กูร์เมต์ อีทส์ ต่อเนื่องแคมเปญ Hungry Journey #4 กินอร่อย รับโปรโมชันและของพรีเมียมสุดคุ้ม

กูร์เมต์ อีทส์ ต่อเนื่องแคมเปญ Hungry Journey #4 กินอร่อย รับโปรโมชันและของพรีเมียมสุดคุ้ม

กูร์เมต์ อีทส์ ต่อเนื่องแคมเปญ Hungry Journey #4 กินอร่อย รับโปรโมชันและของพรีเมียมสุดคุ้ม

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ให้ทุกมื้อมีเรื่องราวดีๆ  กูร์เมต์ อีทส์  ศูนย์รวมความอร่อย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำการเป็นศูนย์รวมของสตรีทฟู้ด และร้านอาหารชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ด้วยแพสชันและความตั้งใจในทุกการคัดสรร เฟ้นหาร้านคุณภาพ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความอร่อย มีเอกลักษณ์ และตอบโจทย์นักชิมทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมเปิดตัวกองทัพร้านใหม่ ร่วมสร้างเทรนด์ความอร่อยอย่างต่อเนื่อง    สร้างปรากฏการณ์ความอิ่มคุ้มไม่เหมือนใครกับแคมเปญแห่งปี    HUNGRY JOURNEY #4”   สะสม คะแนน “Hungry” จากทุกมื้อโปรด  เพื่อนำไปแลกรับของรางวัลและสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569  ที่ กูร์เมต์ อีทส์ ทุกสาขา 

โดยในปีนี้ กูร์เมต์ อีทส์   พร้อมนำร้านดังทั้งในไทย และต่างประเทศ มาร่วมหมุนเวียน สร้างโมเมนต์ความสุขให้กับลูกค้านักชิมตลอดทั้งปี     โดยมีศูนย์รวมร้าน ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อยู่ที่ ชั้น G  พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ อาทิ  Bread Ahead  ครั้งแรกในเอเชียกับโดนัทแบรนด์ดังจากลอนดอน  โดดเด่นด้วยแป้งโดนัทสไตล์ Brioche นุ่มหนึบ และกลิ่นเบิร์นคาราเมลหอมๆ   Slow Butter ร้านครัวซองเจ้าดังย้านหัวลำโพง จุดเด่นใช้เนยออร์แกนิกจากเดนมาร์ก และ การอบที่มีเอกลักษณ์   Banh mimiร้านอาหารเวียดนาม พร้อมเซิร์ฟทั้ง เฝอ และบั๋นหมี่ แซนวิชเวียดนามใช้ขนมปังที่อบสดใหม่ทุกวัน และ WITH U GURT กรีกโยเกิร์ตพรีเมียมเพื่อสุขภาพเนื้อเข้มข้น เน้นรสชาติของผลไม้สดชื่น  เช่น สตรอว์เบอร์รี่  บลูเบอร์รี่  ราสป์เบอร์รี่  

สายมัจฉะห้ามพลาดกับ   SUPER MATCHA  แบรนด์มัทฉะออร์แกนิกยอดนิยมจากเกาหลีใต้ เลือกใช้ใบชาเกรดพิธีการคุณภาพสูงจากเกาะเชจู  และ  Rikyuen แบรนด์มัทฉะชื่อดังจากญี่ปุ่นต้นตำรับกว่า 400 ปี มาเสิร์ฟในรูปแบบไอศกรีมเนื้อเข้มข้น  ปิดท้ายที่  Parameter คลาสสิคเจลาโต้ที่เป็นกระแสไวรัลความอร่อย และความพิถีพิถัน    นอกจากนี้ยังมีร้าน Local Street Food เจ้าดังระดับตำนาน มาหมุนเวียนให้ลูกค้าได้ชิมกันที่โซนฟู้ดคอร์ท กูร์เมต์ อีทส์  ทุกสาขา อาทิ  ลูกชิ้นปลาเก็จมุกดา ภูเก็ต ข้าวแกงป้าแขก สถานีรถไฟแม่กลอง  ก๋วยเตี๋ยวเรือหอมจรัญ  แชมป์แม่กลอง  ผัดไทย-หอยทอด   เอลวิส สุกี้ กิน กิน ซีฟู้ดฯลฯ และยังมีร้านค้าให้ลูกค้าได้เลือกชิมกว่า 1000 ร้านค้า รวมกว่า 10,000 เมนู ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

เพื่อเพิ่มประสบการณ์และความคุ้มค่า ให้กับแฟนๆ นักชิมร้านดัง กูร์เมต์ อีทส์  ยังจัดแคมเปญพิเศษ HUNGRY JOURNEY #4”   เติมเต็มความอร่อยที่สมบูรณ์แบบ   ผ่านของรางวัลพรีเมียม เพียงใช้จ่ายภายใน กูร์เมต์ อีทส์ ทั้งในแผนก Food Hall, Take Home Shop, Take Home Local ,Gourmet Hall , Food Court และ ร้านอาหารชั้นนำที่ร่วมรายการ  ครบทุก 120 บาทต่อใบเสร็จ  รับ 1 Hungry  เพื่อสะสมคะแนนและแลกรับของรางวัลผ่าน LINE Official Account  @GourmetEats  โดยมีของรางวัลภายในแคมเปญมีให้เลือกสะสมรับสิทธิหลากหลาย

เริ่มจาก  สะสมครบ   2 Hungry แลกรับเครื่องดื่ม Coke Mixology หรือสะสมครบ 6 Hungry แลกรับเมนู Local Flavor จากร้านขนมครกใบเตย ขนมเบื้อง หรือของอร่อยสไตล์ไทยที่หลายคนชื่นชอบ 10 Hungry รับคูปองเงินสด 50 บาท หรือส่วนลดจาก Kids’ Planet, 15 Hungry แลกรับของรางวัลพรีเมียมจาก Subway และ ชาตรามือ  สะสมครบ 20 Hungry รับของพรีเมียมสุดน่ารักอย่างพวงกุญแจน้อง “Sunny” ตัวแทนความอร่อยของ กูร์เมต์ อีทส์ สุดน่ารัก 

สายสะสมตัวจริงยังมีสิทธิ์แลกรับของรางวัลลิมิเต็ดอีกมากมาย อาทิ เสื่อปิกนิกสุดชิคเมื่อสะสมครบ 60 Hungry, กระบอกน้ำเก็บความเย็นเมื่อครบ 120 Hungry, กระเป๋าปิกนิกดีไซน์เก๋เมื่อครบ 160 Hungry และสำหรับสมาชิกสายกินขั้นสุด ยังสามารถแลกรับบัตรกำนัล Gourmet Eats มูลค่า 500 บาท เมื่อสะสมครบ 200 Hungry หรือแลกรับบัตรกำนัล Gourmet Eats มูลค่าสูงถึง 2,000 บาท เมื่อสะสมครบ 250 Hungry สามารถรับของรางวัลได้ที่จุดบริการลูกค้าบริเวณ Gourmet Market ตามสาขาที่ร่วมรายการ ของรางวัลมีจำนวนจำกัด       

ร่วมออกเดินทางสู่ความอร่อย พร้อมสะสมความคุ้มค่าได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569  (ระยะเวลาการแลกรับของรางวัล : วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 – 31 กรกฎาคม 2569) ที่ กูร์เมต์ อีทส์  สาขาเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, งามวงศ์วาน, บางแค, บางกะปิ,  เดอะมอลล์โคราช, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และพารากอน

อ่านแล้วจุก! ‘แม่หมู’เคลื่อนไหว เริ่มไม่ไหว4ปีแล้ว ปล่อยเค้าไปมีชีวิต ไม่รู้จะแทงพี่ซ้ำถึงไหน

อ่านแล้วจุก! 'แม่หมู'เคลื่อนไหว เริ่มไม่ไหว4ปีแล้ว ปล่อยเค้าไปมีชีวิต ไม่รู้จะแทงพี่ซ้ำถึงไหน

อ่านแล้วจุก! ‘แม่หมู’เคลื่อนไหว เริ่มไม่ไหว4ปีแล้ว ปล่อยเค้าไปมีชีวิต ไม่รู้จะแทงพี่ซ้ำถึงไหน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

กลายเป็นโพสต์ที่ถูกแชร์และพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อคุณกุ้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thasanut Love Imm อดีตทีมงานรายการทีวีที่เคยทำงานใกล้ชิดกับ แม่หมู พิมพ์ผกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความสุดซึ้งบอกเล่าเรื่องราว “เบื้องหลัง” ความผูกพันของแม่ลูกคู่นี้ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ ตั้งแต่วันที่น้องนายยังเป็นเด็กชายตัวน้อยในกองถ่าย จนถึงวันที่ทั้งคู่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตในปัจจุบัน

ขณะที่โพสต์นี้ซึ่งมี แม่หมู พิมพ์ผกา เข้ามาตอบกลับทันทีท่ามกลางดราม่าครอบครัว แม่หมูระบุสั้นๆว่า ” ขอบคุณมากๆนะกุ้ง พี่เริ่มไม่ไหว 4 ปีแล้วนะกุ้ง พี่ก็ปล่อยเค้าไปมีชีวิตของเค้าแล้ว ไม่รู้จะแทงพี่ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปถึงไหน ” 

ฮาน่า ฟาดกลับแทน แม่หมู เผยความลับ 4 ปีที่ไม่มีใครรู้ พร้อมอาการป่วยที่ต้องปิดบัง

ฮาน่า ฟาดกลับแทน แม่หมู เผยความลับ 4 ปีที่ไม่มีใครรู้ พร้อมอาการป่วยที่ต้องปิดบัง

ฮาน่า ฟาดกลับแทน แม่หมู เผยความลับ 4 ปีที่ไม่มีใครรู้ พร้อมอาการป่วยที่ต้องปิดบัง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

ฮาน่า ทัศนาวลัย จักรพงษ์ ดารานักแสดงชื่อดังที่อยู่เคียงข้าง แม่หมู พิมพ์ผกา ในวันที่กำลังมีกระแสข่าว นาย ณภัทร เสียงสมบุญ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจนว่าขาดการติดต่อกับแม่หมูไปนานถึง 2 ปี พร้อมเผยว่าจะขอพูดครั้งนี้ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย และต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวกับความรักสาวนอกวงการ

โดย ฮาน่า ได้โพสต์ภาพในอดีตและระบุข้อความว่า  

” กว่าที่จะชวนพี่หมูเที่ยวออกเดินทาง ตปท ได้ใช้เวลาเกือบ 6 ปี ก็มีข่าวที่น่าตกใจ

คนเป็นแม่เข่าแทบทรุด

ในฐานะแม่ และ ในฐานะเพื่อนพี่หมู ที่เห็นน้องนายมาตั้งแต่ 3 ขวบ …. พี่หมูทำหน้าที่ “แม่” อย่างดีที่สุดแล้ว….. ทุกข์ครั้งนี้เท่าที่ทราบเกือบ 4 ปีแล้ว ไม่ใช่แค่ 2 ปี ตามข่าว พี่หมูตัดสินใจไปหาซื้อบ้านใหม่ ที่เขาใหญ่ เพื่อชีวิตใหม่อย่างโดดเดี่ยว เพื่อปล่อยพื้นที่ให้ลูกได้เติบโต ทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องลูก พี่หมูถูกโยงเข้าไป ทำให้สภาพจิตใจของพี่หมูย่ำแย่มาก ขาดการติดต่อจากภายนอกจน “เป็นโรคซึมเศร้า” และ “แพนนิค” กินยามาได้ 2 ปีแล้ว

ผลกระทบจากคอมเม้นท์ ต่างๆที่โลกโซเชียล เขียนมาด่าทอคนเป็นแม่ โดยเข้าใจเพียงฝ่ายเดียว เค้ารับไม่ไหว หายใจไม่ออก ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง…… ไม่ได้ขอให้พวกคุณเข้าใจหรือรักพี่หมู แต่

….ถ้าพวกคุณรักนาย นายคงไม่มีความสุข ที่มีคนมาด่าว่าแม่ของเค้าอย่างสนุกปาก พวกคุณแค่สนุกกับการได้เขียนด่าด้วยความสะใจ ด่าเสร็จคุณก็หลับอย่างสบายใจ แต่คนที่ถูกกระทำ ถูกรุมทึ้ง ….. เค้าต้องเสียใจทุกข์แค่ไหน ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาดในชีวิต

อย่าซ้ำเติมพวกเขาอีกเลย นายก็เจ็บ แม่เจ็บยิ่งกว่า ปล่อยให้พวกเข้าได้ใช้ชีวิตตามที่น้องนายต้องการ เกือบ 4 ปีแล้ว ที่แม่ลูกไม่เคยได้คุยกันจริงๆ มันมีอะไรซ่อนอยู่อีกเยอะมากจริงๆ ที่ทุกคนไม่รู้

และพี่หมูในฐานะแม่ ไม่เคยออกมาพูดอะไรเลย แต่สังคมตัดสินไปแล้ว

โปรดอย่าคาดเดา อย่าตัดสินด้านเดียวอีกเลย ….ให้พื้นที่ของแต่ละคนได้ใช้ชีวิตตามที่เค้าต้องการด้วยเถิด จากคนเป็นเพื่อนเป็นพี่ที่คอยให้กำลังใจทั้งคู่ และหวังว่าเค้าจะได้ปรับความเข้าใจและกลับมาเป็นครอบครัวที่มีความสุขอีกครั้ง”

แชร์สนั่น! ทราย สก๊อต ปล่อยโฮ แฉโดนล่วงละเมิด แถมแม่ฟ้องร้องเรียกคืนสมบัติ

แชร์สนั่น! ทราย สก๊อต ปล่อยโฮ แฉโดนล่วงละเมิด แถมแม่ฟ้องร้องเรียกคืนสมบัติ

แชร์สนั่น! ทราย สก๊อต ปล่อยโฮ แฉโดนล่วงละเมิด แถมแม่ฟ้องร้องเรียกคืนสมบัติ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

แชร์สนั่นโซเชียล “ทราย สก๊อต” อัดคลิปช็อค อ้างโดนพี่ชาย ล่วงละเมิด แถมแม่ฟ้องร้องเรียกคืนสมบัติ

9 พ.ค.69 “ทราย สก๊อต” ออกมาอัดคลิปปล่อยโฮแบบสุดทน ขอร้องว่าอย่าเรียกตัวเองว่าทายาทตระกูลดังอีกต่อไป โดยในคลิป ทราย สก๊อต กล่าวว่า ทรายไม่อยากให้ใครเรียกทรายว่าทายาท….นะครับ เพราะว่าที่ผ่านมา คนเค้าไม่รู้ แต่ พี่ชายผม เป็นคนข่มขืนผมครับ เค้าไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียว เค้าทำตอนที่ผมเป็นวัยรุ่นหลายๆครั้ง แล้วทุกคนในครอบครัวผม รู้หมดครับ เพราะเค้าได้ฟังเทป ที่ผมอัด ที่มีเสียงพี่ชาย ที่เค้าสารภาพครับ ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนในชีวิตผม ช่วยให้ผมเลย ที่ผมทำทุกอย่างเอง เพราะผมไม่ได้มีทางเลือกครับ (ร้องไห้) ผมจะอายุ 30 แล้วปีนี้ผมไม่เคยมีความยุติธรรมในเรื่องเลย

ไม่ว่าผมจะขอความช่วยเหลือจาก ญาติๆคนไหน หรือผู้ใหญ่คนไหนในตระกูล แล้วปีนี้ แม่ผมเค้าฟ้องร้องผม ที่จะเอาทรัพย์สินที่คุณตายกให้ผม เค้าหาว่าผมเป็นลูกเนรคุณ สำหรับการที่ผมไปเล่าให้ทุกคนฟัง ว่าพี่เลี้ยงผมทำอะไร แล้วตอนผมไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในตระกูล เค้าบอกให้ผม ไปขอโทษแม่ ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไง

ผมรู้ว่าผมใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ ผมไม่สามารถอยู่กับคนในครอบครัว หรือตระกูลที่เค้า ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ของผม หรือเห็นใจของผม ไม่ได้อะครับ ผมขอโทษที่ทำให้ทุกคนเครียดนะครับ แต่ผมอยู่กับคนแบบนี้ คนที่ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ ทราย สก๊อต กล่าวในคลิปที่มีความยาว 2.30 นาที 

หลังจากที่คลิปนี้ถูกโพสต์ ก็มีชาวเน็ตเข้ามาให้กำลังใจ ทราย สก๊อต จำนวนมาก 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนภายในครอบครัว เราคงต้องรอติดตามว่าทางฝั่งครอบครัวจะมีการออกมาเคลื่อนไหวหรือชี้แจงถึงประเด็นนี้อย่างไรต่อไป

ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

เปิดภาพ ‘แม่หมู พิมพ์ผกา’ ล่าสุดที่ฮ่องกง หลัง ‘นาย ณภัทร’ สารภาพตัดขาด 2 ปี

อินสตาแกรม nokkymerszei ของ นก ศิขรินธาร พลายเถื่อน ก็ได้เผยภาพทริปสุดแฮปปี้ที่มี แม่หมู พิมพ์ผกา ร่วมเฟรมด้วย โดยคุณนก ได้โพสต์ภาพพร้อมแคปชั่นว่า ” โอ้ยยโดนเซอร์ไพรส์!!!!!มีสาวสวยมาหาถึงฮ่องกง! ขอบคุณส้ม ที่พาฮาน่ากับพี่หมูมาเซอร์ไพรส์ เนียนมากๆๆๆ5555 ” 

ขณะที่โพสต์นี้มีชาวเน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจถึงแม่หมู หลังจากที่นาย ณภัทร เสียงสมบุญ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจนว่าขาดการติดต่อกับแม่หมูไปนานถึง 2 ปี พร้อมเผยว่าจะขอพูดครั้งนี้ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย และต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวกับความรักสาวนอกวงการ

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทำเอาชาวเน็ตตาค้างกันทั้งโซเชียลไปเลยทีเดียว เมื่อได้เห็นคลิปล่าสุดของ อินฟลูฯไฮโซดาวรุ่งชื่อดังอย่าง “พี่เป๊ก สัณชัย” ที่ไม่รู้ไปทำอะไรมาถึงดูเด็กลง และหนุ่มขึ้นมาก

พี่เป๊ก แอบเผยว่า  “ปกติครีมทาบ้าง ลืมบ้าง เมาบ้างก็ไม่ได้แตะเลย ส่วนมากจะเมาไม่บ้างค่อนข้างบ่อยมากกว่า ไม่สม่ำเสมอ  เลยต้องหาที่พึ่งอย่างน้อยๆ ก็ปีละครั้งก็แล้วกัน  ก่อนหน้านี้เฉยๆ มาก ไม่ได้สนใจกับการดูแลตัวเองเลย ผู้ชายอย่างเราก็แบบนี้ แต่พอมาทำงาน มาไลฟ์กับธัญญ่า หลังมาเป็นอินฟลูฯ คิวชุก ออกหน้าจอบ่อยๆ ทั้งทีวี ทั้งออนไลน์ ก็เลยเริ่มรู้สึกว่า เออ! เริ่มไม่ไหว คงต้องหาที่พึ่งบ้างแล้ว ดีที่มีคอนเซาท์หมอดีๆ ของเด่นๆ อยู่ใกล้ตัว ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น เรียกได้ว่าฝากชีวิตไว้ที่หมอแล้วหนึ่ง”

จากหวงลูก..เดี๋ยวนี้จะกลายเป็นลูกหวงซะแล้ว ชาวเน็ตเตรียมพุ่งเป้าคอนเซาท์หมอตาม เพราะอายุเป็นเพียงตัวเลข  ขอหล่อเด็กแบบตัวพ่อสไตล์ “เป๊ก สัณชัย”

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วัดใหญ่ พิษณุโลก” หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เป็นวัดโบราณที่สำคัญ และเป็นที่รวมของ “พระพุทธรูป” ที่งดงามไว้มากมาย  ทว่า ส่วนหนึ่งในพลัดพรากจากวัดในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะได้รับการอัญเชิญลงมายังบางกอก ในช่วงเวลาที่เมืองพิษณุโลกหย่อนความสำคัญลง และมีประชากรเบาบาง ทว่ามีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ยังคงประดิษฐานอยู่ที่เดิมนั่นคือ“พระพุทธชินราช”
“พระพุทธชินราช” แห่งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษนุโลก ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลกด้วย  ทั้งยังเป็นพระพุทธรูปที่มีการ “จำลอง” มากที่สุด

แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง  แต่จากการวิเคราะห์ของนักประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างขึ้นในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1900 เป็นพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก มีพุทธลักษณะที่งดงามสมบูรณ์ยิ่ง
นอกเหนือจาก “พระพุทธชินราช” แล้ว  ที่วัดแห่งนี้ ยังมีพระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระอัฏฐารส รวมอยู่ด้วย ตามคติ “พระสี่ทิศ”  แต่ที่ได้ชื่อว่างดงามและสำคัญ คือ พระสามองค์แรกที่กล่าวมา

ประวัติการสร้างพระพุทธชินราช ตามที่ปรากฏใน “พงศาวดารเหนือ” ได้กล่าวถึงการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โดยมีสรุปไว้ว่า  กษัตริย์เชียงแสน นามว่า “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก” เป็นผู้สร้างพระพุทธชินราช เมืองพิษณุโลก เมื่อแล้วเสร็จก็ตรัสให้สร้างวัดพระรัตนมหาธาตุ มีพระมหาธาตุ และพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์อีก 2 องค์ ได้แก่ พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เพิ่มเนื้อหาในพงศาวดารในชื่อ ตำนานพระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ว่าในปี พ.ศ. 1498 ยังมีการสร้าง “พระเหลือ” เข้าไปด้วย และหลังจากนั้นก็มีการกล่าวอ้างถึงการสร้างพระพุทธชินราช ในพงศาวดารเหนือ

เรื่องราวประวัติฉบับเก่าสุดของพระพุทธชินราชเป็นหลักฐานเชิงตำนานใน พงศาวดารเหนือซึ่งชำระเมื่อปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ผู้ชำระคือ พระวิเชียรปรีชา (น้อย) เจ้ากรมราชบัณฑิตขวา เป็นผู้เรียบเรียงตำนานเรื่องเล่าของเมืองเหนือจากตำราหลายเล่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

พงศาวดารเหนือเล่าถึง พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก กษัตริย์แห่งเมืองเชียงแสน เป็นผู้มีอำนาจบารมีมาก ปกครองบ้านเมืองน้อยใหญ่หลายเมือง ยกทัพลงมาตีเมืองสัชนาไลยของพระเจ้าพสุจราช แต่พระพุทธโฆษาจารย์มาไกล่เกลี่ย

พระเจ้าพสุจราชยอมมาถวายบังคมพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ทั้งยก นางปทุมเทวี พระธิดา ให้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ต่อมาพระนางก็ให้กำเนิดพระโอรส 2 พระองค์คือ เจ้าไกรสรราช และเจ้าชาติสาคร

ต่อมาพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกโปรดให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ตำบลซึ่งทรงเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาฉันจังหันใต้ต้นสมอภายหลังจึงตั้งชื่อเมืองแห่งนี้ว่า “พิษณุโลก”

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุริมแม่น้ำน่านช่วงกลางเมืองพิษณุโลก ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

บุญญาธิการของกษัตริย์พระองค์นี้เมื่อครั้งสร้างเมืองพิษณุโลก มีบรรยายอยู่ในพงศาวดารเหนือ ความว่า

“แต่ชาติก่อนพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกเป็นภิกษุ ได้สร้างพระไตรปิฏกเมื่อศาสนาพระกกุสน์เจ้าครั้นพระองค์เกิดมาตรัสรู้ในไตรปิฎกทั้งสามพระองค์จึงรู้ในพระทัยว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตทางตะวันตกตะวันออก แล้วเสด็จไปอาศัยฉันจังหันใต้ต้นสมอ แลควรจะไปสร้างเมืองไว้ในสถานที่นั้น”

เมื่อสร้างเมืองเสร็จ พระองค์ก็ให้สร้างพระธาตุและพระวิหารขึ้นกลางเมือง แล้วโปรดให้หล่อพระพุทธรูปสำริดขึ้น 3 องค์ คือ พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา และพระพุทธชินราช โดยช่างจากเมืองสัชนาไลยและหริภุญไชยร่วมกันสร้าง

แต่ปัญหาคือ การสร้างพระพุทธรูปสำริดทำสำเร็จแค่ 2 องค์ คือ พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ส่วนพระพุทธชินราชต้องปั้นหล่อใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งครั้งที่ 4 จึงมี “พระอินทร์” มาช่วยจึงสำเร็จ ดังในพงศาวดารเหนือเล่าว่า

“ขึ้นแปดค่ำ ปีกุน ตรีศก เพลาเช้า พุทธศักราช ๑๕๐๐ ปีกุน สัมฤทธิศก ด้วยอานุภาพพระอินทราธิราชเจ้า ทองก็แล่นรอบคอบบริบูรณ์ทุกประการหาที่ติมิได้”

พงศาวดารเหนือพยายามเล่าถึงบุญญาบารมีและความเลื่อมใสของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกต่อพระพุทธศาสนา และเผยให้เห็นว่า พระพุทธชินราชมีความพิเศษกว่าพระพุทธรูปอีก 2 องค์ที่สร้างพร้อมกัน เพราะมีอานุภาพของพระอินทร์มาช่วยด้วย ไม่ใช่สำเร็จด้วยฝีมือช่างมนุษย์ธรรมดาทั่วไป

ในตำนานท้องถิ่นเมืองพิษนุโลก อ้างถึงสัจจาธิษฐานของ “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก” ว่า ทำให้ร้อนถึงอาสน์ของพระอินทร์ ต้องทรงแปลงพระองค์เป็นชีปะขาวเสด็จลงมาช่วยในการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ นับแต่ทรงคุมพิมพ์ปั้นเบ้า คุมการเททอง จนการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้สำเร็จสมบูรณ์งดงาม ทองแล่นทั่วทั้งองค์ และยิ่งเป็นมหัศจรรย์จนเกิดความเชื่อมั่นถึงอภินิหารของพระพุทธรูปองค์นี้เป็นทวีคูณ เมื่อปรากฏตรีศูล (อุณาโลม) อันเป็นเครื่องหมายแทนองค์พระอินทร์ที่พระนลาฏของพระพุทธรูป

และยิ่งตอกย้ำความเชื่อโดยกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ เช่น บ้านปะขาวหาย คือสถานที่ที่ชีปะขาวหายตัวไป และเมื่อสร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้น จึงตั้งชื่อวัดว่า วัดตาปะขาวหาย ยังมีศาลตาปะขาวซึ่งประดิษฐานรูปหล่อตาปะขาวเป็นรูปชายชรายืนสะพายย่าม มือขวาถือไม้เท้า ศาลตาปะขาวเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ศาลาช่องฟ้า เพราะเป็นบริเวณที่ช่องฟ้าเปิดสำหรับให้พระอินทร์เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์

เรื่องราวในตำนานจบอย่างสมบูรณ์โดยมีชื่อสถานที่ที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ จึงเป็นเรื่องที่เล่าขาน รับรู้ และเชื่อถือกันในหมู่ประชาชนคนทั่วไป โดยเฉพาะชาวพิษณุโลกและจังหวัดทางภาคเหนือ ที่ส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือตำนานนี้เป็นอย่างยิ่ง

แม้เรื่องราวในตำนานจะเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ แต่ก็ยังมีหลักฐานอื่น ๆ ให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระเจ้าศรีธรรรมไตรปิฎกในตำนาน คือ สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย และทรงเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ขึ้นด้วยพระราชหฤทัยที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสูง

พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ประดิษฐานอยู่ในเมืองพิษณุโลกตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยามีอำนาจ จนชาวเมืองมีความรู้สึกว่าพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ คือ สมบัติอันล้ำค่าของชาวเมืองพิษณุโลก จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อันเป็นช่วงเวลาที่มีการอัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองลงมาประดิษฐานยังพระอารามต่างๆ ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก นั่นรวมถึง “พระศรีศาสดา และ “พระพุทธชินสีห์” ด้วย

“พระพุทธชินสีห์” นั้น เดิมประดิษฐานอยู่ที่วิหารด้านทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก ต่อมาพระวิหารนั้นชำรุดทรุดโทรมลง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ อุปราชวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มายังกรุงเทพฯ ครั้งนี้เอง ที่มีเรื่องเล่าลือกันถึงความรู้สึกหวงแหนในพระพุทธรูปองค์นี้ ในเวลาเดียวกันก็แสดงถึงความคับข้องใจในการหักหาญกระทำตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจจากส่วนกลาง

ครั้งนั้นชาวเมืองทั้งปวงแสดงออกถึงความรู้สึกนี้ในรูปของความโศกเศร้า ดังที่เป็นเรื่องที่เล่าขานกันสืบมาถึงอาการของชาวเมืองพิษณุโลกครั้งนั้นว่า “เมื่อเชิญออกจากพระวิหารนั้น ราษฎรพากันมีความเศร้าโศก ร้องไห้เป็นอันมาก เงียบเหงาสงัดไปทั้งเมืองเหมือนศพลงเรือน”

และยังเล่าลือต่อถึงผลของการอัญเชิญพระพุทธชินสีห์ออกจากเมือง ตามความเชื่อของชาวเมืองว่า “แต่นั้นมาฝนก็แล้งไปถึง 3 ปี ชาวเมืองพิษณุโลกได้รับความยากยับไปเป็นอันมาก” และข่าวเล่าลือที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ “กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ”  ก็ทรงพระประชวรพระโรคมานน้ำได้ปีเศษก็เสด็จสวรรคต”

เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ โปรดให้ประดิษฐาน “พระพุทธชินสีห์” ไว้ที่มุขหลังพระอุโบสถจัตุรมุข วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวชเป็น “วชิรญาณภิกขุ” ได้เสด็จจากวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) มาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ โดยประดิษฐานอยู่หน้าพระประธานองค์เดิม  ในปัจจุบัน พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร จึงมีพระประธานสององค์นั่งซ้อนลดหลั่นกันอยู่  ในคราวนั้นโปรดให้หล่อแท่นฐานองค์พระพุทธรูปด้วยทองสำริด กะไหล่ทองคำที่พระรัศมีฝังเพชรที่พระอุณาโลมพร้อมทั้งปิดทององค์พระพุทธรูปด้วย

ส่วน “พระศรีศาสดา” นั้น เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง จังหวัดนนทบุรี ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดบางอ้อยช้างระยะหนึ่ง ครั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ทราบเรื่อง จึงได้ขออัญเชิญพระศรีศาสดามาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งเป็นวัดที่ท่านสร้างขึ้น

ต่อมา “วชิรญาณภิกขุ” (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4) ทรงทราบ และมีพระราชดำริว่า พระศรีศาสดานั้น สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ ซึ่งเวลานั้นได้ถูกอัญเชิญมาเป็นพระประธานที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงโปรดให้อัญเชิญพระศรีศาสดามาประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหารด้วย ปัจจุบันพระศรีศาสดาประดิษฐานที่วิหารพระศรีศาสดา วัดบวรนิเวศวิหาร

เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5โปรดให้สร้าง “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” ขึ้นครั้งนั้นโปรดให้เสาะหาพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงาม เพื่อมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ครั้งนั้นมีทั้งผู้อัญเชิญพระพุทธรูปจากที่ต่าง ๆ มาให้ทอดพระเนตร และที่ไม่สามารถอัญเชิญมาได้ ก็ถ่ายรูปมาให้ทอดพระเนตร พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยพระพุทธลักษณะและความงามของพระพุทธชินราชซึ่งไม่มีพระพุทธรูปองค์ใดจะงามเสมอ จึงตั้งพระราชหฤทัยจะอัญเชิญพระพุทธชินราชมาประดิษฐานเป็นประธานในพระอุโบสถ

แต่ครั้น สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก กราบทูลถึงความรู้สึกหวงแหนพระพุทธชินราชของชาวเมือง และได้เท้าความถึงครั้งที่ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์จากพิษณุโลกมากรุงเทพฯความรู้สึกหวงแหนที่แสดงออกในรูปของความโศกเศร้าและเงียบสงัดทั้งเมืองเปรียบได้เหมือน “บรรยากาศเวลายกศพลงจากเรือน” ทำให้เข้าพระราชหฤทัยและทรงเห็นใจชาวเมืองพิษณุโลก

จึงเปลี่ยนพระราชหฤทัยให้ช่างจำลองแบบพระพุทธชินราชโดยมี “พระประสิทธิปฏิมา” จางวางช่างหล่อขวา เป็นหัวหน้าช่างถ่ายแบบและหล่อ ใช้ทองหนักทั้งหมด 3,940 ชั่ง เมื่อแล้วเสร็จจึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานใน พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

ปัจจุบัน หากท่านไปกราบสักการะ “พระพุทธชินราช” ที่วัดใหญ่พิษณุโลก  ท่านก็จะได้กราบพระพุทธชินสีห์ (จำลอง) พระศรีศาสดา (จำลอง) และพระอัฏฐารส ด้วย  ส่วนองค์จริงที่พลัดพรากจากเมืองพิษณุโลกมา ก็ไปกราบกันได้ที่วัดบวรฯ และวัดเบญจมบพิตร  ในกรุงเทพมหานครนี่เอง

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นางมารสวมปราด้า(The Devil Wears Prada) หนังดังปี 2006 ผลงานการกำกับของ เดวิด แฟรงเคิล ที่สร้างจากนิยายดัง The Devil Wears Prada งาน เขียน ลอเรน ไวส์เบอร์ เขียนบทโดย ไอลีน บรอช แม็กเคนนา จากความดังของ หนัง ทำให้  ลอเรน ไวส์เบอร์ เขียนภาคต่อ Revenge Wears Prada: The Devil Returns ในปี 2013 แต่ย่าเสียดาย ที่ ไม่ได้ถูกนำมาสร้างหนัง เนื่องจาก สองดารานำหลักอย่าง เมริล สตรีพ กับ แอนน์ แฮตธาเวย์ ไม่สนใจ ที่จะกลับมาแสดงจนมา ในปีนี่ 20 ปี ผ่านมา นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) จึงได้มีโอกาศขึ้นจอ มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งนักแสดง และทีมงานหลักชุดเดิม
 

‘แอนดี้’ กลับเข้าสู่วงการนิตยสารอีกครั้ง หลังเผชิญวิกฤตงาน ถูกดึงตัวมาช่วยนิตยสารRunway ที่กำลังตกต่ำ มาเป็นผู้ช่วย ‘มิแรนด้า’บรรณาธิการจอมโหดอดีตหัวหน้าเก่า ที่กำลังเจอปัญหา เพื่อรับมือ พยุง หนังสือในอยู่รอด ในยุคที่ โลกเทคโนโลยี กำลังเข้ามาแทนที่
 

นางมาร2 เดินเรื่องต่อจาก นางมารแรก 20 ปี ผ่านมา พามาตามติดชีวิต 4 ตัวละครหลัก แอนดี้, มิแรนด้า, เอมิลี่ สาวสวยผู้ตัวตัวเองมาสู่แบรนด์ดิออร์ และไนเจล ผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ นิตยสาร ที่ต้อง กลับมาเจอกันอีกครั้ง โดยที่ หนังเดินไปข้างหน้า ไม่เสียเวลา ไม่ย้อนกลับไป ภาคแรก ตัวหนังมาตามสูตรสำเร็จ เดินเรื่อง เล่าเรื่อง บรรยากาศโทนหนัง พาย้อนกลับไปสู่หนัง ดราม่า สนุกสนาน ในยุค 80-90 ที่อาจจะดูเชย ดูธรรมดา สำหรับ หนังในยุคนี้ ที่ มักจะมีอะไรใส่มาในหนัง มากกว่าในยุคสมัยนั้น
 

นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) คือหนัง ที่ดูแล้ว มีความสุข เหมือน งานเลี้ยงรุ่น ได้เจอเจอะกับ ตัวละคร/นักแสดง ที่ เคยสร้างรอยยิ้ม และความสนุก มาแล้วจากในภาคแรก ที่มา พร้อม กับ วัยที่สูงขึ้น ตามเวลาจริง เหมือน แวะมาทักทาย ว่า ยังอยู่ดีมีสุข
 

แอนน์ แฮตธาเวย์ ยังคงเป็น แอนดี้ ที่สวย ดูเก่ง มีเสน่ห์ มองโลกในแง่ดี ที่แม้จะ ผ่านมากว่า 20 ปี ความน่ารักยังคงมีอยู่ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ โตขึ้น สวยแบบผู้ใหญ่ แต่ยังคงมีความเป็นสาวรุ่นๆ แฝงอยู่ในตัว

เมลริล สตรีพ  เปล่งประกาย  เป็น มิแรนด้า ที่ดูเฉิดฉาย ในความเป็น หัวหน้างานไฮโซ เจ้าแม่แฟชั่น ออร่า ยังคงมาแบบเต็มๆ สีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำเสียง ใช่เลย!! ดูแล้วเชื่อ ใน พลังที่อยู่ใน ตัวนาง ทั้ง ความเก๋า ความร้าย ความเป็นเจ้านาย และเป็น ไฮโซ ตัวแม่
 

เอมิลี บลันท์ เป็น เอมิลี่ ที่มา พร้อมความสวย เรื่องราวอาจจะ น้อยกว่า สองสาวตัวแม่ แต่ก็เป็นตัวละคร ที่มี สีสัน มีอะไรๆ ชวนค้นหาในตัว ออกแนว การ์ตูนนิดๆ
 

สแตนลีย์ ทุซซี่ เป็น ไนเจล ที่มีเสน่ห์ น่ารัก สีหน้าท่าทางจริตจะก้าน ความเป็น สไตล์ลิส มาแบบเต็มร้อย เป็นตัวละครที่น่ารัก เรียกร้อยยิ้ม ได้ตลอดเวลา และยังช่วยขยี้ ในส่วนของดราม่า
 

นางมาร2 ยังคงเน้นๆ ให้น้ำหนัก ไปที่ 4 ตัวแม่ จากภาคแรก และเหมือน หนังที่คุ้นเคยในยุคก่อน ตัวละครใหม่ๆ ที่ ใส่เข้ามา ในภาคนี้ มาเพื่อเพิ่ม ในเรื่องสมบูรณ์ขึ้น จัดเจน ในความเป็น นักแสดงสมทบ ที่มาน้อยๆ  แต่ดูดี

ทราซี ธอมส์ กลับมารับบท ลิลลี่ สสวอาร์ต เพื่อนซี้ แอนดี้ ในภาคแรก ,เคนเนธ บรานา รับบท สจ๊วต,แพทริค แบรมมอลล์ เป็น ปีเตอร์ เจ้าของ อพาร์ตเมนท์ เพื่อนชายคนใหม่ของ แอนดี้,จัสติน เทรูซ์ ที่เล่นได้กวนๆ ในบท เบนจี่,ลูซี หลิว ไฮโซ เศรษฐีนี ผู้เก็บตัวรักงานศิลป์,เฮเลน เจ. เฉิน เป็น จิน เด็กจบใหม่ผู้ช่วยของแอนดี้ ใสๆ ในแบบเด็กแนวๆ เจนนี้ ,ซิโฒน แอชลีย์ เป็น อามารี เลขาสนิทของ มิแรนด้า ,เคเลบ เฮียรอน เป็น ชาร์ลี เลขาเบอร์2 หน้าห้อง,ทิบอร์ เฟลด์แมน กลับมารับบทเดิมเป็น เอิร์ฟ ราวิตซ์ เจ้าของ รันเวย์,บี. เจ. โนวัค เป็น เจย์ ลูกชาย,เลดี้ กาก้า เล่น เป็นตัวเอง ออกมา ได้แบบ กวนๆทั่งสีหน้าท่าทาง แถมมาพร้อมกับเพลง ที่ไพเราะ เข้ามากับ ตัวหนังและ สำหรับ คอแฟชั่น คงถูกใจ ที่ มี นางแบบแฟชั่น มาร่วมเดินแบบบนแคทงอร์ครันเวย์ กันนับสิบ

จาก นางมาร1 ที่ พาไปสนุกจาก เด็กสาวจบใหม่ ที่ ก้าวเข้ามาสู่ แวดวงนิตยสาร วงการแฟชั่น ที่ยากจะรับมือ เพื่อสานฝันอาชีพของเธอ มาใน นางมาร2 เส้นเรื่อง หลัก เปลี่ยนมา นำเสนอ สภาพที่เปลี่ยนไปของ สภาพวงการ นิตยสารที่ปัจจุบัน ในยุคนี้ ที่ ตกต่ำหนังสือ กระดาษ กลายเป็น ตัวหนังสือดิจิตอลการเทคโอเว่อร์ ของ นายทุน ที่มีแต่เงินแต่ไร้รสนิยมการเลย์อ๊อฟ พนักงาน หันมาใช้ AI แทนซึ่งเอาจริงๆ แล้ว สะท้อน เรื่องของธุรกิจ ในยุคปัจจุบัน ที่ นำเสนอผ่าน เส้นเรื่อง นิตยสาร ที่ออกมาในแนวตลกร้าย

เรื่องราว นิตยสาร สำหรับคนที่คุ้นเคย เคยทำ ทั้ง บก. นักข่าว สไตลิส คนเขียน คอลัมม์ ช่างภาพ เลขา ผู้ประสานงาน ดู ภาคนี้ แล้วรับรอง โดน..โดน..แน่นอน ประสบการณ์ ความทรงจำ ค่อยๆ ลอยขึ้นมา จนทำให้ ดูแล้ว ที่ รอยยิ้ม มีความสุข หรือ น้ำตาปริ่มๆ สะเทือนใจ กับ การเปลี่ยนแปลง ในยุคนี้นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) คือ หนังที่ทำออกมาได้ชัดเจนในหน้าหนัง ที่ เกี่ยวกับ นิตยสารวงการแฟชั่น ผ่าน งานด้านโปรดักชั่น ที่ สวยงาม มุมกล้อง การตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม ดนตรี/เพลงประกอบ  โลเคชั่นในเมืองใหญ่ ฯลฯ ดูแล้วใช่เลย ไม่มี ส่วนไหนของ หนัง ที่ไม่รู้สึกถึง ความเป็นไฮโซหนังสนุก เพลินตาเพลินใจ ..ดูเพลินจนไม่อยากให้จบ8/10 คะแนน

เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

8 พฤษภาคม 2569 ทำเอาโซเชียลฮือฮา เมื่อ นางเอกสาวมากฝีมือ “นุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี” ปล่อยภาพเซ็ตล่าสุดในลุคสาวเกาหลีสุดละมุน จนแฟนๆ ต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

โดยในภาพ นุ่น วรนุช มาในชุดฮันบกโทนสีเหลืองอ่อนตัดกับสีฟ้าพาสเทล ดูอ่อนหวานและสง่างาม งานนี้หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นุ่น วรนุช ยังคงรักษาความสวยเป๊ะได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในลุคไหนก็เอาอยู่ แถมชุดฮันบกเซ็ตนี้ยังยิ่งทำให้เจ้าตัวดูราวกับนางเอกซีรีส์ย้อนยุคเลยทีเดียว

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

8 พฤษภาคม 2569 เป็นว่าที่คุณแม่ลูกสองที่ทั้งสวย ทั้งแกร่ง และยังคงความสดใสไม่เปลี่ยน สำหรับ “แพท ณปภา” ที่ล่าสุดควงสามี “พี ชานนท์” พร้อมลูกชายสุดรัก “น้องเรซซิ่ง” ไปพักผ่อนรับลมทะเลแบบพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น

แม้ตอนนี้สาวแพทจะกำลังตั้งครรภ์ลูกสาว “น้องเซญ่า” ได้ประมาณ 5 เดือนแล้ว แต่เจ้าตัวยังคงความสดใสและดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แถมทริปนี้ยังทำโซเชียลร้อนฉ่า เมื่อคุณแม่คนสวยหยิบชุดบิกินีตัวจิ๋วมาใส่อวดท้องน้อยสุดน่ารัก พร้อมโพสท่าถ่ายภาพริมทะเลแบบสับๆ จนแฟนคลับเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันรัวๆ

ภาพจาก : @pat_napapa