ต่อไปมีแค่เราสองคนก็พอนะ เกิดอะไรขึ้นกับ แต๊งค์ พงศกร หลังโพสต์ภาพคู่ลูกชายพร้อมแคปชันชวนเอะใจ

ต่อไปมีแค่เราสองคนก็พอนะ เกิดอะไรขึ้นกับ แต๊งค์ พงศกร หลังโพสต์ภาพคู่ลูกชายพร้อมแคปชันชวนเอะใจ

ต่อไปมีแค่เราสองคนก็พอนะ เกิดอะไรขึ้นกับ แต๊งค์ พงศกร หลังโพสต์ภาพคู่ลูกชายพร้อมแคปชันชวนเอะใจ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

วานนี้ 14 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นโพสต์ที่ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับสายบันเทิงต้องหยุดชะงักและเข้ามาส่งกำลังใจกันอย่างล้นหลาม เมื่ออดีตนักแสดงหนุ่มชื่อดังยุค 90 อย่าง แต๊งค์ พงศกร มหาเปารยะ หรือที่หลายคนจดจำเขาได้ในบทบาท ปกป้อง จากละครระดับตำนาน กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวด้วยขอความที่ชวนเป็นห่วงจากบรรดาชาวเน็ตและแฟนคลับ

โดยหนุ่มแต๊งค์ได้โพสต์ภาพชุดสุดอบอุ่นซึ่งเป็นโมเมนต์ที่เขาอยู่กับ น้องตินติน ลูกชายสุดที่รักในหลากหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นภาพอุ้มลูกน้อยท่ามกลางธรรมชาติ, การไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำใต้ทะเล, ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ จนถึงภาพน่ารักๆ ที่ทั้งคู่แต่งชุดคอสตูมวิศวกรเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแต่ละภาพสะท้อนให้เห็นถึงความรักและความผูกพันที่เขามีต่อลูกชายอย่างเต็มเปี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนเกิดอาการสงสัยและเป็นห่วง คือแคปชันสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายชวนคิดที่ระบุว่า “ต่อไปมีแค่เราสองคนก็พอนะ”

แต๊งค์ พงศกร

หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปได้ไม่นาน บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นและส่งความห่วงใยถึงคุณพ่อลูกหนึ่งกันอย่างมากมาย บางส่วนชื่นชมในความน่ารักของน้องตินติน ในขณะที่อีกหลายคนพยายามตีความถึงสถานะครอบครัวกับภรรยาสาว พลอย ไพรินทร์ ที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสกันไปเมื่อปี 2564

“ความเป็นครอบครัวควรยืดหยุ่นต่อกันนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

“ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้เป็นไปในทางที่เหมาะสม และดีสำหรับทุกคนค่ะ เป็นกำลังใจ_นะคะ”

“?”

“ไม่เอาค่ะ ไม่พูดแบบนี้”

“ส่งกำลังใจให้นะคะ”

“เป็นกำลังใจให้นะพี่”

“แคปชั่นดูเศร้าๆจังคะพี่ @thankpm เป็นกำลังใจให้นะคะ no matter what”

“เป็นกำลังใจให้นะคะ”

“เริ่มจากรักเข้าใจอดทนให้อภัยเราจะเจอคำว่าตลอดไป”

แต๊งค์ พงศกร
แต๊งค์ พงศกร

สำหรับประวัติของ แต๊งค์ พงศกร นั้น นอกจากจะเป็นอดีตดาราขวัญใจวัยรุ่นแล้ว เขายังเป็นบุตรชายของ นางวรกร จาติกวณิช ภรรยาของ นายกรณ์ จาติกวณิช และเคยเป็นข่าวโด่งดังในฐานะอดีตคนรักของดาราสาวผู้ล่วงลับ แตงโม นิดา ซึ่งในปัจจุบันเขาได้หันมาทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการดูแลครอบครัวและลูกชายอย่างน้องตินติน จนกลายเป็นภาพจำของคุณพ่อสายสตรองในสายตาแฟน ๆ

และอย่างไรก็ตาม แคปชันดังกล่าวจะเป็นเพียงการบอกรักลูกชายตามประสาพ่อลูก หรือจะมีนัยยะสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือไม่ คงต้องรอฟังคำชี้แจงจากเจ้าตัวกันต่อไป

แต๊งค์ พงศกร
แต๊งค์ พงศกร
แต๊งค์ พงศกร
แต๊งค์ พงศกร
แต๊งค์ พงศกร
แต๊งค์ พงศกร
แต๊งค์ พงศกร
แต๊งค์ พงศกร

ขอขอบคุณภาพจาก อินสตาแกรม thankpm

ครั้งแรกที่คานส์ ไมค์ พิรัชต์ ปรากฏตัวในฐานะทูตวัฒนธรรมเอเชียแปซิฟิก

ครั้งแรกที่คานส์ ไมค์ พิรัชต์ ปรากฏตัวในฐานะทูตวัฒนธรรมเอเชียแปซิฟิก

ครั้งแรกที่คานส์ ไมค์ พิรัชต์ ปรากฏตัวในฐานะทูตวัฒนธรรมเอเชียแปซิฟิก

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

บินลัดฟ้าร่วมงานเทศกาลหนังระดับโลกเป็นครั้งแรก ก็สร้างโมเมนต์เรียกเสียงฮือฮาสะเทือนพรมแดงคานส์ สำหรับซูเปอร์สตาร์ระดับอินเตอร์ “MIKE ANGELO” หรือ “ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล” หนึ่งในนักแสดงจากประเทศไทยที่ร่วมเฉิดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 (Cannes Film Festival 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-23 พฤษภาคม 2026 ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่ามกลางเหล่าคนดังจากทั่วโลกที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง



โดยไมค์ปรากฏตัวบน Red Carpet เปิดฉากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2026 ในวันที่ 12 พฤษภาคม (ตามเวลาคานส์) ด้วยลุคสุดเนี้ยบ จาก BOSS สมดีกรีพระเอกอินเตอร์ เสริมความหรูหราด้วยนาฬิกา L.U.C Quattro ตัวเรือนทองคำสีกุหลาบ 18 กะรัต พร้อมแมตช์เครื่องประดับ High Jewellery จาก Chopard แบรนด์ลักซ์ชัวรีระดับโลก ผู้สนับสนุนหลักของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาอย่างยาวนาน

ก่อนจะเสิร์ฟลุคสองหล่อแพง เข้าร่วมงาน China Night at Cannes Film Festival ในฐานะ Asia-Pacific Ambassador for Film and Cultural Exchange ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นกิจกรรมด้านภาพยนตร์และวัฒนธรรมที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในช่วง Cannes Film Festival 2026 โดยงานดังกล่าวถือเป็น Official Side Event ที่รวบรวมบุคคลสำคัญในวงการภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์ นักลงทุน รวมถึงตัวแทนจากหลากหลายประเทศ เพื่อร่วมผลักดันและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาพยนตร์และวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย

โดย “ไมค์” เผยความรู้สึกว่า “การได้มาร่วมเดินพรมแดงที่ Cannes Film Festival ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่พิเศษและมีความหมายมากสำหรับผมครับ มันเป็นทั้งความตื่นเต้น ความภูมิใจ และความรู้สึกเหมือนความฝันที่เคยดูผ่านหน้าจอวันหนึ่งได้เกิดขึ้นกับตัวเองจริง ๆ ขอบคุณทุกโอกาส ทุกแรงสนับสนุน และทุกคนที่อยู่ในเส้นทางนี้ด้วยกันครับ รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากครับที่ได้มีโอกาสมาร่วม Cannes Film Festival ในครั้งนี้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่เด็กผมมอง Cannes เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของโลกภาพยนตร์ และวันนี้การได้มายืนอยู่ตรงนี้จริง ๆ สำหรับผม Cannes ไม่ใช่แค่พรมแดง แต่คือสถานที่ที่รวมคนที่รักในภาพยนตร์จากทั่วโลกเอาไว้ด้วยกัน การได้มีโอกาสมาร่วมงานครั้งนี้จึงเป็นทั้งเกียรติ ความทรงจำ และแรงบันดาลใจสำคัญในการเดินต่อบนเส้นทางนี้ครับ”

ทรงพลังเกินต้าน บุ๋ม ปนัดดา กับลุคจักรพรรดินีจีนสุดอลังการ

ทรงพลังเกินต้าน บุ๋ม ปนัดดา กับลุคจักรพรรดินีจีนสุดอลังการ

ทรงพลังเกินต้าน บุ๋ม ปนัดดา กับลุคจักรพรรดินีจีนสุดอลังการ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

15 พฤษภาคม 2569 ทำเอาแฟนๆ แห่กดไลก์ เมื่อล่าสุด “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ออกมาเผยลุคใหม่สุดอลังการผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว จนแฟนๆ และชาวเน็ตต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

โดยครั้งนี้ บุ๋ม ปนัดดา มาในลุคชุดจีนโบราณสุดหรู ดูสง่างามราวกับหลุดออกมาจากซีรีส์ย้อนยุค พร้อมเครื่องประดับศีรษะสุดวิจิตรที่ช่วยเสริมออร่าความเป็นราชินีได้อย่างลงตัว จนหลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สวยสะกดทุกสายตา

ขอบคุณภาพจาก : ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี

เซ็กซี่ไม่มีแผ่ว! อุ้ม ลักขณา อวดหุ่นสับในชุดบิกินีตัวจิ๋ว

เซ็กซี่ไม่มีแผ่ว! อุ้ม ลักขณา อวดหุ่นสับในชุดบิกินีตัวจิ๋ว

เซ็กซี่ไม่มีแผ่ว! อุ้ม ลักขณา อวดหุ่นสับในชุดบิกินีตัวจิ๋ว

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

15 พฤษภาคม 2569 ทำเอาอินสตาแกรมแทบลุกเป็นไฟอีกครั้ง เมื่อล่าสุด “อุ้ม ลักขณา” ออกมาเสิร์ฟความแซ่บผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ด้วยลุคบิกินีสีสดใส อวดหุ่นสุดเป๊ะ ฟิตเฟิร์ม หน้าท้องแบนราบ จนแฟนๆ หลายคนเข้ามากดไลก์กันรัวๆ เรียกว่าเป็นคุณแม่สายแซ่บตัวจริง เพราะไม่ว่าจะปล่อยภาพเซ็ตไหนออกมา ก็มักสร้างกระแสฮือฮาบนโลกออนไลน์ได้เสมอ

ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

อว. ดึงหลักสูตรดัง  “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลว่า ล่าสุดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ยกระดับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ผลักดันการขยายหลักสูตร “KOSEN” เพื่อสร้างกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ และซินโครตรอน ต่อยอดสู่ New Growth Engine หรือ ของประเทศในระยะยาว

สำหรับ “KOSEN” นี้ คือโมเดลการศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่มุ่งผลิตบุคลากรสายเทคนิคระดับสูง เน้นการทำงานได้จริง ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้หารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ถึงความร่วมมือในการขยายหลักสูตร KOSEN ระยะที่ 2 เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาอีก 1–2 แห่ง พร้อมผลักดันการรับรองหลักสูตรให้เทียบเท่ามาตรฐานญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเยาวชนไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก

นอกจากนี้ ไทยและญี่ปุ่นยังเดินหน้าขยายความร่วมมือในอีกหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยีอวกาศ การใช้ดาวเทียมและ IoT เพื่อเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเตรียมทำบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งลงทุนกับ “คน” และ “เทคโนโลยี” ควบคู่กัน โดยใช้การศึกษาและนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และเตรียมประเทศให้พร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตบนเวทีโลก

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23 (TMO 23) รวมสุดยอดเยาวชน 16 ศูนย์ทั่วประเทศ เฟ้นหาผู้แทนสู่เวทีนานาชาติ

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. เปิดเวทีประลองปัญญาทางคณิตศาสตร์ระดับประเทศ “การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23” (The 23rd Thailand Mathematical Olympiad: TMO) ระดมเยาวชนคนเก่งจาก 16 ศูนย์ทั่วไทย เข้าร่วมโชว์ศักยภาพระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคม นี้ เพื่อคัดเลือกผู้แทนประเทศไทยมุ่งสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. ศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ ลีรวัฒน์ ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิ สอวน. วิชาคณิตศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล ประธานสาขาคณิตศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สอวน. พร้อมด้วย กรรมการกลางการแข่งขัน นักเรียนและอาจารย์ผู้ควบคุมทีม และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม 

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในนามประธานกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พร้อมเผยว่า “โรงเรียนมีความยินดีและภาคภูมิใจเป็น  อย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติอีกครั้ง หลังจากที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2552 ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 6 การแข่งขันครั้งนี้ จึงอาจเปรียบเสมือนอีกหนึ่งเวทีแห่งโอกาส ที่ไม่เป็นเพียงแค่การแสดงศักยภาพทางวิชาการ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงและสานสัมพันธ์กลุ่มนักเรียน เยาวชนที่มีความรัก ความสนใจในเรื่องเดียวกัน จากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรมระหว่างกัน”

รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “การได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพสาขาคณิตศาสตร์ในรอบ 17 ปี ถือเป็นความภาคภูมิใจ ของศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ครบรอบ 36 ปี แห่งการก่อตั้ง โรงเรียนจึงตั้งใจทำให้เวที TMO ครั้งนี้ เป็นการแข่งขันทางวิชาการ การเสริมสร้างมิตรภาพ และเครือข่ายของผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ทั่วประเทศ  การแข่งขันครั้งนี้ มีผู้แทนนักเรียนจาก 16 ศูนย์ สอวน. ทั่วประเทศ และ นักเรียนจากค่ายของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 104 คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้ควบคุมทีม อีก 48 คน ที่จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันตลอด 5 วันเต็ม”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส  สุวรรณเวลา ได้กล่าวในช่วงท้ายว่า “ขณะนี้นักวิชาการทางด้านคณิตศาสตร์ในประเทศไทย ยังมีความขาดแคลนอยู่ไม่น้อย ฝากไว้เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่เข้ามาได้รับการอบรม สำหรับการจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแห่งชาติ ครั้งที่ 23 นี้ นอกจากเป็นความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ที่สอนคณิตศาสตร์แล้ว ยังเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ ที่มาช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานการศึกษาในสาขาวิชานี้ นับว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนการสอนสาขาคณิตศาสตร์ของประเทศ แล้วยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการในระดับนานาชาติต่อไป”

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom ชั้น 7 โรงแรม อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของโลกและของไทยเอง คำถามสำคัญคือเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะเห็นได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันประกาศชัดเจนว่าจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยสิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือการทำงานอิงจากข้อมูลจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงเป้า ผู้ร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึง มีความสำคัญมาก หากมีเครือข่ายที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อกระทรวง ภาคเอกชนและประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำนโยบายและแผนยังต้องคำนึงถึงการประเมินผลเป็นสำคัญด้วย เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ขับเคลื่อนอยู่มีประสิทธิภาพ เกิดผลจริงและควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เชื่อว่าการอบรมนี้จะเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนจากการได้ฝึกปฏิบัติจริงและการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้เกิดภาพความร่วมมือการวางแผนทำงานเพื่อประเทศได้อย่างรอบคอบและครอบคลุม

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เผยว่า เป้าหมายหลักของการจัดหลักสูตรนี้ คือ 1.พัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านการออกแบบนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และนโยบายสาธารณะที่วิเคราะห์จากฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ , 2.มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) เพื่อเปลี่ยนผ่าน “งานวิจัยและนโยบาย” ให้เกิด “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม (Research to Impact)” ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การจัดทำข้อเสนอนโยบายจริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้ทันที และ 3.สร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบาย (Policy Maker Networking) ที่เข้มแข็ง เพื่อลดการทำงานแบบไซโล (Silo) ของแต่ละหน่วยงาน และร่วมกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

หลังเปิดการอบรม ดร.สุรชัย ได้บรรยายในประเด็น “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ Mission-oriented Innovation Policies (MOIP)” โดยได้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของแนวทาง MOIP คือการเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรมและการศึกษาอย่างตรงจุด ซึ่งแนวทาง MOIP เป็นการระบุปัญหา เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน โดยไม่ได้เลือกพัฒนาเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง แต่ใช้ Portfolio of Innovation เป็นตัวขับเคลื่อนพันธกิจ ปรับกระบวนทัศน์จาก Sector Based สู่ผลลัพธ์แบบมุ่งภารกิจ อาศัยทรัพยากรหลากหลายสาขา ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ผลลัพธ์และผลกระทบร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดพันธกิจจะต้องดึงดูดความสนใจของสาธารณชน มีทิศทางที่ชัดเจน ระบุเป้าหมายที่วัดผลได้และมีกรอบเวลา ท้าทายแต่น่าเชื่อถือ กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ข้ามศาสตร์และข้ามอุตสาหกรรม รวมถึงขับเคลื่อนด้วยทางแก้ที่หลากหลาย เปิดกว้างสำหรับการทดลอง

ดร.สุรชัย ยังได้ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากกรอบยุทธศาสตร์กว้างสู่ภารกิจที่เป็นรูปธรรม ในการจัดทำกรอบ นโยบาย อววน. พ.ศ. 2571-2575 เน้นการนำ อววน. ไป แก้ปัญหาโจทย์ประเทศ/สร้างโอกาสใหม่ มีกรอบกว้างแต่มีเป้าหมายชัด และเลือกปัญหาโดยไม่ล็อกแนวทางการแก้ปัญหา ใช้แนวทาง Mission Portfolio ในการบริหารเป็นชุดโครงการ เพื่อปรับ/ลด บริหารทรัพยากรได้และสำรวจหลายทางเลือกไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายจะเน้น Mission outcomes มีกรอบเวลาแน่นอนและทำงานบูรณาการโดยมีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน

ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้กล่าวถึง 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ได้แก่ 1. ความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างเร่งด่วน 2. ความกังวลด้านความมั่นคง (Economic Security Concerns) ภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นนำไปสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ และการใช้นโยบาย วทน. เป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ และ 3. Disruptive Technologies โดยเฉพาะการบรรจบกันของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และควอนตัม (Quantum)

ดร.สิริพร ยังได้กล่าวถึงการสร้างความคล่องตัวเชิงนโยบาย ในส่วนของแนวทางการติดตามและประเมินผล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง Transformative Change โดยกล่าวถึงการบรรลุเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้แนวทางการประเมินที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการวัดผล มีการตั้งคำถามสำคัญ เช่น การดำเนินงานกำลังไปถูกทางหรือไม่ ตอบยุทธศาสตร์ชาติ เป้าประเทศหรือไม่ ก่อนจะนำผลประเมินมาพิจารณาและปรับทิศทางการลงทุน/มาตรการ อววน. เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยได้ยกตัวอย่างการทดลองนโยบาย ผ่านการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วย อววน. ที่มีการปรับกระบวนการออกประกาศ Positive List หรือบัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) ในปัจจุบันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ลดลงและเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ทั้งการปลดล็อกกฎหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม การส่งเสริมระบบนิเวศผู้ประกอบการนวัตกรรม การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนามาตรการและกลไกส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม การพัฒนาแพลตฟอร์มการขยายตลาดของผู้ประกอบการนวัตกรรม (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไก University Holding Company (UHC) รวมถึงนโยบาย Offset ที่มีเป้าหมายเพื่อนำพาอุตสาหกรรมไทยให้เป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

‘ประเสริฐ’กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

'ประเสริฐ'กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

‘ประเสริฐ’กำชับเขตพื้นที่ฯเข้มนโยบาย 5 ภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

รมว.ศธ. ย้ำ 5 นโยบาย มอบภารกิจหลักแก้ปัญหาการศึกษา สั่ง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ Quick Win ทันที สแกนประเมินทุกโรงเรียนในเขตฯ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม  ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการลงนามบันทึกความเข้าใจ การขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา ร่วมกับภาคีเครือข่าย 18 หน่วยงานนั้น ตนได้กำชับให้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท) ทั่วประเทศ ดำเนินการตามนโยบาย  5 ภารกิจหลัก ดังนี้ 1.คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็กเพิ่มเวลาให้ครูผู้สอน ลดภาระงานต่างๆที่ไม่จำเป็นลง โดยการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำรายละเอียดและจะเตรียมความพร้อม ก่อนแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ  2. การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ และการสร้างความเท่าเทียมที่จับต้องได้ ซึ่งงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวที่วันนี้ดูเหมือนเท่ากัน แต่ก็เรามีต้นทุนที่แต่ละโรงเรียนอาจจะมีไม่เท่ากัน โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลกับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนย่อมมีต้นทุนที่ต่างกัน เด็ก 1 ล้านคน ที่หลุดออกนอกระบบ ต้องมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม  3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง วันนี้ต้องยอมรับว่าความรู้ใหม่ๆ เศรษฐกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาเพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกผลิตเด็กที่จำเก่ง ต้องผลิตเด็กที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และสามารถแก้ไขปัญหาในโลกของชีวิตประจำวันได้ การปรับปรุงหลักสูตรสมรรถนะโดยใช้เทคโนโลยี AI การตอบโจทย์ความต้องการของโลกในยุคใหม่เป็นเรื่องสำคัญ การเตรียมเด็กไทยเข้าสู่ การสอบยุค PISA หรือ การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตราฐานสากล ในปี 2029 ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา หรือ OCED ได้เอาเรื่องของความรู้ด้าน AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน และเมื่อดูผลการสอบ PISA ของเด็กไทยก็น่าใจหาย

 “สำหรับภารกิจที่ 4 โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ผมในฐานะ รมว.ศธ.ได้ประกาศเป็นเรื่องสำคัญ เป็นนโยบายเป็น Quick Win ให้ทำทันที ขอให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการดังนี้ 1.สำรวจและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ อาคารเรียน ให้เสร็จภายในภาคเรียนที่ 1/ 2569 นี้ 2.เตรียมทีมและช่องทางรับแจ้งเหตุของเขตพื้นที่ฯ ให้ทุกโรงเรียนในสังกัดรู้ว่า เมื่อเกิดเหตุความไม่ปลอดภัยต้องติดต่อใคร และให้ถือเป็นภารกิจที่สำคัญ 3.ใช้ระบบ EDU SAFE ซึ่งเป็นระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัจฉริยะสแกนประเมินทุกโรงเรียนในเขตฯ ระบบนี้ไม่ใช้ตั้งแล้วปล่อยทิ้ง แต่จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกเขตฯเห็นสถานะของความปลอดภัยโรงเรียน ผ่านโทรศัพท์มือถือเห็นข้อมูลแบบเป็นปัจจุบัน และรู้ว่าต้องแก้ไขที่ไหน อย่างไร ก่อนที่จะสายเกินไป และดำเนินการแก้ไขในสิ่งที่พบทันที ไม่ใช่รายงานเพื่อเก็บไว้ในแฟ้ม เพราะถ้าไม่แก้ไข โรงเรียนที่เด็กไม่รู้สึกปลอดภัยก็ไม่ใช่โรงเรียนอย่างแท้จริง เราไม่มีทางผลิตเด็กที่เข้มแข็งได้ โรงเรียนอย่างแท้จริงต้องสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว

สำหรับภารกิจที่ 5 เราจะสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ ยกเครื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดย พ.ร.บ.ฉบับใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เหมาะสมและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ตนคิดว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้ว จะเป็นโครงสร้างการศึกษาใหม่และทำให้เราสามารถตั้งตรงได้ เป็นการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ของวงการศึกษาไทย ซึ่ง ทั้ง 5 ภาจกิจ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกกระทรวง และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศเห็นว่าสำคัญ มีประโยชย์ต่อการศึกษาและลงมือทำ 2 ทั้งนี้ สิ่งที่ตนพูดเสมอ คือ ผมจะแยกการศึกษาออกจาการเมือง ถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน  ไม่มีพรรคการเมือง ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้เชิญทุกพรรคการเมืองมาช่วยกันดูเรื่อง ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องอาศัยเวลา ผลสัมฤทธิ์ไม่ได้เกิดข้ามคือ ตั้งใจว่าไม่ให้เกิน 2 ปีต้องมีร่างใหม่เกิดขึ้นให้ได้.

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU ‘โรงเรียนปลอดภัย’ ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU 'โรงเรียนปลอดภัย' ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

ศธ. จับมือ 18 หน่วยงาน ลงนาม MOU ‘โรงเรียนปลอดภัย’ ยกระดับมาตรการคัดกรองยาเสพติด-สุขภาพจิต

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

“ศธ” MOU 18 หน่วยงานระดับประเทศ ขับเคลื่อน “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” เปิดระบบ SAFE SCHOOL ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่ทั้งยาเสพติด สุขภาพจิต และภัยออนไลน์

15 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ร่วมกับ 18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการศึกษา” ที่ปลอดภัยรอบด้านและเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายใหม่ของสังคมยุคปัจจุบัน โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวรายงานแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา  และมีนายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้แทนจาก 18 หน่วยงาน (13 กระทรวง และ 5 องค์กรหลัก) ตลอดจนข้าราชการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง 13 กระทรวง 5 องค์กรหลักและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก 44 หน่วยงาน  เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เด็กนักเรียนสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งมีการแนะนำระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านช็อตคัตบนโทรศัพท์มือถือ เพียงกดใช้งาน ระบบจะเชื่อมต่อกับ Google Earth พร้อมให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. กว่า 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน  ทั้งนี้ เหตุอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เฉพาะในโรงเรียน จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ”  ที่ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจในลักษณะ One Stop Service แบบครบวงจรอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญระดับประเทศ ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้างระบบดูแล คุ้มครอง และพัฒนาเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย สุขภาพ การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะชีวิตในโลกยุคใหม่พร้อมเปิดระบบ SAFE SCHOOL ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ความปลอดภัยอย่างแท้จริง”  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศ 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ มุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ “บูรณาการทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

โดยภายใต้กรอบความร่วมมือ หน่วยงานแต่ละแห่งจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน  ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะเข้ามาสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินทางของนักเรียน ทั้งรถรับส่งนักเรียนและการเดินทางไปทัศนศึกษา รวมถึงการรณรงค์เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัย ขณะที่กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา จะสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และทักษะการใช้ชีวิตของผู้เรียน ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมส่งเสริมการใช้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน ส่วนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะสนับสนุนผู้เรียนด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

“เชื่อมั่นว่า การสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น และสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงรอบด้าน สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ในโลกยุคใหม่ และก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่อนาคตที่ดีต่อไป“ รมว.ศธ. กล่าว 
 

สิ้นปูชนียบุคคล! ‘คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต’ อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

สิ้นปูชนียบุคคล! 'คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต' อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

สิ้นปูชนียบุคคล! ‘คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต’ อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก National Library of Thailand หอสมุดแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า  แจ้งข่าวเศร้า  ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต อดีตผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร และอดีตนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ  ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สิริอายุ 104 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ปูชนียบุคคลสำคัญผู้พากเพียรวางรากฐานและพัฒนางานบรรณารักษศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2465 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนไปศึกษาระดับปริญญาโทด้านบรรณารักษศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา นับเป็นคนไทยรุ่นแรก ๆ ที่ได้ศึกษาวิชาชีพนี้โดยตรงจากต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศ

คุณหญิงแม้นมาสได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ และรองอธิบดีกรมศิลปากร โดยคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อหอสมุดแห่งชาติและวงการบรรณารักษ์มีดังนี้:

การบุกเบิกและก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ: ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและควบคุมการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ ณ ท่าวาสุกรี โดยเป็นผู้พิจารณากำหนดพื้นที่ปฏิบัติงานและออกแบบครุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งบริหารจัดการการขนย้ายทรัพยากรสารสนเทศจากตึกถาวรวัตถุมายังอาคารใหม่ได้อย่างเรียบร้อย

การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้: ท่านเป็นผู้ริเริ่มนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในหอสมุดแห่งชาติเพื่อจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติ (National Bibliography) นับเป็นหอสมุดแห่งแรกในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้

การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสู่ระดับสากล: ท่านริเริ่มการนำเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) มาใช้ และก่อตั้งศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISDS-SEA) โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ รวมถึงการร่วมก่อตั้งสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนแรก

การพัฒนาบุคลากร: ท่านให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพบุคลากร โดยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติได้รับทุนการศึกษาและฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณารักษศาสตร์ให้แก่สังคมไทย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ได้อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลบรรณารักษศาสตร์ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์