พิพัฒน์ ย้ำ ภท.ไม่เกี่ยวฮั้ว สว. ขออย่าโยงเป็นเครือข่ายใคร ระบุคนการเมืองเป็นเพื่อนกันหมด ชี้เป็นสิทธิฝ่ายค้านชิงซักฟอก

15 กันยายน 2569 เวลา 11:07 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยในคดีฮั้ว สว.ว่า ไม่ขอให้สัมภาษณ์ เนื่องจากไม่เกี่ยวกัน

เมื่อถามย้ำว่า มีหลายคนพยายามเชื่อมโยงว่า บุคคลที่อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้อง เป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ตรงนี้เราต้องแบ่งแยกอย่างชัดเจน ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้แจ้งมาโดยตลอดว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่สามารถไปยุ่งเรื่อง สว.ได้ เพราะ สว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ส่วนที่บอกว่า ใครเป็นฐานของใคร อะไร อย่างไรนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นคนการเมือง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่รู้จักกัน แต่เราไม่สามารถไปสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวรู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านพาดพิงถึงหลายครั้ง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านคงเดินหน้าต่อ แต่เป็นสิทธิของเขา แต่ทางพรรคไม่สามารถไปยุ่งได้ เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย หรือไม่ เนื่องจากมีรายชื่อของ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดา ถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้เจอกัน เดี๋ยวคงจะคุยกัน

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีดังกล่าวแล้วบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดภารกิจ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศยังประเทศเวียดนาม

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายค้านยืนยันว่าจะนำคดีฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล คุณอภิปรายมา เราก็ต้องตอบความเป็นจริง เมื่อถามว่า หากพ้นเรื่องนี้รัฐบาลจะเดินหน้าราบรื่นใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรี

วรศิษฎ์ มั่นใจพ่อยังบริสุทธิ์ หลัง กกต.มีมติเอี่ยวฮั้ว สว. พร้อมพิสูจน์ตามกระบวนการ

15 กันยายน 2569 เวลา 10:51 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. จำนวน 77 คน ซึ่งมีรายชื่อ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาอยู่ด้วยนั้น ว่า ตนได้พูดคุยกับคุณพ่อเมื่อวานนี้ (14 ก.ย.) ซึ่งจริงๆ แล้วเราเคารพผลการพิจารณาของทาง กกต.แต่ก็ยังมั่นใจและพร้อมที่จะเข้าไปพิสูจน์ในกระบวนการต่อไป

เมื่อถามว่า จะเตรียมการต่อสู้อย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าว่ว่า เราไม่ได้เตรียมคำชี้แจง เพราะเรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีระเบียบมีกติกา และที่ผ่านมาเรายึดกติกาเดียวกติกาเดิม เราเคารพผล และในส่วนของผู้ที่ถูกกล่าวหา ก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการต่อไป

ถามต่อว่า หลักฐานที่ กกต.อ้างว่าจะมีการส่งศาลฎีกา คิดว่ามีหลักฐานที่จะหักล้างหรือสามารถชี้แจงได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ขอดูในรายละเอียด ว่า กกต.ระบุว่าอย่างไร แต่ในทางพฤตินัย เราก็สามารถชี้แจงได้

ส่วนที่มีการพยายามเชื่อมโยงถึงตนเองนั้น ต้องถามว่า เชื่อมโยงอย่างไร เพราะความเชื่อมโยงอย่างเดียวคือมีความสัมพันธ์ เป็นพ่อลูก แต่ถามว่าตนไปทำอะไรหรือ ก็ไม่ใช่ ต้องดูตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามถึงกรณีไอลอว์ มีการเปิดหลักฐาน คำให้การของพยานรหัสที่ 16 ที่อ้างว่าในการประชุมกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีส่วนเริ่มกระบวนการฮั้ว สว.นั้น นายวรศิษฎ์ ถามกลับว่า เขานั่งอยู่ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือ

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า เป็นการกล่าวอ้างของพยานรหัสที่ 16 คือ นายเอกราช ช่างเหลา โดย นายวรศิษฎ์ ระบุว่า เท่าที่จำได้พยานมีการกลับคำให้การแล้ว แต่ในความเป็นจริง การประชุมกรรมการบริหารพรรคทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้กันอยู่แล้ว ไม่มีประเด็นนี้

เบื้องหลังจัดทัพบิ๊กพาณิชย์ ศุภจีเปิดเหตุผล รับศึกเศรษฐกิจโลก-ปัญหาเชิงโครงสร้าง

15 กันยายน 2569 เวลา 10:32 น.

15 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชวนมองอนาคตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศค่ะ

วันนี้ขอมาเล่าให้ฟังถึงเหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหลายท่านให้ความสนใจนะคะ โดยขอเริ่มจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังเผชิญอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคตค่ะ

[เราต้องมองให้ชัดว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร?]

ก่อนวางกำลังคน เราต้องมองให้ชัดก่อนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับอะไร และกระทรวงพาณิชย์จะต้องรับมือกับโจทย์ใดบ้าง

– วันนี้โลกกำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ กติกาการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

– ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจภายในประเทศก็เผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ทั้งการกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง การส่งออกที่ยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้า ตลาด และผู้ประกอบการบางกลุ่ม ตลอดจนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายเล็กที่ยังแข่งขันและเข้าถึงโอกาสได้ยาก

– อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินี

การเข้ามาครอบครองกิจการหรือแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม รวมถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่ากฎระเบียบและกลไกกำกับดูแลของภาครัฐ

ทั้งหมดนี้คือ “ศึก” ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับมือพร้อมกัน หลักคิดของการจัดทัพในครั้งนี้จึงตรงไปตรงมา คือ Put The Right Person In The Right Job วางคนที่เหมาะสมในงานที่เหมาะสม โดยดูจากผลงาน ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจได้ทันที เพราะในสถานการณ์ปกติ

เราอาจมีเวลาสำหรับการเรียนรู้งานใหม่ แต่ในช่วงเวลานี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการ Specialists หรือผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงในแต่ละด้าน รวมถึงผู้ที่เข้าใจกลไกการทำงานภายในและสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด เหมาะสมที่จะรับศึกในปัจจุบัน โดยมีผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญค่ะ ซึ่งการจัดทัพครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการรับฟังความเห็นและหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน ทั้งจากปลัดกระทรวงคนปัจจุบันซึ่งมีประสบการณ์และรู้จักศักยภาพของบุคลากรแต่ละคนเป็นอย่างดี และปลัดกระทรวงคนใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อและต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหารชุดนี้ในระยะต่อไป เพื่อให้การแต่งตั้งตอบโจทย์การทำงานจริงๆ และเดินต่อได้ทันที

[ผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา]

– ขอเริ่มจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี และได้รับการต่อวาระอีกครั้งละ 1 ปี จำนวน 2 ครั้งรวมเป็น 6 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดตามกรอบที่กำหนด และตามระเบียบจะต้องหมุนเวียนกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย

– อย่างไรก็ตาม กระทรวงทราบดีว่าท่านพิมพ์ชนกประสงค์จะปฏิบัติงานในต่างประเทศต่อด้วยเหตุผลด้านครอบครัว จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยผลักดันท่านเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตำแหน่ง Deputy Director General ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีขั้นตอนการคัดเลือกตามกรอบขององค์การ

– กระทรวงได้สนับสนุนท่านพิมพ์ชนกอย่างเต็มที่ ทั้งการหารือกับ Director General ของ WIPO และนำเรื่องเข้าขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงเจตจำนงว่าท่านได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งดังกล่าว หากได้รับการคัดเลือก ท่านจะสามารถปฏิบัติงานที่นครเจนีวาต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ผลการคัดเลือกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และวาระการดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ของท่านกำลังจะสิ้นสุดลง กระทรวงจึงต้องเตรียมการส่งต่องานและวางแผนบุคลากรสำหรับภารกิจต่อไป และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านพิมพ์ชนกได้ยืนยันมาตลอดว่าเมื่อหมดวาระจะลาออกเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว

– แม้ว่าวาระของท่านจะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ แต่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และอธิบดี ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการเกษียณอายุราชการและการส่งต่องานในภาพรวม เนื่องจากตำแหน่งต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน กระทรวงจึงจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า ทั้งผู้รับช่วงภารกิจที่เจนีวาและผู้รับผิดชอบตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานด้านการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศของไทยดำเนินต่อเนื่องค่ะ

– โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ารับหน้าที่ต่อคือ ท่านกนิษฐา กังสวนิช ซึ่งมีพื้นฐานและประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าใจทั้งกลไกของกระทรวงและเวทีการค้าระหว่างประเทศ และมีความพร้อมที่จะรับช่วงภารกิจสำคัญนี้ ในช่วงเวลาที่การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วค่ะ

[อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา]

– อีกภารกิจสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขับเคลื่อน คือการยกระดับบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จากการเป็น Regulator ที่มุ่งเน้นการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ ไปสู่การเป็น Value Creator ที่นำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยจะปรับการทำงานให้เป็นเชิงรุก ไม่รอให้เจ้าของผลงานหรือผู้ประกอบการเข้ามาหาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าไปสนับสนุน ค้นหาศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ และช่วยผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ไปสู่ตลาดจริงค่ะ

– ผู้ที่จะเข้ามารับภารกิจสำคัญนี้ คือ ท่านจิตติมา ศรีถาพร ซึ่งเป็นลูกหม้อเติบโตจากสายงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง จึงเข้าใจทั้งศักยภาพ ปัญหา และกลไกการทำงานของกรมอย่างลึกซึ้ง ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ท่านจึงมีความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจและเดินหน้างานได้ทันที

– แนวคิดนี้เป็นหลักเดียวกับที่เราใช้ในการบริหารกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมอบหมายให้ผู้ที่เป็น Specialist และเติบโตจากสายงานโดยตรงเข้ามาขับเคลื่อนภารกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ท่านพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผลงานสำคัญได้หลายด้าน ทั้งการยกระดับการปราบปรามนอมินี การพัฒนาทักษะ Upskill-Reskill ให้ผู้ประกอบการผ่าน DBD Academy และการส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รู้จริง เข้าใจกลไก และมีประสบการณ์ตรงเข้ามานำองค์กร ก็สามารถต่อยอดงานเดิมและขับเคลื่อนภารกิจใหม่ให้เกิดผลได้อย่างรวดเร็ว

– สำหรับท่านอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคนปัจจุบัน คือ ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ก่อนหน้านี้ได้ทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา ด้วยเห็นถึงความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่เมื่อท่านไม่ได้ตอบรับการทาบทามดังกล่าว จึงจำเป็นต้องพิจารณาผู้ที่มีความรู้และความพร้อมเหมาะสมในลำดับต่อไป เพื่อให้ภารกิจที่เจนีวาสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่องค่ะ เมื่อมีการปรับตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ต้องจัดวางผู้บริหารในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงให้เหมาะสมกับภารกิจทั้งด้านต่างประเทศและการบริหารงานภายใน

[รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้านการต่างประเทศ]

– ท่านวิทยากร มณีเนตร มีพื้นฐานการทำงานด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เคยปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศทั้งที่ฮ่องกงและดูไบ และมีประสบการณ์บริหารกรมการค้าภายใน จึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนและประสานภารกิจด้านการต่างประเทศ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทนท่านรองปลัดเอกฉัตร ซึ่ง เกษียณอายุราชการ

[รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้านบริหารงานภายใน]

– ส่วนท่านมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ มีประสบการณ์ด้านกฎหมายและมีส่วนช่วยดูแลงานภายในของกระทรวงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และการบริหารจัดการ จึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง เพื่อดูแลกลไกภายในให้การทำงานของทุกกรมเดินหน้าได้อย่างราบรื่น แทนท่านรองปลัดจิตติมาที่ทำงานเป็นแม่บ้านใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์

[อธิบดีกรมการค้าภายใน]

– เมื่อท่านวิทยากรย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายในจึงว่างลง กรมการค้าภายในเป็นหนึ่งในกรมหลักที่ต้องรับมือกับปัญหาเร่งด่วนทั้งค่าครองชีพ ราคาสินค้า สินค้าเกษตร ความเป็นธรรมทางการค้า และการดูแลผู้ประกอบการ จึงต้องการผู้บริหารที่เข้าใจกลไกการทำงานอย่างลึกซึ้งและสามารถเข้ามาทำงานได้ทันที จึงได้เลือก ท่านวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ซึ่งเป็นลูกหม้อที่มีประสบการณ์ในกรมการค้าภายในมาอย่างยาวนาน มีความเข้าใจทั้งกลไกด้านราคา การดูแลตลาด และกฎหมายการแข่งขันทางการค้า รวมถึงมีส่วนร่วมในการผลักดันกลไกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมทางการค้า จึงได้รับมอบหมายให้กลับมารับหน้าที่เดิมที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้กรมการค้าภายในสามารถเดินหน้ารับมือกับสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้งานใหม่ ซึ่งคือการนำผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกลับมาอยู่ในจุดที่ประเทศต้องการความเชี่ยวชาญของเขามากที่สุดค่ะ

[อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ]

– สำหรับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ท่านวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ เป็นลูกหม้อที่เติบโตมาจากสายงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศโดยตรงเช่นกัน มีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศและมีผลงานด้านการผลักดันสินค้าไทย จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามานำภารกิจการเปิดตลาด เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ และขยายการส่งออกในช่วงเวลาที่การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้น

[อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า]

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ว่างลงหลังการแต่งตั้งปลัดกระทรวงท่านใหม่ ยังคงมีภารกิจที่ต้องเดินต่ออย่างเข้มข้น ทั้งการปราบปรามนอมินี การยกระดับผู้ประกอบการ การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานอื่น ท่านกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ เป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุก มีความบุกลุย และสามารถประสานหลายหน่วยงานเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการปราบปรามนอมินี จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจสำคัญของกรมให้เดินหน้าและเกิดผลในทางปฏิบัติได้ทันทีค่ะ

อีกเรื่องที่อยากฝากคือ ที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้ตรวจราชการอาจถูกมองว่าเป็นตำแหน่งที่ใช้เพื่อลดบทบาท จนน่าเสียดายที่บางครั้งคุณค่าของคนในตำแหน่งนี้ถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ตรวจราชการก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในระดับ C10 และมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจการทำงานของกระทรวงอย่างรอบด้านนะคะ

สำหรับเรา ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หากมีความตั้งใจและทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของคนนั้นเองค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เราเปิดโอกาสให้ผู้ตรวจราชการถึง 4 ท่าน เข้ามารับผิดชอบตำแหน่งและภารกิจสำคัญที่เหมาะสมกับความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละคนค่ะ

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การมองเฉพาะตัวบุคคล แต่ต้องมองว่าประเทศกำลังเผชิญกับอะไร ใครเหมาะสมกับภารกิจใด และทีมทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนและประเทศได้อย่างไร

การตัดสินใจจัดทัพของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้จึงผ่านการรับฟังพิจารณา และหารือร่วมกันอย่างรอบคอบที่สุด โดยมีโจทย์สำคัญเพียงข้อเดียว คือ เราต้องชนะศึกทางเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้า เพื่อปกป้องโอกาสของคนไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้ค่ะ

พริษฐ์ ตั้ง 3 ข้อสงสัย มติ กกต. สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว.แค่ 77 ราย ชี้ ใช้คำให้การ เอกราช ตัดตอนให้สาวไม่ถึงนักการเมือง ภท.

15 กันยายน 2569 เวลา 10:14 น.

พริษฐ์ ตั้ง 3 ข้อสงสัย มติ กกต. สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว.แค่ 77 ราย ชี้ ใช้การกลับคำให้การ เอกราช ช่างเหลา เป็นข้ออ้างตัดตอนให้สาวไม่ถึงนักการเมืองภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “3 ปัญหาหลักที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับมติเสียงข้างมากของ กกต. ในวันนี้ (ซึ่งมีการสั่งฟ้อง “เพียงแค่ส่วนน้อย” ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. โดยเป็นการสั่งฟ้อง สว. เพียง 26 คน และไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) แม้แต่คนเดียว)

1. กกต. ปฎิเสธความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว.

หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ชี้ชัดว่าการโกง สว. ที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของ “ขบวนการ” ที่ครอบคลุมผู้สมัคร สว. จำนวนและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก – เช่น:

– หมายเลขผู้สมัคร สว. ที่ปรากฎในโพยใบสั่ง และในบัตรเลือกตั้งมีอย่างน้อย 130 คน

– การนัดหมายผู้สมัครและการดำเนินกิจกรรมที่ศูนย์ทำโพยตามโรงแรมใกล้เคียง กทม. (เช่น อยุธยา / ปทุมธานี / นครนายก) 1-2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ มีขั้นตอนและรูปแบบที่เหมือนๆกัน

– จำนวน สว. ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก เพื่อเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” และตกลงเรื่องการเลือกประธาน-รองประธานวุฒิสภา มีหลายสิบ (หรืออาจเกินร้อย) คน

ดังนั้น การที่ กกต. สั่งฟ้อง สว. แค่ 26 คน เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่ไม่ควรตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน

2. กกต. ไม่ให้น้ำหนักกับกับโพยใบสั่ง ทั้งที่เป็นหลักฐานที่ชัดกว่าหลักฐานในคดีที่ กกต. เคยสั่งฟ้องในอดีต

การที่ กกต. ไม่ได้มีมติสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง (ซึ่งคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 และ เลขาธิการฯ เห็นตรงกันว่าควรสั่งฟ้อง) ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต:

– ในคดีเมื่อปีก่อน กกต. เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความ ระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คน ที่มีการขอจับคู่-แลกคะแนนกัน (โดยไม่มีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติม)

– แต่ในคดีนี้ กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. ในโพยทั้งหมดไปที่ศาล ทั้งๆที่โพยใบสั่ง (และผลการลงคะแนนที่ตามมา) เป็นหลักฐานของการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ เสียยิ่งกว่าการจับคู่–แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน

3. กกต. นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างหลักในการตัดตอนให้เรื่องไม่สาวไปถึงนักการเมืองในภูมิใจไทย

กกต. แถลงชัดว่าเหตุผลหลักที่ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะพยานรหัส 16 (เอกราช ช่างเหลา) มีการกลับคำให้การ

อย่างไรก็ตาม (ตามที่ผมได้สื่อสารเมื่อวานเช้าก่อน กกต. ลงมติ) ผมเห็นว่าการกลับคำให้การดังกล่าว ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เพราะ:

– 1. นอกจากคำให้การของ เอกราช ยังมีหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย (เช่น

ประวัติการโทร / การกระทำของผู้ช่วยหรือทีมงานประจำตัว)

– 2. การกลับคำให้การเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล และเป็นการให้การเป็นหนังสือ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือมีการข่มขู่-กดดันโดยคนจากซีกรัฐบาล ณ เวลาดังกล่าวหรือไม่

– 3. การให้คำให้การครั้งที่ 2 (ซึ่งเป็นการกลับคำให้การครั้งที่ 1) มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดต่อสาธารณะ (เช่น ปฏิเสธว่าไม่มีโพยฮั้ว สว. / ปฏิเสธว่าไม่มีการยึดโพยจากผู้สมัคร)

ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อหลายคนในบรรดา 77 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (เช่น ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย / สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส. พรรคภูมิใจไทย / อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย / ผู้บริหารท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย) จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากว่าบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย จะไม่รับรู้หรือมีส่วนกับขบวนการดังกล่าว”

ปกรณ์ เตือน ระวังละเมิดสิทธิ ปมกล่าวหาวัดจุฬามณี ขอรอข้อมูลตำรวจ อย่าดราม่าทุกเรื่อง

15 กันยายน 2569 เวลา 10:09 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้รายงานถึงความคืบหน้าเพิ่มเติมในคดีอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ หรือไม่ ว่า เรื่องนี้ได้ไปตอบแล้วในสภา เมื่อถามถึงการตรวจสอบบัญชีวัด นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้เร่งรัดมาโดยตลอด

เมื่อถามถึงกระแสข่าววัดใหม่เกิดขึ้น ได้มีการตรวจสอบแล้วหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ได้ประสานกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ว่ามีวัดใดบ้าง แต่ไม่ได้มีอะไร ซึ่งวัดที่มีข่าวอย่างวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม ได้ตรวจสอบแล้วเบื้องต้นยังไม่มีอะไร ต้องรอข้อมูลกับทางตำรวจด้วย

“ผมจะบอกให้นะเรื่องที่จะไปกล่าวหาใครต่อใคร มันละเมิดสิทธคนอื่น ถ้าคุณไม่มีหลักฐานเพียงพออย่าไปกล่าวหาใครต่อใครไม่ดี แล้วมันสร้างสิ่งที่ไม่ดีต่อพระศาสนาด้วย จงอย่าเชื่อว่าเขาเล่าว่า เพราะส่งมาตามไลน์และแชร์กัน ขอฝากผู้สื่อข่าว ช่วยดูแลพระพุทธศาสนาด้วย ไม่ใช่ดราม่าไปทุกเรื่อง ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ซึ่งเขาดำเนินการไม่ต้องกังวล ไม่ต้อง น. ก. ค. ถามผมผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องป้องกัน วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การทำระบบ เมื่อตนบอกว่าเป็นกิเลสอยู่ในใจคน ต้องไปขัดเกลากิเลส เรื่องที่เราจะทำได้คือการวางระบบ ซึ่งได้วางไว้ 5 รายการ ทั้งบัญชีวัด ทะเบียนพระ ทะเบียนวัด เป็นต้น ย้ำว่า ปัญหาเกิดก่อนหน้านี้มานาน ตนพยายามมาทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ อย่าไปกล่าวหาใครง่ายๆ ไม่ดีเลย คิดถึงสิทธิของคนอื่นด้วย

แก้วตา ข้องใจ กกต.ฟ้อง 77 คนคดีฮั้ว สว. แต่คนจัดระบบหายไปไหน!? จี้เปิดหลักฐานเหตุใดบางกลุ่มถึงรอด

15 กันยายน 2569 เวลา 08:58 น.

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ “แก้วตา” สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีต สส.กทม. พรรคประชาชน  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ฟ้อง 77 คน แต่คนจัดระบบหายไปไหน?

วันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในคดีการได้มาซึ่ง สว. รวม 77 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน ขณะที่ สว.สำรอง กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีมติให้ส่งศาลฎีกาในส่วนดังกล่าว

ก่อนอื่นต้องย้ำว่า การที่ กกต.มีมติส่งศาล ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 77 คนมีความผิดแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังมีสิทธิต่อสู้คดี และผู้มีอำนาจวินิจฉัยคือศาล

แต่สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถามต่อ กกต. คือ—

ถ้าหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการกับผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือก และบุคคลอื่นจำนวนมาก แล้วหากพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นการประสานคะแนน การให้ผลประโยชน์ หรือการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ใครเป็นผู้จัดระบบ และหลักฐานไปสิ้นสุดตรงไหน?

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ คณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบพยานกว่า 700 ปาก ก่อนมีความเห็นว่าคดีมีมูลกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และอีก 91 คนซึ่งมีทั้งกรรมการบริหารพรรค สส. และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาของทั้ง 229 คนไม่มีมูล ก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่

และในมติล่าสุด กกต.ระบุชัดว่า ใน ข้อกล่าวหาที่ 1 ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรค สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลอื่นรวม 21 คน กกต.มีมติ ไม่ส่งศาลฎีกา รวมถึงข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับเลือกเป็น สว. ก็ไม่มีบุคคลในกลุ่มการเมืองดังกล่าวถูกส่งศาล

ตรงนี้จึงเป็นคำถามที่ กกต.ควรอธิบายต่อสาธารณะให้ละเอียด

ไม่ใช่เพียงว่า

“77 คนที่ถูกส่งศาล มีหลักฐานอะไร?”

แต่ต้องอธิบายด้วยว่า

“หลักฐานที่เคยถูกมองว่าเชื่อมโยงไปถึงผู้ถูกกล่าวหารายอื่น เหตุใดจึงไม่เพียงพอในชั้น กกต.ชุดใหญ่?”

อะไรคือเส้นแบ่งของพยานหลักฐานระหว่างคนที่ถูกส่งศาลกับคนที่ไม่ถูกส่ง?

ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่?

และหากข้อกล่าวหาบางส่วนพูดถึงการช่วยเหลือ

การประสาน หรือการให้ผลประโยชน์ เหตุใดความรับผิดจึงไปถึงบางกลุ่ม แต่ไม่ไปถึงอีกบางกลุ่ม?

นี่ ไม่ใช่การกล่าวหาว่านักการเมืองคนใดมีความผิด เพราะความผิดต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

แต่ความโปร่งใสของ กกต.มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้กระทบเพียงผู้ถูกกล่าวหา 77 คน แต่กระทบต่อ ความเชื่อมั่นในกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญของประเทศ

อีกประเด็นที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องคือ ขณะนี้ สว. 26 คน ยังไม่ได้พ้นจากตำแหน่ง รองเลขาธิการ กกต.ระบุว่า กกต.จะจัดทำคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในกรอบ 60 วัน และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว สว.ผู้ถูกร้องจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สังคมควรเรียกร้องในวันนี้คือ คำวินิจฉัยที่เปิดเผยเหตุผลและพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา

เราต้องรู้ว่า

ทำไมคนกลุ่มหนึ่งต้องไปศาล

แต่คนอีกกลุ่มไม่ต้องไป

เพราะหากตรวจสอบได้เฉพาะคนที่อยู่ปลายทาง แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่ามีการประสานและจัดระบบนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครบ้าง

คำถามสำคัญก็ยังคงอยู่—

เรากำลังตรวจสอบทั้งระบบ

หรือกำลังตรวจสอบเพียงคนบางส่วนในระบบนั้น? “

สมชัย ท้าชน! ขอฉันทามติ ปชช.ใช้เงินกองทุน 1 ล้าน จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ลุยฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.

15 กันยายน 2569 เวลา 07:36 น.

15 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอฉันทามติ จากประชาชน

ใช้เงิน กองทุน สู้ กกต. 1 ล้านบาท จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ฟ้อง กกต. ทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทุกมาตรา ทุกศาล ทุกช่องทาง ภายใน 26 วัน เท่ากับจำนวน สว. 26 คน ที่เขาส่งฟ้องศาล

เงินกองทุน สู้ กกต. ที่รับบริจาคมาเพื่อสู้กับ กกต. กรณีฟ้องปิดปากประชาชน มียอดบริจาค ประมาณ 2.2 ล้านบาท

ยังไม่ได้เบิกออกจากบัญชีแม้แต่บาทเดียว

การมีมติใช้เงิน ต้องใข้เสียงข้างมากของกรรมการ 5 คน คือ อ.ปริญญา จาก นิติ มธ. คุณลัดดาวัลย์ จาก PNET. คุณเป๋า ยิ่งชีพ จาก i Law คุณพงษ์ศักดิ์ จาก Anfrel และ ทนายนรเศรษฐ์ โดยผม ไม่มีชื่อในกรรมการ แต่ สามารถเสนอเรื่องให้ กรรมการพิจารณา ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ร่วมบริจาค

วันนี้ กกต. มีมติเรื่องคดีฮั้ว สว. ขัดกับหลักฐานข้อเท็จจริงที่คนในสังคมรับรู้ และยังไม่เปิดเผยเสียงและรายชื่อ กกต.ที่ลงมติ

ดังนั้น ผมจึงขอเสียงฉันทามติ จากประชาชนว่า สมควรใช้เงินกองทุน เพื่อจ้างทีมทนายที่ดีที่สุดในประเทศ (ใครก็ได้ ที่เสนอตัวเข้ามาและให้ประชาชนช่วยกันพิจารณาคัดเลือก) พลิกกฎหมายทุกฉบับ เพื่อทำคำฟ้อง กกต. ทุกคน ทุกชุด ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮั้ว สว. ต่อทุกศาลและทุกช่องทาง

ในกรณีที่ กรรมการกองทุน มีมติเห็นด้วย เราจะดำเนินการทันที แต่ หากกรรมการกองทุนเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย เราจะชี้แจงมติ ผู้ลงมติเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และเหตุผลต่อประชาชน

พร้อมตั้งโต๊ะแถลง ไม่ส่งตัวแทน พร้อมสบตาประชาชน ไม่ลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือน การแถลงข่าวของ กกต. เมื่อ 14 กันยายน 2569

ช่วยกันแชร์ข้อความนี้ การกดไลก์ จำนวนการแชร์ การแสดงความเห็นทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทุกความเห็น จะถูกนำเสนอให้ กรรมการกองทุน พิจารณาต่อไป

สมชัย ศรีสุทธิยากร
15 กันยายน 2569
เวลา 04.00 น.
สำเนาส่ง กรรมการกองทุน 5 คน

กกต.เสียงข้างมากสุ่มเสี่ยง วัส ติงสมิตร ชี้มติส่งฟ้อง 77 ราย คดีฮั้ว สว. สวนทางกฎหมาย-บรรทัดฐานเดิม

15 กันยายน 2569 เวลา 07:19 น.

15 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อมติ กกต. 14 กันยายน 2569 ในคดีฮั้ว สว. ปี 2567 เดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม

มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย (สว. ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 หรือ “คดีฮั้ว สว.” ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย ได้สร้างข้อสงสัยและแรงสั่นสะเทือนต่อวงการกฎหมายและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่าง กกต. ที่อาจกำลังเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม

1. การปะปนหลักการ: นำหลักคดีอาญา (หมวด 6) มาครอบดุลพินิจการเพิกถอนสิทธิ (หมวด 4)

หัวใจสำคัญที่น่าจะเป็นข้อผิดพลาดทางหลักการอย่างร้ายแรงของ กกต. เสียงข้างมาก คือการนำ มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา (Proof Beyond a Reasonable Doubt) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หมวด 6 (บทกำหนดโทษ) มาปะปนและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใน หมวด 4 (การควบคุมการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม) โดยเฉพาะ มาตรา 62

• หมวด 4 มาตรา 62 (มาตรการทางทางการเมือง) : กำหนดไว้ชัดเจนว่า หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกเป็นไปโดยทุจริต หรือไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์เพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds to Believe) ซึ่งเป็นเกณฑ์ดุลพินิจเพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานมัดแน่นถึงขั้นลงโทษจำคุกบุคคล

• หมวด 6 (ความผิดทางอาญา) : เป็นเรื่องของการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรเพื่อลงโทษจำคุกหรือปรับบุคคลในทางอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาและเจาะจงตัวบุคคลอย่างเคร่งครัด

การที่ กกต. นำเงื่อนไขทางอาญาในหมวด 6 มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิทธิทางการเมืองตามหมวด 4 ส่งผลให้เกิดการ “บีบช่องทางฟ้อง” ให้แคบลงอย่างผิดธรรมชาติ จนยกเว้นไม่ส่งฟ้องกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าทำให้การเลือกไม่สุจริต เพียงเพราะอ้างว่า “หลักฐานทางอาญายังไม่ถึงขั้น” ทั้งที่มาตรการตามหมวด 4 ถูกออกแบบมาเพื่อล้างผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตออกไปก่อน โดยไม่สามารถนำองค์ประกอบความผิดอาญามาครอบบังคับใช้ได้ เว้นแต่การกระทำนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาด้วย

2. บทเรียนบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีทุจริตเลือก สว. (ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ร้อยเอ็ด)

หากนำแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่เคยมีคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองของผู้กระทำผิดในคดีเลือก สว. ปี 2567 มาพิจารณา จะเห็นได้ชัดเจนว่าศาลฎีกามุ่งคุ้มครอง “วิจารณญาณอันเป็นอิสระ” และใช้พยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์ สถิติ และนิติวิทยาศาสตร์ในการวินิจฉัยตามมาตรา 62 โดยไม่ตัดตอนพิจารณาเฉพาะเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียว ดังนี้:

คดีชลบุรี (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 47/2568) :

• บรรทัดฐานแรกของการจับคู่: ศาลฎีกาวางแนวไว้ว่า เพียงการ “สมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนน” ผ่านข้อความแชทแอปพลิเคชัน LINE เช่น “เราเป็นเนื้อคู่กันแน่เลยค่ะ มาจับคู่เลือกกันนะ” หรือการนัดพบปะกันก่อนวันเลือกจริง ก็ถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำลายดุลพินิจอิสระและทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมแล้ว ศาลจึงพิพากษา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

คดีฉะเชิงเทรา / คดี “กำพล” (ดำ ลต สว 19/2568 / แดง ลต สว 66/2569) :

• เครือข่ายจัดตั้งและผู้บงการ (Mastermind): ศาลรับฟังพฤติการณ์การทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีการวางแผน จัดหาผู้สมัครนอมินี สนับสนุนเงินค่าสมัคร (คนละ 4,500 บาท) และสั่งการลงคะแนน (“ยิงเบอร์”)

• พยานซัดทอดและพยานดิจิทัล: ศาลรับฟังคำให้การของ ผู้ร่วมกระทำความผิดที่ กกต. กันไว้เป็นพยาน (Accomplice Witness) ตามมาตรา 65 ประกอบกับพยานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น คลิปเสียงที่ไม่พบร่องรอยตัดต่อ, ประวัติการใช้โทรศัพท์ (Call Log), และชุดข้อมูลแชท LINE ศาลมองภาพรวม (The Big Picture) ตั้งแต่ขั้นตระเตรียมการว่าเป็นการกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อล็อกผลลัพธ์ แม้ผู้บงการจะไม่ได้ลงมือส่งเงินด้วยตนเองก็ตาม

คดีร้อยเอ็ด (ดำ ลต สว 15/2568 / แดง ลต สว 69/2569) :

• นอมินีการเงินและกระบวนการศาลอำพราง: ผู้กระทำผิดพยายามสร้างธุรกรรมอำพรางโดยโอนเงินผ่านบัญชีนอมินี (ลูกน้อง/ภริยา) และอ้างค่าสินค้า/ค่ากาแฟ รวมถึงการสร้างพยานหลักฐานเท็จด้วยการแกล้งยื่นฟ้องคดีแพ่งอำพราง

• พยานวิทยาศาสตร์และหลักความผิดสำเร็จ: ศาลฎีกาใช้น้ำหนักจากพิกัดเสาสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Site) ยืนยันตำแหน่งบุคคลร่วมกับระยะเวลาโอนเงินที่ห่างกันเพียง 1 นาที หักล้างข้ออ้างทั้งหมด อีกทั้งวางหลักว่าการ “เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้” ถือเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่การเจรจาสิ้นสุด แม้เงินยังไม่ถึงมือก็ตาม ส่งผลให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี รวม 6 ราย

พฤติการณ์จากทั้ง 3 คดีข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าการบล็อกโหวต การตั้งเครือข่าย หรือการตกลงแลกคะแนน ย่อม “เพียงพอ” ที่จะรับฟังได้ว่าการเลือก สว. “มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ตามมาตรา 62 การที่ กกต. เสียงข้างมากมองข้ามพยานหลักฐานเชิงเชื่อมโยง แผนผังความสัมพันธ์ และรูปแบบการลงคะแนน แล้วตัดตอนส่งฟ้องเพียง 77 ราย โดยอ้างว่าพยานหลักฐานทางอาญาไม่สมบูรณ์ จึงเป็นการปฏิเสธเจตนารมณ์ของกฎหมายและบรรทัดฐานของศาลฎีกาโดยสิ้นเชิง

3. สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดอาญา

การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เสียงข้างมากในครั้งนี้ อาจมิใช่เพียงความผิดพลาดในการตีความกฎหมายธรรมดา แต่อาจเข้าข่ายเป็นการ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 69 ด้วยเหตุผลดังนี้:

• การดึงพฤติการณ์ความผิดออกมารับโทษบางส่วน (ตัดตอนคดี): ทั้งที่มีรายงานและพยานหลักฐานจากสำนวนการไต่สวนที่ระบุถึงผู้เกี่ยวข้องและขบวนการที่ใหญ่กว่า แต่การกระทำของ กกต. เสียงข้างมากอาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อ “ปล่อยหลุด” ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะระดับผู้วางแผน สั่งการ หรือสนับสนุนทางการเมือง

• สร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อระบบกระบวนการยุติธรรม: การนำหลักกฎหมายอาญามาสวมทับดุลพินิจในคดีเลือกตั้ง จะทำให้ กกต. กลายเป็น “เกราะคุ้มกัน” ผู้กระทำผิด แทนที่จะเป็น “ผู้พิทักษ์ความสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ของการเลือกตั้ง

บทสรุป

มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ส่งฟ้องเพียง 77 ราย จากคดีฮั้ว สว. ทั้งระบบ ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย จึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายผิดประเภทอย่างร้ายแรง การนำหมวด 6 (โทษทางอาญา) มาบดบังหมวด 4 (การควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต) ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. แต่ยังอาจเป็นเหตุแห่งความรับผิดทางอาญาที่ กกต. เสียงข้างมากต้องเผชิญในอนาคต หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการตัดตอนและเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวทำไปเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้พ้นจากการถูกตรวจสอบ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
15/9/69

เฮเฟส2มาแน่ ไทยช่วยไทยฯ รบ.ยันเงินพอ

15 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

เฮเฟส2มาแน่ ไทยช่วยไทยฯ รบ.ยันเงินพอ

“ภราดร” เผยให้คลังเคาะต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” หลังนายกฯ ไฟเขียวในหลักการ ยันมีงบจาก พ.ร.ก.กู้เงินเหลือ 5 หมื่นล้าน รัฐบาลเดินหน้าบรรเทาค่าครองชีพประชาชน ขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินการตลอด 6 ครั้ง สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 86 ล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพกว่า 15 ล้านบาท “กปช.” ประชุมนัดแรก “ศุภจี” กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร หลังเจอมรสุมภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ ดึง“ดี้-นิติพงษ์”นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างความเชื่อมั่น ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ขณะนี้ใกล้จะสิ้นสุดเฟสแรกในปลายเดือนกันยายนนี้ โดยทางกระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการดำเนินโครงการต่อ ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณระยะแรก ยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ราว 4-5 หมื่นล้านบาท จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีความพร้อมและเพียงพอที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนโครงการได้ทันทีหากกระทรวงการคลังเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการเรียบร้อยแล้ว โดยเปิดทางให้สามารถดำเนินการต่อได้หากสถานการณ์มีความเหมาะสม

นายภราดร กล่าวว่า นอกจากนี้ ในด้านแหล่งเงินทุนนั้น รัฐบาลมีงบประมาณหลายกระเป๋า โดยยังมีกระเป๋าใหม่ คือ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่พร้อมหยิบยกมาใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ทันที หากสถานการณ์มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชน

ทางด้าน นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อนโยบายของรัฐบาลบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านกิจกรรมจำหน่ายสินค้า“ไทยช่วยไทย”ลดภาระ ลดค่าครองชีพ เฟส 2 ครั้งที่ 6 ครอบคลุม 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัด ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน

“ผลการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ได้รับการตอบรับจากประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1.4 แสนคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 13.24 ล้านบาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 2.17 ล้านบาท ทั้งนี้ ตลอดการจัดกิจกรรมทั้ง 6 ครั้ง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 86.56 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนรวมกว่า 15.02 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ส่งตรงถึงประชาชน พร้อมช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในทุกพื้นที่” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ให้เป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนกันยายน 2569 พร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมติดตามและเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือนไทยไปพร้อมกัน

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ หรือ กปช. โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมครั้งแรก

นางศุภจี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะสร้างความร่วมมือและขยายผลนโยบายรัฐให้กับประชาชนได้ทราบถึงข้อเท็จจริง ในวันนี้สถานการณ์ วิกฤติที่เจอ เป็นวิกฤติที่ไม่เคยเจอซ้ำซ้อนกันมาก่อน ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และรวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายที่เราต้องการจัดการ เหล่านี้ทำให้การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ เราคงไม่สามารถรับมือได้ในท่าทีเดิม ๆ เราควรจะต้องมานั่งมองกันว่าคณะกรรมการชุดเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นแค่คณะกรรมการที่มาเจอกัน แล้วทำภารกิจเหมือนเดิม แต่เราต้องเข้ามาคิดและช่วยกัน ร่วมมือกันว่าจะทำอย่างไร จึงจะสื่อสารข้อเท็จจริงให้กับประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันได้ สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดี เราจะส่งต่อไปให้ประชาชนได้ทราบ แต่สิ่งไหนยังทำไม่ดี ก็จะทำหน้าที่รับฟังและนำมาปรับในเรื่องของการทำงาน

“คณะกรรมการชุดนี้ คงไม่ได้ทำงานในลักษณะของการให้ข้อมูลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรับฟังทิศทางและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมว่ามีความวิตกกังวลหรือความไม่เข้าใจในเรื่องใด และช่วยกันจัดวางเป็นนโยบาย ที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในยุคที่เรารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพเดิม ๆไม่ได้ ดังนั้นความเห็นทัศนคติ ข่าวปลอม จึงเป็นสิ่งที่เราต้องจัดการอย่างทันท่วงที” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวอีกว่า วันนี้ควรจะมีโอกาสได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องต่าง ๆ หลายประเด็น ทั้งการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นรายชื่อแล้วต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาช่วยกันทำในเรื่องนี้ และเชื่อได้ว่าทุกคนมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์กับประชาชน สำหรับการประชุมในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระเบียบวาระที่ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานผลการดำเนินงานและอยากจะเรียนท่านผู้ทรงคุณวุฒิว่าอย่าพึ่งไม่พอใจว่ามีแต่เรื่องเปเปอร์เวิร์ค การบ้าน ที่อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะทำนัก แต่อันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เจอกันครั้งสุดท้ายตนเองไม่ได้เป็นประธาน ซึ่งจากการบันทึกประชุมครั้งสุดท้ายตั้งแต่ ปี 2567 ตอนนี้ 2 ปีผ่านไป โลกเปลี่ยนไปเยอะ ซึ่งเราจะต้องมานั่งพูดคุยกันว่าที่เคยตั้งไว้ในปี 2567 จะเดินไปแบบนั้นหรือไม่ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการให้มีภารกิจที่ชัดเจนและเดินหน้ากันต่อ

ส่วนการประชุมครั้งต่อไป ไม่ต้องรอ 2 ปี หวังว่าจะเชิญคุยกันเร็วขึ้น และนำเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์จริง ๆ นโยบายจริง ๆ มาสะท้อนร่วมกัน

ด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราประชุมครั้งล่าสุด 2 ปีมาแล้ว การประชุมที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มีการประชุมในรูปแบบลักษณะนี้ เพราะจากหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของฝ่ายการเมือง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้การประชุมชะลอไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็เห็นความพยายามผลักดันความเชื่อมโยงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล ที่มีการประชุมกันนอกรอบตลอดเวลา วันนี้เป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ทุกคนให้ความเชื่อมั่น ซึ่งทุกคนเห็นชื่อก็ชื่นชมที่มาช่วยเป็นองค์ประกอบ จึงคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางที่ดี ที่จะจะช่วยสื่อสารกับประชาชนในหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกกลุ่มของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม มีนายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือพี่ดี้ นักแต่งเพลงชื่อดัง ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ และคนอื่น ๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

กกต.ลุยไฟ ปล่อยผีคดีฮั้วสว. ภท.รอดยกแผง ภท.รอดยกแผง พยานไม่น่าเชื่อแต่แรก ส่งฟ้องศาลฯแค่77คน

15 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

กกต.ลุยไฟปล่อยผีคดีฮั้วสว. ภท.รอดยกแผง พยานไม่น่าเชื่อแต่แรก ส่งฟ้องศาลฯแค่77คน เป็นวุฒิฯปัจจุบัน26ราย

กก.บห.พรรคภูมิใจไทยรอดหมด กกต.มีมติสั่งฟ้องศาลฎีกาบางส่วน 77 ราย จาก 427 ราย คดีทุจริตการเลือก สว. มีสว.ปัจจุบัน 26 คน ข้อกล่าวหาแนะนำตัว-เรียกรับผลประโยชน์ ด้าน’วรศิษฎ์’ลั่นรัฐบาลไม่มีแรงกดดัน ใครทำอะไรต้องรับผิดชอบ ไม่ได้เข้าไปวุ่นวายไม่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างยืนบนข้อเท็จจริง ขณะที่‘สว.สีน้ำเงิน’ยังทำหน้าที่ตามปกติ ถกกฎหมายสำคัญ ดีเอสไอขอสำนวนกกต.ประกอบคดีฟอกเงิน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 14 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คนแล้ว โดยมี กกต.มาครบทั้ง 7 คน ซึ่งบรรยากาศ โดยรอบสำนักงาน กกต.มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง เข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200นาย โดยมีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สังเกตการณ์เข้าไปในภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต.ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00น.โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต.หรือเพจYouTube ECT Thailand ขณะเดียวกัน ได้มีกลุ่ม สว.สำรองได้ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องขอให้พิจารณาคดีทุจริตการเลือกสว.ด้วยความรอบคอบ

ส่งตำรวจคุมเข้มกกต.ลงมติฮั้วสว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติวันนี้ กกต.แต่ละคนเมื่อเข้าห้องประชุมแล้วจะได้ส่งใบลงมติส่วนตัวต่อที่ประชุมเพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมรวบรวมผลคะแนนและขานมติ อย่างไรก็ตาม การลงมติใน 7 ข้อกล่าวหา ตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ได้แก่ 1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส.สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง

2.ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา76 วรรคสอง 3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด ในการแนะนำตัวตามมาตรา 36 และมาตรา70 4.มีการจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมจะให้ทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน ตามมาตรา 77 (1)5.มีการจัดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยง เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ตามมาตรา 77 (3) 6.มีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อการลงสมัคร ตามมาตรา 79 7.มีสิทธิเลือก เรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา81

มีผู้ถูกร้อง427คน-ความผิด7ข้อหา

ต่อมา เวลา 15.50น.ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7คน ได้ประชุมเพื่อลงมติการไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี2567 โดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.และว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้แถลงว่า จำนวนผู้ถูกร้องในสำนวนคดีดังกล่าวมีทั้ง 427 คน ไม่ใช่ 229คน ตามที่มีการเสนอผ่านสื่อมวลชน และที่ประชุม กกต.มีมติ โดยข้อจำกัดไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร โดยมีการพิจารณาตาม 7ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี คือ มาตรา76 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือนักการเมือง กระทำการช่วยเหลือผู้สมัคร จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 21 คน กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องผู้ใดไปยังศาลฎีกา

ฟ้องสว.26-บุคคลอื่น15-ภท.รอด

มาตรา76 วรรคสอง ว่าด้วยผู้สมัครยินยอมให้นักการเมืองช่วยเหลือให้ได้เป็น สว. จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 140 คน กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องผู้ใดไปยังศาลฎีกา มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 ว่าด้วยการแนะนำตัวไม่เป็นไปเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 175 คน กกต. มีมติสั่งฟ้อง 26 คน ที่เป็น สว. ชุดปัจจุบัน, 1 ราย เป็นผู้มีสิทธิเลือก สว. และบุคคลอื่นจำนวน 15 ราย โดยไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด รวม 42ราย

ข้อกล่าวหาที่4-7 คือ มาตรา 77วรรคหนึ่ง (1) ว่าด้วยการให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์, มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) ว่าด้วยการรับจะจัดเลี้ยง, มาตรา 79 ว่าด้วยการเรียกรับผลประโยชน์ และมาตรา 81 ว่าด้วยการเรียกรับผลประโยชน์สำหรับตนเอง เบื้องต้น กกต.มีมติสั่งฟ้อง สว.ปัจจุบัน 26ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว.36ราย และบุคคลอื่น 15ราย รวม 77ราย

หากศาลรับฟ้องต้องหยุดทำหน้าที่

นายณรงค์ กล่าวว่า หลังมีมติ กกต.จะต้องจัดทำคำวินิจฉัยสำนวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายใน 60วัน โดย สว.ที่ถูกดำเนินคดียังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีจากมติของ กกต.เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา สว.ที่ถูกร้องจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา และหากศาลพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด สมาชิกภาพของ สว. รายดังกล่าวจะสิ้นสุดลงนับจากวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ข้อกล่าวหาที่1และ2 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกันว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 เป็นกรณีพรรคการเมืองหรือ สส.เข้าไปช่วยเหลือผู้สมัคร แต่จากการไต่สวน กกต.เห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอส่งศาลฎีกาในข้อกล่าวหาที่ 1 พร้อมเน้นย้ำว่า มติ กกต.ที่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เป็นเพียงมติเบื้องต้นด้วยเสียงข้างมากที่เห็นว่าน่าเชื่อว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย บุคคลเหล่านี้ยังไม่ถือว่าเป็นผู้มีความผิด และยังมีสิทธิไปต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาได้อย่างเต็มที่ โดยศาลฎีกาจะใช้ระบบไต่สวน ซึ่งจะนำสำนวนไต่สวนของ กกต.เป็นหลัก และศาลสามารถเรียกหรือแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาได้

แจงยิบพฤติการณ์รายละเอียดคดี

นายณรงค์ ยังกล่าวถึงการไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา กรณีกรรมการบริหารพรรค ว่า เป็นมติกกต.เสียงข้างมาก ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาที่ 1 กับข้อกล่าวหาที่ 2 เชื่อมโยงกัน ข้อกล่าวหาที่ 1 เป็นกรณีความปรากฏ แล้วกกต.สั่งให้รับเรื่องแล้วไต่สวน คือถ้าดูแล้วผู้ถูกร้อง 187-206 และ 228 ก็คือ นายเนวิน ชิดชอบ ข้อกล่าวหานี้ เป็นความปรากฏจากสำนวนสอบสวนมีการแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกก.บห.หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปช่วยเหลือ สว.140คน ที่เชื่อว่ามีชื่อในโพย และได้อันดับต้นๆ ว่าได้รับการช่วยเหลือจาก 21 คนนี้ ซึ่งเราต้องดูข้อกล่าวหา คำชี้แจง พยานหลักฐาน สำนวนนี้มีพยานรหัสที่ 16/26 รหัส 21/26 และ22/26 และ 25/26และนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท เป็นพยานกล่าวอ้างว่า แต่พยานสำคัญ คือพยานรหัสที่ 16 ที่เป็นประเด็น มาให้ถ้อยคำว่ารู้เห็น 4 เหตุการณ์ ว่ากก.บห. คนรุ่นใหม่ นำโดย นายภราดร ปริศนานันทกุล ร่วมวางแผนฮั้วสว. ศึกษาระเบียบ คิดค้นโปรแกรมออฟไลน์ โดยทราบจากเพื่อนสส.และกก.บห.

เหตุการณ์ที่ 2 เป็นช่วงมีการเลือกสว.คือวันที่ 26มิ.ย.67 หลังเลือกสว.ระดับจังหวัด ก่อนการเลือกระดับประเทศ มีการประชุมกก.บห.ภูมิใจไทย มีการบรรยายวิธีให้เป็นไปตามแผน โดยมีนายภราดร และ นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นผู้บรรยาย มีนายเนวิน และนายอนุทิน นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน พยานอ้างว่าประชุมร่วม เหตุการณ์ที่ 3 วันที่ 24 มิ.ย.2567 ไปที่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา ทำโพยฮั้ว ทีติวเตอรื เป็น นางสุขสำรวย วันทนียกุล มาร่วมด้วย เหตุการณ์ที่ 4 หลังเลือกระดับประเทศนำสว.ในสายไปรับมอบนโยบายจากนายเนวิน ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ ผู้ถูกร้องทุกคนปฏิเสธ

พยานลำดับ16ให้ถ้อยคำไม่ชัด

ซึ่งตนวินิจฉัยว่า กรณีนี้เป็นการเลือก สว.ระดับประเทศ เมื่อ 26 มิย. 67 และกกต.ประกาศผลการเลือกเมื่อวันที่ 10ก.ค.67 ภายหลังประกาศผล มีการร้องเรียน การเลือกสว.ว่าไม่ชอบ มีผู้ร้องและผู้ถูกร้องจำนวนมากและวันที่ 18มีนาคม 2568 มีการรับทราบจากกกต.ว่าดีเอสไอ มีหนังสือแจ้งเรื่องรับสอบสวน กรณีมีผู้ร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งกกต.เห็นว่ามีมูล มีการฝ่าฝืนพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสว.จึงเสนอให้ตั้งเรื่อง โดยวันที่ 18มีนาคม ไม่มีการแถลงข้อกล่าวหาทั้ง 21 คน ตอนนั้นกกต.ตั้งชุดไต่สวน26 ดำเนินการไต่สวนเรื่อยมา จนจะเห็นว่าคนถูกร้องจริงๆ คือคนที่มีชื่อ1-7 ของโพย มีผู้ถูกกล่าวหา 140คน ต่อมา วันที่ 10มิ.ย.2568 ผ่านมาหลายเดือนกกต.ได้รับรายงานจากชุด26ว่า มีผู้กระทำความผิดทั้งผู้มีสิทธิ์เลือก และผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เริ่มขอให้กกต.รับเรื่องสอบกก.บริหารพรรค และผู้มีส่วนในพรรค เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.68 ซึ่งเป็นภายหลังจากรับคำร้องตั้งแต่แรก ซึ่งก็มาจากพยานรหัสต่างๆมาให้ถ้อยคำว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิด การรับรองผลล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทำไมไม่เคยแจ้งเหตุ ไม่แจ้งกกต.เลยว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด พยานปากนี้ให้ถ้อยคำ ชุด 26 หลังจากที่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์มานาน หากพูดเรื่องการเมือง พยานรหัส 16/26 เคยเป็นสส.ภูมิใจไทย และมีมติให้พ้นจากพรรค เพราะพยานคนนี้ถูกศาลจังหวัดขอนแก่น ตัดสินว่าทำความผิด ยักยอกเงินสหกรณ์ครูหลายร้อยล้าน ถูกจำคุก และย้ายไปพรรคกล้าธรรม แล้วตอนนั้นก็ขัดแย้งกัน วันที่ 28พ.ค.2568 พยานรหัส16 จึงมาให้ถ้อยคำ ขอกันตัวเป็นพยานก็เห็นว่าตอนนั้นก็มีมูลเหตุข้อน่าสงสัยว่า มีเจตนาอย่างไร จึงต้องฟังอย่างระมัดระวัง จะว่าไม่มีเหตุโกรธเคืองก็ไม่ถนัด

ก่อนฟันธงพยาน3ปากไม่น่าเชี่อถือ

นอกจากนี้พยานอ้างว่าเหตุเกิดที่พรรคภูมิใจไทย ก็มีพยานรหัส 16/26 คนเดียวที่ให้การ แล้วเหตุการณ์ 1 หรือ 2 ก็ไม่พบว่ามีการเก็บเครื่องมือสื่อสาร แต่ก็ไม่พบหลักฐานอื่นเลย ภาพถ่ายใดๆ ไม่ปรากฏกระทั่งหลักฐานการปฏิบัติการของนายภราดร ไม่มีวัตถุพยานโปรแกรม ว่ามีลักษณะใด ที่อ้างว่ามีเงินจำนวนมหาศาล ก็ไม่ปรากฏว่าจ่ายให้ใคร ไม่มีเส้นเงิน พยานปากนี้ให้การไม่ได้ว่าให้เงินอย่างไร ใครรับบ้าง เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ข้อกล่าวหานี้ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือ 21/26 และ 22/26 ทั้ง 2 คน เป็นสว.ทั้งคู่ ก็ถือเป็นพยานประกอบ เราก็มาดูว่าพยานประกอบเชื่อมโยงสอดคล้อง กับพยาน 16/26 หรือไม่ เพราะพยานทั้ง 2 บอกว่าไปร่วมที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูมิ และอ้างว่า นางสุขสำรวยร่วมด้วย และพยานรหัส 22 บอกว่ารวมกลุ่ม กับรหัส 16 ทราบว่า กลุ่ม16/26 ได้โควตา 2 คน ซึ่งไม่มีถ้อยคำใดเลยว่าพยาน 22/26 ที่อยู่พะเยา มาอยู่ในกระบวนการเขาเลย แต่บอกว่ามีคนเดียวคือ 21/26 ที่อยู่ขอนแก่น ทำให้เห็นว่าความสอดคล้องของพยานไม่มีเลย สำคัญสุดคือพยานทั้ง 3 มากลับคำให้การ โดยมีหนังสือถึงประธานกกต.บอกว่าพฤติการณ์ที่อ้างไว้ ไม่เป็นความจริง การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่ผู้พิพากษา พยานกลับคำ ตนลงโทษมาเยอะ แต่พยาน 3 ปากนี้ ไม่น่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7คน ประกอบด้วย 1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง 2.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ 3.นายชาย นครชัย 4.นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ 5.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ 6.นายณรงค์ รักร้อยและ7.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร

‘วรศิษฎ์’ ลั่นรัฐบาลไม่มีแรงกดดัน

ก่อนหน้าที่ กกต.จะลงมติคำวินิจฉัย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีคำวินิจฉัยในคดีฮั้วเลือก สว. ในวันนี้ (14 ก.ย.) มีแรงกดดันอะไรกับรัฐบาลหรือไม่ว่า ตนคิดว่าไม่มี ซึ่งเรายืนยันชัดเจนมาโดยตลอดอยู่แล้วว่าใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบ และเราไม่ได้เข้าไปวุ่นวาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นอยู่แล้ว เป็นเรื่องของ กกต. ที่ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐานผู้สื่อข่าวถามว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.ย.มีความพยายามเชื่อมโยงและปลุกระดมมวลชน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา แต่สุดท้ายต้องทำงานบนข้อเท็จจริงมากกว่า

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของหลายกลุ่มในช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะพวกตนทำงานเต็มที่มาโดยตลอด อย่างที่ทุกคนเห็นตั้งแต่ตั้งคณะรัฐมนตรีมา เราเจอปัญหาทั้งภายในและภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ค่อนข้างเยอะพอสมควร ตนว่าตอนนี้ทุกคนโฟกัสว่าทำอย่างไรที่จะเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นและให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ง่ายที่สุด เมื่อถามย้ำว่า มีความกังวลหรือไม่ หากคำวินิจฉัยของ กกต.ออกมา ทำให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวไม่พอใจและออกมาเคลื่อนไหวกดดันต่อ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่กังวล อย่างที่บอกทุกอย่างอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน

นายกฯปิดปาก-เตรียมบินเวียดนาม

เวลา 12.45น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14 – 16 ก.ย. โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาส่งที่รถ

ทั้งนี้ระหว่างรถขับผ่าน นายกฯ ลดกระจกรถลง พร้อมโบกมือทักทายสื่อมวลชนและกล่าวว่า “เดี๋ยวไปเวียดนามแล้ว” โดยนายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.ในวันเดียวกันนี้

‘สว.สีน้ำเงิน’ยังทำหน้าที่ตามปกติ

เวลา09.30น.ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่7 ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามระเบียบวาระปกติ ท่ามกลางการจับตาจากทุกภาคส่วนถึงผลการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีกำหนดการจะแถลงชี้ขาด ในเวลา 15.00 น. ว่าจะมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาฟ้องร้องในคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะหากศาลรับคำร้อง จะมีคำสั่งให้ สว.ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนและสืบสวนกลาง ชุดที่ 26 แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบันที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้งหมด 138คน โดยท่าทีของบรรดา สว.ส่วนใหญ่ยังคงสงบนิ่งและปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซึ่งสมาชิกแต่ละคนทยอยเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาวาระสำคัญตามลำดับ โดยเริ่มจากการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในหลายประเด็นร้อน อาทิ ปัญหาที่ดินและทรัพยากรดิน ความคืบหน้าศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี การกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาว รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำมูล-ชี และคลองหกวา

แฉพยานรหัส16’เอกราช ช่างเหลา’

ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกตได้โพสต์ข้อความก่อนการประชุมกกต.เพื่อพิจารณาลงมติคดีหัวสว. 229 คน โดยเปิดชื่อของพยานรหัสที่ 16 ที่มีหนังสือถึงประธานกกต. ขอกลับคำให้การที่เคยให้ไว้กับคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าพรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกสว. ว่า คือนายเอกราช ช่างเหลา โ โดยนายสมชัยระบุว่าพยานรหัส 16 คือใคร ทำไมต้องปล่อยเอกสารกลับคำให้การในโค้งสุดท้าย 3 วันก่อนการลงมติ 1. พยานรหัส 16 คือใคร พลิกดูละเอียด ในรายงานการประชุม อนุ ฯ ชุด 36 พบว่า บางช่วงของการบันทึก มีวงเล็บชื่อพยานรหัส 16 ว่า เอกราช ช่างเหลา สืบค้นจากเอไอ ได้ความว่า “เอกราช ช่างเหลา เป็นนักการเมืองจากจังหวัดขอนแก่น อดีต ส.ส.และอดีตผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น” ในการเลือกตั้งปี 2566 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ต่อมาเมื่อ 17 เมษายน 2568 ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาจำคุก 5 ปี 93 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่สหกรณ์ประมาณ 405 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 18 เมษายน2568 พรรคภูมิใจไทย มีมติให้พ้นจากสมาชิกพรรค

กกต.ตีตกคำให้การไม่น่าเชื่อถือ

ซึ่งข้อมูลจากการสืบค้น พบว่า ตรงกับที่ระบุในรายงานการประชุม อนุ ฯ ชุด 36 ที่ว่า “เป็น อดีต สส.ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อถูกขับออกจากพรรคก็มาให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ต่อมาได้มีหนังสือขอกลับคำให้การทั้งหมดที่ตนให้ไว้” และ“จึงมีข้อพิจารณาถึงความน่าเชื่อของพยานรายนี้ โดยเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ”2.ทำไมต้องมาปล่อยเอกสารหลุดในโค้งสุดท้าย คำตอบ คือ คำให้การส่วนใหญ่ของพยานรหัส 16 เป็นการพาดพิง สส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่ เมื่อมีการกลับคำให้การว่า ถูกชายไม่ทราบชื่อ บังคับข่มขู่และเลขาธิการ กกต.ลงความเห็นว่า ไม่น่าเชื่อถือ จึงอาจเป็นการปูเรื่องไปสู่มติ กกต.ว่า 21+1 คน ที่ อยู่ใน สำนวนชุด 26 ไม่เป็นความผิดมติในวันนี้ จึงมีข่าวลือออกมาก่อนว่า ยกคำร้องทั้งหมดในส่วนฝ่ายการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 76 วรรคแรก อ๋อ หรือยังครับ

ดีเอสไอรวมสำนวนทำคดีฟอกเงิน

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมแถลงผลการพิจารณาของ กกต.สำนวนการไต่สวนการเลือก สว.ที่ได้ประชุมลงมติวินิจฉัยชี้ขาดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้กำหนดให้ดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบสำนวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.จะต้องนำรายงานความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าสู่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอเช่นเดียวกัน ดังนั้นแม้ความเห็นของกกต.จะวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอนำโดยหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะจัดทำหนังสือประสานขอข้อมูลไปยัง กกต.เพื่อนำมาประกอบพิจารณาในสำนวนของดีเอสไอโดยเร็วที่สุด เนื่องด้วยสำนวนของดีเอสไอ ก็มีประเด็นของการสอบปากคำและพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้แล้ว ดีเอสไอ จำเป็นต้องรอดูข้อเท็จจริงและรายงานข้อมูลความเห็นการวินิจฉัยชี้ขาดของให้เรียบร้อยก่อนเพื่อดูว่า ข้อเท็จจริงมีการยุติอย่างไร สั่งฟ้องดำเนินคดีส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกี่ราย หรือไม่สั่งฟ้องกี่ราย และด้วยเหตุผลใดบ้าง

“วรศิษฎ์”รายงานนายกฯบรรจุขรก.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ถึงความคืบหน้าการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างหลังจากมีการเพิกถอนผู้ทุจริตเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ว่า มารายงานเรื่องกรอบเวลาบรรจุข้าราชการท้องถิ่นรอบที่ 4 สำหรับบุคคลที่รอเรียกบัญชีอยู่ ทั้งนี้ ตั้งใจว่า จะมีการเรียกบรรจุในช่วงเดือน ต.ค. โดยวันที่ 17 ก.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ซึ่งจะมีการนำเสนอรูปแบบกรอบเวลาให้กับ ก.กลาง ได้ดูด้วย และวันดังกล่าวจะมีการสรุปวันบรรจุ จะดำเนินการให้เร็วที่สุด เชื่อว่า ผู้ที่รอบรรจุอยู่รอมาหลายเดือนแล้ว

ลั่นสาวโกงสอบเข้าไม่จบแค่นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯ ระบุเรื่องการตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นจะไม่จบเพียงเท่านี้ จะสาวไปมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มันไม่จบแค่นี้อยู่แล้ว เพราะในส่วนกระทรวงมหาดไทยที่ทำพยายามเร่งดึงคนที่สอบได้ด้วยความบริสุทธิ์กลับเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด และถอดคนที่มีคะแนนผิดปกติออกไปให้เร็วที่สุด ถือว่าเราเดินมาถึงจุดที่สำเร็จได้ในระดับหนึ่ง แต่ในส่วนการเอาผิดเรื่องของอาญาไม่มีทางจบแค่นี้อยู่แล้ว อย่างที่เราเห็นเมื่อวันที่ 11ก.ย.ที่ผ่านมา นายกฯได้มีการแถลงเพิ่มเติมเรื่องการริบทรัพย์ และระหว่างนั้นก็เห็นว่ามีการไปจับกุมเพิ่มเติมอยู่เป็นรายวัน ให้ทีมทำงาน ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ขยายผลออกไปเรื่อยๆ ดำเนินการกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด