แท้งกิ้ว สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา สมุย-พะงัน เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี

แท้งกิ้ว สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา สมุย-พะงัน เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี

แท้งกิ้ว สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา สมุย-พะงัน เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

แท้งกิ้ว สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา สมุย-พะงัน เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี 
                 
เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอเป็นผู้แทนพี่น้องอำเภอเกาะสมุย อำเภอเกาะพะงัน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขต 2 ขอขอบพระคุณ  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ และผู้บริหารหน่วยงานราชการทุกภาคส่วน ที่ให้ความสำคัญกับอำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงันอย่างเต็มที่

ท่านทั้งหลายให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนรักษาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ให้กับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจสอบการครอบงำทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นธรรมของพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่

กระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 เกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของกระผม ความรักและความหวงแหนในพื้นถิ่นดินเกิดของกระผมนั้นไม่น้อยไปกว่าใครทั้งสิ้น และกระผมเชื่อมั่นว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็รู้สึกรักและหวงแหนถิ่นเกิดเช่นเดียวกัน

กระผมจะปกป้องทรัพยากร รวมไปถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เขต 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยสำนึกในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเต็มกำลังความสามารถ ยืนยันและพร้อมสนับสนุนการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ หากพ่อแม่พี่น้องชาวอำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงันท่านใดได้รับความเดือดร้อน สามารถแจ้งกระผมได้เพื่อประสานหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาโดยเร็วตามนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบไว้

และขออาสามารับใช้พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่เขต 2 หน้าที่ของกระผมคือปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องในทุกมิติ คำมั่นสัญญาของท่านนายกรัฐมนตรี ล้วนเป็นคำสัญญาของกระผมด้วยเช่นกัน”

อรรถวิชช์ ติง รัฐบาล เมิน 2 ร่างกม.ภาคปชช. เปิดทางปลดล็อก หนี้นอกระบบ-เครดิตบูโร

อรรถวิชช์ ติง รัฐบาล เมิน 2 ร่างกม.ภาคปชช. เปิดทางปลดล็อก หนี้นอกระบบ-เครดิตบูโร

อรรถวิชช์ ติง รัฐบาล เมิน 2 ร่างกม.ภาคปชช. เปิดทางปลดล็อก หนี้นอกระบบ-เครดิตบูโร

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

อรรถวิชช์ ติง รัฐบาล เมิน 2 ร่างกม.ภาคประชาชน เปิดทางปลดล็อก หนี้นอกระบบ-เครดิตบูโร จี้ให้ความสำคัญ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า ตนขอบคุณรัฐบาลที่ยืนยันร่างพ.ร.บ.ล้มละลาย แต่มีกฎหมายอีกฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยัน คือ ร่างกฎหมายการประกอบเครดิต หรือ เครดิตบูโร ซึ่งตนทำร่วมกับประชาชน

ทั้งนี้ทุกรัฐบาลเข้ามาพยายามแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ที่มีหนี้ครัวเรือนมากที่สุด เพราะมีหนี้นอกระบบสูง เพราะระบบเครดิตบูโรล้าหลังที่เกิดในยุคไอเอ็มเอฟ ทั้งนี้การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของประเทศไทยล้มเหลว เพราะเข้าระบบไม่ได้ คนติดเครดิตบูโร มีทั้งหมด 5 ล้านคน และ 90% ของคนติดเครดิตบูโร อายุ 22-60 แปลว่าคนทำงานไม่มีสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อ ทั้งนี้ประวัติการติดเครดิตบูโร แสดงเป็นประวัติ 3 ปี แม้จ่ายหนี้หมดแล้ว  แต่การแก้ปัญหาของต่างประเทศใช้ระบบคะแนน

“การมองกฎหมายภาคประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ผมคิดว่าบางทีรัฐบาลจะฟังราชการประจำจนลืมกฎหมายภาคประชาชน ซึ่งกฎหมายเครดิตบูโรหากท่านได้ประชาชนคนไทยจะหลุดพ้นจากหนี้ได้ เที่ยวนี้ผมเสนอเข้าสภาไปแล้ว หวังว่าประธานสภาฯจะเร่งเข้าสู่วาระที่หนึ่งได้” นายอรรถวิชช์ อภิปราย

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า มีกฎหมายภาคประชาชนอีกฉบับที่ตนคาใจ คือร่างพ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ… (PRTR) ฉบับดังกล่าวเกลาในห้องกมธ.อย่างดี ทั้งนี้ตนขอให้รัฐบาลเชื่อในพลังของประชาชนที่เสนอกฎหมาย เขาคิดรอบคอบ สภาฯช่วยเกลาอย่าางดีให้มั่นใจ ไม่ใช่ให้ผ่านเฉพาะกฎหมายราชการเท่านั้น  ทั้งนี้ร่างกฎหมายของภาคประชาชนสำคัญเพราะเขาใจปัญหาสังคมที่แท้จริง

เปิด 34 รายชื่อ เอกชนยักษ์​ใหญ่เตรียมหารือรัฐบาลเย็นนี้

เปิด 34 รายชื่อ เอกชนยักษ์​ใหญ่เตรียมหารือรัฐบาลเย็นนี้

เปิด 34 รายชื่อ เอกชนยักษ์​ใหญ่เตรียมหารือรัฐบาลเย็นนี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.07 น.

เปิด 34 รายชื่อ! “เอกชนยักษ์​ใหญ่”เตรียมหารือ”รัฐบาล”เย็นนี้ ด้าน”ทำเนียบฯ”เตรียมพร้อม รับ CEO ร่วมหารือเวที”ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง”

15 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่มาจัดเตรียมห้องและดูความเรียบร้อยที่ตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” และตึกสันติไมตรี ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (หลังนอก) หลังเสร็จจากวงหารือที่จะเริ่มในเวลา 17.00 น.โดยมีนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน โดยมีคณะรัฐมนตรีทั้งหมดร่วมรับฟังด้วย

ทั้งนี้ ในเวทีดังกล่าว เป็นการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี ​และ​รมว.มหาดไทย​ รวมถึงคณะรัฐมนตรี​ ​เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญกว่า 35 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 17.00 น.โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบด้วย

​- 3 สถาบัน กกร.และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

​1.นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

​2.นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

​3.นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

​4.นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

– กลุ่มสถาบันการเงิน

1.นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ส่งนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

​2.นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

​3.นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

​- กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

​1.นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

​2.นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

​3.นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ส่ง นายโสภณ ราชรักษา : Executive vice President,Thai Beverage Public Company Limited

​4.นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด

– กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

​1.นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

​2.นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง Country Manager ประเทศไทย บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

– กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

1.นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

​2.นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ กรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

​3.นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

4.นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด

​- กลุ่มธุรกิจพลังงาน

​1.นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

​2.นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

​3.นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

– กลุ่มธุรกิจโรงแรม

​1.นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์: นายกสมาคมโรงแรมไทย

​2.นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ส่ง นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทย (ภาคกลางและภาคใต้) บริษัท ดุสิตธานี จำกัด มหาชน

– กลุ่มธุรกิจสุขภาพ (Healthcare & Wellness)

​1.แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ: ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) BDMS

​2.นางลินดา ลีสหะปัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ** ไม่สามารถเข้าร่วมได้**

​- กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง

​1.นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

​2.นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

​3.นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

– กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นิคมอุตสาหกรรม)

1.นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)​

– กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs

​1.นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

– กลุ่มธุรกิจค้าปลีก

1.นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

​2.นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

– กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค

1.นายเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

​2.นางสาวดาลัดย์ ทรัพย์ทวีชัยกุล ประธานกรรมการ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน)

​3.นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด​

4.นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดับเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน)

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. นำข้อมูล กกร.เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมจ่ายใต้โต๊ะ

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. นำข้อมูล กกร.เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมจ่ายใต้โต๊ะ

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. นำข้อมูล กกร.เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมจ่ายใต้โต๊ะ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.

15 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกข้อมูลการสำรวจการทุจริตคอรัปชันใน 10 หน่วยงานรัฐ มาไต่สวนสอบสวน เพื่อเชื่อมโยงไปให้ถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการดังกล่าว เพื่อเอาผิดตามครรลองของกฎหมาย หากไม่ดำเนินการจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่มีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร.โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใส ในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ที่ระบุว่า มาจากประสบการณ์ตรงของภาคธุรกิจของผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่พบการสื่อเป็นนัยหรือร้องขอสิ่งตอบแทนในการยื่นขออนุญาต และยืนยันว่าเคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวก และต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาภาครัฐ ฯลฯ

โดยเฉพาะการระบุถึงตัวเลขการจ่ายใต้โต๊ะหน่วยงานรัฐที่มี “มูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด” 10 อันดับแรก (จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง) คือ

1.กรมควบคุมมลพิษ เฉลี่ย 102,160 บาทต่อครั้ง

2.กรมเจ้าท่า เฉลี่ย 100,000 บาทต่อครั้ง

3.กรมสรรพสามิต เฉลี่ย 94,667 บาทต่อครั้ง

4.กรมสรรพากร เฉลี่ย 89,498 บาทต่อครั้ง

5.กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) เฉลี่ย 88,750 บาทต่อครั้ง

6.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) / บริการสาธารณสุข เฉลี่ย 74,643 บาทต่อครั้ง

7.กรมทางหลวง เฉลี่ย 70,167 บาทต่อครั้ง

8.กรมโยธาธิการและผังเมือง เฉลี่ย 70,000 บาทต่อครั้ง

9.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เฉลี่ย 68,000 บาทต่อครั้ง

และ 10.กรมป่าไม้ เฉลี่ย 67,500 บาทต่อครั้ง

“จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผู้บริหารหน่วยงานที่ปรากฏชื่อดังกล่าวตกใจ ลนลาน และแทบจะทุกหน่วยงานดาหน้ากันออกมาปฏิเสธว่าหน่วยงานของตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลกันแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าถ้าไม่มีควันจะมีไฟได้อย่างไร ผลการสำรวจดังกล่าว ป.ป.ช.ต้องไม่นิ่งเฉย เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลงานหรือประสิทธิผลของ ป.ป.ช.ว่าได้ทำหน้าที่ในการกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-235 และ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ให้อำนาจ ป.ป.ช.ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากนักการเมือง ข้าราช การระดับสูงได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งต้องไม่ลืมว่า “ปรบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง” เพราะภาคเอกชนก็เป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้การทุจริตคอรัปชันยังคงเบ่งบานและงอกงามอยู่ เพราะต่างก็อยากได้ความสะดวก อยากได้งาน อยากชนะคู่แข่ง อยากได้สัญญา อยากได้ใบอนุญาต หรืออยากให้ปิดหูปิดตาต่อการกระทำผิดของตนกันทั้งสิ้น” นายศรีสุวรรณ กล่าว

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงทำเรื่องมาแจ้งให้ ป.ป.ช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 30 – 31 แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช.2561 ในการเรียกข้อมูลการสำรวจทั้งหมดจาก กกร.มาเจาะข้อมูลในรายละเอียด เพื่อเชื่อมโยงไปถึงตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในหน่วยงานรัฐดังกล่าว เพื่อดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย รวมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างมาตรการในการป้องกันหรือปิดช่องโหว่ในการทุจริตต่อไป

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กกร.เปิดโผ 10 หน่วยงานรัฐ เสี่ยงคอร์รัปชัน-เรียกรับสินบนสูง)

รมว.กห.การันตี! รัฐบาล-กองทัพ ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน ส่งตัว ลุงโยชน์ กลับไทย

รมว.กห.การันตี! รัฐบาล-กองทัพ ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน ส่งตัว ลุงโยชน์ กลับไทย

รมว.กห.การันตี! รัฐบาล-กองทัพ ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน ส่งตัว ลุงโยชน์ กลับไทย

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.01 น.

“รมว.กลาโหม”การันตี! “รัฐบาล-กองทัพ”ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน ส่งตัว”ลุงโยชน์”กลับไทย ชี้เป็นความร่วมมือที่ดี ยกเครดิต”มทภ.2″ประสานงาน เชื่อหากบรรยากาศดี การเจรจาทวิภาคีทุกระดับคืบหน้า

15 พฤษภาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) จ.นครราชสีมา พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาส่งตัว นายโยชน์ สายน้อย ชาวไทยที่ถูกจับกุม ขณะเข้าไปหาของในป่าให้กับกองทัพที่ 2 แล้วนั้น ว่า ถือเป็นความร่วมมือของรัฐบาล และกองทัพ และหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้มีการประสานงานทันที เมื่อรู้ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น วันนี้จึงเป็นที่มาของการปล่อยตัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความขัดแย้ง เพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่ความเป็นทหารของเราไม่ได้ลดหย่อนลงไป เรายังคงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย อย่างที่นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับฝ่ายกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะใช้กลไกทวิภาคีในการประชุม ตั้งแต่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC , คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ตามลำดับ ซึ่งอยากให้เชื่อมั่นในกองทัพว่า มีความพร้อม พร้อมขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ

พลโท อดุลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุม GBC ในระดับของกระทรวงกลาโหมนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการประชุม JBC ของกระทรวงการต่างประเทศก่อน เพราะสามารถทำควบคู่ไปกันได้ หากบรรยากาศดีเช่นนี้ ซึ่งแต่ถ้ากลไกต่างๆ ดีขึ้น เช่น กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหลังหยุดยิงที่ได้พูดคุยกันไว้ และร่วมมือกันในการปราบปรามสแกมเมอร์ เราก็จะมีการพูดคุยกัน ซึ่งต้องเริ่มต้นจากความร่วมมือเล็กๆ น้อยๆ อย่างกรณีนี้ พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดด่านแน่นอน และการส่งตัวในวันนี้ ไม่มีการแลกเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ และไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการจะเปิดด่าน ซึ่งทุกอย่างยึดตามถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ซึ่งการประสานงานมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ ยืนยันว่า ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งระดับกองทัพ และระดับรัฐบาล

เมื่อถามว่า อยากให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เนื่องจากยังมีเหตุการณ์ตามแนวชายแดนอยู่ พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทหารถือปืนชายแดนทั้ง 2 ฝ่าย ต่างฝ่าย ต่างปกป้องอธิปไตยของตนเอง โดยต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ความพร้อมของกำลังพล ตั้งแต่ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ ไปจนถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ยืนยันว่า มีความพร้อม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีบ้าง เนื่องจากมีกำลังพลที่ขาดวินัย แต่ในส่วนของเราได้มีการกำชับอย่างดี ให้ปฏิบัติตามกฎการปะทะอย่างเข้มงวด ซึ่งเรามีบทเรียนอยู่แล้ว โดยกำลังพลทุกระดับมีความเข้าใจ

อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

“อภิสิทธิ์”ซัด”รัฐบาล” เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม”อสม.”แล้วหรือไม่ ฉะช่วงเลือกตั้งบอกรัก พอได้เป็นกลับทิ้ง กม. จี้เคารพมติ ปชช.แก้ รธน. เตือนกลับมาตั้งต้นใหม่ ระวังสร้างขัดแย้ง-เจอปมละเอียดอ่อนอีกครั้ง

15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนสนับสนุนผู้นำฝ่ายค้านฯที่พูดว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคทางกฎหมายผู้ที่ต้องมาชี้แจงความจริงคือหัวหน้ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ ในการรักษาการตามกฎหมายต่างๆ มากกว่า เพราะเรากำลังถามถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการผลักดันงานทางด้านนิติบัญญัติ และขอสนับสนุนรัฐบาลต่อกฎหมายหลายฉบับที่ได้ยืนยันมาในวันนี้ กฎหมายฉบับแรกคือ กฎหมายการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน

ฉบับที่ 2 คือกฎหมายล้มละลาย ซึ่งจะเป็นการช่วยเรื่องการฟื้นฟูกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มคนหรือผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่ปัจจุบันไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ ซึ่งอยากสนับสนุนให้ปฏิบัติได้จริง ฉบับที่ 3 คือกฎหมายแข่งขันทางการค้า คือการแก้ปัญหาการผูกขาด ที่ไปติดขัดอยู่ตรงคำนิยามว่าผู้ประกอบการนั้นมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ ทำให้หลายเรื่องเสียเวลาไปกับการพิสูจน์ว่า ผู้ประกอบการเหล่านั้นมีอำนาจเหนือตลาดจริงหรือไม่ ตนเห็นว่าต้องเสริมให้คณะกรรมการตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าสามารถมีอำนาจ เข้าไปดำเนินการได้โดยไม่ต้องพิสูจน์การมีอำนาจเหนือตลาด ที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาการผูกขาดจากพฤติกรรม ซึ่งไม่ได้อยู่ในตัวกฎหมาย คือการที่ทุนใหญ่ โดยเฉพาะทุนต่างชาติที่สายป่านยาวกว่าเข้ามาทำธุรกิจลักษณะยอมขาดทุนเพื่อทำให้คู่แข่งหายไปจากตลาดทั้งหมด และเมื่อผูกขาดแล้วก็จะขึ้นราคา อย่างในแพลตฟอร์มต่างๆ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ฉบับที่ 4 คือเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าต่อแต่ก็อยากบอกว่ากฎหมายฉบับนี้หลายมาตรา ดูมีข้อถกเถียงกันอยู่พอสมควร ซึ่งสภาต้องพิจารณากันด้วยความรอบคอบ และฉบับที่ 5 กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องทำให้สอดคล้องกับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ต้องมีการผลักดันต่อไป ดังนั้น สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตคือบรรดากฎหมายที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ยืนยัน เพราะตนมีความวิตกกังวลว่าบ่งบอกบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับแนวคิดหรือทัศนคติของรัฐบาล เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของรัฐธรรมนูญ

“ความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี แต่มีอันเป็นไปทุกครั้ง จนกระทั่งเกิดความหวังเมื่อปลายสภาชุดที่แล้ว ที่มีการไปตกลงกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ หรือ MOA ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง แต่การที่ไม่เดินหน้าตามนั้น เดิมอาจจะเป็นเรื่องระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันแต่เมื่อมีการไปจัดทำประชามติ แล้วเสียงเห็นชอบของประชาชนจำนวนมหาศาลยืนยันมา ก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะแสดงความเคารพเจตนารมณ์ ต่อประชามติที่รัฐบาลเป็นคนไปขอให้มีการจัดทำขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทราบดีว่าถ้ารัฐบาลยืนยัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านทันที ต้องมาตั้งต้นเรื่องการตั้งกรรมาธิการกันใหม่ แต่น่าเสียดายเพราะถ้ารัฐบาลยืนยันคิดว่าสภาก็จะย้อนกลับไปดูการพิจารณาที่ค้างอยู่ และพบว่าประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ในสภาชุดที่แล้วสามารถเดินหน้า เหมือนการประนีประนอมกันได้แล้ว

“แต่วันนี้รัฐบาลเลือกที่จะให้กระบวนการนี้ต้องไปตั้งต้นใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นที่เป็นความละเอียดอ่อนและไม่ควรต้องมาเป็นประเด็นความขัดแย้งของสังคม ซึ่งการตัดสินใจไม่ยืนยัน ผมจึงมองว่าเป็นการไม่เคารพข้อตกลงที่เคยทำไว้ ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และมีแต่จะนำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับเข้ามาอยู่ในวังวนของความขัดแย้งซึ่งไม่ควรจะเป็นความขัดแย้งที่รัฐบาลจะส่งเสริมในสังคมนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรายงานเรื่องมลพิษ ซึ่งกฎหมายนี้ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่รัฐบาลจะไม่ยืนยัน เพราะควรเปิดโอกาสให้ประชาชนที่กว่าจะไปรวบรวมชื่อและเสนอชื่อเข้ามา และถึงขั้นที่คณะกรรมการพิจารณาเสร็จแล้วแม้จะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทุกอย่างมันจะคลี่คลายเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจากการตรวจสอบ แต่วันนี้รัฐบาลใจไม่กว้างพอที่จะให้กฎหมายนี้เดินต่อ สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือรัฐบาลไม่ได้ดูนโยบายของตัวเองเลยหรือ ที่เขียนเอาไว้และมาแถลงกับพวกเราว่าจะเร่งผลักดันให้ประเทศไทย เข้าไปอยู่ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD​) ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เป็นไปตามมาตรฐานที่เราจำเป็นจะต้องมีหากประสงค์จะอยู่ใน OECD จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ทั้งๆ ที่กฎหมายสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ได้ข้อยุติในรายละเอียดระดับหนึ่งแล้ว เพียงแค่ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอท่านก็ตัดสินใจว่าไม่ให้ไปต่อ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ยังมีกฎหมายอีก 3 – 4 ฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยัน ก็สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองและใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาประเทศนั้นอยู่ที่ไหนอย่างไร ในกฎหมาย ที่ใช้ชื่อว่าสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก็คือการนิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมือง ตนไม่ได้มีปัญหากับแนวคิดนี้ เพียงแต่เปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้ประโยชน์กฎหมายฉบับนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งคือนักการเมือง และอดีตนักการเมือง ตรงนี้ท่านให้เดินต่อ แต่กฎหมายที่จะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกิน รัฐบาลกลับไม่ให้ไปต่อ

“กลายเป็นว่ากฎหมายที่ประชาชนลงประชามติอยากให้เดินหน้ากฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอกฎหมายที่คนเดือดร้อนจริงๆ คือประชาชนล้วนๆ รัฐบาลกลับตัดสินใจว่าไม่เดินหน้าควรต้องไปตั้งต้นกันใหม่หมด เช่นเดียวกับกฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงานทั้ง 2 ฉบับ รัฐบาลก็ตัดสินใจไม่ให้ไปต่อ บรรดากฎหมายที่รัฐบาลยืนยันไปหลายฉบับก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน จะมาอ้างเพียงแค่ว่ายังมีความเห็นที่แตกต่างแล้วไม่ยืนยันคงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แท้จริง การที่รัฐบาล ตัดสินใจไม่ยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงานย่อมแสดงให้เห็นว่า การใส่ใจปัญหาของผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจกลับถูกมองข้ามไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า ฉบับสุดท้ายที่อยากทวงถามคือกฎหมายอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ หรือ อสม.ไม่น่าเชื่อทำไมช่วงเลือกตั้งทุกคนรัก อสม.หมดเลย แต่เลือกตั้งเสร็จ นโยบายรัฐบาลก็ไม่เขียนถึง กฎหมายซึ่งเคยผลักดันไป จนจะทำให้มีการยกระดับสถานะ หรือปรับปรุงสวัสดิการก็กลับถูกทิ้งอีกทั้งๆ ที่ อสม.คือกลุ่มคนที่ทั่วโลกมองเป็นแบบอย่าง ทำไมจึงต้องกลับไปตั้งต้นใหม่

“เป็นเรื่องที่วัดกันว่าทิศทางแนวคิดทัศนคติของรัฐบาล ในการทำงานด้านนิติบัญญัติที่มีความสัมพันธ์กับตัวแทนของประชาชนและภาคประชาชนคืออะไรขอบคุณสำหรับกฎหมายทุกฉบับที่รัฐบาลเสนอยืนยันให้ไปต่อ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เสียดายและอยากให้ทางรัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิด ว่าแม้ท่านจะมีอำนาจบริหารแต่ท่านมาจากที่นี่ และที่นี่มาจากประชาชน อะไรที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว ให้โอกาสเขาได้ทำสิ่งเหล่านี้และขอให้คิดถึงกลุ่มคนเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกมองข้ามอยู่ตลอดเวลา จะถือได้ว่าเราได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

เปิดปูม อนุชา บูรพชัยศรี หลังสะพัด! ปชป.ตัดสินใจส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เปิดปูม อนุชา บูรพชัยศรี หลังสะพัด! ปชป.ตัดสินใจส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เปิดปูม อนุชา บูรพชัยศรี หลังสะพัด! ปชป.ตัดสินใจส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.06 น.

เปิดปูม”อนุชา บูรพชัยศรี” หลังสะพัด! พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจส่งลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

“เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี” อดีตโฆษกรัฐบาล และอดีต สส.กทม.หลายสมัย คือความหวังของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่จะกลับมาปักหมุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังพรรคไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง สส.รอบที่ผ่านมา โดยมีข่าวสะพัดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัวส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในเวลา 14.00 น.วันที่เสาร์ที่ 16 พฤษภาคมนี้

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ “อนุชา” ไม่ใช่คนใหม่ในชายคารั้วบ้านสีฟ้า เพราะนี่คือบ้านหลังที่ให้กำเนิด “อนุชา” ในทางการเมือง

“เจมส์ อนุชา” เดินบนถนนการเมืองครั้งแรกในปี 2550 ลงสมัคร สส.เขตการเลือกตั้งที่ 2 พื้นที่ เขตบางคอแหลม เขตสาทร เขตยานนาวา เขตคลองเตย และเขตวัฒนา ร่วมทีมกับ “กรณ์ จาติกวณิช” และ “สมเกียรติ ฉันทวานิช” ได้รับการเลือกตั้งยกทีม

ต่อมาในการเลือกตั้ง 2554 “อนุชา” ก็ได้รับเลือกตั้งอีกสมัย แต่มาพลาดท่าเสียเก้าอี้ในการเลือกตั้งปี 2562

การเลือกตั้งปี 2566 “อนุชา” ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่อันดับไม่ถึง กระทั่ง “พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค” ลาอออกจาก สส.เพื่อไปทำหน้าที่รัฐมนตรี “อนุชา” จึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.เป็นสมัยที่ 3

นอกจากเป็น สส. 3 สมัยแล้ว “อนุชา” เคยได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ (ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) โฆษกประจำสำนักนายกฯ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2569 “อนุชา” ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 28 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

ส่วนประวัติส่วนตัว “อนุชา” เกิดวันที่ 23 มกราคม 2510 เรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ รุ่นเดียวกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

มัธยมปลายที่วิทยาลัยเซเครทฮาร์ท ประเทศออสเตรเลีย

ปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยอเดเลด

ปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ สาขาการพลังงานและการเผาไหม้ มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ

ระดับปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงินและการตลาด จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 63 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังมีศักดิ์เป็นลูกเขยของ ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ทำธุรกิจส่วนตัวเช่น บริษัท เมโทรเอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมชีนเนอรี่ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักรายใหญ่ของประเทศไทย

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปชป.เคาะแล้ว! ส่ง อนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงผู้ว่าฯกทม.)

รังสิมันต์ โรม ผงาดปธ.กมธ.การกฎหมายฯ ทวี-ชูศักดิ์ นั่งที่ปรึกษา จ่อเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้

รังสิมันต์ โรม ผงาดปธ.กมธ.การกฎหมายฯ ทวี-ชูศักดิ์ นั่งที่ปรึกษา จ่อเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้

รังสิมันต์ โรม ผงาดปธ.กมธ.การกฎหมายฯ ทวี-ชูศักดิ์ นั่งที่ปรึกษา จ่อเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.56 น.

กมธ.การกฎหมายฯ ถกนัดแรก รังสิมันต์ โรม นั่งประธาน ทวี สอดส่อง-ชูศักดิ์ ศิรินิล นั่งที่ปรึกษา เตรียมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่รัฐสภาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ประชุมครั้งแรก วาระเลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งต่างๆ ในกรรมาธิการ โดยมีนายรังสิมันต์ โรม รับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ สำหรับการจัดสรรตำแหน่งรองประธานทั้ง 4 ลำดับ

1. นายปิยรัฐ จงเทพ ตำแหน่งรองประธานคนที่ 1

2. นายศุภชัย ใจสมุทร ตำแหน่งรองประธานคนที่ 2

3. นายองอาจ วงศ์ประยูร ตำแหน่งรองประธานคนที่ 3

4. นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ตำแหน่งรองประธานคนที่ 4

ขณะที่นายรอมฎอน ปันจอร์ รับหน้าที่เลขานุการฯ ด้านตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการ คือ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล และ นางสาววันทรีธิดา อติชะ 

นอกจากนี้ ในรายชื่อยังปรากฎบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและกฎหมายเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการและที่ปรึกษาอีกหลายท่าน เช่นพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ, รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล และ นายณัฏฐชนน ศรีก่อเกื้อ ฯลฯ 

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวหลังรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ ว่า บทบาทของคณะกรรมาธิการถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ได้มีการพิจารณาเรื่องการกำหนดวันและเวลาสำหรับการนัดหมายประชุมในครั้งต่อๆ ไป ทุกวันพฤหัสบดี ในช่วงบ่าย เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วนตามระเบียบวาระ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เตรียมเข้าตรวจเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ในวันศุกร์ที่ 22 พ.ค.2569 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญอย่างเข้มข้นต่อไป

กมธ.กิจการศาลฯถกนัดแรก ดัน หมอวาโย นั่งประธานฯ พนิดา รอง ปธ.คนที่ 1

กมธ.กิจการศาลฯถกนัดแรก ดัน หมอวาโย นั่งประธานฯ พนิดา รอง ปธ.คนที่ 1

กมธ.กิจการศาลฯถกนัดแรก ดัน หมอวาโย นั่งประธานฯ พนิดา รอง ปธ.คนที่ 1

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

“กมธ.กิจการศาลฯ”ถกนัดแรก! ดัน”หมอวาโย”นั่งประธานฯ “พนิดา”รองประธานคนที่ 1 ขณะที่น้า-หลาน อย่าง”อภิสิทธิ์-พริษฐ์”ร่วมคณะเดียวกัน

15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรก วาระเลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งต่างๆ ในกรรมาธิการ โดยมี นายสมศักดิ์ แสงอารยะกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดใน กมธ.ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุม และดำเนินการเลือกตั้งประธาน กมธ.ขณะที่ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อตำแหน่งต่างๆ ใน กมธ.ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบดังนี้

1. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ

2. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่ง

3. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สอง

4. นายวีรวุธ รักเที่ยง ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สาม

5. นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สี่

6. นายสมศักดิ์ แสงอารยะกุล ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่ห้า

7. นายภัณฑิล น่วมเจิม ตำแหน่งเลขานุการกรรมาธิการ

8. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ตำแหน่งโฆษกกรรมาธิการ

9. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมาธิการและที่ปรึกษากรรมาธิการ

10.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรรมาธิการ

11.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการ

จากนั้น นพ.วาโย ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ประธานและดำเนินการประชุมต่อไป

– 006

ไอซ์ รักชนก นั่ง ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า

ไอซ์ รักชนก นั่ง ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า

ไอซ์ รักชนก นั่ง ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

“ไอซ์ รักชนก”นั่งประธาน กมธ.ติดตามงบฯ บอกขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า ขณะที่”ชาดา”เป็นประธานที่ปรึกษา ติดภารกิจ แจ้งลาประชุม

15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรก วาระเลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งต่างๆ ในกรรมาธิการ โดยมี นายประวัติ ทองสมบูรณ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดในกรรมาธิการ ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุม และดำเนินการเลือกตั้งประธาน กมธ.

จากนั้น นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน ได้เสนอชื่อตำแหน่งต่างๆ ใน กมธ.ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบดังนี้

1. น.ส.รักชนก ศรีนอก ตำแหน่งประธานกรรมาธิการ

2. นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่ง

3. นายสมบัติ ยะสินธุ์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สอง

4. นายพชร จันทรรวงทอง ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สาม

5. นายริสุทธิ์ ตันตินันท์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สี่

6. นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่ห้า

7. นายปราชญา หงอกชัย ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่หก

8. นายสุรทิน พิจารณ์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่เจ็ด

9. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ตำแหน่งกรรมาธิการและประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

10. นายเซวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

11. นายประวัติ ทองสมบูรณ์ ตำแหน่งกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

12. นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ตำแหน่งกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

13. นายพัฒนา สัพโส ตำแหน่งกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

14. นายวิทวัส ไตรสรณกุล ตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการ

15. นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดี์ ตำแหน่งเลขานุการคณะกรรมาธิการ

จากนั้น น.ส.รักชนก ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ประธาน กมธ.และกล่าวในช่วงต้นว่า “ตนจะแสดงวิสัยทัศน์และแผนงานในฐานะประธาน กมธ.ในรอบหน้า ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาดา ได้แจ้งติดภารกิจ จึงไม่ได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วย

– 006