อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดรามาการแต่งกายเข้าประชุมสภา โดยระบุข้อความทั้งหมดว่า “รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร 2 พค 69 “ปี 2026 ยังมีคนจ้องจับผิดว่า ชุดเดรสแขนกุดเป็นชุดไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับการใส่เข้าสภา ไม่ให้เกียรติสถานที่ ไม่นับว่าก่อนหน้านี้สภาเพิ่งประกาศนโยบายถอดสูทประหยัดพลังงาน ให้ผู้แทนราษฎรถอดเสื้อนอกเข้ามาประชุมได้ สภาเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ เพราะเป็นที่ที่ตัวแทนของประชาชน เข้ามาผลักดันวาระนโยบาย กฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน บุคคลจะมีเกียรติได้ในสถานที่แห่งนี้ ก็ด้วยการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ให้สมกับภาษีและความไว้วางใจที่ประชาชนทั้งประเทศมอบให้ การตัดสินกันด้วยเครื่องแต่งกาย อาจหมายความว่า เนื้อในของคนเหล่านี้ ไม่สามารถนำมากล่าวอ้างได้ว่าเป็นผู้มีเกียรติในฐานะเป็นผู้รับใช้ประชาชน”

ข้อความด้านบนคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนเขียน นี่เป็นไสตล์ของกลุ่มคนที่อยู่ในพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ในการตอบโต้เพื่อปกป้องคนที่เป็นพวกเดียวกัน เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ วิธีการคือโจมตีกลับให้คนที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นคนหัวโบราณไม่ทันสมัย มองแต่เปลือกนอกมากกว่าแก่นแท้ของคน แล้วดูถูกต่อไปเลยว่า แสดงว่าคนวิจารณ์ที่มีความคิดแบบนี้นั่นแหละไม่สามารถเรียกได้ว่า มีเกียรติ ความจริง ไม่อยากโทษ ส.ส.คนที่แต่งชุดแบบนั้นเข้าประชุมสภาเท่าใดนัก เพราะเขาก็เป็นนี้ของเขามานานแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เป็นมากกว่าทุกครั้ง แต่คนที่ออกมาปกป้องนั่นสิ ชัดเจนว่า มี DNA ของพรรคการเมืองพรรคนี้อย่างเต็มเปี่ยม นั่นคือ ขอให้เป็นพวกเดียวกัน จะทำอะไรก็ไม่ผิด ไม่มีคำว่าไม่เหมาะสม ขอถามประโยคเดียวว่า หากคนที่เขียนข้อความข้างต้นเพื่อตอบโต้คนที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเดียวกัน ได้รับเชิญไปร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คุณจะกล้าแต่งตัวแบบนี้เข้าประชุมหรือไม่”

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร

ภายหลังโพสต์ของ รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่แน่นะอาจารย์ เขาอาจจะกล้าก็ได้ แต่คนที่อายคือคนไทย”

“ขออนุญาตแชร์ต่อครับ อจ.”

“ขอบคุณ ครับ”

“แต่ก็แอบขอบคุณน้องน้ำแข็งนะ ที่ไม่ใส่ชุดกางเกงขาสั้นที่ปิดโคนขา กับเสื้อยืดเอวลอยมา”

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร
รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Harirak Sutabutr

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย ‘เพื่อไทย’—ปลุกขวัญกำลังใจ 

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เปิดเผยมุมมองต่อกรณีการได้รับการพักโทษของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนเชิงจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงหัวใจ สมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างลึกซึ้ง ทักษิณ ชินวัตร เปรียบดั่งศูนย์กลางแห่งศรัทธา เป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงทางความคิด และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สั่งสมมายาวนานในหมู่สมาชิกพรรค การได้รับการพักโทษในครั้งนี้ จึงเสมือนสายลมแห่งความหวังที่พัดพาความเชื่อมั่นและพลังใจกลับคืนสู่ทุกภาคส่วนของพรรคเพื่อไทยอย่างสง่างาม ที่ผ่านมาแม้จะมีมรสุมทางการเมืองโหมกระหน่ำ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดด้วยความแน่วแน่และจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง สถานการณ์ที่คลี่คลายลงครั้งนี้ แม้จะอยู่ในรูปแบบของการพักโทษ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูขวัญกำลังใจ และยกระดับเสถียรภาพการทำงานภายในพรรคให้มั่นคงยิ่งขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันและความท้าทายที่รายล้อม ต่อคำถามที่ว่าการออกมาครั้งนี้ของนายทักษิณจะมีผลต่อการฟื้นฟูพรรคหรือไม่ นายอนุสรณ์ ตอบย้ำอย่างหนักแน่นว่า ผลกระทบในเชิงบวกนั้น ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง โดยเฉพาะในมิติของขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการเมือง ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายทุ่มเททำงานอย่างไม่ย่อท้อ โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลางแห่งการขับเคลื่อน ทักษิณ ชินวัตร แม่ว่าจะดำรงอยู่ในสถานะใด ในแห่งหนใดก็ตาม ก็ยังคงเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” และเป็นดั่งศูนย์รวมแห่งเจตจำนงร่วม ที่หล่อหลอมให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

อนุสรณ์

“ด้วยพลังศรัทธาที่หวนคืน และ การทุ่มเททำงานหนัก พรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรค และกลับมาได้อย่างแน่นอน” นายอนุสรณ์ กล่าว

อนุสรณ์

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

กต. ทส. เดินหน้าเชิงรุกเสริมบทบาทไทย ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หนุน FTA อาเซียน/EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการดำเนินงานด้านการต่างประเทศที่สำคัญของรัฐบาลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้มีการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการลงทุน การค้า การจ้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม

รัชดา ธนาดิเรก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อวันที่ 27-28 เมษายน ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – สหภาพยุโรป ครั้งที่ 25 ที่บรูไนดารุสซาลาม โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งร่วมกันในด้านการค้าการลงทุน พลังงาน และความมั่นคงรูปแบบใหม่ ผ่านความร่วมมือ อาทิ การเร่งรัดการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สหภาพยุโรป การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน และการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันให้อาเซียนและสหภาพยุโรปเป็นกลไกระดับภูมิภาคที่สำคัญในการรับมือกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังใช้โอกาสดังกล่าวหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงขององค์กร/ประเทศต่าง ๆ อาทิ สหภาพยุโรป ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม เช็ก ลัตเวีย โปแลนด์ และไซปรัส เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความมั่นคง และความร่วมมือด้านดิจิทัล ตลอดจนผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-EU และอาเซียน-EU

รัชดา ธนาดิเรก

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 29-30 เมษายน ที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางเยือน สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือการจัดการมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาค พร้อมทั้งเข้าพบหารือกับนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว โดยไทยและ สปป.ลาว เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส“ (Clear Sky Strategy) มุ่งลดจุดความร้อนและป้องกันไฟป่าอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำงานร่วมกันในระยะยาว 

นางสาวรัชดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการเยือน สปป.ลาว ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเดินหน้าร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างอากาศสะอาด ลดผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมจากปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น

“รัฐบาลยืนยันการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศเชิงรุก มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถและความยั่งยืนของประเทศในทุกมิติ“ นางสาวรัชดา กล่าวย้ำ

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

วันแรงงานแห่งชาติ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานรวมพลังบุกทำเนียบฯ ยื่น 9 ข้อเรียกร้องนายกฯจี้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แก้ปัญหาพลังงาน ปฏิรูประบบประกันสังคม ยกเลิกบำนาญสูตร CARE เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้แรงงาน ด้าน”อนุทิน”อวยพรวันแรงงาน แต่แบ่งรับแบ่งสู้ ปมขึ้นค่าแรง ย้ำทุกอย่างต้องมีเหตุผล

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) จัดกิจกรรม “วันกรรมกรสากล” เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันกรรมกรสากลประจำปี 2569

โดยผู้ชุมนุมได้นำป้ายผ้าที่มีข้อความเรียกร้องสิทธิต่างๆ อาทิ หยุดตัดสิทธิ ลดค่าจ้าง โบนัส จากการตั้งครรภ์, นำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ, น้ำมันแพงเพราะนายทุน, บำนาญสูตรสัปดน ทำผู้ประกันตนแตกแยก, รัฐอุ้มนายทุน = ไม่เห็นหัวประชาชน,

แรงงานบุกทำเนียบฯยื่น9ข้อเรียกร้อง

นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังนำโมเดลปั๊มน้ำมันที่มีหุ่นจำลองขนาดใหญ่กำลังถือหัวจ่ายน้ำมัน และตู้หัวจ่ายน้ำมันสีเขียวพร้อมป้ายว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ยย” จากนั้น นายมาณพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. ได้อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 9 ข้อ ดังนี้

1.แก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และสินค้าราคาแพง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน ขอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานโดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ การขุดเจาะ และการผลิตในประเทศว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมไม่ให้ราคาแพง ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงกำหนดมาตรการที่เข้มข้นในการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและการประกอบอาชีพของประชาชน

2.ขอให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในการเจรจาและเข้าเป็นสมาชิก เพื่อให้การค้า การลงทุน เป็นไปตามหลักการว่าด้วยการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพสิทธิแรงงาน

3.ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ขอให้สนับสนุนส่งเสริมระบบไตรภาคี โดยให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรมต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้เท่ากันทั้งประเทศ

4.ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม โดยขอให้รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และหยุดนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ

5.หลักประกันทางสังคม โดยต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านการเลือกตั้งของผู้ประกันตนทุกตำแหน่ง ยกเลิกนโยบายลดเงินสมทบประกันสังคม ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานการจ่ายเงินสมทบเดียวกัน รวมถึงยกเลิกการจ่ายบำนาญสูตร CARE

6.ความมั่นคงในการทำงาน ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้นหรือชั่วคราว และส่งเสริมให้มีการจ้างงานระยะยาว

7.สุขภาพความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษ ด้วยการให้ ครม. ยืนยันให้รัฐสภาหยิบยกร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน

8.แรงงานนอกระบบ รัฐบาลต้องกำหนดให้มีระบบสวัสดิการรองรับผลกระทบที่แรงงานนอกระบบต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น ต้องสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด หรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อน

9.แรงงานข้ามชาติ ต้องกำหนดมาตรการให้ชัดเจน ทั้งกระบวนการนำเข้า การต่อวีซ่า และใบอนุญาตทำงาน ต้องมีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก

จากนั้น นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลมารับมอบหนังสือ โดยนายนพพรกล่าวว่า ตนจะนำข้อเรียกร้องไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำข้อสั่งการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะช่วยติดตาม หากมีอะไรก็จะได้พูดคุยกัน

หวังรัฐบาลขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขบวนแรงงานได้จัดกิจกรรมใน “วันแรงงานแห่งชาติ” โดยมีกลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง 26 แห่ง และ 1 รัฐวิสาหกิจผู้ใช้แรงงาน รวมพลังเดินขบวนเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยได้เคลื่อนขบวนจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปยังลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่น 8 ข้อเรียกร้องต่อผู้นำรัฐบาล

โดยมีรถขยายเสียงและการชูป้ายเรียกร้องเรื่องต่างๆ อาทิ ขอให้รัฐเร่งดูเรื่องค่าแรงและสวัสดิการ ขอค่าแรงเท่าค่าอาหาร ส.ส. และปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% หลังเงินเดือนข้าราชการแซงหน้า

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับข้อเรียกร้องจากผู้นำแรงงาน พร้อมกล่าวปราศรัยกับผู้ใช้แรงงาน โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เข้าร่วมงานด้วย

นายทศพร คูณศรี ประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 กล่าวว่า ได้ตกผลึกร่วมกันจัดทำข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติไว้ 8 ข้อโดยยึดข้อเรียกร้องเดิมของหลายปีที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม มุ่งเน้นด้านความมั่นคงและสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน อาทิ ขอให้จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างกรณีที่นายจ้างปิดกิจการโดยไม่จ่ายค่าชดเชย การให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่รับบำนาญแล้วยังคงได้รับความคุ้มครองต่อในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต การเพิ่มค่าคลอดบุตรจาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท การขยายอายุผู้ที่เริ่มสมัครเป็นผู้ประกันตนจากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 70 ปี การยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างไม่เกิน 1 ล้านบาท และผลักดันให้ไทยรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเรียกร้องมานาน 20-30 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า

ขณะที่นางสาวอัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สพร.ท.) เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการที่เป็นธรรม และความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความมั่นคงในการทำงาน การปฏิรูประบบประกันสังคมให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานเดียวกันทั้งการจ่ายเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ และการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ

นายกฯอนุทินชี้ขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงผู้ใช้แรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 ว่า ขอฝากความระลึกถึงและชื่นชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานให้สำเร็จ มีความมั่นคงในชีวิต เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการขอเพิ่มค่าแรงรัฐบาลจะตอบสนองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุผล

ย้ำลูกจ้างมีสิทธิหยุดงาน-ได้ค่าจ้าง

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม ว่า วันแรงงานถือเป็นวันหยุดตามกฎหมายที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างเทียบเท่าวันทำงานปกติ เพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างหลักประกันด้านแรงงานอย่างเป็นธรรม หากลูกจ้างต้องทำงานในวันแรงงานแห่งชาติ นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ หากทำงานล่วงเวลา ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามที่กฎหมายกำหนด และหากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องจัดวันหยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ส่วนกิจการที่ไม่สามารถหยุดดำเนินงานได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สถานพยาบาล หรือกิจการขนส่ง นายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างเพื่อกำหนดวันหยุดชดเชยในวันอื่น หรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแทนได้ตามความเหมาะสม โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานอย่างต่อเนื่อง ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้รับความเป็นธรรมและหลักประกันที่เหมาะสม พร้อมย้ำให้นายจ้างทุกแห่งปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยยึดประโยชน์ของลูกจ้างเป็นสำคัญ

คึกคักทั่วปท. คิกออฟ‘ไทยช่วยไทย’ แห่ซื้อสินค้าราคาถูก

คึกคักทั่วปท. คิกออฟ‘ไทยช่วยไทย’ แห่ซื้อสินค้าราคาถูก

คึกคักทั่วปท. คิกออฟ‘ไทยช่วยไทย’ แห่ซื้อสินค้าราคาถูก

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คึกคักทั่วปท. คิกออฟ‘ไทยช่วยไทย’ แห่ซื้อสินค้าราคาถูก

“เอกนิติ” ระบุยังไม่ชง “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าครม. 5 พฤษภาคมนี้ แจงเร่งหารือสำนักงบฯ สรุปตัวเลขงบประมาณเบิกจ่ายล่าช้า ก่อนพับเข้า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ พร้อมตัดสินใจเคาะวงเงินออก พ.ร.ก. กู้เงิน ก่อนชง ครม. เศรษฐกิจพิจารณา“อนุทิน”เร่งดันพ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ เผยไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน “นายกฯ”ช้อปกระจาย Kick off ไทยช่วยไทย ที่ตลาดบางใหญ่ นนทบุรี ย้ำสินค้ามีคุณภาพ ราคาถูก ขณะที่บรรยากาศการจับจ่ายสินค้าของประชาชนในหลายจังหวัดเป็นไปอย่างคึกคัก

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 5 พ.ค. 2569 จะยังไม่มีการเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะครอบคลุมถึงโครงการคนละครึ่งพลัสและโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ ครม.พิจารณา เนื่องจากยังต้องรอสรุปความชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการทั้งหมด ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินงาน

ทั้งนี้ ในส่วนของรายละเอียดของโครงการทั้งคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งจัดเตรียมความพร้อม ซึ่งหากได้ข้อสรุปเรื่องเม็ดเงินงบประมาณที่ใช้ดำเนินการ ก็จะเร่งเสนอให้ ครม. พิจารณาทันที

ชง ครม.สรุปตัวเลขงบฯ5พ.ค.

โดยเบื้องต้นวันนี้ (1พ.ค.) จะมีการประชุมร่วมกับสำนักงบประมาณซึ่งจะมีการสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณที่ส่วนราชการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาผูกพันงบประมาณ 2569 ไม่ทันตามกำหนดวันที่ 30 เม.ย. 2569 ว่ามีอยู่เท่าไหร่ เพื่อโอนไปใส่ไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ โดยจะต้องเอาส่วนนี้มาคำนวณก่อนจึงจะมาตัดสินใจอีกครั้งว่าจะดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินในวงเงินเท่าไหร่ และจะมีการนำรายละเอียดทั้งหมดนี้เข้าหารือในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกููล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เพื่อกำหนดวันอีกครั้ง หลังจากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 5 พ.ค. ต่อไป

“คาดว่าในการประชุม ครม. วันที่ 5 พ.ค. นี้จะมีการสรุปตัวเลขงบประมาณที่ส่วนราชการเบิกจ่ายล่าช้าไม่ทันเดตไลน์ให้พิจารณาได้ รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้ ภายหลังจากนำตัวเลขงบประมาณที่เบิกจ่ายล่าช้ามาคำนวณแล้วก็น่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่าจะต้องดำเนินการกู้เงินเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้เป็นการเตรียมพร้อมไว้เพื่อดูแลวิกฤตที่เกิดขึ้นฉุกเฉินในขณะนี้” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

ดัน พรก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เป็นวันหยุด จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า มันไม่ได้มีอะไรตายตัวว่า จะต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจทันที เราเพิ่งตั้งองค์ประกอบเสร็จ เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง จะไปตั้งระเบียบวาระที่เป็นวาระประจำ และวาระอะไรที่จะต้องนำ แต่ไม่มีกฎระเบียบอะไรว่า จะต้องผ่าน ครม.เศรษฐกิจถึงจะเข้า ครม.วันอังคารได้ อันนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ และจริงๆ เรียก ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่างๆ

เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจะเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พ.ค.นี้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามเร่งเต็มที่ เมื่อถามย้ำว่า วงกรอบ 4 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอ รอให้ผ่าน ครม. เมื่อถามว่า ในที่ประชุมหารือเมื่อวันที่ 30 เม.ย. มีข้อเห็นแย้งอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมกันหลายรอบแล้ว คิดถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้

ยันปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ถูกลงแน่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่ ประชาชนจะจ่ายค่าไฟถูกลงมากกว่าปัจจุบันหรือไม่ว่า นี่เราเอาแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นเงิน เอาแสงแดดมาเข้าโซลาร์รูฟ ถ้าประชาชนใช้เหลือรัฐก็รับซื้อคืน เพื่อนำไปใช้ที่อื่น ซึ่งเหมือนกับการปฏิรูปโครงสร้าง การไฟฟ้าไปยังประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้โซลาร์รูฟ ถูกลงเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นหลักการตาม ดีมานด์-ซัพพลายเหมือนกับโทรศัพท์มือถือช่วงแรก เครื่องละ 200,000 กว่าบาท เพราะทุกคนต้องใช้และแข่งกันทำให้คุณภาพดี ซึ่งปัจจุบันมือถือทั่วไป ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน ราคาเหลือแค่ 400 บาท

“ในอดีต โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของผมที่ซื้อ ราคา 120,000 บาท ถือหิ้วหนีบจั๊กกะแร้ เท่จะตาย แบตเตอรี่ตีหัวแตกได้ วันนี้ราคาเหลือเท่าไหร่ ถูกมาก เผลอๆ ไปซื้อของแล้วแถมมือถือด้วย”

เมื่อถามว่า ประชาชนต้องยอมรับกับค่าไฟที่แพงไปก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ถูกลงนะ 200 หน่วยแรกสำหรับคนทั่วไป ทุกคนได้เท่ากันหมด เหลือ 3 บาท/หน่วย ถ้า 200 หน่วยถึง 400 หน่วยคิดเป็นขั้นบันได ส่วน 400 หน่วยขึ้นไปเป็นอีกราคาหนึ่ง ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข หลายระบบในประเทศไทยก็ทำอย่างนี้

เมื่อถามว่า ปกติแล้วค่าไฟเดือน เม.ย. อาจจะแพงอยู่แล้ว พอมาปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งจะไม่ทันกับรอบบิล ประชาชนจะโวยวายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่มันไม่ทันรอบบิลนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างมีขั้นตอน และสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน.(กกพ.) เป็นหน่วยงานอิสระ ตนไปบังคับอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยได้เริ่มแล้ว เป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส พยายามจะทำให้ถึงมือประชาชนในช่วงต้นเดือน มิ.ย. และไม่ได้ช้าอะไร ซึ่งค่าไฟเป็นวงรอบของมัน เราทำเต็มที่อยู่แล้ว

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดู‘ไทยช่วยไทย’

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ซิตี้ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยมี น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี นายสุทัศน์ มีศิริ สส.นนทบุรี เขต 6 บางใหญ่ พรรคประชาชน ร่วมด้วย โดยนายกฯได้เยี่ยมชมและซื้อสินค้าภายในงานไทยช่วยไทย เช่น กระดาษทิชชู น้ำมันหอย น้ำยาล้างจาน น้ำมันพืช ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น

ทั้งนี้ ระหว่างซื้อสินค้า นายสุทัศน์ สส.พรรคประชาชน ได้ช่วยเข็นรถเข็นช้อปปิ้งให้นายกฯด้วย โดยนายสุทัศน์ระบุว่า วันนี้ พาคณะมาร่วม เป็นสส.ในพื้นที่ ขอเชิญชวนประชาชนให้มาจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลได้จัดสินค้าราคาถูกมาเยอะ ผู้สื่อข่าวว่าเป็นการทำงานที่ไม่แบ่งฝ่ายค้านบ่ายฝ่ายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุทัศน์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดทำสิ่งที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ นายกฯเรียกนายสุทัศน์ ซึ่งกำลังเข็นรถเดินช่วยนายกฯในฐานะเจ้าของพื้นที่ ให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ พร้อมกล่าวว่า ถือว่าไม่ใช่ฝ่ายค้าน ถือว่าเป็นประชาชนมาช่วยกัน ก่อนถ่ายภาพร่วมกัน

จากนั้นนายกฯได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ในตลาดบางใหญ่ซิตี้ โดยได้แวะซื้อของกินภายในงาน พร้อมอุดหนุนและชิมห่อหมกปลาอินทรีย์ ก่อนสั่งกินคู่ข้าวสวย พร้อมนางศุภจี และชมว่าอร่อย นอกจากนี้ยังซื้อและกินทุเรียนชะนี ชิมไอศกรีม ก่อนเหมามะม่วง แคนตาลูป ทุเรียน ภายในตลาดอีกด้วย

โฟนอินสอบถามความคืบหน้า4จว.

ต่อจากนั้นนายอนุทิน ได้โฟนอินสอบถามความคืบหน้าการคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในวันแรกไปยัง 4 จังหวัด ได้แก่ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายกฯ สอบถามบรรยากาศจังหวัดเชียงคึกคักหรือไม่เป็นอย่างไร ขอให้ซื้อของหื้อม่วนนะหมู่เฮา

จากนั้นนายกฯพูดคุยกับทางจังหวัดตราด ถามว่าร้อนหรือไม่ ก่อนกล่าวว่า โอเคหรือไม่ ของเยอะไหม และชาวบ้านเห็นได้เลยหรือไม่ว่าซื้อของได้ราคาปกติ พร้อมกำชับผู้ว่าฯขอให้ดูจริงจัง ไม่ใช่ผู้ว่าฯกลับแล้วกลับกันหมด

ขณะจังหวัดศรีสะเกษ นายกฯกล่าวกับผู้ว่าฯว่า วันนี้เงินเดือนออกให้เหมาเยอะๆหน่อยและดูแลชาวบ้านด้วย วันนี้ตนก็ใช้ไป 30% ของเงินเดือนแล้ว ก่อนกล่าวอีกว่า งานดูดี คนเยอะ ขอให้ดูแลประชาชนได้ทั่วถึง ของไม่พอยังไงก็ให้รีบติดต่อแจ้งพาณิชย์จังหวัดและแจ้งมาที่ส่วนกลาง

ส่วนที่จังหวัดสงขลา นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวจะไปสัญจรที่แรกที่จังหวัดสงขลา พร้อมถามว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวสุดสัปดาห์เข้ามาเยอะอยู่หรือไม่ ขอให้ดูแลให้ดี

คนแห่ถ่ายรูปทะเบียนรถนายกฯ

ภายหลังโฟนอิน นายกฯได้เดินเยี่ยมชมร้านค้าภายในตลาดบางใหญ่ซิตี้ต่อ โดยได้ซื้อปลาสวยงามไปเลี้ยง และได้ตักปลาเอง เป็นปลาคาริมายาเรดสปอร์ต 2 ตัว ตัวละ 500 บาท โดยนำไปเลี้ยงเอง 1 ตัว และอีก 1 ตัวมอบให้เด็กชายที่กำลังมาซื้อปลาภายในร้าน โดย นายกฯระบุกับเด็กชายคนดังกล่าวว่า “ให้เลี้ยงแข่งกันนะ มาดูซิว่าใครโตกว่า” และนายกฯยังซื้อตู้ปลาด้วย ก่อนเดินมาอีกร้านซื้อปลาคาร์ฟจักรพรรดิ 4 ตัว จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ซื้อปลา จะนำไปไว้ที่บ้านหรือไว้ที่ห้องทำงานทำเนียบฯ นายกฯตอบว่า จะซื้อไปใส่ตู้ที่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายกฯได้นั่งรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ BYD ทะเบียน สน 32 กรุงเทพมหานคร มาเยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยระหว่างที่นายกฯ เดินชมสินค้าภายในงาน ได้มีประชาชนมาถ่ายรูปกับทะเบียนรถนายกฯ ที่จอดบริเวณงาน โดยบางคนระบุว่า เป็นหัวแล้ว งวดนี้ออกแน่

ย้ำสินค้ามีคุณภาพ-ราคาถูก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเปิดงาน Kick off ไทยช่วยไทย นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจเยี่ยมการ kick off โครงการไทยช่วยไทย เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน ว่า ถือว่าวันนี้เป็นวัน kick off ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมมือกันนำสินค้าที่ถูกกว่าราคาตลาดทั่วไป มาขายให้กับประชาชน ซึ่งเราจะเริ่มในระดับจังหวัด อำเภอ รวมกว่า 800 อำเภอ ซึ่งจะมีสินค้าเหล่านี้ไปกระจายถึงประชาชน

นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดให้มีรถพุ่มพวง ที่จะนำสินค้าราคาถูกเข้าไปในชุมชน หมู่บ้าน กระจายให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย และสามารถมีสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงของใช้ประจำวัน อาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ในราคาถูก แต่จะมีมาตรฐานเท่าเดิม หรือมีมาตรฐานที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่าคุณภาพสินค้าเป็นคุณภาพเดียวกัน อย่างที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เคยอธิบายไว้ คือ การนำสินค้าที่ไม่ต้องเสียค่าแบนด์ ค่าการตลาด ค่าขึ้นห้าง ขึ้นหิ้ง ซึ่งเป็นของที่ใช้มีต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตลดลง ถือเป็นอีกตลาดหนึ่ง ซึ่งสินค้าก็เท่ากัน

ก่อนที่จะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับ ได้มีประชาชนมาดักรอมอบช่อดอกไม้ 2 ช่อ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับนายกรัฐมนตรีและนางศุภจี

สมุทรสาครจัดใหญ่ทั้งจังหวัด

ส่วนที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรสาคร นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ครั้งที่ 1 โดยมีนายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสาคร หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยกรมการปกครองร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ Modern Trade 5 แห่ง ได้แก่ Makro,Lotus’s, บิ๊กซี , Tops และ GO Wholesale เพื่อนำสินค้า “ไทยช่วยไทย” ไปจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดี ในราคาประหยัด โดยมีสินค้าเข้าร่วมมากกว่า 3,000 รายการ และจะสามารถลดราคาสูงสุดได้กว่า 58 เปอร์เซ็นต์

อำเภอเมืองสมุทรสาคร ได้จัดกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาพิเศษ มาจัดจำหน่ายให้ทุกท่านได้เลือกชมเลือกซื้อ ประกอบด้วยไข่สด ข้าวสาร อาหารแห้ง ผัก ผลไม้ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนั้น ยังได้มีการนำผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าOTOP ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) มาร่วมจัดจำหน่ายสินค้าด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และจะได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติมต่อไป โดยอำเภอจะจัดการจำหน่ายสินค้าในทุกวันศุกร์โดยเริ่มครั้งแรกในวันนี้ วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นไป

สำหรับ จังหวัดสมุทรสาคร จัดโครงการไทยช่วยไทยใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรสาครจัดที่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรสาคร, อำเภอกระทุ่มแบนจัดที่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน , อำเภอบ้านแพ้วจัดที่ศาลาประชาคมที่ว่าการอำเภอบ้านแพ้ว โดยจะจัดทุกวันศุกร์ที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พ.ค. 2569นี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมจับจ่ายใช้สอยสินค้าในราคาถูกได้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

ประจวบฯ Kick Off “ไทยช่วยไทย”

ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ มี พันจ่าเอก พัณณ์ภัสส์ สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นางรัฐยา อาจหาญ เผยพร ปลัดจังหวัดฯ นายสมบัติ เสียมทอง นายอำเภอสามร้อยยอด นางสาวศิริวรรณ คณะศร พาณิชย์จังหวัดฯ นายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบฯ เขต 1 หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมพิธี ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัดอย่างคึกคัก โดยมีสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพ ราคาประหยัดที่จำเป็นต่อการครองชีพหลายชนิด เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ ในราคาลดพิเศษสูงสุดถึงร้อยละ 58

โดยการจัดกิจกรรมในพื้นที่อำเภอสามร้อยยอด เป็นการ Kick Off เปิดกิจกรรมพร้อมกันอีก 7 อำเภอของประจวบฯ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน เริ่มจำหน่ายสินค้าครั้งแรกในวันที่ 1 พ.ค.69 และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคมนี้ ได้แก่ วันที่ 8, 15, 22 และ 29 พ.ค. โดยในครั้งนี้มีหน่วยงานที่ร่วมนำสินค้ามาจำหน่าย ได้แก่ ห้างเทสโก้โลตัส สาขาปราณบุรี สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ประจวบฯ จำกัด เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดเหลืองสามร้อยยอด กาแฟโรบัสต้าป่าช้างขาว บ้านป่าหมาก ร้านค้าในพื้นที่ อ.สามร้อยยอด ผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ (OTOP) และสินค้าเกษตรของดีอำเภอสามร้อยยอดหลากหลายรายการ

สำหรับกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” กำหนดจัดขึ้นทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค.นี้ ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอทุกอำเภอ ยกเว้น อ.ทับสะแก ซึ่งจัดที่ตลาดสวนมะพร้าว ต.เขาล้าน โดยเริ่มเปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัดได้ภายในงาน.

อ.บางละมุง ขายสินค้าราคาประหยัด

ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น และสร้างพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้คนในชุมชน มีรายได้อย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน มีการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาประหยัด อาทิ ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำมันหมู เนื้อสัตว์ และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน อีกหลากหลายรายการ ควบคู่กับสินค้าชุมชน สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ ที่นำมาวางจำหน่ายให้ประชาชนได้เลือกซื้อกันโดยตรง ในราคาที่เข้าถึงได้

กิจกรรมดังกล่าว มีกำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันศุกร์ ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางละมุง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้จับจ่ายสินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยา พร้อมร่วมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

อ.บ่อทอง ประชาชนตอบรับดี

ที่บริเวณที่ว่าการอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี นายนันทวัฒน์ ทองช่วง นายอำเภอบ่อทอง เป็นประธานเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตามนโยบายของรัฐบาล มุ่งช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน ภายในงานมีผู้ประกอบการและร้านค้าจากพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอบ่อทองกว่า 30 ร้านค้า นำสินค้าชุมชนและสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในราคาประหยัดโดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่จัดจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด อาทิ ข้าวขาวหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม จำกัด 1 ถุงต่อคน, เนื้อหมูแดง 2 กิโลกรัม ราคา 160 บาทต่อคน, น้ำปลา 2 ขวด ราคา 30 บาท, น้ำมันพืช 2 ขวด ราคา 80 บาท, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพ็ค 10 ห่อ ราคา 40 บาท และไข่ไก่เบอร์ 4 แผงละ 30 ฟอง ราคาเพียง 50 บาท

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยตั้งแต่ช่วงเช้า สะท้อนถึงความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ประชาชนที่เข้าร่วมงานต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐจัดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในชุมชนได้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่

‘วุฒิภูมิ’หลานสุริยะ ยันไม่ขอเกี่ยวข้องความขัดแย้ง วอนยุติการพาดพิง มุ่งหน้าทำงานสร้างสรรค์

‘วุฒิภูมิ’หลานสุริยะ ยันไม่ขอเกี่ยวข้องความขัดแย้ง วอนยุติการพาดพิง มุ่งหน้าทำงานสร้างสรรค์

‘วุฒิภูมิ’หลานสุริยะ ยันไม่ขอเกี่ยวข้องความขัดแย้ง วอนยุติการพาดพิง มุ่งหน้าทำงานสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.11 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569  นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ สายการบินนกแอร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สายการบินนกแอร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Wutthiphum Jurangkool” ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อความพาดพิงถึงตัวเองในช่วงที่ผ่านมา 

โดยระบุว่า  ผมขอเรียนว่า ผมไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในขณะนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจนถึงขณะนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้พิสูจน์ให้ทุกท่านเห็นแล้วว่าข้อกล่าวหาต่างๆ นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมทุ่มเทเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาและการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้งสูงสุด ดังที่บุคคลใกล้ชิดและผู้ที่เคยร่วมงานกับผมทราบถึงความตั้งใจนี้ดี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพาดพิงหรือกล่าวหาในลักษณะนี้จะสิ้นสุดลง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้กลับไปมุ่งเน้นกับการทำงานที่สร้างสรรค์ต่อไป 

ขอแสดงความนับถือ

ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร

ฤาขยะใต้พรมจะถูกรื้อ? หมอพรทิพย์ ฟาดระบบวิ่งเต้น-โกงงบฯ โยงดรามาโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

ฤาขยะใต้พรมจะถูกรื้อ? หมอพรทิพย์ ฟาดระบบวิ่งเต้น-โกงงบฯ โยงดรามาโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

ฤาขยะใต้พรมจะถูกรื้อ? หมอพรทิพย์ ฟาดระบบวิ่งเต้น-โกงงบฯ โยงดรามาโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.50 น.

พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า ฤาขยะใต้พรมจะถูกรื้อ สิ่งเลวร้ายในระบบราชการจะถูกแก้ไข เป็นที่ทราบกันว่าการเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการต้องวิ่งเต้นด้วยปัจจัยที่ใส่กระเป๋าให้เจ้านายทั้งข้าราชการและนักการเมือง อีกเรื่องที่เป็นมานานคือการเบียดบังงบประมาณจากหลายหมวด ไม่ว่าจะให้บริษัทที่เกี่ยวข้องมาเอางานไป เบียดงบไปดูงานแต่แฝงเที่ยว ส่งคนใกล้ชิดมาคอยตอดงบในหลายหมวด

แต่กระบวนการตรวจสอบของไทยมีไว้ก็เผื่อเรียกใช้ เพราะการตรวจสอบภายในหน่วยกลายเป็นเครื่องมือหาประโยชน์รวมถึงการกลั่นแกล้งผู้อื่น ยิ่งการตรวจสอบจากภายนอกยิ่งเป็นไปได้ยากมากเพราะใช้วิธีสุ่มและเลือกบางหมวด

หมอก็เคยถูกย้ายจากตำแหน่งผู้อำนวยการ(อธิบดี)ไปเป็นผู้ตรวจ มีโน้ตทางการเมืองที่ได้รับรู้ว่าผู้นำประเทศเพื่อนบ้านไม่ปลื้มเพราะหมอได้ใช้ความรู้ช่วยผู้นำฝ่ายค้านขณะนั้นให้พ้นผิด ร้องก็ไม่ได้เพราะเป็นอำนาจ สารพัดที่ได้เห็นขยะในระบบราชการที่ยากจะทำให้สะอาดเพราะสมประโยชน์ทั้งนักการเมืองและข้าราชการ

สิ่งที่น่าสนใจคือปัญหาใหญ่ๆที่ยากจะแก้ไขกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่คลิปอังเคิลจนต้องลงจากอำนาจ เรื่องแม่ทัพภาคสี่กับปัญหาชายแดนใต้ และล่าสุดกับการลาออกของอธิบดี ยอดภูเขาน้ำแข็งเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นแก้ยากมาก เคยถามข้าราชการที่เกาหลีที่เคยมีเรื่องทุจริตแบบนี้มากมายว่าเขาแก้อย่างไร เขาบอกว่าข้อแรกทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายและข้อสองสำคัญคือประชาชนตระหนักและตื่นรู้ช่วยกันตรวจสอบ ติดตาม จัดการจนเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่สร้างความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ 

ช่วยกันเปิดพรมกวาดขยะกัน คอรัปชั่นเงิน คอรัปชั่นโอกาสและคอรัปชั่นอำนาจทำลายชาติมานานแล้ว #ทำดีเพื่อแผ่นดิน

มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

ป.ป.ช.ฟัน “สุภา ปิยะจิตติ” อดีตป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางคดีภาษีหุ้นชินฯ1.7หมื่นล้าน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่า ในการประชุม ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 28 เม.ย.69 ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่มีคำสั่งให้กรมสรรพากรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป สมัยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระ ทรวงการคลัง ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1.7 หมื่นล้านบาท จากการไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ อันเป็นหน้าที่โดยตรง ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจ ฉัยคดีนี้ไว้ 

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรในคดีนี้ สมควรยกเหตุดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง แต่กลับไม่ดำเนินการทำให้รัฐสูญเสียการจัดเก็บภาษี เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบราชการของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรจากการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ทำให้คดีถึงที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บภาษีดังกล่าวได้อีกต่อไป  โดยที่ประชุม ป.ป.ช.จะส่งสำนวนดังกล่าวให้อัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

คลังชงออกพรก.กู้เงิน เคาะ4แสนล. ตุนกระสุนสู้วิกฤต

คลังชงออกพรก.กู้เงิน  เคาะ4แสนล.  ตุนกระสุนสู้วิกฤต

คลังชงออกพรก.กู้เงิน เคาะ4แสนล. ตุนกระสุนสู้วิกฤต

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.00 น.

คลังชงออกพรก.กู้เงิน เคาะ4แสนล. ตุนกระสุนสู้วิกฤต ไทยช่วยไทยรอเฮ เข้าครม.5พฤษภา ได้สิทธิ์30ล้านคน

นายกฯเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ-ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ วางกรอบเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เผยใช้เท่าไรค่อยว่ากัน ขณะที่รัฐบาลถกเช็คความพร้อมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนชงเข้าครม.สัปดาห์หน้า ยันคลอดมาตรการแน่ ให้สิทธิ์ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทะลุ 30 ล้านคน ด้าน”อุ๊งอิ๊ง”บอกทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่ยังติดใจทำไมต้องใส่กำไลEM ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุ ส่วนบรรยากาศที่สภาฯเดือดปุด “มาร์ค-ไอติม”ผนึกกำลังถล่มอนุทินเบี้ยวตอบกระทู้

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, นายภราดร ปริศนานันกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ, นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.),
นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, นายลวรณ แสงสนิท  ปลัดกระทรวงการคลัง, นายดนุชา พิชยนันท์  เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), นายอนันต์
แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และตัวแทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อประชุมหารือเร่งสรุปแนวทางโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัปดาห์หน้าต่อไปเนื่องจากโครงการจะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้

เช็คความพร้อม‘ไทยช่วยไทย พลัส’

นายภราดรในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณเปิดเผยถึงกรณีนายกฯเรียกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจหารือว่าอาจจะคุยแนวทางเรื่องโครงการไทยช่วยไทย พลัสคาดว่าสัปดาห์หน้า จะมีมติอย่างหนึ่งอย่างใด  ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันนี้จึงต้องมีการหารือก่อน ส่วนการประชุมครม.เศรษฐกิจ ตนจะหารือกับนายกฯ ว่าจะเรียกประชุมในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค.หรือไม่
เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ

คาดคนไทยได้สิทธิ์ทะลุ 30 ล้านคน

นายภราดร ระบุว่าก่อนหน้านี้ นายเอกนิติได้ประกาศว่าโครงการไทยช่วยไทย หรือ คนละครึ่งพลัสจะเริ่มได้วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมาย
มากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน อีกส่วนคือ ประชาชนทั่วไป ตอนนี้กำลังดูตัวเลขว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นเท่าไหร่ แต่ 2 ส่วนรวมกันก็จะเกิน 30 ล้านคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

ส่วนความพร้อมในเรื่องโครงการและงบประมาณ นายภราดรกล่างว่าต้องรอดูทางกระทรวงการคลังซึ่งเป็นฝ่ายออกนโยบายและแนวทาง รวมถึงกระทรวงอื่นๆอาทิกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรฯ ว่ามีความคิดในเรื่องเยียวยาส่วนต่างๆ อย่างไร

เมื่อถามว่ากลุ่มเป้าหมายจะ 20-30
ล้านคนหรือไม่ นายภราดรตอบว่าเบื้องต้นเป็นส่วนของผู้ถือสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และการเข้าโครงการไทยช่วยไทย หรือโครงการคนละครึ่งเดิม ขณะนี้กำลังดูตัวเลขว่าจะได้เท่าไหร่ ซึ่งทั้งสองส่วนรวมกันอย่างน้อยน่าจะเกิน 30 ล้านคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

เตรียมออกพรก.กู้เงิน5แสนล.

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวหลังการหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้มีการหารือเรื่องการเตรียมพร้อม ในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งยังมีขั้นตอนที่ยังต้องดำเนินการตามกฏหมาย ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และมีประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนส่วนวงเงินกู้เตรียมไว้เท่าใดยังเป็นกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตั้งกรอบวงเงินไว้ แต่จะใช้จริงเท่าใดค่อยว่ากันเมื่อถามย้ำว่า ตั้งไว้ที่ 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “แถวๆ นั้นแหละ” ใช้เท่าไหร่เดี๋ยวค่อยว่ากัน

คลังชงออกพ.ร.ก.เงินกู้4แสนล้าน

ต่อมาเวลา 13.30 น. ภายหลังนายกฯ ประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช.และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ต่างปฏิเสธแสดงความเห็นถึงรายละเอียดการประชุม โดยพูดตรงกันว่า ให้สอบถามจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในวันที่ 5 พ.ค. กระทรวงการคลังจะเสนอร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ…วงเงิน 4 แสนล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นแหล่งเงินในการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้ในรบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯวงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น รัฐบาลกำหนดวงเงินดังกล่าวจากความต้องการใช้งบประมาณเพิ่มจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กับความต้องการใช้งบประมาณในโครงการไทยช่วยไทยพลัส อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีแผนจะใช้เงินกู้ตามความจำเป็นสอดคล้องกับโครงการที่ได้มีการวางแผนไว้อย่างคุ้มค่าไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะใช้วงเงินกู้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท

เพจภท.แจงยิบ‘ไทยช่วยไทย’

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย ได้เผยแพร่อินโฟกราฟิก โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ โดยมีการให้รายละเอียดการให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออกให้ 60% ประชาชนออก 40% และจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน รับสิทธิ์ 4,000 บาท ทั้งนี้ จะมีการเปิดให้ลงทะเบียน พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์ มิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปเป๋าตัง และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ และใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์

อิ๊งค์ เผย ทักษิณดีใจได้พักโทษ

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊งค์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.) อดีตนายกฯ บุตรสาวคนเล็กนายทักษิณ ชินวัตร,น.ส.พินทองทา ชินวัตร  คุณากรวงศ์ บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของน.ส.แพทองธาร เป็นตัวแทนครอบครัว เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ครั้งที่ 60 พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีโดยน.ส.แพทองธารเปิดเผยสั้นๆ ว่าคุณพ่อได้รับทราบมติคณะกรรมการพักการลงโทษเรียบร้อยแล้ว ส่วนความรู้สึกของคุณพ่อก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง

คาใจติดกำไล EM ทั้งที่สูงอายุ

“อาจจะมีความรู้สึกในเรื่องของการติดกำไล EM ก็มีบ่นนิดหน่อยว่าตนเองแก่แล้วและเคยเป็นอดีตนายกฯมาด้วยแต่พอต้องติดกำไล EM ก็รู้สึกนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เราก็พร้อมทำตามกระบวนการทุกอย่าง ส่วนความรู้สึกภายหลังมีมติพักโทษครอบครัวก็รู้สึกว่าได้พักโทษก็ดีใจ”

เมื่อถามว่าเรื่องติดกำไล EM เป็นความกังวลหรือไม่ ปกติแล้วถ้าสูงวัย มีโรคประจำตัว และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่จะไม่ต้องติดกำไล EM นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เท่าที่ทราบ
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องติดกำไล EM แต่อันนี้มีมติให้ติดก็ต้องติด ทั้งนี้ ตนไม่ได้มองว่าน่าแปลกใจอยู่แล้วเพราะไม่ได้มีอะไร

น.ส.แพทองธารย้ำว่าในวันที่ 11 พ.ค. 2569 ตนและครอบครัวจะเดินทางมาเรือนจำฯตามเวลาของราชทัณฑ์ ส่วนคุณพ่อ จะมีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร แค่บอกว่ากลับบ้าน และก็มีการคุยกันเรื่องสุขภาพ เนื่องจากคุณพ่ออยู่ข้างในไม่ได้ตรวจสุขภาพ

‘ทักษิณ’พ้นจากคุกช่วงเช้า11พ.ค.

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกล่าวถึงการปล่อยตัวพักโทษขั้นตอนต่างๆว่าอยู่ระหว่างการเตรียมการของเรือนจำโดยผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรม
คุมประพฤติ จะร่วมกันหารือวางรายละเอียด คาดว่าในวันนั้นจะปล่อยตัวนายทักษิณเพียงรายเดียว เนื่องจากผู้ต้องขังรายอื่นประมาณ 9 รายที่ได้รับการพักโทษจะมีการทยอยปล่อยตัวออกจากเรือนจำวันอื่นเพราะมีวันพ้นโทษที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ เวลามาหน้าเรือนจำฯ ในวันที่
11 พ.ค. 2569 เท่าที่พูดคุยกัน จะอยู่ที่ประมาณเวลา 07.45 น. เป็นต้นไป และประมาณ 08.00 น. ท่านจะออกจากที่นี่ภายหลังการปล่อยตัวรับการพักโทษ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือน และต้องรายงานตัวภายใน 3 วัน นับจากวันปล่อยตัว รวมถึงรายงานตัวต่อเนื่องทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดโทษ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดในวันที่ 9 ก.ย. 2569

ติดกำไลกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ส่วนประเด็นการติดกำไลติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) นายวิญญัติ ระบุว่า นายทักษิณบอกว่ารู้สึกยินดีที่ได้รับการพักโทษ เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ยังมีข้อสงสัยต่อความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากนายทักษิณเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวอีกทั้ง ยืนยันว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี รวมถึงเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตนก็ไม่คิดว่าทางคณะอนุกรรมการฯจะให้นายทักษิณใส่กำไล EM เช่นกันหากการใช้มาตรการนี้ใช้กับผู้อื่นด้วยก็จะดี การติดกำไล EM ได้คำนึงถึงสุขภาพของผู้ได้รับการพักโทษหรือไม่ อีกทั้งจะกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณหรือไม่ แต่อย่างไรนายทักษิณก็พร้อมน้อมรับมติของคณะกรรมการฯ แม้จะตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมก็ตาม

‘นายกฯ-พิพัฒน์’เบี้ยวตอบกระทู้

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธาน ภายหลังการพิจารณากระทู้ถามสดของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เรื่องน้ำมันซึ่งนายกฯ มอบหมายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมมาชี้แจง แต่นายพิพัฒน์ไม่สามารถมาตอบแทนได้จึงได้มอบหมายนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาตอบกระทู้ดังกล่าวแทน

จากประเด็นดังกล่าวทำให้สส.ต้องลุกหารือเพื่อให้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติและป้องกันไม่ให้นายกฯ หนีตอบกระทู้ต่อสภาฯ

‘อภิสิทธิ์’บี้‘โสภณ’ยึดตามข้อบังคับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงประธานว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยและซ้ำซาก ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หรือ
ข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 151 เจตนาชัดเจนต้องการให้นายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถาม ต้องมาตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ให้แจ้งต่อประธานสภาเป็นหนังสือก่อนหรือในวันการประชุมสภา และให้กำหนดว่าจะตอบได้เมื่อใด ต่อไปถ้านายกฯหรือรัฐมนตรีบอกว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ประธานจะแจ้งที่ประชุมได้หรือไม่ว่าเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้คืออะไร

“สภาจะได้ทราบว่าท่านไปเปิดงานสำคัญกว่าการมาตอบกระทู้ตรงนี้จริงหรือไม่ หรือท่านประชุมซึ่งความจริงจะเลื่อนก็ได้แล้วไม่มาตอบกระทู้ ประธานควรวินิจฉัยด้วยซ้ำว่าเหตุที่แจ้งมาเข้าข่ายความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ หากแจ้งเพียงว่ามีนัดหมายไว้ก่อน ประธานควรแจ้งที่ประชุมด้วยว่านัดหมายอะไร เมื่อไหร่ มีหลักฐานหรือไม่ สภาจะได้ศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยหากประธานไม่สามารถทัดทานได้ สังคมจะได้รับรู้ ว่ามันเป็นจำเป็นขนาดนั้นหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว แต่นายโสภณวินิจฉัยยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อบังคับที่151เขียนไว้ชัดเจนว่า “มอบหมายได้”ประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมากระทู้ถามสดประเด็นที่นายอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมาคือกระทู้ทั่วไป มีเวลาที่เลื่อนไปตอบวันอื่น หากจะให้ตนปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ต้องไปแก้ข้อบังคับ

นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่าข้อบังคับถ้าจะบอกกันว่าให้ปฏิบัติตามลายลักษณ์อักษร แต่ไม่มีการตรวจสอบ มันก็เหมือนไม่มีข้อบังคับ ต่อให้แก้ข้อบังคับก็ไม่มีประโยชน์ ตนพยายามหาทางออก จะได้ไม่ต้องมาเถียงเรื่องแบบนี้ทุกสัปดาห์ แค่เรียกร้องว่าอย่างน้อยที่สุดโปร่งใสหน่อย เหตุผลคืออะไร มีหลักฐานหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเราก็ส่งเสริมให้นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีหนีสภา ไปเรื่อยๆ

ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย(ภท.)ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลุกขึ้นชี้แจงว่าวันนี้ไม่ได้ มีใครทำผิดข้อบังคับ ไม่มีอะไรผิดการปฏิบัติของสภา ตั้งแต่เปิดสภามา ท่านเห็นรัฐมนตรีหนีสภาหรือไม่ เราพยายามจะทำให้กระบวนการตรวจสอบและการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติทำได้ ขอฝากไปยังฝ่ายค้านว่าสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ขอให้ระบุล่วงหน้าหน่อยว่าจะถามกระทู้เรื่องอะไร ไม่จำเป็นต้องบอกว่าจะถามอะไร เพื่อจะได้ประสานงานรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบชี้แจง กระบวนการนิติบัญญัติของเราจะได้ประโยชน์ไปยังประชาชน

ไอติมขย่มปธ.ซ้ำหนุน‘มาร์ค’

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกหารือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์กรณีที่รัฐมนตรีต้องมีหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่มาตอบกระทู้ได้ โดยย้ำว่ากรณีที่นายกฯหรือนายพิพัฒน์มอบหมายให้นายสิริพงศ์ มาตอบ ต้องมีหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร บอกถึงเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ขอให้เปิดเผย อย่าไปทำหนังสือ หรือทำนัดขึ้นมาย้อนหลังเพื่อไม่ให้สภากังขาว่าเหตุที่นายกฯหรือนายพิพัฒน์ไม่สามารถตอบกระทู้ได้ เป็นเหตุที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่

นายพริษฐ์อภิปรายว่าขณะที่ประธานวิปรัฐบาลขอความร่วมมือให้แจ้งก่อนล่วงหน้าก่อนวันประชุมว่าจะถามกระทู้สดรัฐมนตรีคนใดแต่การตั้งถามกระทู้สด เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนและเป็นประเด็นที่สืบเนื่องจากการประชุมครม.ทุกวันอังคารจะให้รู้ว่าถามเรื่องใดก่อนมติครม.เป็นไปได้ยากแต่เพื่ออำนวยความสะดวกประธานวิปรัฐบาล ขอแจ้งการถามกระทู้สดในสัปดาห์หน้าว่าจะถามนายกฯซึ่งแจ้งล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ประธานวิปรัฐบาลสามารถประสานงานได้ ตนจะรอดูว่านายกฯ มาตอบกระทู้สดต่อสภาหรือใช้คติว่า ถ้าว่างแล้วจะมาตอบต่อสภา ซึ่งผิดข้อบังคับการประชุมสภา ในสภาที่นายกฯ เป็นสมาชิก

ตอนท้ายนายโสภณชี้แจงว่ากระทู้สดที่ผ่านมาประธานได้มอบให้รองประธานสภาผู้แทนฯพิจารณาเป็นไปตามข้อบังคับ ส่วนกระทู้ใดสดหรือไม่หรือใครตอบ ตนไม่ทราบเป็นแนวปฏิบัติตลอด การคาดคั้นเอาเป็นเอาตาย บอกว่าตนผิดข้อบังคับไม่ถูก  ขณะที่การประสานงานของวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลให้เป็นเรื่องที่ตกลงกัน ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย
ส่วนหนังสือไม่ใช่จะเอาเวลานี้

เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม

เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม

เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

‘ณัฐพงษ์’ นำขบวน ยื่นหนังสือถึงประธานสภาดันร่างกฎหมายประกันสังคม ออกจากระบบราชการ ‘สหัสวัต’ ลุยหาข้อเท็จจริงปมกองทุน 4,000 ล้านล่องหน ยังไม่เห็นเอกสาร-ข้อเท็จจริง ไม่เชื่อลงข้อมูลคลาดเคลื่อน ด้าน ‘ไอซ์-รักชนก’ ขึ้นเวที การันตี ประกันสังคมคุ้มค่าเป็นหลักประกันหลังพิงฝายามชราภาพ-ตกงาน หวังทุกอย่างดีขึ้นหลังปฏิรูป ขอผู้ประกันตนอย่าหมดหวัง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 พฤษภาคม ที่สี่แยกบางโพ สส.พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี และน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พร้อมด้วยภาคประชาชน ร่วมเดินขบวนมายังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นร่างกฎหมายประกันสังคมของพรรคประชาชน 

โดยนายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชน เตรียมผลักดันร่างกฎหมายประกันสังคม ว่า การผลักดันร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวให้สำเร็จได้จำเป็นจะต้องอาศัยพลังของประชาชน โดยเฉพาะกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินสมทบของผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก มีจำนวนเงินใหญ่กว่างบประมาณแผ่นดิน ผู้ประกันตน 20 ล้านคนควรได้รับความคุ้มครอง เงินดังกล่าวจะต้องถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส บริหารอย่างมืออาชีพ และยึดโยงกับผู้ประกันตน 

ด้านนายสหัตวัต กล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมาการบริหารกองทุนประกันสังคมมีปัญหาอย่างมาก เราไม่เคยรู้เลยว่านำเงินของผู้ประกันตนไปทำอะไรบ้าง หากพวกตนไม่ออกมาพูดเรื่องนี้แทบไม่มีใครรู้เลยว่ามีการใช้เงินกองทุนไปลงทุนที่ไหน ใช้เงินอย่างไรบ้าง ที่สำคัญการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนดังกล่าวมาจากสามฝ่าย แต่ผู้บริหารกองทุนกลับเป็นฝ่ายข้าราชการ ซึ่งไม่ได้ใช้กองทุนประกันสังคมด้วยซ้ำ ต้องยอมรับว่าข้าราชการไม่ได้มีความเชี่ยวชาญที่จะบริหารได้อย่างมืออาชีพ ทำให้ผลตอบแทนกองทุนต่ำและนำมาสู่ปัญหาที่สี่คือปัญหาเรื่องความยั่งยืนของกองทุน โดยมีการวิเคราะห์ว่าสามารถอยู่ได้ราว 25-30 ปี วันนี้เราจึงต้องปฏิรูปโครงสร้างเอาสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ ทำให้เกิดความโปร่งใส เอามืออาชีพมาบริหาร ยึดโยงกับผู้ประกันตนให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

เมื่อถามว่า ตามกฎหมายที่เสนอโดยพรรคประชาชน ลำพังเสียงของพรรคประชาชนเพียงพอที่จะผลักดันหรือไม่ จะมีการคุยกับฝั่งรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันมาตลอด และนำมาสู่การทำกิจกรรมในวันนี้ แต่สิ่งสำคัญคือเสียงของผู้ประกันตน ทั้งนี้ หากเสียงของสส.ผ่าน เสียงของสว. ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรจากบริบทการเมืองที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าในช่วงของรัฐบาลช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ละพรรคการเมืองก็ออกมาสนับสนุนให้เอากองทุนประกันสังคมให้ออกจากราชการ ดังนั้น จึงคิดว่าไม่มีพรรคการเมืองใดออกมาคัดค้านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่าเงินกองทุน ล่องหน 4,000 ล้านบาท และสำนักงานประกันสังคม รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่าเป็นการลงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้น มองเรื่องนี้อย่างไรและได้มีการสอบถามไปยังบอร์ดประกันสังคม รวมถึงทีมประกันสังคมก้าวหน้าหรือไม่ นายสหัสวัต กล่าวว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้ายังรักษาการบอร์ดประกันสังคมอยู่ และพยายามหาข้อมูลข้อเท็จจริงเรื่องนี้จากข้าราชการในสำนักงานประกันสังคม แต่ยังไม่ได้ความชัดเจนและยังไม่เห็นเอกสารว่าการลงข้อมูลผิดผิดอย่างไรหรือลงจุดไหนที่ผิด ซึ่งตราบใดที่ไม่เห็นเอกสารข้อเท็จจริงย้ำว่าข้อมูลที่ยังไม่สามารถฟันธงได้ สำหรับพรรคประชาชนขณะนี้ใกล้ตั้งคณะกรรมธิการอย่างเป็นทางการยืนยันจะใช้กลไกกรรมาธิการติดตามเรื่องนี้ต่ออย่างแน่นอน 

จากนั้นเวลา 15.30 น. นายณัฐพงษ์ และคณะ เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ โดยมีตัวแทนกลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร มารับยื่นหนังสือ นำโดย น.ส.รัชดาภรณ์ เอี่ยมอนันต์ รักษาราชการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ และ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีสัณห์ พิริยะ นิติกรเชี่ยวชาญ เป็นตัวแทนรับ จากนั้นสส.พรรคประชาชน สลับกันปราศรัยเป็นระยะ 

โดยนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้พรรคประชาชนจะมีการตรวจสอบอย่างหนักหน่วง ทั้งในและนอกระบบ แต่ก็ยังยืนยันว่ายังอยากให้แรงงานทั้งในและนอกระบบส่งประกันสังคม เพราะเป็นรูปแบบประกันที่คุ้มค่าที่สุด แม้จะมองว่าสิทธิรักษาพยาบาล สิทธิทันตกรรมจะได้น้อยกว่าระบบบัตรทอง แต่นอกเหนือจากนี้ ระบบประกันสังคมยังมีบำนาญ ชราภาพเดือนละประมาณ 3,500-5,000 บาท ดังนั้นตนจึงกล้าพูดได้ว่าเป็นระบบประกันที่คุ้มค่ามากจากการส่งเงินสมทบเดือนละ 700-800 บาท ต่อเนื่อง 25 ปี แล้วได้บำนาญ 3,000-5,000 ตลอดชีวิต ถือว่าเป็นหลังพิงสุดท้ายให้กับแรงงานทุกคนในวันที่ทำงานไม่ไหวแล้ว หรือนอกเหนือจากเงินบำนาญชราภาพแล้วระหว่างนี้ยังมีเงิน สำหรับคลอดบุตร เงินชดเชยการว่างงานที่จะเป็นที่พักพิงให้ได้บ้าง อาจจะไม่วิลิศมาหลาเลิศหรู แต่ช่วยเราในวันลำบาก ในวันที่เราต้องการเบาะรอง มันก็เป็นเบาะรองให้เราได้จริงๆ ดังนั้นพรรคประชาชนยืนยันว่าถึงแม้ เราจะวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบประกันสังคมอย่างรุนแรงเด็ดขาด แต่ขอให้ผู้ประกันตนยังเชื่อมั่นในกองทุนประกันสังคมว่าเมื่อเราปฏิรูปมันแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น