็จจริงยังไม่สิ้นกระแสความสามารถเรียกบุคคลมาสอบเพิ่มเติมได้ ซึ่งในชั้นอนุวินิจฉัยไม่ได้เรียกบุคคลใดเข้ามาสอบพิจารณาจากเอกสารเป็นหลัก และเชื่อว่าสำนวนน่าจะมีความสมบูรณ์พอสมควรแล้ว เชื่อว่ากกต.จะมีวิธีพิจารณาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และให้ความเป็นธรรมจากโอกาสในการชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา ขณะเดียวกันกกตก็ต้องพิจารณาเอกสารหลักฐานต่างๆให้รอบคอบ ว่าเขาจะจริงที่รวบรวมได้ ผลจะเป็นไปในทิศทางไหน เท่าที่ทราบกกต.จะทำให้เสร็จโดยเร็ว

แสวง บุญมี

เมื่อถามว่าสำนักงานกกต.เตรียมแผนรับมือหรือไม่หากผลวินิจฉัยของกกตออกมาในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจสร้างความสงสัยและกังวลใจให้กับสังคม นายแสวงกล่าวว่าตอนนี้คนสงสัยแน่นอน แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมา คนจะไม่สงสัยแล้ว แต่จะถูกใจหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะคิดแทนประชาชนไม่ได้ เพราะมีฝ่ายที่ต้องการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ แต่สิ่งที่อธิบายได้ทุกเรื่องคือ คำวินิจฉัยและพยานหลักฐาน และความเห็นที่จะออกมาจะสมเหตุสมผลรับฟังได้หรือไม่ โดยไม่กังวลกระแสอะไร พร้อมย้ำว่าเราจะต้องอยู่ด้วยกฎหมาย

ส่วนสำนวนอื่นๆที่ค้างอยู่นั้น นายแสวงยืนยันว่าจะทำให้เสร็จโดยเร็ว เพราะความช้าคือความไม่ยุติธรรม ซึ่งสำนักงานได้เร่งดำเนินการอยู่แล้ว และทำภายใต้กรอบเวลาระเบียบสืบสวน โดยไม่กังวลว่าจะมีคำร้องอีก 2,000 เรื่องที่ต้องพิจารณา ซึ่งคดีฮั้ว สว.เป็นสำนวนใหญ่ที่ต้องเชื่อมโยงกันหมดก่อนที่จะทำความเห็น

แสวง บุญมี