ทักษิณ ยังลุ้นปลด กำไล EM ระหว่างคุมประพฤติ เปิดช่องพ้นโทษเร็ว หากมีอภัยโทษ

ทักษิณ ยังลุ้นปลด กำไล EM ระหว่างคุมประพฤติ เปิดช่องพ้นโทษเร็ว หากมีอภัยโทษ

ทักษิณ ยังลุ้นปลด กำไล EM ระหว่างคุมประพฤติ เปิดช่องพ้นโทษเร็ว หากมีอภัยโทษ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

”ทักษิณ“ ยังมีลุ้นปลดกำไล EM  หากยื่นความประสงค์ปัญหาสุขภาพ การเข้ารักษาพยาบาล หรือเผชิญสภาพจิตใจ ระบุ’กรมคุมประพฤติ’ต้องพิจารณาคำร้องแถม”ทักษิณ”ยังมีลุ้นใหญ่พ้นโทษทันทีก่อนกำหนด 9 ก.ย.69 หากมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษหมู่ 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดของเรือนจำกลางคลองเปรม ได้เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศ ที่มีคุณสมบัติเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป ในขณะที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติเงื่อนไขให้นายทักษิณต้องติดกำไล EM ไปจนกว่าจะพ้นโทษนั้น แม้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯ ในปัจจุบันจะชี้ชัดว่านายทักษิณจำเป็นต้องติดกำไล EM ไปจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 แต่ตามหลักการแล้วผู้ถูกคุมความประพฤติยังสามารถที่จะแจ้งความประสงค์ขอรับการพิจารณาปลดกำไล EM ได้ โดยเฉพาะหากภายหลังจากติดกำไล EM ไประยะหนึ่งอล้ว เกิดอุปสรรคในเรื่องของการต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือเผชิญปัญหาเรื่องสุขภาพจิตใจ อย่างเช่นอาการแพนิค เหตุผลความจำเป็นเหล่านี้ทางผู้ถูกคุมความประพฤติสามารถแจ้งความประสงค์ขอให้ทางกรมคุมประพฤติพิจารณาการปลดกำไล EM ให้ได้ ซึ่งก็จะเป็นดุลพินิจของทางกรมคุมประพฤติ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งกรมคุมประพฤติก็ได้พิจารณาและทำการปลดกำไล EM ให้ได้เช่นเดียวกัน

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติ ธรรม เผยอีกว่า สำหรับการติดกำไล EM ของนายทักษิณ สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันแรกที่มีการปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม โดยอาจจะมีเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติเดินทางไปยังเรือนจำฯ เพื่อรับรายงานตัวครั้งที่ 1 และแจ้งเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างเช่น วันกำหนดนัดหมายการรายงานตัวในแต่ละเดือน เงื่อนไขหลักการปฏิบัติตัวระหว่างคุมประพฤติว่าสิ่งใดสามารถกระทำได้หรือกระทำไม่ได้ เป็นต้น อีกทั้งนายทักษิณยังเหลือเวลาคุมความประพฤติอีกเพียง 4 เดือน หรือพ้นโทษวันที่ 9 ก.ย.69 ดังนั้น การรายงานตัวอาจจะเกิดทั้งสิ้น 4 ครั้ง คือ เดือนละครั้ง หรือ 2 เดือน 1 ครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ได้มีการกำหนดโดยเจ้าหน้าที่คุมประพฤติต่อผู้ถูกคุมประพฤติ โดยผู้ถูกคุมประพฤติจะต้องไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นสำนักงานคุมประพฤติที่รับผิดชอบพื้นที่สถานที่พักโทษของบ้านจันทร์ส่องหล้า

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า ส่วนกรณีว่าระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือน นายทักษิณจะสามารถไปเป็นที่ปรึกษาของพรรคการ เมือง หรือที่ปรึกษาของนักการเมือง หรือไปเป็นบอร์ดใดๆได้หรือไม่นั้น ตามระเบียบการพักการลงโทษแล้วไม่ได้มีการระบุห้ามไว้ จึงเป็นเรื่องของระเบียบและข้อบังคับของต้นทางมากกว่า ว่าได้มีการกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามไว้หรือไม่ว่า “หากบุคคลดังกล่าวได้ถูกต้องโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการคุมประพฤติ จะไม่สามารถไปดำรงตำแหน่ง หรือมีบทบาทได้“ เพราะหากมีการระบุไว้เช่นนั้น ก็จะเป็นการห้ามในส่วนของต้นทางนั้นๆ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการคุมประพฤติแต่อย่างใด เพราะการคุมประพฤติไม่ได้ห้ามเรื่องดังกล่าว

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติ ธรรม กล่าวอีกว่า แม้ว่านายทักษิณ ชินวัตร จะถูกมติให้เข้ารับโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป และคุมประพฤติไปอีก 4 เดือนจนกว่าจะพ้นโทษ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตนายทักษิณยังมีโอกาสที่อาจจะได้พ้นโทษก่อนกำหนด เนื่องด้วยปกติแล้วกลุ่มผู้ต้องขังทั่วประเทศ ไม่ว่าจะที่อยู่ภายในเรือนจำ หรือที่รับโทษจำคุกมาสักระยะหนึ่งและเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย หรือเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการคุมประพฤตินั้นก็จะเฝ้ารอติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หรืออภัยโทษหมู่ที่มักจะเกิดขึ้นในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งในกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร หากพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 ก็ยังคงสามารถรอดูพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปได้เช่นเดียวกัน อาทิ วันที่ 3 มิ.ย.69 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี หรือวันที่ 28 ก.ค.69 วันเฉลิมพระชนมพรร ษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 หรือวันที่ 12 ส.ค. 69 วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (วันแม่แห่งชาติ) ทั้งนี้ นายทักษิณ เหลือเวลาคุมประพฤติเพียง 4 เดือน ถือว่าโทษต่ำและเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย จึงเข้าข่ายว่าหากมีพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ก็จะเข้าเกณฑ์ได้พ้นโทษทันที ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 9 ก.ย.69 แต่อย่างใด แต่เรื่องของพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ถือเป็นเรื่องของพระราชอำนาจที่มิอาจก้าวล่วงได้

สส.ปชน.นนทบุรี แจงภาพต้อนรับ อนุทิน พร้อมคณะ แค่ต้อนรับฐานะเจ้าบ้าน มองเป็นมารยาทปกติ

สส.ปชน.นนทบุรี แจงภาพต้อนรับ อนุทิน พร้อมคณะ แค่ต้อนรับฐานะเจ้าบ้าน มองเป็นมารยาทปกติ

สส.ปชน.นนทบุรี แจงภาพต้อนรับ อนุทิน พร้อมคณะ แค่ต้อนรับฐานะเจ้าบ้าน มองเป็นมารยาทปกติ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

“สส.นนทบุรี”แจงภาพ ต้อนรับ อนุทินพร้อมคณะ เปิดโครงการไทยช่วยไทยบางใหญ่ บอกจะไปยื่นหนังสือ ติดตามการแก้ปัญหาในพื้นที่ และมีจังหวะต้อนรับตามฐานะเจ้าบ้าน มองเป็นมารยาทปกติ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่สี่แยกบางโพ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุทัศน์ มีศิริ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ไปปรากฏตัวร่วมงาน ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปตรวจสินค้าในโครงการไทยช่วยไทยลดภาระค่าครองชีพ ว่า จากการสอบถามนายสุทัศน์ สสนนทบุรี ได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงว่าความตั้งใจคือจะไปยื่นหนังสือติดตาม การแก้ปัญหาในพื้นที่ต่อตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่จังหวะหน้างานอาจจะให้นายอำเภอหรือเจ้าหน้าที่รับหนังสือแทน

ด้าน นายสุทัศน์  กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยหารือเรื่องทางด่วน m81 รวมถึงปัญหาท่อประปาแตกไปแล้ว ในสภา แต่เนื่องจากมีโอกาสที่นายกและรองนายกไปเปิด งานไทยช่วยไทยที่ตลาดบางใหญ่ จึงถือโอกาสนี้จะไปยื่นหนังสือ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการดำเนินการแก้ปัญหาในพื้นที่ แต่เมื่อไปถึงก็เจอท่านนายอำเภอก่อน ซึ่งรับปากว่าจะรับเรื่องไปดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่บางใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงานนั้นมีตนเป็นสสเพียงคนเดียว จึงไปรับ ท่านนายกในฐานะเจ้าบ้าน เป็นมารยาทที่ถูกต้องที่ควรจะทำ

เมื่อถามว่าขณะนั้นมีภาพที่สส. ไปเข็นรถเข็นให้นายกด้วย นายสุทัศน์กล่าวว่า ในจังหวะนั้นมีรถเข็นมาเบียดเราจึงได้ผลัก ดันไป เพราะจังหวะนั้นคนเยอะมาก อย่างไรก็ตามตนในฐานะเจ้าบ้านหากมีคนมาซื้อสินค้าบ้านตน ก็มองว่าเป็นการบริการตามปกติ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร.

‘อัครนันท์’ ลุยตรวจ สกร. พบแบบเรียนปี 2551 ยังใช้งาน ขออธิบดี สกร.เร่งชี้แจงภายใน 5 พ.ค.

'อัครนันท์' ลุยตรวจ สกร. พบแบบเรียนปี 2551 ยังใช้งาน ขออธิบดี สกร.เร่งชี้แจงภายใน 5 พ.ค.

‘อัครนันท์’ ลุยตรวจ สกร. พบแบบเรียนปี 2551 ยังใช้งาน ขออธิบดี สกร.เร่งชี้แจงภายใน 5 พ.ค.

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.39 น.

“อัครนันท์”ลุยตรวจ สกร. พบแบบเรียนปี 2551 ยังใช้งาน ขออธิบดี สกร.เร่งชี้แจงภายใน 5 พ.ค. พร้อมเดินหน้าปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ให้ทันโลกยุคใหม่

วันที่ 1 พฤาภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ สกร. ในหลายพื้นที่ เพื่อประเมินสภาพการจัดการเรียนรู้และการให้บริการด้านการศึกษานอกระบบแก่ประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าแบบเรียนที่ใช้ในห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้บางแห่งยังคงเป็นหลักสูตรปี 2551 จริง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้และทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน

ทั้งนี้จากกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐานของแบบเรียนดังกล่าว นายอัครนันท์ยืนยัน ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อทักท้วง และได้สั่งการให้ อธิบดี สกร. เร่งรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงและจัดทำคำชี้แจงอย่างละเอียด ภายในวันที่ 5 พฤษภาคม นี้ เพื่อสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบอย่างรอบด้านในทุกมิติ ทั้งในส่วนของเนื้อหาหลักสูตร กระบวนการจัดทำหนังสือเรียน การคัดเลือกและเผยแพร่สื่อการเรียนรู้ ตลอดจนประสิทธิภาพของการนำไปใช้จริงในพื้นที่ โดยต้องรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้เรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนข้อเท็จจริงมากที่สุด 

พร้อมกันนี้ หากผลการตรวจสอบพบข้อบกพร่องหรือประเด็นที่ต้องปรับปรุง จะเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้านการปรับปรุงหลักสูตร การพัฒนาหนังสือเรียนให้มีความทันสมัย และการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษานอกระบบให้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้อย่างแท้จริง

นายอัครนันท์ ยังระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายในการยกระดับ สกร. ให้เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยจะเดินหน้าปรับปรุงทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้เข้ามาสนับสนุน เพื่อให้การศึกษานอกระบบมีคุณภาพและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน

เปิด 5 เหตุผล อดีตบิ๊ก ศรภ. วอนรัฐทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์

เปิด 5 เหตุผล อดีตบิ๊ก ศรภ. วอนรัฐทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์

เปิด 5 เหตุผล อดีตบิ๊ก ศรภ. วอนรัฐทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า แลนด์บริดจ์ คิดให้ดี 

การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ ๑ ล้านล้านบาท โดยจะพัฒนาจากการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า ที่มุ่งไปสู่การเป็นระเบียงเศรษฐกิจของภาคใต้ควบคู่ไปกับการสร้างเมืองใหม่นั้นเป็นแนวคิดที่ดี  แต่โครงการดังกล่าว  ในการลงมือทำจริง ควรต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ รวมทั้งเหตุผลให้ละเอียดกว่าโครงการณ์อื่นๆมากหน่อย  เพราะจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิรัฐศาสตร์ให้เอื้อต่อการเกิด สถานการณ์ ๕ อย่างขึ้น ได้ในอนาคต

1. อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ขึ้นในกลุ่มอาเซียน แม้จะมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาสนับสนุนซึ่งน่าจะเป็นจีน แต่ก็จะทำให้เกิดเหตุบานปลาย ว่า “ประเทศไทยจะขาดความเป็นกลางไป” จะเกิดการรวมตัวของประชาชนต่อต้านโครงการขึ้นเป็นระยะๆ  จากเบาไปสู่ความรุนแรง

2. เทคโนโลยีทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพาต่างชาติ 

3. ระบบนิเวศน์ทั้ง 2 ฝากฝั่งอ่าวไทย และ อันดามัน จะถูกกระทบรุนแรงและถาวร ลองดูตามรูปเถอะครับ 

4. ในภาวะที่เกิดทางเชื่อมและท่าจอดเรือระหว่างชายทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทยนั้น ผลกระทบทางด้านความมั่นคงจะเกิดขึ้นทันที ซึ่งจะเกินประสิทธิภาพของกองทัพไทยที่จะคุ้มครองเส้นทางเรือ และ การใช้ สมุทรานุภาพของไทย ที่จะทำให้ประเทศอื่นๆ เกรงใจ ไม่เข้ามาแทกแทรกนั้น  จะทำได้ลำบากมาก  ถ้าทำได้จะเกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้นตลอดเวลา จากการแทรกแทรงของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะทำให้ “การลงทุน” ไม่สามารถคืนทุนได้  จนอาจกลายเป็น“ฐานทัพสำรอง”ของชาติมหาอำนาจได้ ในทุกฉากทรรศน์ของความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐ กับ จีน 

5.  ใครจะมาเป็นผู้บริหารโครงการ  ต้องมีความรอบรู้ทุกด้าน รวมถึงความต้องการกำลังทหาร-ตำรวจอย่างน้อย ๒ กองพัน  เป็นลูกมือขับเคลื่อนอำนาจรัฐ  อำนวยความสะดวก และคุ้มครองการผ่านทาง  เนื่องจากเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าทางบก ไม่ใช่การแล่นเรือผ่านทางน้ำ แบบช่องแคบทั่วไป

นี่ยังไม่พูดถึงการทุจริต ที่จะเกิดขึ้นเบี้ยบ้ายรายทาง อย่างแน่นอนโดยไม่มีใครสามารถป้องกันได้เพราะเป็นโครงการที่ต้องประมูลก่อสร้างทั้งหมด

จุดอ่อนลึกลงไปในรายละเอียดสำหรับโคงการแลนด์บริดจ์นั้น    มีมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น  เริ่มตั้งแต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปถึงด้านความมั่นคง

ลองคิดดูกันเองเถอะครับ  แต่ถ้าไทยเป็นประเทศมหาอำนาจละก็ ทำไปได้เลย 

พลโท นันทเดช / 01 พ.ค. 69

ปลัดมท. เผย ‘ผู้ว่าฯนครศรีฯ’ ยัน ไม่มีการเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 67 เร่งหาข้อเท็จจริงปมสินบน

ปลัดมท. เผย ‘ผู้ว่าฯนครศรีฯ’ ยัน ไม่มีการเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 67 เร่งหาข้อเท็จจริงปมสินบน

ปลัดมท. เผย ‘ผู้ว่าฯนครศรีฯ’ ยัน ไม่มีการเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 67 เร่งหาข้อเท็จจริงปมสินบน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

‘ปลัดมท.’ เผย ‘ผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช’ ยืนยัน ไม่มีการเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 2567 สั่ง ‘นายอำเภอฉวาง’ เร่งสืบหาข้อเท็จจริงปมสินบน3แสน – แจงสังคมกู้ความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ ‘ฝ่ายปกครอง’ ด่วน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีมีการเรียกรับผลประโยชน์ในการสมัครสอบเข้าเป็น อส. ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน300,000บาท ว่า ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เร่งแสวงหาข้อเท็จจริง ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับประชาชนโดยเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นประเด็นข่าวที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายปกครองและกระทรวงมหาดไทย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เมื่อเวลา 13.00น. วันนี้(1พ.ค.) ตนได้รับรายงานจากนายสมชาย สีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในประเด็นดังกล่าว โดยเมื่อวันที่30เม.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 14.30 น. ผู้ร้องได้เดินทางมายังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อร้องเรียนร้องทุกข์ กรณีมีสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกรับสินบน เป็นเงิน 300,000 บาท แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ และได้รับเงินคืนมาเพียง 230,000 บาท และได้มีการทวงเงินส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้รับคืนมาโดยตลอดระยะเวลา 4 ปี และล่าสุดยังถูกข่มขู่ให้ได้รับความหวาดกลัว

“ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยให้ความคุ้มครองแก่ผู้ร้องและผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสั่งการไปยังนายอำเภอฉวาง เรียกสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอฉวางทุกคนมาสอบถามเหตุการณ์ดังกล่าว โดยในเบื้องต้น ไม่พบว่ามีสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอฉวางคนใดมีพฤติกรรมเรียกรับสินบนตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด และในข้อเท็จจริง ปี 2567 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่มีการเปิดสอบคัดเลือกบุคคลทั่วไปเพื่อเข้ารับตำแหน่งสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่อย่างใด” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายปกครอง กองบัญชาการกองรักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย และเป็นเรื่องที่สังคมส่วนรวมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ตนจึงได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเร่งสืบหาข้อเท็จจริง และดำเนินกระบวนการทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการชี้แจงสร้างความรับรู้เข้าใจประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและสังคมโดยทั่วไปได้รับรู้รับทราบ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ยังคงติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “นโยบาย “ค่าไฟขั้นบันได” : ความไม่เป็นธรรมที่ถูกซ่อนในระบบไฟฟ้าไทย”

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ “โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได” ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 โดยปรับราคาค่าไฟฟ้าดังนี้
200 หน่วยแรก : ไม่เกิน 3.00 บาท/หน่วย (ลดลงจากเดิม ~3.95 บาท)
201–400 หน่วย : อัตราใกล้เคียงเดิม (~3.95 บาท)
เกิน 400 หน่วยขึ้นไป : อัตราก้าวหน้า (อาจสูงเกิน 5 บาท/หน่วย)
(หมายเหตุ : ไฟฟ้า 1 หน่วย คือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาด 1,000 วัตต์ ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง เช่น แอร์ขนาด 12,000 BTU เปิด 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วย)

แม้รัฐบาลจะระบุว่าเป็นมาตรการ “ช่วยลดภาระประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อย” แต่หากวิเคราะห์ลึกลงไป นี่คือการ “ย้ายภาระ” ไม่ใช่การ “แก้ปัญหา” เพราะในความเป็นจริง กลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ไม่ใช่คนรวยเสมอไป แต่อาจรวมถึงบ้านที่มีผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยติดเตียง หรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิกหลายคน คนกลุ่มนี้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น นี่จึงอาจไม่ใช่การสร้างความเป็นธรรม แต่คือการให้ประชาชนแบกภาระกันเอง ท่ามกลางโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว

การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธี “เกลี่ยตัวเลข” ระหว่างกลุ่มผู้ใช้ไฟ แทนที่จะเร่งจัดการกับต้นทุนการผลิตที่อาจสูงเกินจริง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐกำลังพยายาม “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” โดยไม่ยอมแตะต้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานที่ฝังรากลึก

หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาจริง ต้องเริ่มจากปัญหาความไม่เป็นธรรมในระบบค่าไฟที่รัฐยังไม่กล้าแก้ไข

1.ค่าไฟฟ้าทิพย์ (ภาระที่ไม่ได้ใช้จริง) : ตลอดหลายสิบปี ประชาชนต้องแบกต้นทุนสูงถึง 1.09 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นค่า Adder / FiT ประมาณ 6.4 แสนล้านบาท และค่าความพร้อมจ่าย (AP) อีก 4.4 แสนล้านบาท เฉพาะปี 2567 ปีเดียว ประชาชนต้องจ่าย “ค่าไฟทิพย์” กว่า 1 แสนล้านบาท โดยที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจริง เงินจำนวนนี้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงของกลุ่มทุนพลังงาน คำถามสำคัญคือ เมื่อไหร่รัฐบาล กพช. และ กกพ. จะกล้าเจรจาลดกำไรส่วนเกินเหล่านี้เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน?

2.ความโปร่งใสในการจัดซื้อ LNG : มีข้อสงสัยเรื่องราคาก๊าซ LNG จากรัสเซีย (Yamal LNG) ตามข่าวที่ปรากฏ ในประเด็นที่ราคาตลาดโลกลดลงถึง 40% แต่บริษัทกึ่งผูกขาดกลับทำสัญญาผ่าน ปตท. ในราคา Pool Gas เดิม (485 บาท/MMBTU) ทำให้มีส่วนต่างกำไรสูงถึง 194 บาท/MMBTU หรือเกือบ 10,000 บาทต่อตัน รัฐต้องเข้าตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการสมยอมราคาที่เอาเปรียบผู้บริโภค

3.การจัดสรรก๊าซอ่าวไทยที่ไม่เป็นธรรม : ควรนำ “ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย” ที่มีต้นทุนต่ำเพียง 201 บาท/MMBTU มาผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนก่อน แทนการใช้ราคา Pool Gas (281 บาท/MMBTU) ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ทันทีประมาณ 0.52 บาท/หน่วย แต่ปัจจุบันก๊าซราคาถูกกลับถูกจัดสรรไปให้ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรก

การอ้างว่าต้องจัดสรรก๊าซให้ภาคปิโตรเคมีก่อนเพื่อ ‘สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ’ อาจเป็นเพียงวาทกรรมที่เอาตัวเลขกำไรของบริษัทใหญ่มาบังหน้า แต่ทรัพยากรในอ่าวไทยเป็นของคนไทยทุกคน ดังนั้น ‘ความอยู่รอดของประชาชน’ ต้องอยู่เหนือ ‘ผลกำไรของกลุ่มทุน’ 

4.การฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ : ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2566 รัฐต้องกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและปริมาณไฟสำรองไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพประชาชน แต่ปัจจุบันรัฐกลับจำกัดการผลิตจากแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำที่รัฐควบคุมได้เอง เช่น ลิกไนต์แม่เมาะ (1.20–1.23 บาท/หน่วย) และ พลังน้ำ (1.06–1.37 บาท/หน่วย) ดังนั้น รัฐบาลโดย กพช. และ กกพ. ต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเกินควรแก่ประชาชน
วันนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนพลังงาน แต่ขาด “ความกล้าหาญทางนโยบาย” ที่จะเลือกผลประโยชน์ของประชาชนเหนือกลุ่มทุน นโยบายค่าไฟขั้นบันไดที่ทำอยู่เป็นเพียงการซื้อเวลา แต่ความไม่เป็นธรรมยังถูกซ่อนในระบบไฟฟ้า ไม่ได้รับการแก้ไข

ค่าไฟหน่วยละ 3 บาทจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากรัฐบาลหยุดเอื้อประโยชน์ให้ “เสือนอนกิน” และกล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานตามรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

“ศุภจี” เผยผลประสานผู้ประกอบการรับซื้อทุเรียนร่วงจากพายุฤดูร้อนในจังหวัดจันทบุรี ล่าสุดจำหน่ายได้หมดแล้ว เดินหน้ามาตรการแปรรูป–คัดคุณภาพ–เชื่อมตลาด ช่วยลดความสูญเสียและพยุงรายได้เกษตรกร

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Suphajee Suthumpun” ระบุว่า จากสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่พัดถล่มพื้นที่สวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่งผลให้ผลผลิตใกล้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทุเรียนร่วงจากต้น กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ลงสำรวจความเสียหาย พร้อมจัดการระบายผลผลิตทุเรียนที่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดและการแปรรูป ซึ่งล่าสุดทุเรียนประสบภัยสามารถจำหน่ายได้หมดแล้ว

ทั้งนี้ ผลผลิตทุเรียนร่วงดังกล่าว ประมาณร้อยละ 80 ผู้ประกอบการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไอศกรีมที่เน้นเนื้อสัมผัส ร้อยละ 10 เป็นทุเรียนแก่สำหรับแปรรูปเป็นทุเรียนกวน และอีกร้อยละ 10 เป็นทุเรียนสิ้นสภาพที่นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นเช่น การทำปุ๋ย

สำหรับทุเรียนที่ยังมีคุณภาพและสามารถตัดจำหน่ายได้ โดยมีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งมากกว่า 30% กระทรวงพาณิชย์จะประสานผู้ซื้อและผู้ประกอบการเข้าคัดเลือกผลผลิตจากสวน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะทุเรียนทอด เพื่อช่วยลดการสูญเสียและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

ขณะเดียวกัน ทุเรียนที่ยังอยู่บนต้นและไม่ได้รับความเสียหาย กรมการค้าภายในจะเข้าไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยประสานผู้รับซื้อเข้ารับซื้อผลผลิตโดยตรงจากสวน เพื่อสร้างตลาดรองรับและช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาล

ส่วนทุเรียนที่ไม่สามารถจำหน่ายหรือแปรรูปได้ จะมีมาตรการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตด้อยคุณภาพปะปนเข้าสู่ตลาด อันจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อทุเรียนไทย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งหารือแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

“กระทรวงพาณิชย์ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกพื้นที่ และยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ดูแล และหามาตรการรองรับผลผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้โดยเร็ว” นางศุภจีกล่าว

สุริยะ หนาว! เรืองไกร ร้อง กกต. ส่งศาลรธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ ปมสั่งย้าย อธิบดีกรมฝนหลวง

สุริยะ หนาว! เรืองไกร ร้อง กกต. ส่งศาลรธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ ปมสั่งย้าย อธิบดีกรมฝนหลวง

สุริยะ หนาว! เรืองไกร ร้อง กกต. ส่งศาลรธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ ปมสั่งย้าย อธิบดีกรมฝนหลวง

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  นักกฎหมาย ยื่นคำร้องทางไปรษณีย์ส่งไปยัง กกต.เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีโยกย้ายนายราเชน  ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวงว่า การกระทำดังกล่าวดังกล่าวเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัว  ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตร ฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) หรือไม่

นายเรืองไกร  ยังอ้างข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อ เช่น การยื่นหนังสือลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร  โดยให้เหตุผลเนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ และได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทาง facebook ส่วนตัวและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการไต่สวนความจริงถือว่ามีน้ำหนัก  กรณีดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุริยะ ในฐานะรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ และต่อมานายสุริยะก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าว  โดยยอมรับว่าหลานตัวเองได้ติดต่อไปยังนายราเชน เพื่อขอดูงบประมาณปี70 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์ว่าการโยกย้ายเพราะใกล้เกษียณราชการ   

นายเรืองไกร กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ จึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เป็นความปรากฏต่อ กกต.  ซึ่ง กกต.มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า นายสุริยะเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ จึงได้ขอให้ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และมีหนังสือให้นายสุริยะ เข้าให้ข้อเท็จจริงประกอบ เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาต่อไป พร้อมขอให้มีคำสั่งให้นายสุริยะหยุดปฏิบัติหน้าที่

ราเชน อธิบดีฝนหลวงฯ พึ่งทางธรรม ลาบวช 1 เดือน ขอจบทุกปัญหา บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว

ราเชน อธิบดีฝนหลวงฯ พึ่งทางธรรม ลาบวช 1 เดือน  ขอจบทุกปัญหา บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว

ราเชน อธิบดีฝนหลวงฯ พึ่งทางธรรม ลาบวช 1 เดือน ขอจบทุกปัญหา บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

“ราเชน”ประกาศเข้าสู่ทางธรรม  ยึดวัดป่าบ้านตาดยุติปัญหา ยื่นลาบวช 1 เดือน บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว 

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า เตรียมลาบวช โดยยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมยื่นหนังสือลาบวชตามสิทธิ์ราชการ โดยมีกำหนดเข้าพิธีอุปสมบทในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และจะบวชจนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการบวชครั้งนี้เป็นความตั้งใจเดิมที่ตั้งใจไว้อยู่แล้ว เพื่อฝึกสมาธิและปฏิบัติธรรม โดยปกติตนเองทำบุญอยู่เป็นประจำ

ทั้งนี้ ตนขออยู่เงียบๆ และไม่ต้องการให้มีการพูดอะไรต่อแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา “ครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว”จึงอยากหยุดไว้แค่นี้  

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า ไทยช่วยไทย ช็อปกระจาย สส.พรรคส้ม เข็นรถบริการ อนุทิน  

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า ไทยช่วยไทย ช็อปกระจาย สส.พรรคส้ม เข็นรถบริการ อนุทิน  

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า ไทยช่วยไทย ช็อปกระจาย สส.พรรคส้ม เข็นรถบริการ อนุทิน  

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า “ไทยช่วยไทย” ช้อปกระจายคิกออฟวันแรก ขณะ สส.พรรคส้ม บริการรถเข็นใส่ของในฐานะเจ้าของพื้นที่ นายกฯหนูเรียกมาใกล้ๆ บอกไม่ใช่ฝ่ายค้านประชาชนช่วยกัน ก่อนโฟนอิน 4 จว.คึกคัก 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ซิตี้ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยมี น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี นายสุทัศน์ มีศิริ สส.นนทบุรี เขต 6 บางใหญ่ พรรคประชาชน ร่วมด้วย

โดยนายกฯได้เยี่ยมชมและซื้อสินค้าภายในงานไทยช่วยไทย เช่น กระดาษทิชชู น้ำมันหอย น้ำยาล้างจาน น้ำมันพืช ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น ทั้งนี้ระหว่างซื้อสินค้า นายสุทัศน์ สส.พรรคประชาชน ได้ช่วยเข็นรถเข็นช้อปปิ้งให้นายกฯด้วย โดยนายสุทัศน์ระบุว่า วันนี้ พาคณะมาร่วม เป็นสส.ในพื้นที่ ขอเชิญชวนประชาชนให้มาจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลได้จัดสินค้าราคาถูกมาเยอะ ผู้สื่อข่าวว่าเป็นการทำงานที่ไม่แบ่งฝ่ายค้านบ่ายฝ่ายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุทัศน์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดทำสิ่งที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ นายกฯเรียกนายสุทัศน์ ซึ่งกำลังเข็นรถเดินช่วยนายกฯในฐานะเจ้าของพื้นที่ ให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ พร้อมกล่าวว่า ถือว่าไม่ใช่ฝ่ายค้าน ถือว่าเป็นประชาชนมาช่วยกัน ก่อนถ่ายภาพร่วมกัน

จากนั้นนายกฯได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ในตลาดบางใหญ่ซิตี้ โดยได้แวะซื้อของกินภายในงาน พร้อมอุดหนุนและชิมห่อหมกปลาอินทรีย์ ก่อนสั่งกินคู่ข้าวสวย พร้อมนางศุภจี และชมว่าอร่อย นอกจากนี้ยังซื้อและกินทุเรียนชะนี ชิมไอศกรีม ก่อนเหมามะม่วง แคนตาลูป ทุเรียน ภายในตลาดอีกด้วย

ต่อจากนั้นนายอนุทิน ได้โฟนอินสอบถามความคืบหน้าการคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในวันแรกไปยัง 4 จังหวัด ได้แก่ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายกฯ สอบถามบรรยากาศจังหวัดเชียงคึกคักหรือไม่เป็นอย่างไร ขอให้ซื้อของหื้อม่วนนะหมู่เฮา

จากนั้นนายกฯพูดคุยกับทางจังหวัดตราด ถามว่าร้อนหรือไม่ ก่อนกล่าวว่า โอเคหรือไม่ ของเยอะไหม และชาวบ้านเห็นได้เลยหรือไม่ว่าซื้อของได้ราคาปกติ พร้อมกำชับผู้ว่าฯขอให้ดูจริงจัง ไม่ใช่ผู้ว่าฯกลับแล้วกลับกันหมด 

ขณะจังหวัดศรีสะเกษ นายกฯกล่าวกับผู้ว่าฯว่า วันนี้เงินเดือนออกให้เหมาเยอะๆหน่อยและดูแลชาวบ้านด้วย วันนี้ตนก็ใช้ไป 30% ของเงินเดือนแล้ว ก่อนกล่าวอีกว่า งานดูดี คนเยอะ ขอให้ดูแลประชาชนได้ทั่วถึง ของไม่พอยังไงก็ให้รีบติดต่อแจ้งพาณิชย์จังหวัดและแจ้งมาที่ส่วนกลาง

ส่วนที่จังหวัดสงขลา นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวจะไปสัญจรที่แรกที่จังหวัดสงขลา พร้อมถามว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวสุดสัปดาห์เข้ามาเยอะอยู่หรือไม่ ขอให้ดูแลให้ดี 

ภายหลังโฟนอินนายกฯได้เดินเยี่ยมชมร้านค้าภายในตลาดบางใหญ่ซิตี้ต่อ โดยได้ซื้อปลาสวยงามไปเลี้ยง และได้ตักปลาเอง เป็นปลาคาริมายาเรดสปอร์ต 2 ตัว ตัวละ 500 บาท โดยนำไปเลี้ยงเอง 1 ตัว และอีก 1 ตัวมอบให้เด็กชายที่กำลังมาซื้อปลาภายในร้าน โดยนายกฯระบุกับเด็กชายคนดังกล่าวว่า “ให้เลี้ยงแข่งกันนะ มาดูซิว่าใครโตกว่า” และนายกฯยังซื้อตู้ปลาด้วย ก่อนเดินมาอีกร้านซื้อปลาคาฟจักรพรรดิ 4 ตัว จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ซื้อปลา จะนำไปไว้ที่บ้านหรือไว้ที่ห้องทำงานทำเนียบฯ นายกฯตอบว่า จะซื้อไปใส่ตู้ที่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายกฯได้นั่งรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ BYD ทะเบียน สน 32 กรุงเทพมหานคร มาเยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยหว่างที่นายกฯ เดินชมสินค้าภายในงาน ได้มีประชาชนมาถ่ายรูปกับทะเบียนรถนายกฯ ที่จอดบริเวณงาน โดยบางคนระบุว่า เป็นหัวแล้ว งวดนี้ออกแน่