นักเขียนซีไรต์ ฉะ ‘พรรคส้ม-ไอซ์’ สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่

นักเขียนซีไรต์ ฉะ 'พรรคส้ม-ไอซ์' สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่

นักเขียนซีไรต์ ฉะ ‘พรรคส้ม-ไอซ์’ สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์  ได้โพสต์ ภาพ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เมื่อวาน(1พ.ค.)ได้เดินขบวนยื่นร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสังคมเข้าสู่สภาฯ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม)

ล่าสุด นายวิมล  ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า  ห่วงคนแก่ในอนาคต ขณะเดียวกันพวกส้มก็ดูถูกเหยียดหยามคนแก่ในปัจจุบัน แช่งให้ตายก็มี

พวกด้อมส้มนั้นด่าคนแก่ที่เป็นสลิ่มทุกวัน แต่ถ้าอยู่ฝ่ายส้มก็จะอวยว่าเป็นคนแก่ที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ มองการณ์ไกล ห่วงอนาคตของลูกหลาน

สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่นไป แล้วก็หาเสียงกับคนแก่ไป ถึงวันนี้ไม่แปลกใจพรรคส้มแล้ว การใดที่สุจริตใจและเป็นประโยชน์จริง ก็ขอให้ประสบความสำเร็จแล้วกัน

จุลพันธ์ เดินหน้าเชิงรุก สกัดบริษัทหลอกคนไปทำงานต่างแดน

จุลพันธ์ เดินหน้าเชิงรุก สกัดบริษัทหลอกคนไปทำงานต่างแดน

จุลพันธ์ เดินหน้าเชิงรุก สกัดบริษัทหลอกคนไปทำงานต่างแดน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

‘จุลพันธ์’ พร้อมเดินหน้าเชิงรุก สกัดบริษัทหลอกคนไปทำงานต่างแดน ชี้แรงงานเปราะบางจากวิกฤติเศรษฐกิจ-พลังงาน ต้องไม่ถูกหลอกโดยใช้ความหวังเป็นเครื่องมืออีก

2 พ.ค. 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมกับ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ร่วมกันแถลงข่าวถึงการจับกุมบริษัทจัดหางานซึ่งทำการหลอกลวงคนไปทำงานภาคเกษตรในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งมีผู้เสียหายกว่า 100 ราย มีมูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท 

จุลพันธ์

นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า กลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้ช่องทางออนไลน์แอบอ้างเป็นบริษัทจัดหางาน ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายกลุ่มสแกมเมอร์ แต่มีความร้ายแรงกว่าเนื่องจากเป็นการ ‘หลอกลวงบนความหวัง’ ของประชาชนที่ต้องการหารายได้ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน พร้อมกล่าวขอบคุณตำรวจสอบสวนกลาง และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ที่ดำเนินการเข้าจับกุมได้อย่างรวดเร็ว

นายจุลพันธ์ ย้ำด้วยว่า กลุ่มพี่น้องแรงงานที่ต้องการหางานในต่างประเทศ ขอให้ติดตามข้อมูลจากทางหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมการจัดหางาน ซึ่งมีการดำเนินการจัดหางานให้กับพี่น้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตทางกระทรวงแรงงานจะขยายตลาดแรงงานให้เพิ่มขึ้นอีก

จุลพันธ์

นอกจากนี้ จุลพันธ์ ยังย้ำว่า จากนี้ไปทางกระทรวงแรงงานจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยจะประสานงานร่วมกับตำรวจสอบสวนกลางในการเข้าไปตรวจสอบ และดำเนินการทางกฎหมายต่อบริษัทจัดหางานต่างๆ ที่กระทำการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงให้กับพี่น้องแรงงานด้วย 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวย้ำว่า ทางกรมการจัดหางานไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบในเชิงรุก อย่างไรก็ตามสำหรับพี่น้องแรงงานที่ประสานงานกับบริษัทจัดหางานนั้น ต้องตรวจสอบใบอนุญาตจากกรมการจัดหางาน หากพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย หรือต้องการตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ถูกต้อง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กรมการจัดหางาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ หรือหารายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตจากกรมจัดหางาน ผ่านเว็บไซต์กรมจัดหางาน doe.go.th/ipd

จุลพันธ์
จุลพันธ์

คนใกล้ชิดไล่ไทม์ไลน์โต้ ยันหลานสุริยะไม่เคยพบราเชน

คนใกล้ชิดไล่ไทม์ไลน์โต้ ยันหลานสุริยะไม่เคยพบราเชน

คนใกล้ชิดไล่ไทม์ไลน์โต้ ยันหลานสุริยะไม่เคยพบราเชน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการและอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ ได้โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ปฏิเสธการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองและประเด็นการโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้น

ต่อมาแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับ นายวุฒิภูมิ เปิดเผยข้อมูล “ไทม์ไลน์การติดต่อเพื่อขอเข้าพบอธิบดีราเชน” โดยได้ส่งข้อมูลพร้อมอินโฟกราฟิก ไปให้ผู้สื่อข่าว ระบุว่า นายวุฒิภูมิ ไม่เคยเข้าพบกับ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งสามารถแบ่งรายละเอียดออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ ดังนี้

ช่วงที่ 1 ก่อนการเลือกตั้ง (นายสุริยะยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ) 

16 กรกฎาคม 2568: ทีมงานติดต่อขอเข้าพบอธิบดีโดยระบุชัดเจนว่าไม่ใช่ตัว  นายวุฒิภูมิ เข้าพบเอง

22 กรกฎาคม 2568: ทีมงานเดินทางไปพบอธิบดี แต่อธิบดีตำหนิว่าการที่ นายวุฒิภูมิไม่มาด้วยตนเองถือเป็นการไม่ให้เกียรติ จึงเชิญให้ทีมงานกลับและแจ้งว่าหาก นายวุฒิภูมิว่างให้ติดต่อมาใหม่ หลังจากนั้น นายวุฒิภูมิได้โทรศัพท์ไปขออภัยอธิบดีราเชนที่ไม่ได้ไปด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาสนทนาเพียง 2-3 นาที

ช่วงที่ 2 หลังการเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา)

ข้อมูลระบุว่าทิ้งช่วงห่างจากการติดต่อครั้งแรกถึง 7 เดือน 17 วัน (รวมระยะเวลา 251 วัน) โดยมีการติดต่อผ่านหน้าห้องและทีมงานในช่วงเดือนเมษายน 2569 ดังนี้ 30-31 มีนาคม 2569 ทีมงานสอบถามคิวเข้าพบเพื่อขอสอบถามคิวอีกครั้ง 16 เมษายน 2569 ทีมงานโทรหาหน้าห้องเพื่อสอบถามคิว แต่ไม่มีผู้รับสาย 19 เมษายน 2569 มีการประสานงานกลับไปมา โดยหน้าห้องแจ้งว่าติดภารกิจต้องเข้าพบนายกฯ และจะแจ้งนัดหมายใหม่ 24 เมษายน 2569 ทีมงานโทรไปสอบถามนัดใหม่ แต่หน้าห้องรับสายและแจ้งว่า “ไม่สะดวกคุย” ก่อนจะตัดสายไป

แหล่งข่าวดังกล่าว ระบุว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถหักล้างประเด็น “คลิป 4K” ที่มีการกล่าวอ้างว่า นายวุฒิภูมิ พูดคุยกับอธิบดีราเชน

จากหลักฐานไทม์ไลน์ดังกล่าว มีการระบุประเด็นสำคัญเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า

1.ไม่มีการพบปะ ไม่มีการมอบกระเช้าหรือส่งของใดๆ ให้กันทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง

2.ไม่มีเรื่องงบประมาณ ไม่มีการขอโครงการ งบประมาณ หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ

3.ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่มีการพูดคุยเรื่องอื่นใดนอกจากการพยายามนัดหมายตามหน้าที่เท่านั้น

แหล่งข่าว ระบุว่าเพิ่มเติมว่า ในเมื่อข้อเท็จจริงคือ “ไม่เคยพบกัน จึงไม่มีทางที่จะเกิดคลิปขึ้นได้”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘วุฒิภูมิ’หลานสุริยะ ยันไม่ขอเกี่ยวข้องความขัดแย้ง วอนยุติการพาดพิง มุ่งหน้าทำงานสร้างสรรค์

พรรคประชาชน เปิดแคมเปญใหญ่ 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงตั้งคำถาม กรุงเทพฯ ยากไปไหม

พรรคประชาชน เปิดแคมเปญใหญ่ 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงตั้งคำถาม กรุงเทพฯ ยากไปไหม

พรรคประชาชน เปิดแคมเปญใหญ่ 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงตั้งคำถาม กรุงเทพฯ ยากไปไหม

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

พรรคประชาชนเปิดแคมเปญใหญ่ 100 จุดทั่วกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงตั้งคำถาม ‘กรุงเทพฯ ยากไปไหม?’ ก่อนเฉลยบนเวทีเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่า กทม. 5 พ.ค. นี้ 

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน เปิดแคมเปญ Out of Home (OOH) ขนาดใหญ่ โดยการขึ้นบิลบอร์ดกว่า 100 จุดทั่วกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ย่านธุรกิจ เส้นทางหลัก ไปจนถึงพื้นที่ที่ประชาชนออกมาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมในแต่ละวัน โดยข้อความที่ปรากฏบนบิลบอร์ด สะท้อน “ความยาก” ในชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในมิติที่แตกต่างกัน เช่น

พรรคประชาชน

อยู่กรุงเทพฯ พาแม่ไปหาหมอ ยากมั้ย? 

อยู่กรุงเทพฯ กลับบ้านตอนเย็น ยากมั้ย?

อยู่กรุงเทพฯ  เก็บเงิน ยากมั้ย?

อยู่กรุงเทพฯ  ค้าขาย ยากมั้ย?

อยู่กรุงเทพฯ  เดินคนเดียวกลางคืน ยากมั้ย?

อยู่กรุงเทพฯ  หายใจ ยากมั้ย?

อยู่กรุงเทพฯ  เลี้ยงลูก ยากมั้ย?

อยู่กรุงเทพฯ  อยากสุขภาพดี ยากมั้ย?

พรรคประชาชน

แคมเปญนี้ต้องการเชิญชวนให้คนกรุงเทพฯ หยุดและคิดถึงความยากในชีวิตประจำวันที่หลายคนอาจคุ้นชินจนไม่ทันตั้งคำถาม พร้อมทิ้งท้ายด้วยข้อความ “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” เพื่อเชิญชวนให้จินตนาการถึงกรุงเทพฯ ที่ง่ายกว่านี้สำหรับประชาชน หากมีผู้ว่า กทม. และ ทีม ส.ก. จากพรรคประชาชน เข้าไปขับเคลื่อนงานร่วมกัน 

ทั้งนี้ พรรคประชาชนจะจัดงานเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน ในวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 ห้อง The Mitr-ting Room

พรรคประชาชน
พรรคประชาชน
พรรคประชาชน
พรรคประชาชน

ศธ. ย้ำชัด ทุกโรงเรียน ต้องลดภาระผู้ปกครองทันที ไม่มีข้อยกเว้น

ศธ. ย้ำชัด ทุกโรงเรียน ต้องลดภาระผู้ปกครองทันที ไม่มีข้อยกเว้น

ศธ. ย้ำชัด ทุกโรงเรียน ต้องลดภาระผู้ปกครองทันที ไม่มีข้อยกเว้น

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

ศธ. “ย้ำชัดทุกโรงเรียนต้องลดภาระผู้ปกครองทันที” ออกมาตรการเข้ม ไม่มีข้อยกเว้น เดินหน้าจากความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริงทั่วประเทศ 

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569  กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกระดับนโยบาย “ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง” อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมเร่งขับเคลื่อนจาก “ความร่วมมือ” สู่ “การปฏิบัติจริง” หลังพบว่ายังมีบางสถานศึกษาที่ยังไม่ดำเนินการตามแนวทางที่ได้ขอความร่วมมือไปก่อนหน้านี้ 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดอมรินทราราม ว่า จากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและส่งผลกระทบต่อครัวเรือนทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการ “ลดภาระผู้ปกครอง” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศให้พิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามพบว่า แม้หลายโรงเรียนได้ตอบรับและดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีบางแห่งที่ยังไม่ได้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ทำให้ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย หรือจำเป็นต้องติดตามสอบถามด้วยตนเอง 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

“กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจดีว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาคือหนึ่งในความกังวลหลักของผู้ปกครองในเวลานี้ เราไม่ต้องการให้ความร่วมมือเป็นเพียงแนวทางเชิงขอร้องอีกต่อไป แต่ต้องเกิดผลจริงในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว และว่า  

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศเพิ่มเติม กำหนดมาตรการสำคัญ 2 ด้านหลัก พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้ 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

มาตรการที่ 1 ลดค่าใช้จ่ายทันที ปรับระเบียบให้สอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ ยกระดับจากการ “ขอความร่วมมือ” เป็น “แนวทางปฏิบัติ” ที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ โดยเน้นลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ได้แก่ 

ชุดนักเรียน  อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน ส่งเสริมให้สถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวันสวมใส่ชุดพละหรือชุดสุภาพ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดซื้อชุดใหม่ 

ชุดลูกเสือ–เนตรนารี ไม่บังคับจัดซื้อชุดเต็มรูปแบบ โดยสามารถใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ 

กระเป๋าและรองเท้า เปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความสุภาพ ความเหมาะสม และการใช้งานจริง การปักชื่อเครื่องแบบนักเรียน ปรับจากการปักชื่อ–นามสกุลเต็ม เป็นการใช้อักษรย่อของสถานศึกษา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มอายุการใช้งาน และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การบริหารจัดการระดับสถานศึกษา มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแบบมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามบริบทของพื้นที่ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและผู้ปกครอง 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

มาตรการที่ 2 จัดหาอุปกรณ์การเรียน “ราคาควบคุม” เพิ่มทางเลือก ลดค่าใช้จ่ายจริงกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดหาและกระจาย หนังสือเรียน แบบเรียน เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นในราคาควบคุม เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม เข้มมาตรการติดตามผล เน้น “ทุกโรงเรียนต้องเกิดผลจริง” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาโดยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง การรายงานผลจากหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ การเปิดช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองโดยตรง หากพบว่าสถานศึกษาใดยังไม่ดำเนินการตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งเข้าไปหารือ แก้ไข และกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดในทันที 

รมว.ศธ. กล่าวย้ำว่า  “มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่ทุกครอบครัวกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ เราจะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า ระบบการศึกษาจะไม่สร้างภาระเพิ่มเติม แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเขา”

ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

ณัฏฐ์ชนน สวน เท้ง หงาย คนในพรรคมีแต่สีดำมะเมี่ยม ทั้งคดีทางเพศ ยาเสพติด พนันออนไลน์

ณัฏฐ์ชนน สวน เท้ง หงาย  คนในพรรคมีแต่สีดำมะเมี่ยม ทั้งคดีทางเพศ ยาเสพติด พนันออนไลน์

ณัฏฐ์ชนน สวน เท้ง หงาย คนในพรรคมีแต่สีดำมะเมี่ยม ทั้งคดีทางเพศ ยาเสพติด พนันออนไลน์

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

“ณัฏฐ์ชนน” สวนกลับ “หัวหน้าเท้ง” ระราน “พิพัฒน์” ถาม รับผิดชอบอะไร เอาคนดำมะเมี่ยม มาลงสมัคร สส.

วันที่ 2 พ.ค.2569 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ โฆษกพรรคภูมิใจไทย สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่มาระรานให้ปลด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เพราะรู้จักกับเสี่ยตือ ว่า เป็นเรื่องพิลึก ที่ฝ่ายค้านที่อวดอ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ มาพูดเรื่องแบบนี้  เพราะพรรคประชาชน มีคนในพรรคที่เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมี สส.ที่มีปัญหาอย่าว่าแต่สีเทาเลย เป็นสีดำ จำนวนมาก

ณัฏฐ์ชนน

“พฤติกรรมคนของพรรคประชาชน คนรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง  มีทั้งเรื่องการคุกคามทางเพศ ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกายสตรี ข่มขืนกระทำชำเรา พฤติกรรมค้ายาเสพติด  ฟอกเงินขบวนการยาเสพติด พฤติกรรมเกี่ยวข้องกับธุรกิจพนันออนไลน์ ไม่ได้เรียกว่าแค่ทุนเทา แต่คือสีดำมะเมี่ยม ไม่เห็นมีคนพรรคประชาชน จะออกมารับผิดชอบด้วยการลาออก” นายณัฏฐ์ชนน กล่าว

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า กรณีที่คนรู้จักกัน ไม่ใช่ว่าไปร่วมสนับสนุนในการกระทำผิด ไม่ได้มีพฤติกรรมไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทำไมต้องออกมาเรียกร้องให้ปลดออก กลับกันที่นำคนสีดำมะเมี่ยม วัยรุ่นตั้งตัว มาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งที่กฎหมายให้ผู้บริหารพรรคพิจารณา มีการอนุมติ ลงลายมือชื่อชัดเจน ไม่เห็นหัวหน้าเท้ง และพรรคพวก จะออกมาแสดงความรับผิดชอบอะไรกับสังคม

ณัฏฐ์ชนน

เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

“เรืองไกร” ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” ฟังขึ้นตามกฎหมาย ย้ำคดีอาญาต้องไร้ข้อสงสัย-เทียบกรณี ศาล รธน.ฟัน “ยิ่งลักษณ์”  หลุดนายกฯ แต่รอดคดีอาญา

วันนี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ให้ความเห็นกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องเอาผิด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีถูกกล่าวหาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ไว้ในรายการ “คม ชัด ลึก” ระบุ ออกอากาศวันที่ 23 เมษายน 2569 ว่า 

เรืองไกร

จากคำชี้แจงและเอกสารของ ป.ป.ช. ที่เปิดเผยออกมา ถือว่าอธิบายได้ฟังขึ้น และมีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังอย่างละเอียด โดยเฉพาะบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อเนื่องหลายครั้ง ซึ่งมีความสอดคล้องกัน รวมถึงกรณีการขายที่ดินหลายแปลงที่มีการแสดงข้อมูลตรงกัน

นายเรืองไกร ระบุว่า แม้ ป.ป.ช. จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย แต่การพิจารณาขององค์กรต้องอยู่บนฐานอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และเมื่อมีการแถลงอย่างเป็นทางการ ก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างคำพิพากษาของศาลในคดีของ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี ที่สะท้อนว่า คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้ผูกพันให้ศาลอาญาต้องวินิจฉัยตามทั้งหมด เนื่องจากเป็น “คนละประเด็น” กัน

“คำวินิจฉัยเรื่องสถานะความเป็นรัฐมนตรี กับความผิดทางอาญา เป็นคนละเรื่องกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความผิดทางอาญาโดยอัตโนมัติ” นายเรืองไกร กล่าว

ทั้งนี้ ได้อธิบายว่า คดีอาญามีมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มข้นกว่า โดยต้อง ปราศจากข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง หากยังมีข้อสงสัย ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ผู้ถูกกล่าวหา แตกต่างจากคดีด้านคุณสมบัติหรือจริยธรรม ซึ่งใช้เกณฑ์พิจารณาอีกแบบหนึ่ง

นายเรืองไกร ยังชี้ว่า กรณีของ นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ป.ป.ช. พิจารณาในประเด็น “การจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาให้ได้ชัดเจน หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถส่งฟ้องคดีอาญาได้ เพราะอาจถูกอัยการตีกลับ หรือศาลยกฟ้องในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม นายเรืองไกร ระบุว่า ประเด็นด้าน “จริยธรรม” ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง และอาจมีผลแตกต่างจากคดีอาญาได้

ท้ายที่สุด ได้เน้นย้ำว่า หากสังคมไม่เห็นด้วยกับมติของ ป.ป.ช. สามารถใช้ช่องทางตามกฎหมายในการตรวจสอบหรือร้องเรียนได้ แต่ไม่ควรตัดสินโดยใช้อารมณ์ พร้อมเตือนว่า หากจะรื้อคดีลักษณะนี้ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน กับคดีอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม 

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

’วรชัย‘ เผย เสื้อแดงนัดรวมตัวเย็น 10 พ.ค. รอรับ ‘ทักษิณ’ หน้าเรือนจำ 

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวกรณีนายทักษิณ ชินวัน อดีตนายกฯ จะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค. คนเสื้อแดงจะให้การต้อนรับอย่างไรว่า คนเสื้อแดงจะมีการรวมตัวให้กำลังใจนายทักษิณตลอดทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว โดยวันที่ 11 พ.ค.จะมีการจัดกิจกรรมพิเศษเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พ.ค. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือเรือนจำคลองเปรม จะมีการนัดรวมตัวคนเสื้อแดง เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนายทักษิณออกจากเรือนจำในช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค. โดยเย็นวันนั้นจะมีการทานอาหารเย็นร่วมกัน และจัดเวทีเสวนาของคนเสื้อแดงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในบ้านเมือง ว่าเราได้ทำอะไรกันเพื่อบ้านเมืองเพื่อประชาธิปไตยกันบ้าง คาดว่าจะมีคนเสื้อแดงรวมตัวหลักพันคนขึ้นไป จึงขอเชิญชวนพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม มาให้กำลังใจรอรับนายทักษิณ ที่เป็นอดีตนายกฯ ซึ่งทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากที่สุด และถูกกระทำมากที่สุด และไม่ได้รับความยุติอธรรมมากที่สุด 

วรชัย เหมะ

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่าหลังได้รับการพักโทษ นายทักษิณควรวางมือทางการเมือง นายวรชัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ คนที่เหมาะสมจะนำความคิดและประสบการณ์จากการอยู่ต่างประเทศมานานเข้ามาช่วยแก้ไขวิกฤตประเทศ ไม่ว่าจะน้ำมัน สงครามเย็น และสงครามเศรษฐกิจคือนายทักษิณ เพราะมีประสบการณ์ ความสามารถและคอนเน็กชั่นมากที่สุด แต่วันนี้ฝ่ายอนุรักษ์อาจมองว่านายทักษิณควรหยุด ควรพอได้แล้ว แต่บ้านเมืองไม่ใช่พอแล้วหรือไม่พอ วันนี้บ้านเมืองกำลังเจอวิกฤตที่ต้องเอาคนอย่างนายทักษิณมาช่วย วิกฤตปี 40 นายทักษิณทำให้เห็นสำเร็จมาแล้ว แต่หากนายทักษิณจะคิดจะทำอย่างไรก็เป็นสิทธิของท่าน ความเป็นจริงการเมืองไม่ใช่เรื่องจำกัดสิทธิ แต่อยู่ที่ว่าคนๆ นั้นยังมีความรู้ที่จะช่วยประเทศชาติและประชาชนอย่างไร สถานการณ์ขณะนี้ตนเห็นว่านายทักษิณควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตประเทศ อาจจะเป็นเพียงการเสนอความเห็นในที่สาธารณะแล้วคนมีหน้าที่หยิบไปใช้ก็เพียงพอ แต่ส่วนตัวมองประเทศไทยควรนำประสบการณ์วิธีคิดของนายทักษิณมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 

เมื่อถามว่าการได้รับพักโทษของนายทักษิณ จะมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายวรชัย กล่าวว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ที่เป็นคนใหม่ คนมีความรู้ความสามารถและเป็นคนเก่ง ถ้าได้คนอย่างนายทักษิณที่มีประสบการณ์มาช่วยเสริม ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมกลับมาได้อย่างแน่นอน

วรชัย เหมะ

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความวิเคราะห์เจาะลึกกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดอดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง อย่างละเอียด โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์! ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด “สุภา ปิยะจิตติ” กรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป รัฐเสียหายหมื่นล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมาก เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากชี้มูลความผิดอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ (เคยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แต่ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งนี้แล้ว) ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐมหาศาล วันนี้เราจะมาสรุปข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ปมขัดแย้งทางกฎหมายในคดีนี้กันครับ 

วัส ติงสมิตร

1. ย้อนรอยข้อเท็จจริง: มหากาพย์ภาษีหุ้นชินคอร์ป (พ.ศ. 2552 – 2568) ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การชี้มูลความผิด มีดังนี้

จุดเริ่มต้นการประเมิน (2552): กรมสรรพากรประเมินภาษี นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร จากการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ 

ศาลภาษีสั่งเพิกถอน (2553): ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน โดยมองว่าทั้งสองเป็นเพียง “ตัวแทน” (Nominee) ของนายทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น

เสียงทัดทานจากระดับปฏิบัติการ: นิติกรและอัยการในขณะนั้นเห็นว่า “ควรต้องอุทธรณ์” เพราะตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 61 เจ้าพนักงานมีอำนาจเก็บภาษีจากผู้ที่มีชื่อในเอกสารสำคัญได้ทันที และคดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีอาญาของศาลฎีกาฯ 

การสั่งการที่ผิดปกติ (2 พ.ค. 2554): แม้จะมีระเบียบกระทรวงการคลัง (ว 44) กำหนดว่าคดีที่มีทุนทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท ต้องยื่นอุทธรณ์ไว้ก่อนเพื่อรักษาประโยชน์รัฐ แต่ น.ส.สุภา กลับลงนามรับทราบการไม่อุทธรณ์ และสั่งให้ไปไล่เบี้ยภาษีกับนายทักษิณแทน ทำให้คดีของลูกๆ นายทักษิณถึงที่สุดทันที

การไล่เบี้ยที่ยากลำบาก (2560 – 2568): กรมสรรพากรเปลี่ยนไปประเมินภาษีนายทักษิณเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 จนกระทั่งปี 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 6890/2568 ให้ยกฟ้องนายทักษิณ (หมายความว่าการประเมินของรัฐชอบด้วยกฎหมาย นายทักษิณต้องจ่าย)

บทสรุปที่น่าเจ็บปวด: แม้รัฐจะชนะคดีในท้ายที่สุด แต่ปัจจุบันกลับบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ เท่านั้น! และคดีกำลังจะขาดอายุความบังคับคดีในเร็วๆ นี้ ทำให้รัฐแทบไม่ได้เงินภาษีที่ควรจะได้เลย

วัส ติงสมิตร

2. วิเคราะห์ความผิด: ทำไม ป.ป.ช. ถึงชี้มูล “สุภา ปิยะจิตติ”? คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 4:3 วิเคราะห์พฤติการณ์ความผิดออกเป็น 3 ประเด็นหลัก

การฝ่าฝืนระเบียบ ว 44 (วินัยเงินคลัง) ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง น.ส.สุภา มีหน้าที่รักษาวินัยการเงินการคลัง แต่กลับละเลยไม่ปฏิบัติตามหนังสือเวียน ว 44 ซึ่งเป็น “กฎ” บังคับให้ต้องอุทธรณ์คดีมูลค่าสูงไว้ก่อน การไม่อุทธรณ์ถือเป็นการตัดโอกาสของรัฐในการสู้คดีตั้งแต่ต้น

การละเลยมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร น.ส.สุภา ทราบดีว่ามีข้อกฎหมายมาตรา 61 ที่ให้อำนาจเก็บภาษีจากผู้มีชื่อในหุ้น (Nominee) ได้ และศาลฎีกาฯ ก็เคยมีบรรทัดฐานรองรับไว้ แต่กลับไม่หยิบยกประเด็นนี้มาสู้อุทธรณ์ในคดีเดิม (คดีลูก) แต่กลับเลือกไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับนายทักษิณ (คดีพ่อ) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก

การสร้างความเสียหาย “เชิงประจักษ์” ต่อรัฐ ป.ป.ช. มองว่าความเสียหายเกิดขึ้น “ทันที” เมื่อไม่มีการอุทธรณ์ เพราะ 1.รัฐสูญเสียสิทธิในการได้รับเงินภาษีจากนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา (ซึ่งมีตัวตนและทรัพย์สินในขณะนั้น) 2. การไปเก็บจากนายทักษิณภายหลังพิสูจน์แล้วว่า “ล้มเหลว” เพราะเก็บได้เพียงเศษเสี้ยว (50 ล้าน จาก 1.7 หมื่นล้าน) การกระทำนี้จึงเป็นการสร้างภาระและคดีความที่ยืดเยื้อให้รัฐโดยไม่จำเป็น

ฐานความผิดที่ถูกชี้มูล ความผิดนี้ถือว่าร้ายแรงทั้งทางอาญาและวินัย มา ตรา 154 (อาญา) เจ้าพนักงานหน้าที่เก็บภาษี กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีมิต้องเสียภาษีหรือเสียน้อยลง มาตรา 157 (อาญา): ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ/ทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ วินัยร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

บทสรุปและข้อสังเกต มติครั้งนี้ถือว่าสูสีมากที่ 4 ต่อ 3 เสียง โดยหนึ่งในกรรมการ (นายประภาศ คงเอียด) ได้ขอถอนตัวเนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนต่อไป สำนวนจะถูกส่งไปยัง พนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถือเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการระดับสูง ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อการรักษาผลประโยชน์มหาศาลของแผ่นดิน

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

2/5/69

#ภาษีหุ้นชินคอร์ป #ปปช #สุภาปิยะจิตติ #ทุจริตคอร์รัปชัน #กฎหมายภาษี #ประมวลรัษฎากร #วินัยการเงินการคลัง #ข่าวการเมือง #ประเทศไทย #วัสติงสมิตร”

วัส ติงสมิตร

ไม่นานหลังจากที่ นายวัส ติงสมิตร โพสต์บทวิเคราะห์เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ดังกล่าวลงมา ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม เช่น

“ในกรณีที่นายทักษิณยังชำระไม่ครบ เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องทำอย่างไร และหากไม่มีการเรียกเก็บให้ครบ ปัจจุบันใครต้องรับผิดชอบ และใครต้องบังคับใช้กฏหมาย”

“มีการยึดทรัพย์กันจริงบ้างไหมครับอาจารย์คดีแบบนี้”

“ท่านสุภาเล่นตามเนื้อผ้าในขณะนั้น มาถึงวันนี้สีในองค์กรเปลี่ยนสี”

“ขออนุญาตแชร์/เพื่อความนู้ครับอาจารย์”

“ประชาชนเขาคงไม่สนใจเกมส์อำนาจแล้ว. ใครอยากทำไรกันก็ทำไปเถอะครับ. หากินเงียบปากเงียบเสียง อยู่ใต้การปกครองอย่างอดทนดีกว่าหาเรื่องใส่ตัวให้เดือดร้อน. อุดมการณ์ที่สอนๆกันมาทั้งใน ร.ร. ใน มหาวิทยาลัย ในวิชาชีพงาน น่าจะแค่ตัวอักษรณ์หลอกลวงเด็กๆบ้านนอกให้ดูมีความหวังมากกว่า”

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเกี่ยวกับ ปฏิบัติภารกิจร่วมงาน คิก ออฟ การจำหน่ายสินค้า ไทยช่วยไทย ที่ตลาดบางใหญ้ จังหวัดนนทบุรี โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เมื่อวานนี้ (1 พฤษภาคม 2569) ปฏิบัติภารกิจร่วมงาน “คิก ออฟ” การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ จังหวัดนนทบุรี นับเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น หลังจากที่เราเดินหน้าโครงการสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ มาอย่างต่อเนื่องค่ะ

เริ่มจากเฟสแรก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ปูพรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดไปแล้วกว่า 300 จุดทั่วประเทศ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

จากนั้นในเฟสที่สอง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เริ่มคัดเลือก จัดหาสินค้าเอสเอ็มอี มาวางจำหน่ายบน 6 แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือฟรีค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งการขาย (GP) และในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้จัดค่าขนส่งฟรีและมอบคูปองส่วนลด 100 บาทให้ผู้บริโภคจำนวน 5 แสนใบ เพื่อช่วยโปรโมทสินค้าเอสเอ็มอี

วันที่ 30 เมษายน 2569 เริ่มโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ แบ็ค ทู สคูล ช่วยดูแลเรื่องชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

และล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดำเนินการขยายการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ที่ว่าการอำเภอเป็นจุดจำหน่ายสินค้า ในทุกๆ วันศุกร์ พร้อมกับเพิ่มจุดจำหน่ายและกระจายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศจำนวน 122 จุด ก่อนที่จะขยายให้ครอบคลุมไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ

ถึงตรงนี้ อยากชวนมองโครงการ “ไทยช่วยไทย” แบบต่อจิ๊กซอว์ทีละจุด แล้วมองเป็นภาพใหญ่ค่ะว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ไม่ใช่แค่แคมเปญระยะสั้น ที่แค่จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแล้ว “จบ” เท่านั้น เพราะ “ไทยช่วยไทย” ที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ “หัวใจ” สำคัญ คือ เราต้องการดูแลเรื่องการลดค่าครองชีพให้คนไทยในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วยการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ราคาประหยัด เพื่อเป็น “ทางเลือก” ให้ทุกคน และในขณะเดียวกันเรายังมองไปข้างหน้า เพื่อที่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้สินค้าเอสเอ็มอี สินค้าชุมชน สินค้าเกษตร รวมถึงสร้างทักษะการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เราเน้นให้มีการกระจายอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ แบบบูรณาการ ด้วยการประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการจำหน่ายสินค้าผ่านที่ว่าการอำเภอ ทำงานร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการจำหน่ายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทย และผนึกความร่วมมือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนนำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

หลังจากนี้เรามีแผนที่จะเตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ ขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพิ่มขึ้นอีก โดยการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (มาตรฐาน อย.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (มาตรฐาน มอก.) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ที่สำคัญเราไม่ละเลยในการดูแลสมดุลกลไกการตลาดทั้งระบบ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ชุมชน ทุกกลุ่มต่างมีส่วนร่วมและสนับสนุนพึ่งพากันทั้งระบบ รายเล็กอยู่รอด รายใหญ่อยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง และพี่น้องประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง นั่นคือ หัวใจของ “ไทยช่วยไทย” ที่แท้จริงค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

2 พฤษภาคม 2569″

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภายหลังจากโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดกันอย่างล้นหลาม เช่น

“เดินหน้าค่ะ สายสนับสนุนยังอยู่ตรงนี้ค่ะ”

“เก่งอยู่แล้ว สู้ๆ ค่าาาา”

“เป็นกำลังใจให้นะคะ”

“ส่งหนึ่งกำลังใจเล็กๆ ให้คุณศุภจี สู้ๆ นะคะ”

“เป็นกำลังใจและพร้อมจะช่วยในทุกทางเพื่อประเทศไทยนะคะ #ทีมประเทศไทย”

“สินค้าป้ายไทยช่วยไทยลดเยอะจริง เดินดูในบิ๊กซีแล้วสินค้าไม่ใช่กะโหลกกะลานะ เช่นข้าวหอมมะลิ100% 5กิโลเหลือประมาณ 160 ยังมีสินค้าอื่นๆอีกถือว่าดีเลยครับ เอาใจช่วยครับ”

“ทำเพื่อประชาชนในยามวิกฤตพลังงานทั่วโลก ดีแล้วครับพี่แต๋ม”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun