วุฒิสภา ถกรายงานเพิ่มประสิทธิภาพการเลือกตั้ง ชงยกเครื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างพ.ร.บ.กกต. และร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งสส.

21 กันยายน 2569 เวลา 14:29 น.

’วุฒิสภา‘ถกรายงานเพิ่มประสิทธิภาพการเลือกตั้ง ชงยกเครื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างพ.ร.บ.กกต. และร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งสส. ปรับโครงสร้างที่มา กกต. สว.ประสานเสียงสนับสนุนประชาชนเข้าชื่อ 5หมื่น สอยองค์กรอิสระได้ “พิสิษฐ์”เบื่อชวนลงถนนปลุกปฏิวัติ

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 21 ก.ย.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ตามที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค พิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ในฐานะประธานกมธ. ชี้แจงเนื้อหารายงานว่า มีเป้าหมาย 3 ประการคือ 1.นำเสนอปัญหาการเลือกตั้ง ที่ถูกตั้งคำถามไม่เสรีและเป็นธรรม 2.จัดทำแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเลือกตั้ง 3.จัดทำข้อเสนอต่อองค์กรที่เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง

ขณะที่น.ส.อชิรญา บุญตา คณะทำงานรายงานฯ กล่าวว่า กมธ.เสนอการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้ง 3ฉบับ คือ1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เสนอแก้ไข 6ประการ อาทิ ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใช้หมายเลขเดียวกับหมายเลขประจำพรรคทั่วประเทศ ลดความสับสนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การกำหนดให้พรรคการเมืองที่จะได้รับการจัดสรรสส.บัญชีรายชื่อ ต้องมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ เพื่อสร้างคุณภาพพรรคการเมืองในรัฐสภา การให้ประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อร้องต่อประธานรัฐสภา ให้รัฐสภาลงมติถอดถอนกกต.ได้ โดยใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า2ใน 3ของที่ประชุมรัฐสภา 2.แก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. อาทิ ลดเกณฑ์อายุกกต.ขั้นต่ำจาก 35 -70ปี การปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาของกกต. ให้ยึดโยงกับประชาชนและมีดุลยภาพมากขึ้น 3.ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อาทิ กำหนดให้กกต.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้แล้วเสร็จและรายงานกลับภายใน3วัน การให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อ เพื่อจับฉลากกำหนดหมายเลขประจำพรรคก่อนวันรับสมัครสส.แบ่งเขต เพื่อให้พรรคการเมืองมีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ การเพิ่มการยกเว้นการกระทำที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดยานพาหนะรับส่งคนพิการ ผู้สูงอายุไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเป็นธรรม ปราศจากการครอบงำ ข้อเสนอเหล่านี้ช่วยสร้างระบบนิเวศทางประชาธิปไตยใหม่ แก้ไขตั้งแต่โครงสร้างองค์กร กระบวนการจัดการบริหาร การคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียม

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)คือ เป็นทั้งผู้จัดการเลือกตั้ง และมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย สั่งนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ ให้องค์กรเดียวเป็นทั้งผู้ปฏิบัติการ ตำรวจ และอัยการ ทำให้เกิดคำถามความขัดกันของบทบาท และหน้าที่ความรับผิดชอบ ควรแยกอำนาจการจัดการเลือกตั้ง ออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง ป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตัวเอง ล่าสุดกกต.พิจารณาสำนวนมีผู้ถูกร้อง 427ราย แต่มีมติยื่นคำร้องต่อศาล ดำเนินคดีอาญา 77ราย เป็นสว. 26ราย สิ่งที่ควรถามคือ ถ้ากระบวนการหนึ่งมีข้อร้องเรีน และข้อกังขามากขนาดนี้ จะปรับเพียงรายละเอียดปลีกย่อย หรือตรวจสถาปัตยกรรมของระบบตั้งแต่ต้น ขอเสนอชำแหละโครงสร้างกกต. ประกอบใหม่ คนจัดเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนตัดสินเกมของตัวเอง กกต.มี 7คน แต่มีอำนาจตามกฎหมายสูงต่อกระบวนการการเมือง ทั้งอำนาจสืบสวน ไต่สวน สั่งนับใหม่ เลือกตั้งใหม่ ยิ่งอำนาจมาก ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องมากด้วย ควรฟื้นกลไกประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้ ขอให้รัฐสภา รัฐบาล เคารพ 21.6ล้านเสียงที่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว และแก้ไขรายมาตราควบคู่ไป โดยเฉพาะเรื่องการเลือกสว. และบทบาทกกต.

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า การเลือกสว. และเลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุด ทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อกกต. มั่นใจว่า ในช่วงชีวิตตนไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดเละเทะ เท่าการเลือกตั้งสส. วันที่ 8ก.พ.2569 ขอเสนอการบริหารจัดการเลือกตั้ง ควรแยกเป็น 2ฝ่ายคือ ฝ่ายจัดการ กับฝ่ายตรวจสอบ กกต.ควรทำหน้ารที่บริหารจัดการเลือกตั้งเท่านั้น โดยให้ศาลเป็นฝ่ายตรวจสอบ การให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำ ควรเป็นศาล แต่กกต.ไม่ค่อยแจกใบพวกนี้ เห็นแต่แจกใบน้ำเงินให้ผ่านฉลุยอย่างเดียว ที่มาของกกต. ต้องยึดโยงประชาชน ไม่ใช่ให้สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาเลือก นี่คือความอัปลักษณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องแก้ไขด่วน เพราะเขียนที่มาสว. แบบวิปริตสร้างปัญหามาก สุ่มเสี่ยงที่ประชาชนจะถูกกินรวบอำนาจ โดยพรรคที่ควบคุมองค์กรอิสระได้ ควรให้สส.เป็นผู้เลือกองค์กรอิสระ ที่มากกต. ควรหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการ เพราะองค์กรอิสระจะกลายเป็นบ้านพักข้าราชการชรา หลังเกษียณอายุราชการควรลดอายุผู้สมัคร เริ่มต้นที่ 35ปี ความแก่ไม่ได้ช่วยให้มีวุฒิภาวะที่ดี ที่สำคัญต้องมีบทลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่สุจริต ให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนได้ ขณะที่การรายงานผลเลือกตั้งต้องรวดเร็ว โปร่งใส แต่กกต.จัดเลือกสว. เสร็จตอนตี5 เลือกได้ช้าจนคนสงสัย หรือเลือกสส.วันที่ 8ก.พ.2569 เปิดหีบนับคะแนนถึง 2ทุ่ม แล้วก็หยุดไปดื้อๆ ค้างอยู่ที่ 18% นาน 2-3ชั่วโมง จนบางคนสงสัยมีซีเคร็ทรูม ตกแต่งผลเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนเกณฑ์การวินิจฉัยบัตรเสียก็ไม่มีความชัดเจน หากยึดเจตจำนงผู้เลือกเป็นสำคัญ ปัญหาการใช้ดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยจะลดลง เช่น การแสดงเครื่องหมายต้องการคนใด พรรคใด แม้เป็นเครื่องหมายถูก วงกลม กากบาท อยู่ในกรอบจะเกินไปนิด ขาดไปหน่อย ให้ยึดเจตนาเป็นสำคัญ ไม่ใช่ขานบัตรเสีย สุดท้ายเรื่องการสื่อสารเลือกตั้งกับประชาชน นอกจากกกต. จะไม่ทำแล้วยังกีดกันผู้มาช่วยรณรงค์ เมื่อประชาชนมารณรงค์ เช่น ไอลอว์ ก็ไปฟ้องเขา หวังว่า จะปรับปรุงเพื่อให้การเลือกตั้งไทยเป็นสากล เรียกได้เต็มปากว่า Free and fair election

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายว่า ขอตั้งข้อสังเกต มาตรา 49 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณีหน่วยงานรัฐได้รับเรื่องความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่อกกต.เห็นสมควรดำเนินการเอง หน่วยงานรัฐต้องส่งเรื่องให้กกต.ใน 7วัน การระบุเช่นนี้เหมือนเส้นบางๆระหว่างกกต. กับหน่วยงานสอบสวนอื่นๆ โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ขอถามว่า มีการเลือกตั้งครั้งใดที่ดีเอสไอ ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มาตรวจสอบการเลือกตั้ง แบบนี้เรียกว่ามาตรฐานใช่หรือไม่ การตรวจสอบขององค์กรอิสระ แต่นำเอาหน่วยงานที่พรรคการเมืองเป็นรัฐมนตรีมาตรวจสอบเป็นธรรมแล้วใช่หรือไม่ ขอเรียนว่า เมื่อกกต.มีคำวินิจฉัยแล้ว ควรเคารพกฎหมาย อย่าใช้วิธีเดิมๆ เบื่อมากกับการชวนคนลงถนน แล้วปฏิวัติรัฐประหาร มาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ มาตั้งแต่ปี 2550 พอปี2570 ก็จะเอาอีกใช่หรือไม่ เหตุที่ประเทศไทยเขียนรัฐธรรมนูญหลายฉบับ เพราะรอไม่เป็น รอให้คนอื่นบริหารให้เสร็จสิ้น แล้วใช้กระบวนการทางรัฐสภา รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดี แต่จะสมบูรณ์มากๆหากนำมาตรา 49 มาพิจารณาด้วย

ณัฐพงษ์ ยื่น ป.ป.ช.ฟัน กกต.คดีฮั้ว สว.ไม่เกิน25 ก.ย.นี้ พร้อมล็อกเป้าซักฟอก

21 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

‘ณัฐพงษ์’ ยัน ‘ปชน.‘ พร้อมลุยยื่น ’ป.ป.ช.‘ เอาผิด ’กกต.‘ เอี่ยวเอื้อ ’ฮั้ว สว.‘ ไม่เกินศุกร์นี้ ลั่นล็อกเป้ายื่นเปิด ’ซักฟอกรัฐบาล‘ คาดไม่เกินต้นพ.ย.นี้ ย้ำขอเป็นไปตามที่ ‘ปธ.สภาฯ’ พูดจะไม่มี ’บล็อค-เตะถ่วง‘ เคสโกงสว.

วันที่ 21 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าไทม์ไลน์คดีฮั้ว สว. จะเดินหน้าอย่างไรต่อว่า พรรคประชาชนเราเดินหน้าตามกฎหมายที่ถูกต้องในการพยายามเอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เราเชื่อว่ามีเหตุเบื้องหลัง ที่ไม่ได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาหรือว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตอนนี้ทีมกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมคำร้องที่จะยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสร็จแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ หรือมีข้อมูลหลักฐานพยานขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องมีการปรับปรุงคำร้องให้ รอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น ยืนยันว่าขณะนี้พร้อมที่จะยื่นได้ทันที น่าจะอยู่ภายในกรอบสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน แต่บางทีอาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ที่ทำให้ต้องปรับปรุง หากไม่มีอะไรเพิ่มเติมตอนนี้ที่มองไว้คิดว่าไม่เกินวันศุกร์นี้ (25 ก.ย.) ตนจะเป็นผู้ไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. โดยตรง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเตรียมไปถึงไหนแล้ว นายณัฐพงษ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือนต.ค.ไม่เกินต้นเดือนพ.ย.นี้แน่นอน ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก

เมื่อถามถึงกรณีคดีฮั้ว สว. จะเป็นประเด็นหลักหรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เห็นว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีความพยายามในการเตะสกัด หรือพยายามบล็อกไม่ให้นำเรื่องโกง สว. มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อยากให้ประธานรัฐสภายืนยันในหลักการเช่นนี้ต่อไป เพราะการอภิปรายในตัวคุณสมบัติพฤติกรรมที่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของรัฐบาลโดยตรงแม้จะอยู่ในหรือนอกรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถนำอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

นายกฯ เสร็จภารกิจถกทีมไทยในญี่ปุ่น ก่อนบินนิวยอร์ก ลุยประชุม UNGA81

21 กันยายน 2569 เวลา 13:38 น.

นายกฯ เสร็จภารกิจประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ไปต่อนิวยอร์ก ร่วม UNGA81 สานต่อความร่วมมือ–ขับเคลื่อนผลประโยชน์ไทยบนเวทีโลก

วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 1400 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 โดยวันนี้นายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และออกเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA81

นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) มุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) เวลา 15.05 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง

จากนั้น เวลา 17.30–18.00 น. นายกรัฐมนตรีจะรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับกำหนดการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 จากเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ เพื่อเตรียมการสำหรับภารกิจสำคัญ รวมถึงการพบหารือกับฝ่ายต่าง ๆ ในช่วงการประชุม UNGA81

สำหรับวันพรุ่งนี้ (อังคารที่ 22 กันยายน 2569) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ พร้อมทั้งพบหารือทวิภาคีกับผู้นำต่างประเทศ และหารือกับภาคธุรกิจ เพื่อสานต่อความร่วมมือ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนผลประโยชน์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

หัวหน้าเท้ง ยอมรับความพ่ายแพ้ เลือกตั้ง นายก อบจ. นนทบุรี

21 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

‘หัวหน้าเท้ง‘ ยืดอกรับ ’พรรคส้ม‘พ่ายเลือกตั้ง ’นายก อบจ. นนทบุรี‘ ชี้ช่องว่างคะแนนลดลง แต่คนออกมาใช้สิทธิ์น้อย ด้าน ‘พิจารณ์’ ยัน คะแนนนิยมยังไม่ลด หากเทียบเลือกตั้งครั้งก่อน ชี้ปชช. คิดไม่เหมือนกัน เลือกตั้งใหญ่ชนะยกจังหวัด เพราะอยากเปลี่ยน รบ. ขณะที่ ‘ท้องถิ่น’ ยังไม่ทราบผลกระทบ-เวลาหาเสียงน้อย-สื่อสารไม่ถึง

21ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงผลเลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรี ที่พรรคประชาชนแพ้ แม้จะชนะได้ สส. ทั้ง 8 เขต สะท้อนอะไรบ้างว่า ถ้าดูสัดส่วนคะแนน หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ช่องว่างคะแนนลดลง พวกเราในฐานะการเมือง ผลการเลือกตั้งเป็นแบบไหนเราก็ต้องยอมรับแบบนั้น

หากฟังการแถลงของนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรี พรรคประชาชน เป็นช่วงเวลาหาเสียงที่สนุก ตัวนายเดชรัต ตน และทีมงาน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากการหาสิ่งที่ผ่านมา ถ้าสังเกตเวลาไปปราศรัยย่อยพรรคประชาชน ก็จะมีการนำเสนอนโยบายเพิ่มจาก 20 นโยบายที่ใช้ในการหาเสียง สาระสำคัญ ตน และพรรคประชาชนมาทำงานการเมืองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง สื่อสารวิธีคิดชุดนโยบาย ที่ต้องการนำเสนอต่อประชาชน ผลที่ออกมา แม้จะน้อมรับ แต่ตรงกันข้าม ถ้าไม่ส่งผู้สมัคร เราจะเสียใจมากกว่านี้ เหตุผลที่ส่งลงสนามเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลคะแนนการเลือกตั้งครั้งนี้ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่ออกมาใช้สิทธิ ช่องว่างถือว่าน้อยลง ส่วนเป็นเพราะมีผู้สมัครจำนวนมากทำให้คะแนนกระจายหรือไม่ ตนไม่อยากบอกว่าเป็นปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง มันคงมีหลายปัจจัย แต่ตัวเลขที่เห็นได้ชัดคือคนออกมาใช้สิทธิ์น้อยลงจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด และความจริงเป็นหน้าที่ของทุกพรรคการเมือง และผู้สมัครที่จะช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะทำอย่างไร กับผลการเลือกตั้ง เพราะล่าสุดการเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี ที่ตั้งเป้าว่าจะได้เก้าอี้ แต่ก็แพ้ รวมถึงครั้งนายกอบจ.นนทบุรีล่าสุด ขณะที่ สส. ได้ยกจังหวัดแต่การเลือกตั้งท้องถิ่นแพ้ จะแก้ไขอย่างไร

ด้านนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวว่า หากดูการเลือกตั้งแต่ปี 2566 ในรอบพรรคก้าวไกล ต่อเนื่องมาจนถึงการเลือกตั้ง และจังหวัดนนทบุรีปี 2568 และการเลือกตั้งใหญ่ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ถ้าดูสัดส่วนคะแนนดิบ พรรคได้รับ 4 การเลือกตั้งที่ผ่านมา ความนิยมของพรรคไม่ได้ลดลง และสัดส่วนกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ส่วนประเด็นการเลือกตั้งนายก อบจ. นนทบุรี ต้องยอมว่าผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยหากเทียบการเลือกตั้ง นายก อบจ. นนทบุรี เมื่อปี 2568 คนใช้สิทธิ์ 41% แต่เมื่อวานนี้ 35% ตัวเลขลดลงน่าตกใจมาก ซึ่งประชาชนอาจจะไม่ได้รับรู้ว่ามีการเลือกตั้ง

นายพิจารณ์ กล่าวอีกว่า ส่วนวิธีคิดในการเลือกตั้งใหญ่ และการเลือกตั้งท้องถิ่น อาจมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน เลือกตั้งใหญ่ ประชาชนรู้สึกอยากเปลี่ยนรัฐบาล อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็ออกมาใช้สิทธิ์ค่อนข้างมาก ขณะที่การเลือกตั้งท้องถิ่น อาจจะไม่ทราบว่ามีการเลือกตั้ง รวมถึงรู้สึกว่าการเลือกตั้งระดับอบจ. มีผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากเท่าระดับชาติหรือไม่ จึงทำให้คนออกมาใช้สิทธิ์น้อยตาม หากถามถึงความนิยมของพรรค ต้องบอกอย่างตรงไปตรงมา ว่าในเชิงสถิติไม่ได้ลดลง แต่โจทก์คือจะทำอย่างไร ให้ประชาชนรู้ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น มีผลต่อการใช้ชีวิตของเขา ทุกวันที่เดินหาเสียงตลอด 31 วัน แม้กระทั่งวันสุดท้ายยังพบว่ามีประชาชนที่สนับสนุนพรรค แต่เพิ่งจะทราบว่าจะมีการเลือกตั้งนายกอบจ. ตรงนี้เป็นโจทก์ใหญ่ ในการสื่อสาร ซึ่งก็มีการสื่อสารหลายรูปแบบกับประชาชน อาจจะทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึง ไม่ทราบว่าจะมีการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าตัวบุคคลมีผล ต่อการเลือกตั้งหรือไม่เพราะนายเดชรัต เป็นผู้สมัครคนใหม่ แต่หากใช้ผู้สมัครคนเดิมประชาชนจะจำได้ เพราะเคยเป็นผู้สมัคร นายพิจารณ์ กล่าวว่า การคัดสรรตัวบุคคลรอบนี้ พรรคพยายามเลือกเฟ้นคนที่มีความพร้อมครบทุกด้าน และนายเดชรัต เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในนนทบุรีมาโดยตลอด และเป็นมันสมองเป็นกระดูกสันหลังหลักในการคิดนโยบายของพรรคมาโดยตลอด จึงเชื่อว่าเป็นหนึ่งในหลายคนที่มีความพร้อม ในการลงเลือกตั้งครั้งนี้ ยืนยันว่า บุคคลที่เราคัดสรรมาดีที่สุดสำหรับประชาชน แต่โจทก์คือจะทำอย่างไรในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่น ในเรื่องของเวลาเพื่อให้ประชาชนรับรู้

ผบ.ทร. ขออภัย ข้อบกพร่องที่ผ่านมา ย้ำ ไม่มีอะไร ปม ‘เรือฟริเกต’มีแรงกระเพื่อม

21 กันยายน 2569 เวลา 13:21 น.

ผบ.ทร. ตอบปมแรงกระเพื่อม หลังชี้แจงโครงการจัดหาเรือฟริเกตว่า “ไม่มีอะไร” พร้อมขออภัยในข้อบกพร่องที่ผ่านมา และหวังได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อมุ่งสู่ “กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ”

วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 12.00 น. ที่ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภา ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน กิจกรรมพบสื่อมวลชน ก่อนครบวาระเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย. 69 โดยมี พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ว่าที่ ผบ.ทร.คนใหม่ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ที่อาคารราชนาวิกสภา

โดย พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนง ที่ให้การสนับสนุนและมีส่วนสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ภารกิจ และการปฏิบัติงานของกองทัพเรือสู่สังคมและประชาชน รวมทั้งเป็นโอกาสให้กองทัพเรือและสื่อมวลชนได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน

พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง แม้จะมีโอกาสพบปะสื่อมวลชนไม่มากนัก แต่ด้วยมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือกับสื่อมวลชน ทำให้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารและภารกิจต่าง ๆ ของกองทัพเรือได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และความร่วมมือในการเผยแพร่สร้างการรับรู้ไปสู่สาธารณชนเป็นอย่างดี ส่งผลให้กองทัพเรือมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับการยอมรับจากประชาชน

พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าวย้ำว่า ขออภัยในข้อบกพร่องจากการทำงานที่ผ่านมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กองทัพเรือจะยังคงได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากสื่อมวลชนในการผลักดันการทำงานของกองทัพเรือ เพื่อมุ่งสู่กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจต่อไป

ส่วนกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแรงกระเพื่อมหลังจากกองทัพเรือได้แถลงโครงการจัดหาเรือฟริเกต เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าวสั้น ๆ ว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไร

การดี ยื่น สตง. ตรวจสอบโปรเจกต์ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ตั้งข้อสังเกต 7 ข้อ

21 กันยายน 2569 เวลา 12:42 น.

“การดี” ยื่น สตง. ตรวจสอบโปรเจกต์ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ชี้ ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ เป็นเงื่อนไขบังคับสร้างความโปร่งใส หวั่นสัญญาส่อโมฆะ

21 กันยายน 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีวงเงินงบประมาณรวมกว่า 1,621 ล้านบาท

ดร.การดี เปิดเผยภายหลังการยื่นหนังสือว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการยกระดับทักษะ AI ให้กับคนไทยอย่างเต็มที่ แต่งบประมาณแผ่นดินทุกบาทต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างอนาคตให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งจากการติดตามตรวจสอบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พบความเสี่ยงสำคัญเร่งด่วนที่จำเป็นต้องให้องค์กรอิสระอย่าง สตง. เข้ามาตรวจสอบก่อนที่จะมีการตรวจรับและเบิกจ่ายงบประมาณ

ดร.การดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นเร่งด่วนในขณะนี้คือเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณใกล้เข้ามาแล้ว โดยในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมได้เปลี่ยนรูปแบบมาจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือ ‘Pay per Active User’ (ผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่) แต่เมื่อเข้าไปวิเคราะห์ในรายละเอียดของ TOR และสัญญาที่ทำขึ้นใหม่ กลับไม่พบหลักเกณฑ์การคำนวณที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร สาระสำคัญส่วนใหญ่ถูกปล่อยให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ว่าจ้าง

“สิ่งที่เรากังวลมากคือ การเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจโดยไม่มีเกณฑ์ในสัญญาที่รัดกุม ท่ามกลางกระบวนการที่เราเริ่มเห็นข้อสังเกตเรื่องการ ‘ปั๊มยอดใช้งาน’ เข้ามาในระบบเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เงินภาษีของประชาชนอาจต้องจ่ายไปโดยไม่สะท้อนการยกระดับทักษะที่แท้จริง” ดร.การดี กล่าว

สำหรับประเด็นหัวใจสำคัญ คือ การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขว่าด้วยข้อตกลงคุณธรรมตามที่ TOR กำหนดไว้ โดยเอกสาร TOR หมวด 3 ข้อ 3.16 ระบุไว้ชัดเจนในคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอว่า “ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องลงนามในข้อตกลงคุณธรรม กรณีโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป” และข้อ 3.15 กำหนดให้ต้องมีนโยบายป้องกันการทุจริต

ดร.การดี ได้ย้ำว่า ข้อตกลงคุณธรรมคือกลไกสากลที่เปิดให้มีตัวแทนภาคประชาชนหรือบุคคลภายนอก (Third Party) เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างไปจนถึงการตรวจรับงาน แต่โครงการนี้กลับไม่มีกระบวนการดังกล่าว

“เงื่อนไขนี้เขียนไว้ในหมวดคุณสมบัติ จึงเป็น ‘เงื่อนไขบังคับ’ ที่ผู้ยื่นข้อเสนอต้องปฏิบัติ แม้หน่วยงานจะอ้างว่าไม่ได้รับคัดเลือกผู้สังเกตการณ์อิสระ แต่การลงนามเป็นข้อผูกพันตรงของผู้ยื่นข้อเสนอที่ต้องทำ เมื่อไม่มีการลงนาม จึงเกิดคำถามสำคัญทางกฎหมายว่า การประกาศผู้ชนะและลงนามสัญญาโดยขาดคุณสมบัติตาม TOR ที่กำหนดขึ้นเองนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเข้าข่ายทำให้สัญญาจ้างนี้มีปัญหาจนถึงขั้นเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ สตง. ต้องชี้ขาด” ดร.การดี ระบุ

ทั้งนี้ในหนังสือที่ยื่นต่อ สตง. ได้ระบุข้อสังเกตสำคัญรวม 7 มิติ ได้แก่

1. ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและข้อสังเกตการล็อกสเปก

2. การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงคุณธรรมตาม TOR

3. ความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ของระบบ AI ที่ใช้งานจริง ซึ่งพบว่าคุณภาพยังต่ำกว่า AI ฟรีทั่วไป

4. นิยาม ‘ผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่’ ฐานเบิกจ่ายกว่า 1,481 ล้านบาท ที่มีส่วนต่างทางการเงินสูง

5. การแก้ไขข้อกำหนดทางเทคนิค (Concurrent Users) เพิ่มขึ้น 10 เท่าหลังลงนามสัญญา

6. ความเสี่ยงด้านอธิปไตยข้อมูลและการส่งข้อมูลไปประมวลผลต่างประเทศ ขัดเงื่อนไข Data Localization

7. การขาดดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ (KPI) ที่วัดการเพิ่มทักษะของคนไทยได้จริง

พรรคประชาธิปัตย์จึงได้ขอให้ สตง. ใช้อำนาจตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินฯ มีหนังสือแจ้งเตือนภัยไปยังกระทรวงดีอี ให้ชะลอการตรวจรับงานและเบิกจ่ายงบประมาณในงวดถัดไปไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเงินแผ่นดินที่มิอาจเรียกคืนได้

“การยื่นหนังสือในครั้งนี้มิได้มีเจตนาขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ หากแต่เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในการปกป้องเงินภาษีของประชาชน และส่งเสริมให้โครงการขนาดใหญ่ของรัฐเติบโตไปพร้อมกับหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี AI อย่างโปร่งใส คุ้มค่า และยั่งยืนอย่างแท้จริง” ดร.การดี กล่าว

นายกฯ ยันครม.ชุดนี้ไม่มีใครหากินผิดกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยว ‘ธุรกิจสีเทา-ธุรกิจเถื่อน’

21 กันยายน 2569 เวลา 12:31 น.

วันที่ 21 ก.ย.69 ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ ทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทํางานร่วมกันของทีมประเทศไทย ยืนยันรัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์ โดย 3 เดือนของรัฐบาลก่อนหน้า รวม 7 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ ไปกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังในการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมทั้งการป้องกันธุรกรรมการเงินผิดกฎหมาย ยืนยันได้ว่าขณะนี้การทำธุรกรรมผิดปกติหรือผิดกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากจริง ๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่มีความน่าเชื่อถือในเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ เห็นได้จาก สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือนานาชาติ ทั้ง Fitch Ratings , เอส แอนด์ พี , moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ถือว่าประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานในการจัดการกับเรื่องดังกล่าวนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เรื่องยาเสพติด รัฐบาลก็ดำเนินการปราบปรามอย่างเต็มที่ เหลือเพียงอย่างเดียวคือการเข้าไปปราบปรามโรงงานเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้ได้เริ่มพูดคุย กรณีที่มีโรงงานที่ผลิตยาเสพติดแล้วเข้ามาขายในประเทศไทย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงในการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ของฝ่ายไทย ซึ่งได้พูดคุยเรื่องนี้กับประเทศเพื่อนบ้านด้านฝั่งตะวันตกของเราอย่างชัดเจน ว่าคงจะปล่อยไปเป็นเช่นนั้นไม่ได้ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้แสดงให้นานาชาติได้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของประเทศไทยในการปราบปราม อาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ สามารถพูดได้เลยว่ารัฐบาลของตนเองไม่มีใครหากินกับเรื่องพวกนี้เด็ดขาด ไม่มีคณะรัฐมนตรีคนไหนที่ไป มีความสัมพันธ์ กับธุรกิจเทา ธุรกิจเถื่อน ย้ําว่าไม่มีอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะประนีประนอม กับผู้กระทำผิดกฎหมาย

ศุภจี เร่งสรุปเจรจาปิดดีลภาษี ไทย–สหรัฐฯ ก่อนมาตรการ 301 เดินหน้าหวังรักษาภาษีในกรอบเดิม 19%

21 กันยายน 2569 เวลา 12:24 น.

“ศุภจี” เร่งสรุปเจรจาปิดดีลภาษี ไทย–สหรัฐฯ ก่อนมาตรการ 301 เดินหน้าหวังรักษาภาษีในกรอบเดิม 19% พร้อมให้นายกฯ หารือผู้นำสหรัฐฯ

วันที่ 21 กันยายน 2569 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในการเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนหน้านี้ ในการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงการเดินทางไป สหรัฐอเมริกา ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA ว่า วัตถุประสงค์หลักในการประชุมที่ผ่านมาก็มีการคุยกันหลายเรื่อง ซึ่งมีประเด็นที่หลายคนอยากทราบ ว่าด้วยเรื่องของภาษีสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านั้น ได้มีการหารือกับ นายริก สวิตเซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา และมีการคุยกันต่อเนื่องหลังจากพบปะกันที่วอชิงตันดีซี มีการสรุปกรอบหลักการของการเจรจากับ นายเจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ซึ่งรายละเอียดและเนื้อหาจะเป็นในเรื่องของทางเทคนิคที่ต้องมีการตกลงกันให้ลงตัว อาจมีประเด็นติดค้างเพียงเล็กน้อย ส่วนตัวก็ได้ไปเพื่อทำความเข้าใจและได้เขียนรายละเอียดที่ตรงกัน ทำให้ขณะนี้หลักการต่างๆนั้นไม่ได้มีอะไรติดขัด ด้านรายละเอียดนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกับ ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพราะทั้งสองฝ่ายก็ต้องระมัดระวังและทำอย่างรอบคอบ

สำหรับการเดินทางมาร่วมภารกิจกับนายกรัฐมนตรีนั้น นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นก็จะเป็นการประชุมกับทีมประเทศไทย ในเรื่องความคืบหน้าต่างๆ เพราะประเทศไทยและญี่ปุ่น ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน และมีเรื่องของการค้าขายที่ส่วนตัวอาจจะต้องมาสนับสนุนข้อมูลกับนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็จะเดินทางไปร่วมประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กับ นายกรัฐมนตรี ที่สหรัฐอเมริกาต่อ และจะมีโอกาสพบกับ นายเจมีสัน กรีเออร์ และ นายริก สวิตเซอร์ อีกครั้ง เพื่อสรุปการเจรจาให้เสร็จเรียบร้อย

ส่วนกระบวนการภาษีของสหรัฐฯนั้น นางศุภจี กล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังจะมีการประกาศผลการพิจารณาข้อไต่สวน 301 ว่าด้วยเรื่องของการขึ้นภาษีและการผลิตส่วนเกิน หรือเรื่องของแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเจรจาให้จบก่อนที่จะมีการประกาศ 301 ของสหรัฐ เพื่อที่จะได้คงภาษีให้อยู่ในกรอบตามที่ตกลงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว

สำหรับความกังวลจากกรณีที่สหรัฐฯ เตรียมประกาศขึ้นภาษีกับ รัสเซียและกลุ่มประเทศที่มีการซื้อน้ำมันและพลังงานกับทางรัสเซียนั้น นางศุภจี มองว่าอาจไม่เกี่ยวกับประเทศไทยทางตรง แต่ในแง่ของภูมิศาสตร์โลกอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่และได้รับผลกระทบทางอ้อม ขณะนี้ไทยต้องเน้นเรื่องของการเจรจากับทางสหรัฐฯให้จบ ซึ่งตัวกรอบภาษียังเป็นเป้าเดิมที่คงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และก็จะเป็นตัวภาษีที่ใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีการตกลงกันแล้ว โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคเดียวกันมีขีดความสามารถแข่งขันเท่าเทียมกัน

สำหรับกรอบภาษีที่ทางไทยต้องการเพื่อให้เกิดการแข่งขันได้ นางศุภจี กล่าวว่า กรอบภาษีเดิมหากจำได้เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วทางสหรัฐฯ มีการคิดภาษีสำหรับประเทศที่ทางสหรัฐฯ ขาดดุลการค้า ซึ่งประเทศไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 ของโลก ฉะนั้นทางสหรัฐฯ ก็อยากใช้มาตรการภาษีที่ทำให้ประเทศของเขามีความสมดุลกับการค้าขายในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้า

นางศุภจี กล่าวว่าตอนแรกที่มีประกาศออกมา 36% แต่เมื่อมีการเจรจา ช่วงอดีตรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการเจรจาจนได้ภาษีอยู่ที่ 19 % แต่ในรายละเอียด ณ ขณะนั้น มีการคุยกันในสิ่งที่ไม่ใช่ภาษีด้วย ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่ได้เจรจาในรัฐบาลที่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางศาลสูงสหรัฐฯ ระบุว่า การกำหนดภาษีของสหรัฐฯนั้น ทำไม่ถูกต้อง ทำให้สหรัฐฯ ออกเป็นมาตรการชั่วคราว โดยเรียกว่า มาตรการ 122 ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ยังสามารถเก็บภาษีจากประเทศอื่นๆได้ โดยเป็นการคิดภาษีเหมือนกันทุกประเทศอยู่ที่ 10% แต่ใช้ได้เพียง 150 วัน ซึ่งหมดไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่สิ่งที่ สหรัฐฯ ทำทันทีหลังหมดมาตรการนี้ ก็คือ การออกมาตรการ 301 เพื่อดึงภาษีตัวเองขึ้นมาอีก โดยสิ่งที่ไทยต้องเจรจาด้วยก็คือ เรื่องของแรงงานบังคับ และเรื่องดัชนีการผลิตส่วนเกิน เพราะสหรัฐฯ บอกว่าไทยอาจจะไม่ได้มีการผลิตอะไรที่มากมาย

ส่วนการประกาศเรื่องแรงงานบังคับได้มีการประกาศผลออกมาเรียบร้อยซึ่งไทยอยู่ที่ 12.5% แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเจรจาไปเมื่อปีที่แล้วจะอยู่ที่ 10% ดังนั้น หน้าที่ของไทยก็คือ ต้องพยายามเจรจาให้จบเพื่อที่จะได้กลับไปอยู่ระดับเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้เกิดการแข่งขันในระดับเดียวกัน หน้าที่ของไทย ต้องพยายามเจรจาให้จบ ก่อนที่สหรัฐฯ จะมีการประกาศมาตรการ 301 ออกมา เพื่อที่จะไม่ทำให้อัตราภาษีของไทยสูงเกินประเทศเพื่อนบ้านและไม่เกินกรอบเดิมที่มีการเจรจาไว้อยู่ที่ 19%

นางศุภจี ยืนยันหลักการและรายละเอียดนั้น ได้มีการหารือจบไปแล้วจากการเดินทางไปที่กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งภาพรวมนี้ ส่วนตัวไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่รายละเอียดเป็นเรื่องของทางเทคนิคที่ทางทีมงานจะต้องตกลงกันให้ได้ในความเข้าใจที่ตรงกัน ส่วนหลักการนั้น ส่วนตัวก็พยายามจะให้ไม่เกินกรอบเดิมที่ได้มีการตั้งไว้ อย่างไรก็ตามอาจจะขอให้นายกรัฐมนตรี เจรจาเพิ่มเติมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะที่ผ่านมาไทยก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งความสำคัญตรงนี้ต้องเป็นในระดับผู้นำประเทศคุยกัน

นายกฯ ประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต มั่นใจยังลงทุนไทยต่อ

21 กันยายน 2569 เวลา 12:19 น.

“นายกฯ” ประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตมั่นใจยังลงทุนไทยต่อ ชู EV–พลังงานสะอาด จับมือปราบสแกมเมอร์–ย้ำระบบการเงินไทยได้มาตรฐาน

วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 09.30.น. ตามเวลากรุงโตเกียว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ รวมถึงทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทำงานร่วมกันของทีมประเทศไทย ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว กงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซาก้า และนครฟุกุโอกะ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับทีมไทยแลนด์ประเทศไทย ก่อนเดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว นำเสนอ จะนำไปพิจารณาประกอบการดำเนินนโยบายต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นถือเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แม้การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยอาจไม่ได้มีมูลค่ามหาศาลเหมือนในอดีต หรืออาจชะลอตัวลงบ้าง แต่ควรมองภาพรวมของการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งในอดีตประเทศไทยต้องพึ่งพาญี่ปุ่นในหลายด้าน ขณะที่ปัจจุบันไทยมีการพัฒนาศักยภาพของตัวเองมากขึ้น และสามารถลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศหลายรายการ เนื่องจากสามารถผลิตได้ภายในประเทศ

นายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ขณะเดียวกันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีน
ส่วนกระแสข่าวว่าญี่ปุ่นอาจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมดนั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากการพบปะหารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยก่อนหน้านี้ ได้รับการปฏิเสธข่าวดังกล่าว พร้อมมองว่า การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยในปัจจุบันอาจไม่เหมือนกับในอดีต โดยในอดีตไทยเคยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นนับหมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยที่กำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน แม้ขณะนี้สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติในประเทศไทยทำได้ยากขึ้น และมาตรฐานการตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งเมื่อประกอบกับความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ญี่ปุ่นยังคงร่วมมือและลงทุนในประเทศไทยต่อไป

‘จุติ’ หนุนต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ลุยปฏิรูปภาษี-ปราบทุจริต-ลดงบซ้ำซ้อน ช่วยประหยัดงบปีละ 1 แสนล.

21 กันยายน 2569 เวลา 11:56 น.

’จุติ‘ หนุนต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อีก2เดือน กระตุ้นบริโภค-ต่อลมหายใจค้าปลีก เดินหน้าดัน ‘ปฏิรูปภาษี-ปราบทุจริต-ลดงบซ้ำซ้อน’ ประหยัดเงินปีละ 1 แสนล้าน

วันที่ 21 กันยายน 2569 นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในการวางแนวทางปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีและลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณโครงการ รวมถึงประเมินกองทุนและองค์การมหาชนที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน เพื่อลดงบประมาณและจำนวนลูกจ้างลง โดยมุ่งเน้นการทำงานที่วัดผลจากคุณภาพและผลลัพธ์จริงมากกว่าเชิงปริมาณ

นายจุติ กล่าวต่อว่า ภารกิจสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงมีหลายด้านคือ 1.กฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อป้องกันการผูกขาดจากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน ส่งเสริมการแข่งขัน และช่วยลดค่าครองชีพ 2.การปราบปรามการทุจริต และการฟอกเงิน โดยนายอนุทินย้ำให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ ทั้งการปราบปรามธุรกิจฟอกเงิน ธุรกิจผิดกฎหมาย การทุจริตงบประมาณรัฐ รวมถึงการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีสรรพากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐ โดยการดำเนินการจะสอดคล้องกับผลสอบการทุจริตของกระทรวงมหาดไทย

นายจุติ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนด้านระบบไอทีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนั้น จะต้องแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ, พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561, พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย และธุรกิจนอมินีด้วยการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างจริงจัง โดยไม่สร้างความตื่นตระหนกจนกระทบการลงทุน ยึดหลัก “คุ้มครองคนดี แต่ไม่ต้อนรับคนชั่ว” หากดำเนินการได้จะช่วยประหยัดงบประมาณและเงินภาษีประชาชนได้ 70,000-100,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ฟอกเงิน ฉบับใหม่จะพิจารณาเสร็จทันในสมัยประชุมนี้

นายจุติ ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส อีก 2 เดือนว่า เป็นมาตรการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ค้าปลีก ซึ่งจำเป็นต้องกระตุ้นการบริโภค เนื่องจากการใช้จ่ายของประชาชนเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต

ประธาน กมธ.การเงิน การคลังฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ตนยังมีความห่วงใยต่อต้นทุนพลังงานของประเทศ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 90 จึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน และเตรียมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจกระทบผู้ส่งออกไทย