‘เลขาฯ กตต.’ยอมรับตัวอย่างบัตรประชามติอาจมีข้อความตกหล่น โบ้ยทุกตัวอักษรมาจากครม.

'เลขาฯ กตต.'ยอมรับตัวอย่างบัตรประชามติอาจมีข้อความตกหล่น โบ้ยทุกตัวอักษรมาจากครม.

‘เลขาฯ กตต.’ยอมรับตัวอย่างบัตรประชามติอาจมีข้อความตกหล่น โบ้ยทุกตัวอักษรมาจากครม.

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

‘เลขาธิการ กกต.’รับตัวอย่างบัตรประชามติในเอกสารส่งเจ้าบ้าน อาจผิดพลาดมีข้อความตกหล่น  เผยทุกตัวอักษรมาจากครม.ไม่ใช่กกต. ระบุพรรคการเมือง-ประชาชนแสดงความเห็นทำประชามติได้ เป็นเสรีภาพ แต่อย่าขัดกม.

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าในเอกสารข้อมูลประชามติที่ส่งถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ภาพตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติมีการระบุข้อความเพียงว่าให้ทำเครื่องหมายเพียงเครื่องหมายเดียว ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่า ในความเป็นจริงต้องใช้เครื่องหมายกากบาทเพียงเครื่องหมายเดียว ซึ่งเราต้องประชาสัมพันธ์ให้เกิดความชัดเจนยอมรับว่า อาจจะเกิดการตกหล่นผิดพลาด ดังนั้นจึงต้องประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้เพิ่ม ซึ่งการประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติทางพรรคการเมืองสามารถทำได้ เพราะอย่างน้อยวันออกเสียงประชามติก็เป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง  

แต่ที่กังวลคือสาระสำคัญที่ประชาชนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะเป็นเรื่องเนื้อหาที่ต้องทำความเข้าใจไม่เหมือนกับการเลือกสส.อยู่ที่ว่าเราชอบนิยมใคร โดยเอกสารประชามติกกต. ได้จัดส่งให้เจ้าบ้านแล้วจำนวน 31 หน้า ซึ่งเนื้อหาในเอกสารเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีส่งมาทุกตัวหนังสือ มีข้อดี ข้อเสีย มีองค์ประกอบตามกฎหมาย 5 ข้อ ตามมาตรา 15 พ.ร.ป.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ให้ กกต. มีหน้าที่แค่พิมพ์และเผยแพร่เท่านั้น ซึ่งในวันเลือกตั้งกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ก็ไม่สามารถชี้นำผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ว่าจะต้องออกเสียงอย่างไร มีหน้าที่แค่อำนวยความสะดวกเท่านั้น

ส่วนกรณีที่ผู้สมัคร สส.ออกมาแนะนำวิธีการไปใช้สิทธิประชามติถือเป็นการชี้นำหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เรื่องประชามติ มี 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นหนังสือที่คณะรัฐมนตรีส่งมาให้ กกต.เพื่อนำส่งไปยังเจ้าบ้านให้รับทราบ ส่วนที่ 2 คือ การแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นการจัดเวทีระหว่างผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และส่วนที่ 3 การรณรงค์ คือ สิ่งที่บอกความต้องการที่อยากให้สำเร็จ หรือเห็นชอบไม่เห็นชอบ ให้เหตุผลทำได้ ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถประกาศจุดยืนของตนเองในการเห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติได้ เพียงแต่อย่าให้ขัดกฎหมาย หรือข้อความเป็นเท็จ หลอกลวง ซึ่งทำในลักษณะชักจูงได้ การรณรงค์ก็คือการชักจูงอย่างหนึ่งรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิ์ ให้เห็นชอบหรือเห็นชอบ

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จุดผิดพลาดร้ายแรง! ‘สมชัย’จี้’กกต.’รีบแจงปม’บัตรออกเสียงประชามติ)

นักเขียนดัง กางข้อมูลจัดซื้อ F-16 ถึง กริพเพน ตอกกลับนักการเมืองเคลมผลงาน

นักเขียนดัง กางข้อมูลจัดซื้อ F-16 ถึง กริพเพน  ตอกกลับนักการเมืองเคลมผลงาน

นักเขียนดัง กางข้อมูลจัดซื้อ F-16 ถึง กริพเพน ตอกกลับนักการเมืองเคลมผลงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

วันที่ 8 มกราคม 2568 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า  วันนี้ มีความพยายามของนักการเมืองสีหนึ่ง
ที่ลุกลี้ลุกลน ออกมาอธิบายว่า พวกตนคือคนที่สนับสนุนทหารอย่างเต็มที่ และยังติดหล่มน้ำลาย ไปไกลถึงว่า ..
ที่ไทยสามารถเอาชนะเขมรได้ ก็เพราะพวกเราสนับสนุนให้ซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน ไปวางไข่
ว้าว . ช่างความกล้าพูดแบบนั้น ขนลุกว่ะ

มาดูข้อมูลจริงกัน . เอาเฉพาะเครื่องบินที่ปรากฏเป็นข่าวสงครามชายแดนไทย กัมพูชา
☆ เครื่องบิน F.16 . สั่งซื้อในสมัยพลเอก.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี ล็อตแรก 12 ลำ .. แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนตามกาลเวลา ปัจจุบันมี 53 ลำ 
(อาจมีบางลำที่ต้องซ่อม หรือปลดประจำการ)
☆ เครื่องบิน Gippen สั่งซื้อในสมัย พลเอก.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี  สั่งซื้อ 12 ลำ . ตกไป 1 เหลือใช้งานในปัจจุบัน 11 ลำ
และกำลังจัดหาเพิ่มอีก 12 ลำ . เพื่อทดแทน F.16 ที่ทยอยปลดประจำการตามอายุ

ส่วน “เรือมหาประลัยปลาทู” . ยังไม่ปรากฏบริษัทไหนในโลกจัดสร้าง  
/ อาจต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้การคิดค้น “ไฮเปอร์ลูป” ของนักการเมืองที่ร้องเพลงเพี้ยน ทำมันให้สำเร็จก่อน
จากนั้นก็เอา > ไฮเปอร์ลูปมาผสมกับเรือประมง . ตอนนั้นแหละไทยก็จะเป็นมหาอำนาจทางทะเลของโลก
ถ้า > ถึงต้องนั้น .. ถ้าพวกเขาชาวส้ม จะเคลมว่าเป็นผลงานของพวกเขา .. เราก็จะยอมรับ โดยไม่เถียงแม้แต่ครึ่งคำ
ตอนนั้น ถ้าพวกคุณตดออกมา เราก็จะชมว่า หอม
….
แต่วันนี้ .. 
พวกคุณมาโอดโอยว่า ไม่ได้ด้อยค่าทหาร แต่ทุกคำพูดที่พวกคุณ “สนุกปาก” ไม่ใช่แค่ด้อยค่า
แต่คือการ “เหยียด” ทหารอย่างชัดเจน
เป็นเหตุให้ทุกวันนี้ . เมื่อเดินหาเสียงในตลาด จึงเกิดคำถามว่า 
#ด้อยค่าทหารทำไม 
#หยามหมิ่นในหลวงทำไม 
#ขายชาติหรือเปล่า  
#มาตรา112_เกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจ
ขอสนับสนุนคำถามเช่นนี้ ถามต่อไป ถามทุกวัน
และต้องอดทนฟัง คำตะแบง คำแก้ตัว ของพวกเขาด้วยความใจเย็น
กรุณายิ้มมุมปากให้กับผู้สมัครของเขาด้วย

อุ่นเครื่องวันเด็ก ‘ลุงหนู’เปิดตึกไทยคู่ฟ้า ถ่ายรูป-เซลฟี่เด็กๆ

อุ่นเครื่องวันเด็ก 'ลุงหนู'เปิดตึกไทยคู่ฟ้า ถ่ายรูป-เซลฟี่เด็กๆ

อุ่นเครื่องวันเด็ก ‘ลุงหนู’เปิดตึกไทยคู่ฟ้า ถ่ายรูป-เซลฟี่เด็กๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

อุ่นเครื่องวันเด็ก ‘ลุงหนู’ เปิดตึกไทยคู่ฟ้า ถ่ายรูป-เซลฟี่เด็ก-เยาวชน บอกขอตั้งใจเรียน-เรียนเก่งๆ

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 12.40 น. ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจด้านนอกทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อนายกฯ เดินทางถึงเด็กและเยาวชน พร้อมด้วยผู้ปกครองที่มาร่วมงานมอบโล่รางวัลให้เด็กและเยาวชนดีเด่นในช่วงเช้า ที่ยังคงถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับสถานที่ โดยเด็กๆ เรียก “ลุงอนุทิน” ให้มาถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งนายกฯ ได้เดินตรงไปยังเด็กและเยาวชนดีเด่น ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เด็กๆส่งเสียงกรี๊ดดีใจ ที่ได้ถ่ายรูปกับนายกฯ

ก่อนที่จะเดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้า และเรียกเด็กๆเข้าไปถ่ายภาพที่บริเวณบันได ด้านในโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายกฯ บอกว่า “ขอให้เด็กตั้งใจเรียน เรียนเก่งๆ” ก่อนที่นายกฯจะเซ็นชื่อลงบนเกียรติบัตร พร้อมถ่ายภาพเซลฟี่ และบอกอีกว่า “เดี๋ยวเจอกันวันเสาร์”

ปชน.เปิดตัว’ณัฐยา บุญภักดี’ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก-เยาวชน-ครอบครัว

ปชน.เปิดตัว'ณัฐยา บุญภักดี' ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก-เยาวชน-ครอบครัว

ปชน.เปิดตัว’ณัฐยา บุญภักดี’ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก-เยาวชน-ครอบครัว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความระบุว่า ความมั่นคงของมนุษย์คือการมีเวลาคุณภาพ เกิด แก่ ตาย อย่างมีศักดิ์ศรี
.
ความฝันธรรมดาของคนธรรมดาแบบเรา คือ ทุกเช้าอยากตื่นขึ้นมาทำงานที่ตอบโจทย์ life commitment ส่วนตัว นั่นคือ การร่วมสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรม เด็ก เยาวชน คนทุกเพศทุกวัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเสมอหน้ากัน
.
การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. ซึ่งทำงานมาร่วม 8 ปี เพื่อก้าวเข้าสู่สนามการเมืองที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง
.
ดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งใหญ่
.
แต่อะไรทำให้ตัดสินใจเช่นนี้ วันนี้จะขอเล่าให้ฟังค่ะ
.
ปี 2568
เป็นปีที่ครบรอบ 31 ปีเต็มของการทำงานบนเส้นทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต ‘คนตัวเล็ก’ กลุ่มต่างๆ ในสังคม
.
ในช่วงทศวรรษแรกของการทำงาน ผึ้งเริ่มทำงานที่มูลนิธิผู้หญิง มีโอกาสช่วยพี่ๆ ทำโครงการหลากหลาย เช่น งานวิจัยเรื่องการค้ามนุษย์ การหลอกลวงผู้หญิงไทยไปทำงานบริการทางเพศในประเทศต่างๆ โดยช่วยเขียนรายงานวิจัยและนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปรณรงค์ให้เกิดกฎหมายและนโยบายต่างๆ บางช่วงได้รับผิดชอบงานดูแลให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเด็กและผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง เป็นเพื่อนพาไปโรงพยาบาล พาไปแจ้งความ พาขึ้นโรงขึ้นศาล
.
ตอนนั้นอายุยังน้อย แต่ต้องแบกความรู้สึกเจ็บช้ำและไม่ได้รับความเป็นธรรมของผู้เป็นเหยื่อจนเกือบพานจะเกลียดผู้ชายไปเลย กระนั้น แบบแผนของเรื่องราวชีวิตของผู้ประสบปัญหาแต่ละคนทำให้เรามองเห็น ‘โครงสร้างของการกดขี่อย่างเป็นระบบ’ ทำให้เข้าใจว่าทุกคนอาจตกเป็น ‘เหยื่อ’ ของระบบสังคมและวัฒนธรรมที่มองคนไม่เท่ากัน ทำให้มองเห็น ‘รากเหง้า’ ของความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค ในตอนนั้นอินกับคำว่า ‘Emancipation’ มาก และเป็นฐานของการทำงานในช่วงต่อๆ มาด้วย
.
มาถึงช่วงทศวรรษที่ 2
งานหลักคือผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ในช่วงปี 2544-2556 เรียกได้ว่าเป็นการทำงานเพื่อย้อนกลับไปสู่จุดที่ทำให้ผู้หญิงมีอำนาจเหนือร่างกายของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องที่ผู้หญิงมีอำนาจน้อยที่สุดและถูกควบคุมมากที่สุด นั่นก็คือเรื่อง ‘เพศ’
.
การทำงานในช่วงนี้เรียกได้ว่าเปิดโลกไปอีกหลายขั้น เพราะได้เรียนรู้จากชีวิตจริงของผู้คนจำนวนมากจากโครงการที่ทำทั่วประเทศ บทเรียนสำคัญคือการถูกควบคุมเรื่องเพศในมิติต่างๆ นั้น ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้หญิง แต่ยังรวมถึงผู้ชาย LGBTQI+ เด็ก ผู้สูงวัย คนพิการ อีกด้วย เมื่อผนึกกับความเปราะบางในมิติต่างๆ เช่น ชาติพันธุ์ ศาสนา จนถึงแรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้สถานะ ยิ่งทำให้ตกอยู่ในวังวนความยากจนและความทุกข์แบบยากจะหลุดพ้น
.
ในช่วงนี้มีโอกาสได้ร่วมขับเคลื่อนหลายประเด็นปัญหาที่ถูกหมักหมมมานานในสังคม เช่น ความรุนแรงบนฐานเพศภาวะ (gender-based violence) สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ (reproductive rights) ซึ่งรวมประเด็นที่สังคมอ่อนไหวสูง อย่างเช่น ทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม การทำแท้งที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย สิทธิในการเรียนรู้เพศวิถีศึกษารอบด้านของเด็กและเยาวชน สิทธิในการทำงานบริการทางเพศ สิทธิในความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ ฯลฯ
.
นอกจากนั้นยังได้ร่วมขบวนการขับเคลื่อนกฎหมายภาคประชาชนในยุคที่ต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อ ซึ่งทั้งท้าทายและสนุก ผ่านการร่วมรณรงค์ให้แก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เช่น
การปิดช่องโหว่ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ซึ่งเคยเปิดช่องให้สามีข่มขืนภรรยาได้โดยไม่ผิด โดยแก้ไขใหม่ให้การข่มขืนเป็นการกระทำความผิดไม่ว่าจะกระทำต่อบุคคลใด ด้วยการใช้อวัยวะหรืออุปกรณ์ใด รวมถึงการปิดช่องโหว่ของการข่มขืนเด็กโดยอ้างว่าเด็กยินยอม ก็แก้ไขให้เป็นความผิดในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
นอกจากนั้นยังร่วมยกร่างกฎหมายส่งเสริมสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ภาคประชาชน ซึ่งต่อมาเป็นฐานให้สภาปรับปรุงเป็นกฎหมายป้องกันและแก้ไขการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
.
ทศวรรษที่ 3
เป็นการทำงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว เริ่มจากการเป็นเจ้าหน้าที่บริหารแผนงานเยาวชน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA: United Nations Population Fund) ในช่วงปี 2557-2560 และงานสำคัญที่ภาคภูมิใจคือ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) สสส. ในช่วงปี 2561-2568
.
สิบปีสุดท้ายก่อนตัดสินใจทำงานการเมืองจึงเป็นช่วงที่ย้อนกลับไปตั้งต้นที่วัยเด็ก เป้าหมายสุดท้ายของการทำงานคืออยากทำให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ไหนต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเติบโตเต็มศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างเต็มที่
.
แนวคิดในการทำงานคือการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม (Whole Child Development) ไม่แยกส่วนแต่เชื่อมโยงไร้รอยต่อตั้งแต่บ้าน-ลานเล่นอิสระ-ศูนย์เด็กเล็ก-โรงเรียน-สถานพยาบาล-ชุมชน สานกันเป็น ‘นิเวศการเรียนรู้และเติบโต’ ของเด็กทุกช่วงวัย
.
วลีติดปากพวกเราที่ใช้เป็นโมเดลในการทำงานคือ ‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เราสร้างสรรค์โครงการระดับชุมชนที่เสริมพลังให้ ‘คนใน’ ลุกขึ้นมา ‘นำ’ และ ‘ทำงานเพื่อเด็ก’ ด้วยตนเอง โดยรัฐและภาคประชาสังคมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน นี่เป็นหลักคิดแบบ ‘ชุมชนนำ’ หรือ community-led approach ซึ่งเข้ากันได้ดีกับแนวทางกระจายอำนาจและกระจายทรัพยากรสู่ท้องถิ่น
.
ณ วันนี้
เกิดโครงการในชุมชนท้องถิ่นมากกว่า 400 แห่ง ในหลายสิบจังหวัด เช่น ทีมครอบครัวยิ้มระดับชุมชนและจังหวัด ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพ มีแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านเกิดขึ้นกว่า 1,000 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ แพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว หลากหลายหลักสูตร และมีต้นแบบความสำเร็จหลายโมเดลที่พร้อมขยายผลหากหน้าต่างทางนโยบายเปิด
.
เหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เห็นศักยภาพของตัวละครต่างๆ ในระดับพื้นที่ ทั้งภาครัฐ-ท้องถิ่น-เอกชน-ประชาสังคม-ประชาชน ซึ่งสามารถร่วมมือกันทำงานได้อย่างดีภายใต้เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชน
.
แต่ปัญหาที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนานคือ ทุกหน่วยงานต่างติดขัด ต่างคนต่างทำ เพราะระบบราชการทำงานอย่างแยกส่วนเป็นไซโล แม้แต่ในกอง กรม และกระทรวงเดียวกัน
.
หลายคนคงสงสัยว่า ดูเหมือนจะทำงานขับเคลื่อนสังคมมายาวนานหลายประเด็น แล้วทำไมถึงไม่ลงมือทำต่อ ทำไมจึงอยากเปลี่ยนเส้นทางมาสู่การทำงานการเมือง?
.
สารภาพว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น แม้เป็นความงดงามและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจริงในชีวิตผู้คน แต่ก็เป็นเพียงลูกคลื่นเล็กๆ ที่กระทบฝั่งแล้วอาจหายไป
.
ในวันนี้สถานการณ์ทางสังคมย่ำแย่กว่าเดิม ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้าง เด็กของเราไม่น้อยกว่า 70% เติบโตขึ้นในครอบครัวที่ยากจน หนี้สินท่วม เกือบครึ่งไม่มีโอกาสอยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้าเพราะการอพยพย้ายถิ่นหางานทำ คุณภาพการศึกษาเข้าขั้นวิกฤต สะท้อนชัดจากผลการทดสอบทุกแบบ เด็กทยอยหลุดจากระบบการศึกษา ยังไม่นับปัญหายาเสพติด การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การใช้ความรุนแรง ปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราเป็นสังคมสูงวัยที่แก่ก่อนรวย เด็กเกิดน้อยและเต็มไปด้วยปัญหาคุณภาพชีวิตนานาประการ
.
ทั้งหมดนี้หากปล่อยไปก็เหมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รออยู่ไม่ไกล เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้อย่างไร หากโครงการนำร่องนับร้อยนับพันโครงการสร้างบทเรียนแห่งความสำเร็จในระดับพื้นที่แล้ว
สิ่งใดคืออุปสรรคขัดขวางไม่ให้เราหยิบบทเรียนเหล่านั้นไปขยายผลให้เกิดความสำเร็จทั่วประเทศ
.
หากสิ่งนั้นคือเจตจำนงทางการเมือง คำถามคือเราจะต้องรอเจตจำนงทางการเมืองอีกนานเท่าไร
.
และคำตอบสำหรับตัวเองก็คือ
ไม่รอค่ะ
.
เมื่อพรรคประชาชนชักชวนว่าสนใจจะมาร่วมงานกันไหม คำตอบที่ดังในหัวใจจึงดังออกมาข้างนอกด้วย ที่สำคัญที่สุด บทเรียนส่วนตัวที่ตกผลึกจากประสบการณ์การทำงานในสามทศวรรษที่ผ่านมาคือ
การพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างมีคุณภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจาก ‘การเมืองดี’ เราต้องปฏิรูปโครงสร้างการเมือง กระบวนการกำหนดนโยบาย รวมถึงการปฏิรูปรัฐราชการ
เพื่อให้ระบบราชการปรับเปลี่ยนตัวเองไปทำงานแบบข้ามภาคส่วนได้
และร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาชนด้วยเช่นกัน
.
เราไม่สามารถขับเคลื่อนความฝันได้ด้วยระบบการเมืองและรัฐราชการแบบเดิมๆ
.
ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4
ในการทำงานของตัวเองในบทบาทใหม่ ในฐานะคนทำงานด้านการเมืองและนโยบาย ไม่ว่าจะเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือทีมบริหาร จึงมีเรื่องสำคัญที่อยากผลักดันให้สำเร็จอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก เริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 6 ขวบ และสวัสดิการเด็กเล็กจำเป็นจะต้องถ้วนหน้าได้แล้ว เพราะเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ จำเป็นต้องเพิ่มคุณภาพในตัวเด็กตั้งแต่จุดตั้งต้นของชีวิต
.
นอกจากนั้น จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดศูนย์ดูแลเด็กอ่อนที่สอดคล้องกับเวลาเข้าออกงานของผู้เลี้ยงดูหลัก, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพสูงที่ต้องกระจายอย่างทั่วถึง หมดยุคของศูนย์ต้นแบบคุณภาพดีที่มีไม่กี่แห่ง, ลานเล่นอิสระใกล้บ้านทุกชุมชน เพื่อส่งเสริมความสุขและพัฒนาการของเด็ก สร้างเด็กที่มีสุขภาพกายใจแข็งแรง, แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายตามความสนใจของเด็กและวัยรุ่นที่ควรมีอยู่รอบตัว
เพื่อส่งเสริมทักษะในโลกยุคใหม่ และช่วยสร้างฐานที่แข็งแรงของแรงงานทักษะสูงในอนาคต, ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งที่ดำเนินงานโดยภาคประชาสังคมที่เป็นคนของชุมชนในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนากับภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มหลักประกันว่าเด็กและสมาชิกครอบครัวที่มีภาวะเปราะบางจะได้รับการคุ้มครองดูแลไม่ร่วงหล่น, พื้นที่สาธารณะใกล้บ้านเพื่อส่งเสริมการใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว
.
และที่สำคัญ การเพิ่มช่องทางและโอกาสของเด็กและเยาวชนในการมีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของชุมชนและสังคม เพื่อฝึกฝนความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งและลดช่องว่างความไม่เข้าใจระหว่างรุ่น โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้กระบวนการนโยบายมีเด็กและเยาวชนอยู่ในสมการเพิ่มมากขึ้น
.
สุดท้าย โดยส่วนตัวอยากผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบด้วย เพื่อให้เด็กและคนทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
.
ขอกำลังใจให้กับคนทำงานการเมืองหน้าใหม่ด้วยนะคะ
วิธีให้กำลังใจที่ดีที่สุดคือมาร่วมกันทำงานค่ะ จะโดยการให้คำแนะนำ วิพากษ์วิจารณ์ ช่วยทำงานข้อมูลหรืองานวิจัย ช่วยร่างกฎหมาย ช่วยสร้างและประสานเครือข่าย หรือแนะนำคนทำงานตัวจริงเสียงจริงที่ลงมือทำอยู่ให้ไปขอความรู้และร่วมมือกัน ได้หมดเลยค่ะ
.
เพราะเลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านทั้งประเทศนี่คะ ทางนี้จะพยายามเต็มที่ให้ดีที่สุด
.
ณัฐยา บุญภักดี
ผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อ
ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้

– 006

กรงอดีตที่หนีไม่พ้น…เมื่อ’ส้ม’ต้องไล่เหยียบเงาตัวเอง!

กรงอดีตที่หนีไม่พ้น...เมื่อ'ส้ม'ต้องไล่เหยียบเงาตัวเอง!

กรงอดีตที่หนีไม่พ้น…เมื่อ’ส้ม’ต้องไล่เหยียบเงาตัวเอง!

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เดินมาถึงช่วงที่ทุกพรรคต้องเผชิญหน้ากับคนเลือกตั้งในฐานะผู้ขออำนาจ

เวทีหาเสียงรอบนี้ไม่ได้วัดกันแค่ลีลาปราศรัย คำพูดในอดีต การตัดสินใจล่าสุดและรายชื่อบุคคลที่พรรคเลือกนำเสนอ ถูกลากมาวางต่อกันทั้งหมด

ในบรรยากาศแบบนี้ พรรคประชาชน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “พรรคส้ม” กลายเป็นพรรคที่ถูกจับตาหนักเป็นพิเศษ

เพราะพรรคส้มไม่ได้ขอคะแนนในฐานะทางเลือกทดลอง แต่ขอคะแนนในฐานะพรรคที่ประกาศความพร้อมจะมีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศ

หลายปีที่ผ่านมา พรรคส้มสร้างตัวจากการเมืองเชิงโจมตี คำปราศรัย คำอภิปราย โพสต์ และข้อความบนโซเชียล
ที่พาดพิง เสียดสี ดูหมิ่น และลดทอนคุณค่ากองทัพกับทหาร ปรากฏอย่างต่อเนื่องจากบุคคลในพรรคหลายคน

ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ครบ ทั้งข้อความ ทั้งคลิป กลายเป็น Digital Footprint ที่ใครก็ย้อนดูได้

ช่วงเวลานั้น พรรคไม่รีบออกมาห้าม ไม่ชี้แจงว่านี่เป็นความเห็นเฉพาะตัว เพราะถ้อยคำแบบนี้ให้ผลทางการเมือง ปลุกอารมณ์ผู้สนับสนุน และขีดเส้นแบ่งทางความคิดให้ชัดขึ้น

แต่เมื่อการเมืองเข้าสู่ช่วงขอคะแนน
เมื่อทุกคะแนนในคูหามีน้ำหนัก คำพูดชุดเดิมกลับถูกปฏิเสธทันที ไม่เคยพูด ไม่เคยมี ไม่ใช่ท่าทีของพรรค และไม่เกี่ยวกับนโยบาย

ทั้งที่หลักฐานยังอยู่ครบ และคนพูดยังขึ้นเวทีในนามพรรคส้ม

ความอึดอัดของสถานการณ์อยู่ตรงการจัดการกับอดีต ไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนความคิด แต่เป็นการทำเหมือนความทรงจำสาธารณะหายไป

ในสนามเลือกตั้ง วิธีหนีอดีตแบบนี้ยิ่งทำให้คำถามค้างคา

ท่ามกลางแรงกดดัน พรรคส้มเลือกเดินหมากใหญ่ เปิดตัวทีมบริหารล่วงหน้า
เพื่อเปลี่ยนภาพจากพรรคที่ถนัดโจมตี
เป็นพรรคที่พร้อมกำกับระบบรัฐ

รายชื่อที่เปิดออกมา 3 คน ประกอบด้วย มุนินทร์ พงศาปาน ด้านกระบวนการยุติธรรม พิศาล มาณวพัฒน์ ด้านต่างประเทศ และ อนุชา พวงสำลี ด้านการศึกษา

ในทางยุทธศาสตร์ นี่คือความพยายามยกระดับภาพพรรค แต่ในสายตาคนเลือกตั้ง กระแสตอบรับกลับไม่แรง
คำถามยังวนอยู่เรื่องเดิม ทีมชุดนี้รับมือการบริหารประเทศจริงได้แค่ไหน

เมื่อรายชื่อดังกล่าวถูกนำไปเทียบกับทีมที่เสนอโดย พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเต็มไปด้วยอดีตข้าราชการระดับสูงและนักบริหารที่ผ่านสนามนโยบายใหญ่
ความต่างด้านประสบการณ์และน้ำหนักการเมืองเห็นได้ชัด ไม่ต้องใช้วาทกรรมเสริม การเปรียบเทียบก็ทำงานของมันเอง

การเปิดทีมก่อนเลือกตั้งพาพรรคส้มเข้าสู่พื้นที่ตรวจสอบเต็มรูปแบบ ตำแหน่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือกระทรวงยุติธรรม
เพราะเป็นจุดเชื่อมระหว่างกฎหมาย อำนาจ และความเชื่อมั่นของรัฐ

พรรคส้มย้ำหลายครั้งว่า ไม่มีนโยบายแก้หรือยกเลิกมาตรา 112 สื่อสารว่าพรรคเข้าใจความอ่อนไหวของประเด็นนี้

แต่ภาพที่ปรากฏพร้อมกันคือการเปิดตัว มุนินทร์ พงศาปาน ในฐานะทีมบริหารด้านกระบวนการยุติธรรม พร้อมบทบาทว่าที่รัฐมนตรี หากพรรคส้มได้จัดตั้งรัฐบาล

แนวคิดและจุดยืนของ มุนินทร์ พงศาปาน
ต่อคดีมาตรา 112 ต่อผู้ต้องหาจากการเคลื่อนไหว 3 นิ้ว รวมถึงท่าทีต่อบทบาทศาลและกระบวนการยุติธรรม ถูกบันทึกไว้ชัด ทั้งบทสัมภาษณ์และโพสต์สาธารณะ

การตั้งคำถามต่อการใช้กฎหมาย
การมองคดี 112 ผ่านกรอบเสรีภาพความเห็น รวมถึงการแสดงความเห็นเชิงบวกต่อ อานนท์ นำภา นักโทษคดี112

เมื่อพรรคยืนยันว่าไม่แตะมาตรา 112 
แต่เลือกบุคคลที่มีจุดยืนลักษณะนี้มาถือบทบาทสำคัญ คำอธิบายกับการตัดสินใจจึงเดินสวนกัน 

ในสนามการเมือง การเลือกคนมีน้ำหนักมากกว่าคำพูดบนเวที

ปัญหาไม่ได้หยุดที่นโยบาย บรรยากาศภายในพรรคส้มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงเดียวกัน ทั้งความขัดแย้ง การลาออก และการตอบโต้เสียงวิจารณ์ ภาพพรรคที่อ้างความเปิดกว้างเริ่มถูกตั้งคำถามจากคนเห็นต่าง

คำวิจารณ์จาก ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ที่พาดพิงถึง ปิยบุตร แสงกนกกุล
สะท้อนข้อกล่าวหาเรื่องการรวมศูนย์ทางความคิด พื้นที่ทางการเมืองภายในพรรคถูกสงวนไว้ให้คนที่คิดไปทางเดียวกัน

เมื่อเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงหาเสียง ตั้งแต่อดีตคำพูดที่พาดพิงกองทัพ การเปิดทีมบริหารที่ยังไม่สร้างความเชื่อมั่น ความย้อนแย้งในประเด็นมาตรา 112 ไปจนถึงบรรยากาศภายในที่จัดการกับคนเห็นต่าง

น้ำหนักคำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสามารถในการบริหาร แต่ขยับไปอยู่ที่ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พรรคพูดและทำมาตลอด

พรรคส้มกำลังยืนกลางสปอตไลต์ พร้อม Digital Footprint จากคำพูดในอดีตพร้อมรายชื่อทีมบริหารที่เลือกเอง และพร้อมคำอธิบายที่สวนทางกันตลอดเส้นทาง

การกาบัตรครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินจากประโยคที่ฟังดี แต่ตัดสินว่าใครควรได้อำนาจ และใครยังจัดการกับอดีตของตัวเองไม่เสร็จ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

กกต.ระดมพรรคการเมือง จับสลากลำดับนำเสนอนโยบาย ขีดเส้นตาย 19 ม.ค.ส่งนโยบายใช้เงิน

กกต.ระดมพรรคการเมือง จับสลากลำดับนำเสนอนโยบาย ขีดเส้นตาย 19 ม.ค.ส่งนโยบายใช้เงิน

กกต.ระดมพรรคการเมือง จับสลากลำดับนำเสนอนโยบาย ขีดเส้นตาย 19 ม.ค.ส่งนโยบายใช้เงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.57 น.

กกต.ระดมพรรคการเมือง จับสลากลำดับนำเสนอนโยบาย ขีดเส้นตายส่งนโยบายหาเสียงใช้เงิน ภายใน 19 ม.ค. ล่าช้าปรับ 500,000 บาท บวกเพิ่มวันละหมื่น

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ห้องวายุภักษ์ 3 ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติในการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการดำเนินการจัดเวทีประชันนโยบายบริหารประเทศสำหรับพรรคการเมือง โดยมีพรรคการ
เมืองร่วมจับสลากเพื่อได้ลำดับเวลาการเผยแพร่นโยบายประชันนโยบาย จำนวน 60 พรรค

ทั้งนี้ กกต.ได้มีการจัดกลุ่มพรรคการเมืองที่ตอบรับประชันนโยบายบริหารประเทศโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่ 300 – 400 เขตเลือกตั้ง ซึ่งมี 5 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน ส่งผู้สมัคร 400 เขต / พรรคเพื่อไทย ส่งผู้สมัคร 397 เขต / พรรคภูมิใจไทย ส่งผู้สมัคร 394 เขต และพรรคกล้าธรรม ส่งผู้สมัคร 333 เขต ขณะที่กลุ่มที่ 2 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 200 – 299 เขต มี 2 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคเศรษฐกิจ ส่งผู้สมัคร 263 คน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งผู้สมัคร 249 คน ขณะที่กลุ่มที่ 3 คือ พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครน้อยกว่า 200 เขตเลือกตั้ง โดยมีทั้งหมด 42 พรรคการเมือง

สำหรับการจัดสรรเวลาออกอากาศรวมระยะเวลา 10 วันๆ ละ 60 นาที ตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกา ถึง 1 นาฬิกา โดยแบ่งเป็นเวลาออกอากาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง 5 วัน ระหว่างวันที่ 26 – 31 มกราคม และออกอากาศประชันนโยบาย 5 วัน ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งการจัดสรรเวลาออกอากาศของแต่ละสถานีไม่จำเป็นต้องออกอากาศในเวลาเดียวกัน แต่ให้อยู่ในห้วงเวลาที่กำหนด

นายอภิวัฒน์ เริงทรัพย์ ผอ.สำนักกิจการพรรคการเมือง แจ้งต่อพรรคการเมืองถึงกรณีที่พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องส่งนโยบายของพรรคที่ต้องแจ้งต่อ กกต.ว่า นโยบายที่ต้องส่งให้กับ กกต.เป็นนโยบายเฉพาะที่ต้องมีการใช้จ่ายเงินเท่านั้น ส่วนที่ไม่ได้มีการใช้จ่ายเงิน ไม่ต้องส่งมา โดยขอให้รีบส่งมาเพื่อจะได้มีเวลาในการแก้ไข ทั้งนี้ หากส่งนโยบายมาให้ กกต.ไม่ทันวันที่ 19 ม.ค.นี้ จะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการส่งข้อมูลให้ กกต.

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการทำไพรมารีโหวต ที่พรรคการเมืองต้องส่งข้อมูลมาให้ กกต.ซึ่งล่าสุดขณะนี้ทราบว่ามีทั้งหมด 60 พรรคการเมือง โดยกรณีนี้ไม่มีเดดไลน์ แต่ขอให้รีบส่ง เพราะตอนนี้มีพรรคการเมืองส่งมาให้น้อยมาก

‘วิมล’สวน’เท้ง’หน้าหงาย ได้ยินดราม่าจากพวก…นั่นแหละ!

'วิมล'สวน'เท้ง'หน้าหงาย ได้ยินดราม่าจากพวก...นั่นแหละ!

‘วิมล’สวน’เท้ง’หน้าหงาย ได้ยินดราม่าจากพวก…นั่นแหละ!

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.20 น.

นักเขียนซีไรต์ สวน “เท้ง” ได้ยินข่าวดราม่าทหาร-ม.112 จากพวกมีงนั่นแหละ

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์เฟสบุ๊ค แชร์แบนเนอร์ข่าว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดินเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน

ในในแบนเนอร์ดังกล่าว ระบุข้อความว่า ตั้งรับเป็นรุกบ้าง “เท้ง” ถามได้ข่าวดรามาทหาร-ม.112 จากไหน ยัน ปชน.หนุนซื้ออาวุธจำเป็น ไม่มีแก้ 112

โดยนายวิมล ได้โพสต์ข้อความประกอบว่า “ได้ข่าวมาจากพวกมึงนั่นแหละ! พลิกลิ้นมั่วจนจิตเสื่อม จำอะไรไม่ได้เลย แล้วจะทำงานการเมืองได้อย่างไร?”

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีผู้มาร่วมแสดงความเห็นจำนวนมาก เช่น มีคลิปมีหลักฐานมากมายไม่เคยเห็นเลยหรือ…??? ,น่าเบื่อ พลิกลื้นไปมา แล้วหาคนอื่นเสพเฟคนิวส์

ลุงหนูมอบโล่เด็ก-เยาวชนดีเด่น 1,462 คน ฝากความหวังสร้างอนาคตชาติ

ลุงหนูมอบโล่เด็ก-เยาวชนดีเด่น 1,462 คน ฝากความหวังสร้างอนาคตชาติ

ลุงหนูมอบโล่เด็ก-เยาวชนดีเด่น 1,462 คน ฝากความหวังสร้างอนาคตชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.05 น.

‘ลุงหนู’ มอบโล่รางวัลเด็ก-เยาวชนดีเด่น 1,462 คน ขอเด็กๆ ตั้งใจเรียนอนาคตเป็นผู้บริหารประเทศ ฝากรับช่วงต่อสร้างบ้านเมืองให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ก่อนถ่ายรูปเซลฟี่คึกคัก เด็กส่งการ์ดขอเป็นนายกฯ อีกสมัย-อยากโตในยุคคุณลุงอนุทิน

8 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 09.36 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานมอบโล่รางวัลให้เด็กและเยาวชนดีเด่น โดยมี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์รมว.ศึกษาธิการ และนายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการเข้าร่วมด้วย โดยที่ได้รับรางวัลผ่านการคัดเลือก จากทุกสังกัดทั่วประเทศ จากส่วนราชการ หน่วยงาน จาก 17 หน่วยงาน จำนวน 1,462 คน

      โดยเด็กและเยาวชนดีเด่นพิจารณาคัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดีเรียนดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ขยันประหยัด มีความมานะอดทน หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองกตัญญู ช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และอุทิศตนเพื่อส่วนรวมเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติใน 5  ด้าน คือด้านวิชาการ ด้านศิลปะวัฒนะธรรมและดนตรี ด้านทักษะฝีมือวิชาชีพด้านกีฬาและนันทนาการ ด้านศีลธรรมคุณธรรมและจริยธรรม โดยเป็นเด็กและเยาวชนดีเด่นจำนวน 652 คนและเป็นเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติจำนวน 810 คนรวมจำนวน 1,462 คน

จากนั้นนายกฯ ให้โอวาทตอนหนึ่งว่า ยินดีต้อนรับลูกๆ หลานๆ ทุกคนสู่ทำเนียบรัฐบาล ลูกหลานทุกคนมาที่นี่เพื่อมารับรางวัล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสต้อนรับ ตั้งแต่ทำงานในตำแหน่งนายกฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและขอให้ทุกคนซึมซับและมองที่ทำงานของตัวเองในอนาคตเอาไว้ว่าวันหนึ่ง ลุงเชื่อเหลือเกินว่าพวกเราหรือหนึ่งในพวกเราจะต้องมานั่งทำงานในสถานที่แห่งนี้ และบริหารประเทศให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและอีกหลายหลายคนก็จะมาเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นรัฐมนตรีเป็นข้าราชการ เป็นทหาร ตำรวจเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ การที่ทุกคนได้มาอยู่ที่นี่ในวันนี้ก็ขอให้ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ ตั้งเข็มมุ่งมั่นและพยายามที่จะทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์บ้านเมืองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในอนาคตและลุงที่เป็นเด็กโข่งแล้วเป็นผู้ที่ผ่านชีวิตมาแล้วเป็นเวลานาน แต่ยังจำวันชื่นคืนสุขของการเป็นเด็กและเยาวชนได้ไม่รู้ลืมนั้นคือเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด เพราะข้างหน้าของเรามันมีทั้งโอกาส และมันทำให้เราได้ทดลองว่าเราควรจะเดินหน้าไปทางไหนลูกๆ หลานๆ อายุขนาดนี้ เป็นนักเรียนเป็นนักศึกษาเรายังสามารถที่จะลองผิดลองถูกได้ตรงไหนผิดเราก็จำเป็นบทเรียน ตรงไหนถูกเราว่าถือว่าเราจะต้องทำให้มันมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นมีเวลาในการที่จะแก้ไขปัญหา แต่พอมาถึงวัยแบบนี้ลุงแล้วต้องถูกต้องเท่านั้น เพราะถ้าผิดแล้วไม่มีเวลาเหลือให้ไปแก้ไข 

“อยากให้ทุกคนได้ซึมซับและมองไปยังอนาคตว่าเราจะต้องมีความตั้งมั่นและมีความเป็นเลิศในด้านวิชาการ ด้านกีฬา ด้านศิลปะวัฒนธรรม รวมถึงความสามารถด้านอื่นๆและแน่นอนที่สุดจะต้องควบคู่ไปกับคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมอีก 2 วันจะตรงกับวันเด็กแห่งชาติลูกๆหลานๆก็จะได้มีโอกาสได้ไปยังสถานที่ราชการอื่นๆทำให้เกิดแรงบันดาลใจหวังว่าจะได้ไปเยี่ยมชมทั้งด้านความมั่นคง ไปดูอาวุธยุทโธปกรณ์ ไปดูกองทัพ ไปดูพิพิธไปดูทหาร ตำรวจเขาทำงานปกป้องบ้านเมืองกันอย่างไร ทำให้พวกเราทุกคนได้ซึมซับและมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย สมัยลุงตอนเด็กๆไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ไปวัดพระแก้ว ไปสนุกสนุก แต่พอเรามีอายุมากขึ้นเรามีโอกาสไปต่างประเทศเราก็บอกตัวเองว่า ที่บ้านเราก็มีเหมือนกันสถานที่ท่องเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ทางศาสนา ทางวัฒนธรรมประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมมีประวัติศาสตร์ที่ดีและเข้มแข็งเราไม่เป็นที่ 2 ของใครในโลก ฉะนั้นขอให้ทุกคนมีความภูมิใจ” นายกฯ กล่าว

นานกฯ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากจะฝากต่อไปก็คือนอกจากลูกๆหลานๆเชื่อว่าทุกคนเป็นคนดีอยู่แล้วขอให้มีความกล้าหาญ ซึ่งความกล้าหาญที่อยากจะพูดถึงในวันนี้คือการกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง การกล้าลองทำสิ่งใหม่ ในสิ่งที่เรามีความเป็นเลิศแล้วเราก็ศึกษาเพิ่มเติม แชร์ประสบการณ์ แชร์ความรู้ แชร์ความคิดให้กับเพื่อนๆ  เพราะเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อย่างยิ่งใหญ่คนเดียวไม่ได้ เราต้องไปกันเป็นทีม ทีมไทยแลนด์ไม่มีวันตาย จากรุ่นสู่รุ่นเราต้องเชื่อมั่นในคำว่าทีมไทยแลนด์ และสร้างทีมไทยแลนด์ให้มันเกิดขึ้นให้ประเทศของไทยของเรามีความเข้มแข็ง แข็งแกร่งที่จะอยู่ในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม ซึ่งในอนาคตอันไกลพวกลุงๆ  ป้าๆ ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากฝากประเทศไทยฝากอนาคต ฝากชีวิตบั้นปลายของพวกลุงไว้กับลูกหลานทุกคน เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราทุกคนขยันขันแข็งและมารับช่วงต่อในการสร้างประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปอีก

“ลุงตอนเด็กๆ เหมือนกันตอนเรียนเขาว่าหัวดี แต่บางทีไม่ค่อยท่องหนังสือ แต่เชื่อถือว่าพวกเราทุกคนเกิดมาสมองเท่ากันหมด ถ้าเรามีความเพียร มีความพยายาม มีความตั้งใจยังไงก็ตามเราจะต้องมีความรู้ติดตัวไปประกอบอาชีพได้แน่นอน ลุงลองทุกอย่างเล่นกีฬาเป็นแทบทุกชนิด ไม่ต้องเป็นเลิศไม่ต้องเป็นแชมป์แต่เล่นเพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์แข็งแรง เล่นเพื่อให้เราเคารพในกฎและกติกา เล่นเพื่อให้เรามีความเชื่อมั่นว่าทีมเวิร์คเป็น มีความเคารพในกติกาต่างๆ ไม่ออกนอกกติกาและให้เกียรติซึ่งกันและกันสังคมก็จะเป็นสุข ลุงได้ลองทำหลายอย่าง ตอนเด็กไปเล่นดนตรี วันหนึ่งมาทำงานด้านการเมืองก็ทำให้ดีที่สุด ตั้งใจทำ ไม่รู้หรอกว่าจะได้เป็นนายกฯ ในวันหนึ่ง แต่ได้เป็นแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด 20-30 ปีก่อน ลุงไม่ได้เป็นหนึ่งในนี้ไม่ได้มีวาสนามาทำเนียบรัฐบาล วันเด็กลุงไปกองทัพอากาศ ไปดูเครื่องบิน เรียนไม่เก่งไม่ได้มาทำเนียบรัฐบาล แต่ว่าอยากมา อยากเห็นอยากเข้าไปดูว่าตึกไทยคู่ฟ้าที่ดูข่าวทุกวันเป็นยังไง วันเด็กปีนี้เด็กๆ ไปกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เดินข้ามถนนมาตึกไทยคู่ฟ้า เปิดห้องทำงานนายกฯให้มานั่งเก้าอี้ที่นายกฯทุกเชื่อว่าเป็นห้องทำงานตั้งแต่นายกฯคนแรกของประเทศไทย ขอให้ทุกคนได้มาสร้างประสบการณ์ว่าเวลาบริหารราชการแผ่นดิน บริหารบ้านเมืองเจานั่งทำงานกันยังไง เราทุกคนจะได้มีความมุ่งมั่นและมีความใฝ่ฝันที่ว่าวันหนึ่งจะได้มาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองบ้าง” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ปีนี้คำขวัญรักชาติไทยใส่ใจโลก ขอให้พวกเราทุกคนรักชาติไทย เชื่อว่าทุกคนรักอยู่แล้ว ใส่ใจโลกก็คือเราต้องช่วยกันเก็บขยะทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น เพราะโลกใบนี้ก็จะเป็นของเราในอนาคตไม่มีฝุ่นละออง ไม่มีมลพิษมลภาวะให้หน้าอยู่ พัฒนาบ้านเมืองให้แซง สมัยก่อนเราใช้คำว่าให้ทัดเทียมนานาประเทศมแต่เยาวชนไทยยุคนี้ ต้องตั้งเข็มว่าเราจะสร้างประเทศไทยให้แซงนานาประเทศให้ไปยืนอยู่แถวหน้าให้เป็นประเทศที่ทุกคนมีความเกรงขามและเป็นประเทศที่นานาประเทศจะต้องให้ความสำคัญให้เป็นประเทศที่เรามีบทบาทในเวทีโลกได้ ซึ่งลุงเชื่อว่าลูกๆหลานๆ ทุกคนในที่นี้ตลอดถึงคนที่ไม่ได้มาในวันนี้สามารถทำได้ด้วยตัวเองถ้าเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ ทั้งนี้ ขอให้วันเด็กที่จะมาถึงนี้เป็นเครื่องเตือนใจแม้กระทั่งให้กับผู้ใหญ่อย่างเราทุกคนได้ตระหนักถึงหน้าที่ของเราที่มีต่อเด็กและไม่ใช่เด็กในการปกครองของเราเท่านั้น แต่เราต้องช่วยกันดูแลให้ความความเมตตาเด็กๆทุกคนในสังคมไทย เพื่อให้เขาได้มารับช่วงพัฒนาประเทศของเราให้มีความเจริญก้าวหน้ามั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคตให้ความมั่นใจกับทุกคนและขอให้ทุกคนมีความสุข

ด้านเด็กนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์กรุงเทพฯ เป็นตัวแทนเยาวชน กล่าวขอบคุณนายกฯ และกล่าวว่าวันนี้รู้สึกตื่นเต้นดีใจ  และภูมิใจมากๆที่ได้มาอยู่ทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้และได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในตัวแทนเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติประจำปี 2569 ในนามตัวแทนเด็กและเยาวชนทุกคนขอขอบคุณนายกฯที่ให้โอวาทและข้อคิดเป็นกำลังใจและเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคนได้อย่างดี พวกเราทุกคนในที่นี้ขอสัญญาว่าจะนำข้อคิดนี้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมและเป็นกำลังสำคัญเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป และในอนาคตตนเชื่อว่าเยาวชนและเด็กที่ดีไม่ได้แปลว่าคนที่ต้องเก่งที่สุด แต่หมายถึงคนที่รู้หน้าที่และทำให้ดีที่สุดทุกวัน ตนจะตั้งใจเรียนฝึกฝนสิ่งที่ตัวเองสนใจ และมีความรับผิดชอบและไม่ยอมแพ้ หากวันหนึ่งเราผิดพลาดและเจออุปสรรคอยู่ข้างหน้า ถ้าเราไม่ยอมแพ้และเราไม่ท้อ เราจะประสบความสำเร็จแน่นอน

จากนั้นนายกฯ เดินทักทายพร้อมถ่ายภาพและถ่ายเซลฟี่ร่วมกับเด็กและเยาวชนดีเด่นอย่างเป็นกันเอง  โดยนายกฯ ขอให้เด็กๆเรียนเก่งๆ พร้อมทำสัญลักษณ์มือไอเลิฟยูด้วย ก่อนที่นายกฯ ถ่ายภาพร่วมกับเด็กและเยาวชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เด็ก เยาวชนดีเด่น และเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ได้นำภาพวาดและการ์ดอวยพรมอบให้นายกฯด้วย อาทิ  ภาพวาดสีน้ำที่เป็นรูปนายกฯกับเด็กๆ และภาพวาดรูปนายกฯกับเครื่องบิน รวมถึงการ์ดอวยพรวันเด็กที่เขียนโดยเด็กนักเรียนจากโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม ซึ่งเป็นรูปถ่ายนายกฯและเด็กนักเรียน โดยมีข้อความระบุว่า  “วันเด็กแห่งชาติ 2569 ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณลุงอนุทินได้เป็นนายกฯอีกสมัย เพราะผมได้ติดตามผลงานคุณลุงตั้งแต่การส่งหัวใจจนถึงการบริหารประเทศที่ผมประทับใจ ผมอยากโตในยุคของ คุณลุงอนุทินมากครับ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

ไม่ก้มหัวให้’ทุนเทา’ ‘พีระพันธุ์’โชว์จับ’มีดประหารพยัคฆ์’พิฆาตคนชั่ว

ไม่ก้มหัวให้'ทุนเทา' 'พีระพันธุ์'โชว์จับ'มีดประหารพยัคฆ์'พิฆาตคนชั่ว

ไม่ก้มหัวให้’ทุนเทา’ ‘พีระพันธุ์’โชว์จับ’มีดประหารพยัคฆ์’พิฆาตคนชั่ว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.59 น.

“พีระพันธุ์”โชว์จับ”มีดประหารพยัคฆ์”พิฆาตคนชั่ว ลั่น”รทสช.”ไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ชงแก้กฎหมายเอาผิดสแกมเมอร์ เร่งกระบวนการให้รวดเร็ว เด็ดขาด

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดยุทธศาสตร์และแสดงจุดยืนนโยบาย “พิฆาตคนชั่ว” ให้มีคุกกลางทะเล เพิ่มโทษสูงสุดกระบวนการค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ และปราบปรามการทุจริต

โดยช่วงหนึ่ง นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีคำที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” วันนี้ตนเชื่อว่าสังคมและพี่น้องประชาชน รู้สึกถึงเบื้องหลังมากกว่าคำข้างหน้า เพราะทุกวันนี้ทำชั่วได้ดีมีถมไปจริงๆ ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าสังคมถูกกลุ่มคนชั่วเข้ามาครอบงำทั้งหมด คนชั่วที่เป็นข้าราชการเข้ามาทุจริต นักการเมืองชั่วไม่ใช่เข้ามาเพื่อทำงานอ้างประชาชน แต่เข้ามาเพื่อร่วมกันทุจริตหาประโยชน์ ข้าราชการมีอำนาจหน้าที่รังแกประชาชน ประชาชนด้วยกันเองรวมหัวกันฉ้อโกงประชาชน คนดีๆ สังคมที่ดี คนแก่คนเฒ่าเก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต ถูกคนเหล่านี้ปล้นไป สิ้นเนื้อประดาตัว บางคนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย การกระทำของคนชั่วพวกนี้ จึงต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม เพื่อปกป้องคนดี คนดีต้องมีที่ยืน สังคมต้องไม่โดดเดี่ยว สุภาษิตที่บอกว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วต้องกลับมา” นี่คือสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศนโยบายพิฆาตคนชั่ว พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่ร่วมสังฆกรรมและเอาจริงกับการทุจริต ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ไม่ยอมให้มาครอบงำพรรค และครอบงำประเทศ ไม่ยอมให้ข้าราชการทุจริต ปล้นเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินของคนทั้งประเทศลอยนวล โดยไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาดและเฉียบขาด

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติคิดถึงสิ่งเหล่านี้ และเห็นว่าปัญหาเหล่านี้มันทวีคูณขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตหนึ่งของประเทศ เราจึงคิดว่าวิกฤตที่เราต้องแก้ไขโดยเด็ดขาดเพื่อพลิกโฉมประเทศ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว โดยนโยบายพิฆาตคนชั่วเพื่อพิทักษ์คนดี คนดีจะมีพรรครวมไทยสร้างชาติยืนอยู่ด้วย และปกป้องตลอดเวลา ยืนยันว่าเราจะยึดมั่นและเดินแนวทางนี้ จะไม่ยอมให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่ทุจริตประพฤติมิชอบ หรือใช้อำนาจหน้าที่กลั่นแกล้ง ร่วมมือกับคนชั่ว ปล่อยให้กระทำความผิดและไม่ดำเนินการจับกุมไปให้ได้

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ขอโอกาสได้รวมไทยสร้างชาติเข้าไปดำเนินการจัดการคนชั่วเหล่านี้ อย่าให้ทำชั่วได้ดีมีถมไป มีอีกต่อไป

จากนั้น นายพีระพันธุ์ ทำสัญลักษณ์ด้วยการจับมีด “ประหารหัวพยัคฆ์”

ต่อมา นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม โดยย้ำว่า นโยบายพิฆาตคนชั่วของพรรค ไม่ได้มุ่งเน้นที่ข้าราชการที่ทุจริตประพฤติมิชอบโกงเงินแผ่นดินอย่างเดียว แต่รวมถึงผู้ที่กระทำความผิดที่มีผลกระทบกับประชาชน เช่น ไปช่วยกันให้กลุ่มสแกมเมอร์พ้นผิด หรือไม่จับกุม ถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งปัญหาสแกมเมอร์ขณะนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ เราไปเน้นการจับกุม แต่ไม่มีกฎหมายจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคจะเร่งดำเนินการทันที

เมื่อถามย้ำว่า ประเทศไทยมีปัญหานี้มานาน จะสามารถจัดการได้ใช่หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เมื่อไม่มีกฎหมายเป็นการเฉพาะเพื่อลงโทษสแกมเมอร์ ซึ่งสแกมเมอร์โดยพื้นฐานก็เกิดจากการฉ้อโกง แต่ที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็ไม่คิดว่าจะฉ้อโกงในลักษณะนี้ กฎหมายไทยเป็นความผิดอาญาธรรมดา จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือมีความผิดเรื่องฉ้อโกงประชาชน ในอดีตกฎหมายระบุความผิดเป็นเรื่องตัวต่อตัว หากมี 1 – 3 คนร่วมกันทำ แต่กฎหมายไม่ได้ครอบคลุมถึงการใช้เทคโนโลยี เครือข่ายอาชญากรรม หรืออาชญากรรมข้ามชาติ และผลกระทบจากการฉ้อโกงก็ไม่เคยใหญ่ถึงระดับหลายแสนล้าน ดังนั้นการกระทำผิดนี้ควรมีโทษเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สาสมกับสิ่งที่ทำ

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ก่อนจะมีโทษก็ต้องผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ผู้มีอำนาจไม่ปฏิบัติ หรือกลับไปช่วยกันทำพยานหลักฐานให้อ่อน ลักษณะแบบนี้คือการร่วมกระทำความผิด ต้องมีโทษเช่นกัน ทั้งนี้ การนำพยานหลักฐานส่งฟ้องศาล ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีพิจารณาความให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติ เมื่อไปถึงชั้นศาล ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ให้การพิสูจน์ความผิดเป็นภาระของผู้กระทำความผิด ไม่ใช่ผู้กล่าวหา จะได้เกิดความยุติธรรม และให้ศาลมีโอกาสไต่สวนหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เอง เมื่อศาลตัดสิน ต้องให้มีการทำตามคำพิพากษาตามเวลาที่กำหนด ไม่ใช่ตัดสินแล้วไปนอนรอในเรือนจำ ไม่มีการบังคับคดี จนบางคนไปตั้งฮาเร็มในเรือนจำ

เมื่อถามว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริต แต่ทำความผิดเสียเอง ต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระเหล่านี้ ได้กำหนดโทษไว้อยู่แล้ว หากคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ไปทำความผิดเสียเอง จะมีโทษเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ปัญหาวันนี้คือ กระบวนการเอาผิดหรือสอบสวน ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีลักษณะพิเศษหรือรวดเร็วแค่ไหน จึงต้องวนมาที่การปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เพื่อให้มีกรอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆ

– 006

‘พีระพันธุ์’ดันปรับปรุงกม.ให้ทันสมัยปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา ไม่ปิดประตูร่วม’ปชน.- พท.’

'พีระพันธุ์'ดันปรับปรุงกม.ให้ทันสมัยปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา ไม่ปิดประตูร่วม'ปชน.- พท.'

‘พีระพันธุ์’ดันปรับปรุงกม.ให้ทันสมัยปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา ไม่ปิดประตูร่วม’ปชน.- พท.’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.56 น.

‘พีระพันธุ์’ดันปรับปรุงกม.ให้ทันสมัยปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา ไม่ปิดประตูร่วม’ปชน.- พท.’ ถ้าทำชัดเจน 3 ข้อ ‘แก้ปัญหาไทยกัมพูชา-จัดการพวกกังฉินคนชั่ว-ไม่ทำอะไรกระทบสถาบัน’ 

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2569 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงข่าวเปิดจุดเช็คอินพิฆาตคนชั่ว คนโกงแผ่นดิน เราจะประกาศได้ชัดเจนหรือไม่ว่าจะไม่ร่วมกับทุนเทาหรือนักการเมืองที่เป็นสีเทา ว่า มีความชัดเจนอยู่แล้ว ถ้ามีความผิดมีหลักฐานดำเนินคดีเลย ซึ่งถ้าไม่มีการดำเนินคดีเราอยู่ด้วยไม่ได้ เมื่อถามว่าถ้าคนในองค์กรตรวจสอบการทุจริตแต่ทำผิดเอง ควรจะมีกฎหมายเฉพาะมาดำเนินการหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า กฎหมายที่เป็นการจัดตั้งองค์กรอิสระลักษณะนี้กำหนดไว้อยู่แล้วว่าถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่นี้ไปทำความผิดเองจะมีโทษเพิ่มขึ้นสามเท่า แต่ปัญหาวันนี้มันไม่ใช่ว่ามีโทษหรือเปล่า ปัญหาคือเมื่อมีการกระทำความผิดอย่างกรณีของสแกมเมอร์ กระบวนการที่จะเอาผิดหรือการสืบสวนสอบสวนไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นลักษณะพิเศษหรือรวดเร็วแบบไหน ซึ่งสิ่งที่ตนเคยพูดไว้คือมันไม่ควรที่จะปรับปรุงเฉพาะแค่เรื่องของการลงโทษ แต่กระบวนการในการทำงานจะต้องรวดเร็ว มีกรอบในการทำงานชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆเหมือนที่ผ่านมา 

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้เรามีหลายคดีที่เป็นลักษณะพิเศษ แต่กฎหมายที่ใช้วันนี้เขียนมาอย่างน้อยๆเกือบ 100 ปีแล้ว ซึ่งในยุคนั้นเขาไม่ได้คิดว่าจะมีลักษณะพิเศษอะไรแบบนี้ แต่เราไม่เคยมีการปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้เลย ดังนั้นเมื่อมีการกระทำความผิดที่หนักขึ้น รุนแรงขึ้น แบบนี้จึงต้องกลับไปสู่การพิจารณาแบบคดีปกติธรรมดา จึงเห็นว่าประเทศไทยต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้เพื่อ เป็นการบังคับให้คนที่กระทำความผิดได้รับโทษรวดเร็วขึ้น กระบวนการที่เข้ามาเกี่ยวข้องต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคนที่มีอำนาจหน้าที่หากไปเข้าด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะองค์กรอิสระหรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐตำรวจหรืออัยการ จะถือว่าเป็นการกระทำความผิด เป็นความผิดเดียวกันหมด

เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้พรรครวมไทยสร้างชาติมีความชัดเจนหรือไม่ว่าจะไม่จับมือกับพรรคไหน นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนพูดมาตลอดว่าการทำงานทางการเมืองของพรรควันนี้เราพร้อมทำงานร่วมกับ 1.พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการจัดการเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชา 2.ต้องชัดเจนในเรื่องจัดการพวกกังฉินทั้งหลาย คนชั่วของแผ่นดิน และ3. ต้องไม่มีอะไรที่จะกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาในการที่จะทำงานร่วมกับใคร แต่เมื่อทำงานไปแล้วมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องอนาคต  การร่วมรัฐบาลเราต้องรู้ว่าแนวทางการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองไปด้วยกันได้หรือไม่

เมื่อถามว่า จะสามารถจับมือกับพรรคประชาชน(ปชน.) ได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ถ้าเขาทำ3 เรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติก็ทำงานด้วยกันได้ ตนทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อประชาชนให้เดินไปข้างหน้า ตนไม่มีนโยบายโค่นล้มชาติบ้านเมือง 

เมื่อถามว่ากับพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ก่อนหน้านี้มีกรณีเรื่องคลิปเสียงอังเคิลจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า อันนั้นน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี ตนเชื่อว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง พวกเราแต่ละคนสามารถกระทำความผิดที่เป็นเฉพาะตัว ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนรวมไปหมดมันไม่มีทางเจริญได้หรอก เพราะทุกพรรคก็มีปัญหาหมด เราไม่สามารถควบคุมคนในพรรคแต่ละคนได้ แต่ถ้าคนไหนทำให้พรรคมีปัญหาหรือเสื่อมเสียเราก็ต้องเอาออกไปเท่านั้นเอง แต่พรรคยังต้องอยู่ต่อไป