ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

3 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ไทยคู่ฟ้า” โพสต์ข้อความระบุว่า อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน!

เพจไทยคู่ฟ้า ยืนยันชัด นายกฯ อนุทิน ไม่เคยกล่าวว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์…” ตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ โดยข้อมูลดังกล่าว เป็นการตัดต่อหรือบิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม

ขณะที่ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

ปัจจุบันการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

อายุ 60 – 69 ปี อัตรา 600 บาท/คน/เดือน

อายุ 70 – 79 ปี อัตรา 700 บาท/คน/เดือน

อายุ 80 – 89 ปี อัตรา 800 บาท/คน/เดือน

อายุ 90 ปีขึ้นไป อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน

#ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย

——————-

Website : http://www.thaigov.go.th

Facebook/ X : ไทยคู่ฟ้า

YouTube : ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

TikTok : ไทยคู่ฟ้า (@thaigov)

Instagram : ไทยคู่ฟ้า (@thai_khufah)

– 006

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“สว.นรเศรษฐ์”ชงญัตติให้รัฐบาล ทบทวนเดินหน้า”แลนด์บริดจ์” ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า แนะฟังเสียงคนในพื้นที่

3 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกหนังสือนัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 5 พ.ค.โดยในวาระดังกล่าวได้ระบุว่าเป็นการพิจารณาญัตติต่างๆ ที่ สว.เสนอ รวม 6 ญัตติ ทั้งนี้ มีญัตติที่เสนอใหม่ คือ ญัตติของ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์

โดยเหตุผลของการเสนอญัตติดังกล่าว นายนรเศรษฐ์ ได้ระบุไว้ในหนังสือว่า ตามข้อเท็จจริงที่ รมว.คมนาคม และคณะทำงาน ได้ประกาศต่อสื่อมวลชน ต่อแผนการสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยใช้เงินลงทุน 9.9 แสนนล้านบาท ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวถูกวิพาษณ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาการและภาคประชาสังคมว่าอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตามรายงานที่เสนอสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรนำเสนอ และผลกระทบโครงการอาจนำมาสู่ความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้ และกระทบต่อสิทธิชุมชนของคนในพื้นที่ภาคใต้ในมิติของวัฒนธรรมและทางสังคม

“ช่วงที่ผ่านมามีพบการเสนอทางเลือกอื่นที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่า และมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์อยู่หลายโครงการ ทว่าไม่ได้รับความสนใจจากัฐบาลที่มุ่งหน้าศึกษามากพอ” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนยกเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” ช่วยสกัด นทท. คุณภาพต่ำทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ระบุขณะนี้โอกาสดีที่จะดำเนินการ เหตุท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัว ผลกระทบไม่มาก พร้อมเสนอเครื่องมือควบคู่ เช่น ค่าเหยียบแผ่นดิน-ฟรีวีซ่าทวิภาคีบางประเทศ และสำหรับประเทศที่มีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ส่วน “เก็บค่าออกประเทศ-Exit Fee” ในหลักการรับได้ แต่ต้องไม่สร้างภาระให้กับคนที่เดินทางไปทำงาน ตปท.

3 พฤษภาคม 2569 ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และอาจมีการแย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเปิดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัด-ใช้จ่ายต่ำเข้ามาในปริมาณมาก หรือกระทั่งกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามา

ศ.วิทวัส กล่าวว่า หลังโควิด-19 ประเทศไทยได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น มาตรการฟรีวีซ่าจึงเหมือนเป็นการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามา ซึ่งการที่มีนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำหรือนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และการยกระดับ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจุดจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการให้บริการหรือการจัดการ หรือส่งผลให้ค่าครองชีพในพื้นที่นั้นๆ พุ่งสูงขึ้น เช่น กรณีที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ไปจนถึงการเกิดกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ หรือเช่าพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการด้านต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน หรือชาติอื่นๆ รวมถึงการเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ

นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) โดยอาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม

นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวเป็นรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ทำการยกเลิกเป็นกรณีๆ ไปได้ รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังจำเป็นต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

ศ.วิทวัส กล่าวอีกว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ

รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.08 น.

รัฐบาลเดินหน้าปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายแล้วกว่า 121,494 รายการ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 6,748 คดี ทลายแหล่งกระทำผิด 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ซึ่งมีพฤติกรรมการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว และมาพร้อมความเสี่ยงจากโฆษณาโอ้อวดเกินจริง การแอบอ้างสรรพคุณ ผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับอนุญาตหรือลักลอบใช้สารอันตราย รัฐบาล สั่งการให้เข้มงวดจัดการปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยและโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภค โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2566 – ปัจจุบัน  สามารถปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายได้กว่า 121,494 รายการ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 6,748 คดี และทลายแหล่งกระทำผิด 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท

นอกจากนี้ อย.ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับการทำงาน โดยร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ใช้ระบบ AI และ API เชื่อมโยงการทำงานกับแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก 10 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Lazada, Shopee, Grab, LineMan, LINE, Facebook, Instagram, Threads, Tiktok และ Lemon8 ใช้ระบบ AI และ API ตรวจจับและคัดกรองผลิตภัณฑ์และโฆษณาที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมพัฒนา AI ด้วย Blacklist Keywords กว่า 92,120 คำ และขยายเครือข่ายเฝ้าระวังปิดกั้นโฆษณา (Rapid Report) ครอบคลุม 76 จังหวัด และ 3 สภาวิชาชีพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการปิดกั้นและจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสิทธิ์ ขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างรอบคอบ ตรวจสอบเลข อย. ก่อนตัดสินใจ ไม่หลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง เมื่อพบความไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนผ่าน 6 ช่องทาง ได้แก่ สายด่วน อย. 1556, Line @FDAThai, Facebook: FDAThai, E-mail: 1556@fda.moph.go.th, ตู้ ปณ. 1556 และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

รัฐลุยจัดระเบียบระบบราง ลดค่าโดยสาร-ยกระดับความปลอดภัย-ขยายโครงข่ายบริการ

รัฐลุยจัดระเบียบระบบราง ลดค่าโดยสาร-ยกระดับความปลอดภัย-ขยายโครงข่ายบริการ

รัฐลุยจัดระเบียบระบบราง ลดค่าโดยสาร-ยกระดับความปลอดภัย-ขยายโครงข่ายบริการ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

“รัฐบาล”เร่งเดินหน้าจัดระเบียบ”ระบบราง” “ลดค่าโดยสาร ยกระดับความปลอดภัย ขยายโครงข่ายบริการ” มุ่งอำนวยความสะดวก ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งทางรางอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 รัฐบาลได้ เร่งกำหนดมาตรการสำคัญเชิงรุก ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การยกระดับความปลอดภัย และการพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ในมิติด้านการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลมีแนวทางกำหนดเพดานค่าโดยสาร เพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งเตรียมยกเว้นค่าแรกเข้าเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า รวมถึงการจัดสิทธิประโยชน์สำหรับกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และทหารผ่านศึก นอกจากนี้ ยังมีมาตรการคุ้มครองผู้โดยสาร โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องชดเชยกรณีเกิดความล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวเดินรถ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระของประชาชนอย่างแท้จริง

ในมิติด้านความปลอดภัย รัฐบาล ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกมิติ โดยกำหนดพื้นที่เขตระบบและเขตปลอดภัยให้ชัดเจน ควบคุมมาตรฐานตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานให้มีความมั่นคงแข็งแรง รวมทั้งกำหนดให้บุคลากรต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐาน และให้ผู้ประกอบการจัดทำประกันอุบัติเหตุ เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดต่อผู้โดยสาร อันเป็นการสร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นในการใช้บริการระบบราง

ในมิติด้านการพัฒนาโครงข่ายและบริการ รัฐบาล เร่งรัดการลงทุนและขยายโครงข่ายระบบรางทั่วประเทศ โดยเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าในเขตเมืองและโครงการรถไฟทางคู่ในภูมิภาคที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการ เพื่อเพิ่มการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพบริการในภาพรวม

“รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

1 เดือนดับไฟใต้ รัฐบาลยึด ปชช.เป็นศูนย์กลาง สั่งลุย 5 แผนหลักสู่สันติสุขยั่งยืน

1 เดือนดับไฟใต้ รัฐบาลยึด ปชช.เป็นศูนย์กลาง สั่งลุย 5 แผนหลักสู่สันติสุขยั่งยืน

1 เดือนดับไฟใต้ รัฐบาลยึด ปชช.เป็นศูนย์กลาง สั่งลุย 5 แผนหลักสู่สันติสุขยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

โฆษกรัฐบาล รายงานการขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนใต้ 1 เดือนแรกของรัฐบาล ทั้งการศึกษาถึงพูดคุยสันติสุข ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เดินหน้าสร้างความเข้าใจ-ความไว้วางใจ สู่ความสงบสุขยั่งยืนในพื้นที่

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังจากรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เร่งเดินหน้าดูแลและแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และกระบวนการสันติภาพ โดยยึดประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ มุ่งสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสงบสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่

ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง ทำงานโดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด

ในด้านการพัฒนา นายกฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้ โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเข้าใจ โดยมุ่งลดความเปราะบางในระดับชุมชน และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสงบในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้กำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนใน 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ 2) การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร 3) การยกระดับความร่วมมือไทย-มาเลเซีย 4) การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย และ 5) การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ ได้มีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่จากฝ่ายพลเรือน คือ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน เพื่อสานต่อการพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์และครอบคลุม โดยเปิดโอกาสให้ทุกความคิดเห็นมีส่วนร่วมในการหาทางออก

“รัฐบาลตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเห็นพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีชีวิตที่ปลอดภัย มีโอกาส และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การรับฟังเสียงของประชาชนและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสงบสุขและความไว้วางใจให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.41 น.

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้าง”คอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์” ดันไทยสู่ Tier 1 ป้องกันค้ามนุษย์ ล่าสุดผลงานใหญ่รัฐบาล ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ยึด-อายัดทรัพย์”เบน สมิธ-ยิม เลียก”กว่า 2 หมื่นล้าน

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ให้การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีผลงานใหญ่ คือการดำเนินคดียึดและอายัดทรัพย์สิน นายเบน สมิธ – ยิม เลียก กับพวก รวมมูลค่า สองหมื่นกว่าล้านบาท และมีการขยายผลเพิ่มเติมไปยังกลุ่มอื่น ครอบคลุมการกระทำผิดที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน อีกทั้งยังมีการทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบผู้ถูกบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลายสัญชาติ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับใช้แรงงานในลักษณะ Romance Scam และการหลอกลวงให้ลงทุน โดย นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำทุกภาคส่วน “ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้โดยเด็ดขาด”

ล่าสุด มีการหารือร่วมกันระหว่างไทย-สหรัฐ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 21-25 เม.ย.ที่ผ่านมา หน่วยงานไทย นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนิละบุตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน จะร่วมกับหน่วยงานสหรัฐในการยกระดับความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์  โดยจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางการทำงานเชิงลึก อนึ่ง ในปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติการอย่างจริงจัง เชื่อว่าประเทศไทยสามารถตั้งเป้ายกระดับสถานะจากการประเมินการค้ามนุษย์ที่อยู่ Tier 2 ต่อเนื่องมาสี่ปี สู่ Tier 1 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดตัวระบบ “SHIELD” ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

มากไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้รับคำชมจากสหรัฐ เรื่องการจัดตั้ง Warroom IAC ซึ่งสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นำไปสู่การอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนสู่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก

“ผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งการขยายความร่วมมือกับนานาชาติ การยกระดับระบบสืบสวน และการเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาล กล่าว

ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

3 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.22 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 23.25 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และสิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาล ในการบรรเทาผลกระทบแทน วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น “บททดสอบ” ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ “ระยะห่างของความคาดหวัง” ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนต่อไป

– 006

คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.17 น.

3 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคใต้ (จำนวน 14 จังหวัด ประกอบด้วย ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง สตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา อ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) (2560, 17 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 [ตอนพิเศษ 281 ง]. หน้า [14]) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,455 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของคนภาคใต้ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample)ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 26.67 ระบุว่า เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับโครงการฯ ร้อยละ 10.52 ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เกี่ยวกับโครงการฯ ร้อยละ 7.08 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินใด ๆ เลย เกี่ยวกับโครงการฯ และร้อยละ 1.30 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจเลย เกี่ยวกับโครงการฯ

เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างที่ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงเรื่องที่คนภาคใต้มีความกังวลใจเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.03 ระบุว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเล รองลงมา ร้อยละ 33.16 ระบุว่า ไม่กังวลใจใด ๆ เลย ร้อยละ 29.71 ระบุว่า ผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เช่น การถูกเวนคืนที่ดิน วิถีชีวิตท้องถิ่นที่อาจจะเปลี่ยนไป ร้อยละ 25.81 ระบุว่า การทุจริตและความไม่โปร่งใสของโครงการฯ ร้อยละ 15.30 ระบุว่า ความคุ้มค่าในระยะยาว ร้อยละ 12.08 ระบุว่า การถูกต่อต้านจากชุมชน คนในพื้นที่ ร้อยละ 11.78 ระบุว่า คนใต้จะได้ประโยชน์อะไร ร้อยละ 11.40 ระบุว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะได้ประโยชน์อะไร ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ปัญหาการก่อสร้างโครงการฯ ที่ล่าช้าหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ร้อยละ 7.58 ระบุว่า ปัญหางบประมาณของรัฐ หากต้องลงทุนทำโครงการเอง ร้อยละ 6.30 ระบุว่า ปัญหาการหาผู้ลงทุนในโครงการฯ ร้อยละ 6.15 ระบุว่า ในอนาคต ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจ ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ปัญหาโครงการฯ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง ร้อยละ 3.98 ระบุว่า การถูกต่อต้านจาก NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) นักวิชาการ นักการเมือง และร้อยละ 0.98 ระบุว่า การถูกต่อต้านจากต่างประเทศ

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างที่ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความคิดเห็นของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.21 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 33.01 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 19.43 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 13.35 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

– 006

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมามีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกใช้กฎอัยการศึกบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรนอกจากเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ซึ่งในข้อ 2 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้คงใช้กฎอัยการศึกต่อไปในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และกิ่งอำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป

หลังจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 จึงมีผลให้การปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีตามโครงการดังกล่าวในระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยหลักฐานตามหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่ออกโดยผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปาง ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างในคำคัดค้านให้การว่าในการปฏิบัติงานตามโครงการและได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวเพียงเดือนละครั้ง ผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ทุกวัน โดยไม่ได้หยุดเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านคำให้การดังกล่าว

ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นที่ยุติว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปปฏิบัติงานประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 และในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศกฎอัยการศึก

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)