‘เอ็ดดี้’ ชำแหละ แคมเปญ ‘สว.ประชาชน’ ถ้าสละคะแนนเทตามโพยจริง เท่ากับ ‘ฮั้ว’ ทางการเมือง

21 กันยายน 2569 เวลา 10:36 น.

เอ็ดดี้

วันนี้ 21 กันยายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ถึงแคมเปญ ‘สว. ประชาชน’ ของ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “แคมเปญ “สว. ประชาชน” ของธนาธร อั้ว สว.หรือไม่? #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ แคมเปญ “สว. ประชาชน” ของธนาธรและคณะก้าวหน้า ประกาศตัวว่าเป็นความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนผู้สมัครอิสระ เพื่อสู้กับ “เสียงจัดตั้ง” ในระบบเลือก สว. ที่ซับซ้อน โดยเน้นให้ประชาชนที่ สามารถจ่ายค่าสมัคร 2,500 บาทได้ ไปลงสมัคร

ธนาธร ระบุว่า หากมีประชาชนเข้าไปสมัครจำนวนมาก เช่น หลัก 1 แสนคน ก็จะช่วยทลายการบล็อกโหวต และเป้าหมายของคณะก้าวหน้าคือต้องการให้มี “สว. ประชาชน” อย่างน้อย 70 คน จาก 200 คน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของวุฒิสภา ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการชี้ขาดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า ”ถ้า“มีการกำหนดรายชื่อเป้าหมาย แล้วตกลงให้ผู้สมัครสละคะแนนของตนเพื่อเทคะแนนตามโพยจริง พฤติกรรมเช่นนี้มีลักษณะของการสมยอมจัดคะแนน หรือ “ฮั้ว” ในความหมายทางการเมือง การเรียกกิจกรรมว่า “สว.ประชาชน” ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมนั้นพ้นจากการตรวจสอบ

การรณรงค์นี้ควรถูกตั้งคำถามว่า “มีเป้าหมายทางอำนาจ ไม่ใช่เพียงเพิ่มการมีส่วนร่วม”
______________________________________________

อัษฎางค์ ยมนาค

ผู้สื่อข่าวท็อปนิวส์ ได้ข้อมูลจากผู้สมัคร สว.รายหนึ่ง ว่าตนเองเคยถูกชักชวนจากผู้สมัคร สว.ที่เรียกตัวเองว่า สว.ประชาชน พร้อมเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนวันเลือกระดับประเทศ 1 วัน ในวันที่ 25 มิถุนายน 67 ตนเองถูกดึงเข้าเครือข่ายขบวนการจัดตั้งที่เรียกตัวเองว่า “สว.ประชาชน” หรือ สายสีส้ม นัดรวมตัวกันที่ห้องประชุมจูปิเตอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีพฤติการณ์ฮั้วกันที่ชัดเจน มีการกักตัวผู้สมัครเกือบ 400 คน

มีการรณรงค์ให้ยอมเสียสละไม่โหวตให้ตัวเอง แต่ให้เทคะแนนเลือก “แคนดิเดตเป้าหมาย 10 คนของแต่ละกลุ่ม” ตามตารางโพยลับ 19 กลุ่มอาชีพ รวม 190 คน เพื่อเป้าหมายต้องการ สว.อย่างน้อย 100 คน เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ สอดรับกับที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ในคืนเดียวกันไม่ให้ผู้สมัครแตกแถว

โดยผู้สมัครสว.รายนี้เปิดเผยอีกว่า ตนได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.หลังเกิดเหตุ โดยนำหลักฐานพฤติการณ์สมยอมกัน และตารางโพยทั้งหมด ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.
______________________________________________
หากยึดตามคำอธิบายแคมเปญตามข่าว การตั้งเป้าให้ได้ สว.อย่างน้อย 70 คนเพื่อผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ สะท้อนความพยายามเปลี่ยนการระดมประชาชนให้เป็นอำนาจต่อรองในวุฒิสภา
ในมุมรัฐศาสตร์ จึงตั้งคำถามได้ว่า ผู้สมัครที่เรียกว่า “อิสระ” นั้นอิสระในระดับใด เพราะการไม่มีสมาชิกภาพพรรค กับการไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเครือข่ายการเมือง เป็นคนละเรื่องกัน
และ หากข้อกล่าวหาเรื่องโพยเป็นจริง คำอธิบายว่า “สู้เสียงจัดตั้ง” จะมีปัญหาในตัวเอง

เพราะหากใช้วิธีคัดผู้สมัครเป้าหมาย จัดสรรคะแนน และกำกับให้สมาชิกเครือข่ายลงคะแนนตามกัน วิธีการนั้นก็คือการจัดตั้งคะแนนเช่นกัน แม้ผู้จัดจะเชื่อว่าเป้าหมายของตนดีกว่าฝ่ายอื่น
______________________________________________
อย่างไรก็ดี ข้อประเมินของผมคือ ข้อกล่าวหาที่ระบุพฤติการณ์ซึ่งควรตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตกลงลงคะแนนตามโพย แต่ยังไม่พอให้ฟันธงว่า “ธนาธรฮั้ว สว.” คำถามที่ตรงประเด็นที่สุดคือ แคมเปญนี้เปิดให้ผู้สมัครตัดสินใจโดยอิสระ หรือมีศูนย์กลางกำหนดว่าใครต้องเลือกใคร และธนาธรเกี่ยวข้องกับส่วนหลังอย่างไรครับ”

อัษฎางค์ ยมนาค

ไม่นานหลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ผมเอ๊ะใจในกรณีที่เก็บโทรศัพท์มือถือของผู้เข้าร่วมงาน ลิสแบนด์สามสี และผมมีความเชื่อว่าต้องมีคนบันทึกเสียงหรือมีคลิปแน่นอน แต่จากเคืองของใคร? ใคร,หน่วยงานไหนที่ต้องหาข้อมูลนี้?”

“เท่าที่ผมสังเกตุพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาบุคคลและกลุ่ม(แม้หลักฐาน+พยานบุคคล=ยังบ่งชี้ลัดเจนไม่ได้)=มีการฮั้วแน่นอน(ผู้บงการ ผู้ปฏิบัติและผลงาน) สรุป=การเลือกตั้งน่าจะโมษะ.”

“คือระบบแบบการเลือกตั้งแบบนี้มันเหมือนกับบังคับฮั้วอยู่โดยธรรมชาติ คือต้องมีการพูดคุย ปรึกษา หารือ วางแผน กำหนดวิธีการฯลฯ)ที่น่าสนใจคือมีเส้นเงินของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายหรือไม่ มากน้อยอย่างไร ถ้ายังมีการเลือกตั้งแบบนี้อีกต่อไป มองอนาคตของประเทศแล้ว น่าจะค่อยๆหมดหวัง ไม่อยากคาดการณ์เลยว่าจะเป็นเช่นไร และไม่คิดว่าพวกอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง(เก่าดั้งเดิม)จะร่วมมือกับอนุรักษ์เทียม(เทาและเอาประโยชน์ส่วนตนแลกการได้มาซึ่งอำนาจ) จนกลายเป็นการขัดแย้งทางความคิดอยู่ในขณะนี้ เพียงเพราะต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จหวังว่าจะสยบทุกอย่างได้แต่กลายเป็นเชื้อไฟรอวันอย่างดี”

“แบบนี้ไม่ฮั้วสำหรับธนาธร”

“ทอนว่าฝ่ายตนทำไม555”

“กักขังหน่วงเหนี่ยว”

“มีศูนย์กลางกำหนดว่าใครต้องเลือกใคร อย่างแน่นอนค่ะ เพราะพฤติการณ์ตามที่ไล่เรียงมามันบ่งชี้อย่างนั้น จะแปลเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย ตามเหตุและผลจึงฟันธงได้ว่า ปชน.มีการฮั้วอย่างแน่นอนค่ะ”

“พวกลูกหลานศรีธนญชัยทั้งนั้น”

“ถ้าเป็นคนอื่นฮั้วหมดแต่เป็นแบบของธนาธรคือดีมากไม่ฮั้วเลย”

อัษฎางค์ ยมนาค
อัษฎางค์ ยมนาค
อัษฎางค์ ยมนาค
อัษฎางค์ ยมนาค

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

‘สส.ปชน.เชียงใหม่’แจ้งความเพจ หลังโดนโยง ‘สท.’ ปมบ่อนช้างเผือก ยันไม่ได้สนิท-ไม่รู้จักส่วนตัว

21 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู อายุ 38 ปี สส.พรรคประชาชน เขต 1 เชียงใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่ชื่อของพลอยถูกโยงเพื่อโจมตีแล้วเกี่ยวข้องกับเรื่องทลายบ่อนในจังหวัดเชียงใหม่

โดยระบุว่า จากที่เมื่อวานนี้ ได้มีโพสจากเพจ Facebook เพจหนึ่ง โพสข้อความอันเป็นเท็จ ด้วยข้อความกล่าวหาว่าพลอย “ทำงานใกล้ชิดกับสท.“ คนหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวในปฏิบัติการทลายบ่อนกลางเมืองเชียงใหม่ นั้น

ข้อแรก ไม่จริงค่ะ นี่คือการโจมตีทางการเมืองและเป็นการกระทำเพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริต

พลอยไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว และไม่ได้สนิทสนมอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง ในงานสาธารณะที่ สส. ต้องไปตามหน้าที่ อาจเคยอยู่ในงานเดียวกัน แต่ไม่เคยมีการติดต่อกันเป็นการส่วนตัว วิธีทำงานของพลอยกับเทศบาลทุกแห่งในเขตเหมือนกันหมด คือ ทำเป็นหนังสือถึงหน่วยงาน ไม่ใช่โทรฝาก ไม่ใช่คุยกันส่วนตัว หนังสือทุกฉบับมีเลขหนังสือ มีวันที่ มีเลขรับของเทศบาล ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกฉบับ ใครอยากรู้ ขอมาได้เลยค่ะ พลอยพร้อมให้ข้อมูล

วันนี้เวลา 14.00 น. พลอยจะเดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.ช้างเผือก เพื่อให้มีหลักฐานทางราชการว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริง และหากยังมีการขยายความเกินเลยไปมากกว่านี้ พลอยจะดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจนถึงที่สุด

ข้อสอง เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าคือ การทลายบ่อนทั้งสองแห่ง: บ่อนภัทรวัลย์ ย่านสันติธรรม และบ่อนศรีปิงเมือง ย่านหายยา อยู่ในเขตพลอยทั้งคู่ พลอยไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ และจะไม่ปล่อยให้เรื่องจบ หรือเรื่องเงียบเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา

สิ่งที่พลอยจะตามต่อและคนเชียงใหม่ต้องได้คำตอบคือ:

1. บ่อนถาวรเปิด 24 ชั่วโมงใจกลางเมืองแบบนี้ อยู่มาได้อย่างไร
พลอยอธิบายให้ทุกคนเห็นภาพว่า นี่ไม่ใช่บ่อนวิ่ง ที่ย้ายไปย้ายมา ฝ่ายปกครองระบุเองว่าเป็นบ่อนถาวร เปิดต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี และพบเอกสารบัญชีย้อนหลังไปถึงปี 2565
“อยู่กลางเมืองเชียงใหม่ ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพัก มาอย่างน้อยสองปี คำถามคือใครปล่อยให้เปิด และใครได้ประโยชน์”

2. คำสั่งย้ายเมื่อวานนี้ ยังไม่ใช่คำตอบ
เมื่อวานนี้ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เซ็นคำสั่งให้ ผกก.สภ.ช้างเผือก ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ ศปก.ภ.จว. พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พลอยขอบคุณที่มีการดำเนินการเร็ว แต่ขอตั้งข้อสังเกต 2 ข้อค่ะ
หนึ่ง เหตุผลที่ระบุในคำสั่ง คือจำนวนผู้ถูกจับกุมเกินเกณฑ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด นั่นแปลว่านี่เป็นการทำตามเกณฑ์ ไม่ใช่ผลการตรวจสอบว่าใครบกพร่องหรือไม่ คำสั่งนี้ไม่ได้บอกว่าใครผิด มันบอกแค่ว่าคืนนั้นจับได้กี่คน

สอง บ่อนเกิดขึ้นในสองพื้นที่ คือ สภ.ช้างเผือก และ สภ.เมืองเชียงใหม่ คณะกรรมการตรวจสอบครอบคลุมทั้งสองโรงพัก แต่คำสั่งย้ายมีที่เดียว พลอยไม่ได้บอกว่าใครผิด แต่ขอให้ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ชี้แจงต่อสาธารณะว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร และการตรวจสอบอีกโรงพักจะเดินไปทางไหน พร้อมกรอบเวลาที่ชัดเจน

3. เหตุการณ์นี้ต้องไม่ให้เชียงใหม่ซ้ำรอยห้วยขวาง
เมื่อ 29 สิงหาคม ชุดปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทย บุก 577 Club ย่านห้วยขวาง ตอนนั้นมีการเด้ง 5 เสือ สน.ห้วยขวาง และมีการประกาศว่าจะขยายผลเรื่องนอมินีทุนต่างชาติกับเส้นทางการเงิน
ผ่านมาสามสัปดาห์ เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าว่าไปถึงตัวผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงหรือยัง ถ้ามีความคืบหน้าแล้ว ก็ขอให้ชี้แจงออกมาด้วย สิ่งที่พลอยอยากเห็นในกรณีเชียงใหม่ คือคำตอบที่ไปถึงตัวต้นตอ ไม่ใช่แค่การปิดสถานที่กับการย้ายเจ้าหน้าที่ เพราะการย้ายตำรวจไม่กี่นาย ไม่ได้แปลว่าเราจัดการต้นตอได้ แต่แปลว่าแค่มีคนย้ายที่นั่ง

พลอยจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ และติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้คนเชียงใหม่ได้รู้ความคืบหน้าถึง:
1. ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของตำรวจทั้งสองโรงพัก พร้อมกรอบเวลาที่ชัดเจน
2. การขยายผลถึงเจ้าของบ่อนตัวจริง ผู้ให้เช่าสถานที่ และเส้นทางการเงิน
3. สถานที่ที่มีประวัติเคยถูกจับกุมมาแล้ว ยังกลับมามีบ่อนได้อีก เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครรับผิดชอบ

พลอยจะนำเรื่องนี้เข้าคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มี สส.รังสิมันต์ โรม เป็นประธาน และจะรายงานความคืบหน้าให้พี่น้องทราบเป็นระยะค่ะ

การดี บุกยื่น สตง. สอบ TH-AI Passport จี้ระงับงวดแรก

21 กันยายน 2569 เวลา 09:48 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว การดี เลียวไพโรจน์-Karndee Leopairote ระบุว่า ไปกันต่อค่ะทุกคนน

เช้านี้ 10 โมง อ้อจะไปยื่นหนังสือตรวจสอบโครงการ TH-AI passport ที่ สตง. ระงับการเบิกจ่ายเงิน งวดแรกตาม pay per active user ที่คําจํากัดความไม่แน่ชัด หลังจากมีการปั๊มยอดลงทะเบียน

และที่ผ่านมาไม่มีการทําข้อตกลงคุณธรรมซึ่งเป็นคุณสมบัติ (ไม่ใข่ scpoe งาน) ที่ปรากฏชัด TOR สําหรับโครงการมากกว่าพันล้านบาทขึ้นไป ทําให้ไม่มีบุคคลที่สามเข้าร่วมสังเกตการณ์ตรวจสอบ เรื่องนี้หนักอยู่นะคะ

กรรมการจัดซื้อจัดจ้าง กรรมการตรวจรับ ท่านดูแลตัวเองด้วยนะคะ

อ้อเห็นข้าราชการติดคุกแทนนักการเมืองมาเยอะแล้ว

‘เดชรัต’ โพสต์ขอบคุณทุกกำลังใจ หลังแพ้การเลือกตั้ง อบจ.นนทบุรี

21 กันยายน 2569 เวลา 09:39 น.

เดชรัต

จากกรณีเมื่อวานนี้ (20 กันยายน 2569) เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน แถลงแสดงความยินดีต่อ นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ จากกลุ่มผึ้งหลวง หลังพ่ายแพ้เลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ส่วนต่างคะแนนไปถึง 55,379 คะแนน

ล่าสุดวันนี้ 21 กันยายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด โพสต์ภาพของสำนักข่าว The Politics พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กขอบคุณทุกกำลังใจในช่วง 31 วันที่ผ่านมา ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “ผมขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกกำลังใจในช่วง 31 วันที่ผ่านมา และจะขอจดจำความต้องการในการเปลี่ยนแปลงของพี่น้องชาวนนทบุรีเอาไว้ต่อไป และผมจะพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงที่พี่น้องมุ่งหวังไว้ให้เกิดขึ้น ในบทบาทใดๆ ก็ตามที่ผมสามารถดำเนินการได้ แล้วพบกันใหม่ ในเวลาที่สังคมต้องการความเปลี่ยนแปลงครับ”

เดชรัต สุขกำเนิด

หลังจากที่โพสต์ของ เดชรัต สุขกำเนิด เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ชื่นชมวิธีคิด วิธีทำงานของอาจารย์ค่ะ ช่วยกันทำต่อนะคะ”

“สู้​สู้​ค่ะ​อย่าท้อนะคะ”

“ศาลากลาง บางกรวย 3X ครับ สู้ๆนะครับ”

“เสียดายค่ะ ตอนนี้ทำงานเพื่อสร้างผลงานทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มอาชีพ รอบหน้าสมัครใหม่ค่ะ”

“สู้ต่อไปนะคะ ทางนี้ยังยึดมั่นและศรัทธาอย่างเต็มหัวใจค่ะ”

“ให้กำลังใจ อ. เดชรัต”

“เป็นกำลังใจให้ทำงานเพื่อเราชาวนนท์ต่อไปค่ะ สักวันโอกาศนั้นจะมาถึงเราค่ะ ทำแล้วให้ทำต่อ และให้มีสิ่งใหม่ ที่ดีๆ เข้ามาค่ะ”

“เป็นกำลังใจอาจารย์ ขอบคุณที่ทำงานหนักและต่อเนื่องค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้คุณเดชและเสมอสู้ๆต่อไปอย่าให้เขาเสื่อมศรัทธาเราวันนี้ไม่ได้วันหน้าเราจะได้เพราะเราไม่ได้มีทำอะไรเลยสู้ๆไปด้วยกันนะรักพรรคประชาชนเหมือน”

เดชรัต สุขกำเนิด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เดชรัต สุขกำเนิด

ทำไม โพยฮั้ว สว. ล้มกระดานไม่ได้? ‘อดีตผู้พิพากษา’ กางรัฐธรรมนูญไขปมความลับ สส. vs สว.

21 กันยายน 2569 เวลา 09:31 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกปมร้อน “โพยฮั้ว สว.” กับ “หลักการลงคะแนนโดยลับ” 

ปรากฏการณ์ “จัดตั้ง-ทำโพย” ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ส่งผลให้ผลคะแนนการนับบัตรตรงตามโพยอย่างน่าอัศจรรย์ ได้นำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายครั้งใหญ่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อ

หลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่? และมีศาลใดบ้างที่มีอำนาจตรวจสอบเรื่องนี้?

1. หลักการลงคะแนนโดยลับ: สส. vs สว. ต่างกันอย่างไร? 

ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลักการเลือกตั้ง สส. และการเลือก สว. ถูกออกแบบไว้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

การเลือกตั้ง สส. (รัฐธรรมนูญ มาตรา 83 (ที่แก้ไขแล้ว) และมาตรา 85):

• รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองหลักการไว้ในระดับแม่บทชัดเจนว่า ต้องใช้วิธี “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

• หาก กกต. จัดการให้ลงคะแนนในคูหาไม่เป็นความลับ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้การเลือกตั้ง สส. เป็นโมฆะทั้งประเทศได้โดยตรง (ดังคำวินิจฉัยปี 2549 และ 2557)

การเลือก สว. (รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 & พ.ร.ป. สว. มาตรา 33):

• รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 บัญญัติเพียงว่า สว. มาจากระบบ “เลือกกันเอง” โดยไม่ได้ระบุคำว่า “โดยตรงและลับ” ไว้ในระดับรัฐธรรมนูญ

• หลักการ “ลงคะแนนโดยลับ” ถูกนำไปเขียนไว้ใน มาตรา 33 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 (เขียนในระดับกฎหมายลูก ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญโดยไม่ทราบสาเหตุ)

เมื่อหลักความลับไม่ได้อยู่ในระดับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจสั่งล้มการเลือก สว. ทั้งกระบวนการด้วยเหตุ “ไม่ลับ” ได้โดยตรง เหมือนกรณีเลือกตั้ง สส.

2. ปม “โพยฮั้ว” ทำให้การลงคะแนน “ไม่ลับ” หรือไม่?

หากผลคะแนนออกมาตรงกับโพย จะถือว่าขัดต่อหลักความลับหรือไม่? สามารถพิจารณาได้ 2 มิติ:

1)มิติเชิงรูปแบบ (Formality): หากผู้สมัครถือโพยเข้าไปเขียนหมายเลขลงในบัตรด้วยตนเอง โดยไม่มีใครมองเห็นในขณะทำรายการ “ยังคงถือว่าเป็นการลงคะแนนลับ” ในทางขั้นตอน

2) มิติเชิงเจตนารมณ์ (Substance): การทำโพย บล็อกโหวต หรือตกลงกันล่วงหน้า เป็นการทำลาย “ความเป็นอิสระในการลงคะแนน” เข้าข่ายความผิดฐานทุจริต หรือทำให้การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตาม พ.ร.ป. สว. 

3. ไขข้อข้องใจคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ (18 มิถุนายน 2567)

เหตุใดศาลรัฐธรรมนูญจึงเคยรับวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ในช่วงกลางปี 2567?

คดีดังกล่าวคือเรื่องอะไร?: ผู้สมัคร สว. ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โต้แย้งว่า พ.ร.ป. สว. 4 มาตรา (มาตรา 36, 40, 41, 42 ซึ่งเป็นเรื่องระบบการลงคะแนนเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เรื่อง “การเลือกกันเอง” หรือไม่

กลไกส่งต่อ (มาตรา 212): ศาลปกครองส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 212 เนื่องจากเป็นประเด็นข้อกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ผลคำวินิจฉัย: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า “ระบบเลือกไขว้ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107” ส่งผลให้กฎหมายแม่บทรอดพ้น และการเลือก สว. ดำเนินต่อไปได้ ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยเรื่องการทุจริตในการบุคคล

4. โครงสร้างอำนาจศาลและการตรวจสอบการเลือก สว.

เนื่องจากไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจศาลใดสั่งล้มการเลือก สว. ทั้งกระบวนการในประเด็น “ความลับ” ได้โดยตรง กฎหมายจึงใช้วิธีการตรวจสอบและลงโทษเป็นรายบุคคลแทน โดยแบ่งขั้นตอนและอำนาจศาลออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้:

การตรวจสอบโดย กกต. (ก่อนประกาศผลการเลือก):

หาก กกต. สืบสวนพบเหตุอันควรสงสัยว่ามีการทุจริต ฮั้ว หรือกระทำการให้การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ในการสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ และมีอำนาจตามมาตรา 60 ในการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว (ใบส้ม)

การสอย/เพิกถอนสิทธิโดย ศาลฎีกา (หลังประกาศผลการเลือก):

หาก กกต. ประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว แต่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า สว. ผู้ใดกระทำการทุจริต ฮั้ว ซื้อเสียง หรือแจกโพย กกต. จะต้องยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา ตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 62 เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) มีผลทำให้ให้พ้นจากตำแหน่ง สว.

การวินิจฉัยคุณสมบัติโดย ศาลรัฐธรรมนูญ (หลังประกาศผลการเลือก):

หากเป็นกรณีที่ สว. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 และ พ.ร.ป. สว. มาตรา 63 กำหนดให้ สมาชิกสภาฯ และ กกต. ส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อให้สมาชิกภาพของ สว. ผู้นั้นสิ้นสุดลง

การดำเนินคดีอาญาโดย ศาลยุติธรรม (ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา):

ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.ป. สว. หมวด 6 (บทกำหนดโทษ) พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องต่อ ศาลอาญา/ศาลจังหวัด เพื่อลงโทษจำคุกจำเลยตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสูงสุดถึง 20 ปี

บทสรุป

การมีโพยตรงกับผลคะแนน ไม่ได้ทำให้กระบวนการลงคะแนนหลุดจากการเป็น “การลงคะแนนลับ” ในเชิงรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถนำหลักการเลือกตั้ง สส. ตามมาตรา 83 หรือ 85 มาสั่งล้มการเลือก สว. ได้

โครงสร้างของกฎหมายไทยในปัจจุบันดูเหมือนจะถูกออกแบบให้กรณี “การฝ่าฝืนความลับหรือการฮั้ว สว.” ตกเป็นเรื่องของการกระทำผิดเฉพาะตัวบุคคล โดยทำได้เพียงการให้ ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ (สอยรายบุคคล) หรือให้ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาลงโทษทางอาญา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างที่การเลือก สว. ไม่สามารถถูกสั่ง “โมฆะล้มกระดาน” ในประเด็นความลับได้เหมือนกับการเลือกตั้ง สส.

ปัญหาการฮั้วกันเลือก สว. อย่างเป็นขบวนการครั้งใหญ่ของประเทศครั้งนี้ ได้แต่หวังให้ศาลฎีกาเข้ามาช่วยพิจารณาแก้ไขปัญหาอันเลวร้ายที่บ้านเมืองกำลังได้รับอยู่เวลานี้ ครับ

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

21/9/69

รัฐบาล เปิดผลสำรวจ ‘บ้านไม่มีเลขที่’ กว่า 4.9 แสนครัวเรือน เร่งทำฐานข้อมูลรองรับประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

21 กันยายน 2569 เวลา 09:07 น.

บ้าน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

วันที่ 21 ก.ย.69 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” โดยได้เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัย ในวงเงินรวม 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าเร่งสำรวจ “บ้านไม่มีเลขที่” จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 มีการสำรวจแล้ว 517,525 หลังคาเรือน จากจำนวนบ้านทั่วประเทศ 29,812,688 หลังคาเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร พบว่า เป็นบ้านที่ไม่มีบ้านเลขที่ 491,453 หลังคาเรือน และพบที่พักอาศัยที่มีบุคคลพักอาศัยอยู่จริง 82,810 หลังคาเรือน ขณะเดียวกันมีการจำหน่ายรายการบ้านแล้ว 1,377 หลังคาเรือน สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งจัดทำฐานข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถระบุได้ว่า “ใครอยู่ที่ไหน” และเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยชั่วคราวหรือแรงงานที่อยู่ในพื้นที่จริง แต่ยังไม่มีข้อมูลบ้านเลขที่ในระบบ

บ้าน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

สำหรับการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว มีวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นความเสียหายจากอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน ส่วนความเสียหายจากวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากทั้ง 3 ภัย 2,000,000 บาทต่อคน โดยกรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 – 1 ตุลาคม 2570

สุวินัย ฟันธง การเมืองแบบมวลชนลงถนน เป็นสิ่งตกยุคแล้ว

21 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

ม็อบ

วานนี้ 20 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์ภาพพร้อมข้อความวิเคราะห์การเมืองเกี่ยวกับม็อบ ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “เมื่อการเมืองมวลชนบนท้องถนนของไทยกำลังกลายเป็นสิ่งตกยุคทางประวัติศาสตร์ มีช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ ถนนคือสนามรบสำคัญที่สุดของการเมือง หากผู้คนจำนวนมากพอออกมารวมตัวกัน

รัฐบาลอาจสั่นคลอน
นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออก
ระบบการเมืองทั้งระบบอาจเปลี่ยนทิศทาง

คนไทยหลายรุ่นจึงเติบโตมากับความทรงจำว่า

เมื่อการเมืองในระบบแก้ปัญหาไม่ได้
ประชาชนต้องออกมาบนถนน

…..

สุวินัย

ผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่เคยอยู่ในยุคสมัยนั้น

ผู้เขียนจึงรู้ดีว่า
ความรู้สึกของการอยู่ท่ามกลางผู้คนนับหมื่นนับแสนคนเป็นอย่างไร

เสียงปราศรัย
เสียงตะโกน
เสียงปรบมือ

ตลอดจนความรู้สึกว่า

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้จริง

แต่วันนี้
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี
ผู้เขียนกลับมีคำถามอีกแบบหนึ่ง

หรือยุคสมัยของการเมืองมวลชนบนท้องถนน
กำลังผ่านพ้นไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ?

…..

1. เมื่อถนนเคยเป็นศูนย์กลางของอำนาจ

หากย้อนกลับไปดูการเมืองไทยหลายสิบปี

เราจะพบการเมืองบนถนนครั้งแล้วครั้งเล่า

14 ตุลาคม 2516
พฤษภาคม 2535
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 2549
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ 2552
กปปส. 2557

ไม่ว่าคนแต่ละฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับขบวนการเหล่านี้
สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ

ถนนเคยเป็นแหล่งกำเนิด Political Power ที่สำคัญของสังคมไทย

จำนวนคนมีความหมาย
การยึดพื้นที่มีความหมาย
การปักหลักยาวนานมีความหมาย

เพราะเมื่อผู้คนจำนวนมากอยู่บนถนนต่อเนื่อง
ต้นทุนของรัฐบาลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งในทางการเมือง
เศรษฐกิจ
ความชอบธรรม
และการบริหารประเทศ

…..

แต่สิ่งที่เราเรียกว่า Mass Movement
ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีผู้นำขึ้นเวที
และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีประชาชนไม่พอใจรัฐบาล

มันต้องผ่านกระบวนการหลายขั้น

Grievance (ความคับข้องใจ)
→ Trigger (ตัวจุดชนวน)
→ Mobilization (เริ่มระดมคน)
→ Expansion (เริ่มขยายตัว)
→ Mass Mobilization (กลายเป็นการระดมมวลชนจำนวนมาก)
→ Mass Retention (การรักษาการชุมนุมของมวลชน)
→ Movement (ขบวนการล้มรัฐบาล)

ประชาชนจำนวนมากอาจไม่พอใจเรื่องเดียวกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะออกจากบ้าน

คนจำนวนมากอาจออกมาหนึ่งวัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลับมาอีกในวันรุ่งขึ้น

และต่อให้มีคนจำนวนมากอยู่บนถนนหลายวัน
ก็ไม่ได้หมายความว่าขบวนการจะสามารถขยายตัวต่อไปได้

…..

หัวใจของ Mass Movement จึงไม่ใช่เพียงจำนวนคน

แต่คือความสามารถในการ
เปลี่ยนความไม่พอใจ
ให้กลายเป็นการเข้าร่วมทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง

นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า
Mass Retention (การรักษาการชุมนุมของมวลชน)

หากรักษามวลชนไม่ได้
การชุมนุมก็เป็นเพียง Event

หากรักษาได้เฉพาะแกนนำและผู้สนับสนุนเดิม
มันก็เป็นเพียง Campaign

แต่ถ้าสามารถดึงคนที่เดิมไม่ได้อยู่ในขบวนการเข้ามา
และคนเหล่านั้นกลับมาอีก

วันแล้ววันเล่า

จนเกิดแรงกดดันทางการเมืองที่ขยายตัวเองได้
เมื่อนั้นจึงเริ่มเกิด

Movement (ขบวนการล้มรัฐบาล)

…..

2. ทำไมม็อบในอดีตจึงเติบโตได้?

Mass Movement ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้นำเก่งเพียงอย่างเดียว

ผู้นำอาจมีความสามารถในการปราศรัย
มีสื่อ
มีเครือข่าย
มีองค์กร

แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง
เครื่องรับและขยายคลื่น

มันไม่ใช่ตัวคลื่น

คลื่นเกิดขึ้นเมื่อความไม่พอใจที่สะสมอยู่ในสังคม
พบกับเหตุการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้คนจำนวนมากเกิดความรู้สึกร่วมว่า

พอแล้ว!

เหตุการณ์เช่นนี้คือ Trigger (ตัวจุดชนวน)

แต่ Trigger ก็ยังไม่เพียงพอ
มันต้องทำให้คนจำนวนมากข้ามเส้นที่ผู้เขียนเรียกว่า

Participation Threshold (เส้นแบ่งการเข้าร่วมชุมนุม)

คนที่เคยนั่งดูอยู่บ้าน
เริ่มคิดว่า
ครั้งนี้ฉันควรออกไป

เพื่อนออก
ญาติออก
เพื่อนร่วมงานออก

เมื่อคนเห็นคนอื่นออกมา
ต้นทุนทางจิตวิทยาของการเข้าร่วมก็ลดลง

การระดมมวลชนจึงเริ่มขยายตัวเอง

…..

ในช่วงรุ่งเรืองของการเมืองมวลชนไทย
ยังมีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก
คือ
Organizational Network หรือเครือข่ายจัดตั้ง

พรรคการเมือง
สหภาพแรงงาน
NGO
เครือข่ายนักศึกษา
กลุ่มวิชาชีพ
องค์กรท้องถิ่น
สื่อ
กลุ่มผลประโยชน์
และเครือข่ายประชาชน

ช่วยกันเปลี่ยนความไม่พอใจที่กระจัดกระจาย
ให้กลายเป็น

Collective Action หรือปฏิบัติการรวมหมู่

ดังนั้น Mass Movement ที่แท้จริง
ไม่เคยเกิดจากบุคคลคนเดียว (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)

…..

3. แต่โลกการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว

สิ่งที่เปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงในวันนี้คือ
โครงสร้างของ Attention (ความสนใจ)

ในอดีต
เมื่อสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสถานีดาวเทียมไม่กี่แห่ง
สามารถทำให้คนจำนวนมาก

เห็นเรื่องเดียวกัน
ฟังเรื่องเดียวกัน
โกรธเรื่องเดียวกัน

การสร้าง Grand Narrative (เรื่องเล่าใหญ่) จึงทำได้ง่ายกว่า

แต่วันนี้
โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง
เปิดประตูเข้าสู่เรื่องเล่านับพันเรื่อง

การเมือง
ดารา
สงคราม
หุ้น
กีฬา
ละคร
TikTok
YouTube
ข่าวอาชญากรรม
เรื่องพระ
เรื่องชู้สาว
เรื่องเศรษฐกิจ
เรื่อง AI

ทั้งหมดกำลังแข่งขันกันแย่ง Attention
ของมนุษย์คนเดียวกัน (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)

…..

ดังนั้นก่อนที่ผู้นำทางการเมืองคนหนึ่ง
จะทำให้ประชาชนเชื่อเรื่องเล่าของตน

เขาต้องทำสิ่งที่ยากกว่านั้นเสียก่อน

คือ
ทำให้ประชาชนหยุดดูเรื่องอื่น
แล้วหันมาฟังเขา

นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนแยก
Narrative Power (พลังในการเล่าเรื่อง)
ออกจาก Attention Power (พลังในการดึงความสนใจ)

คนคนหนึ่งอาจยังมีความสามารถสูงมากในการเล่าเรื่อง
แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ได้หันมาสนใจฟังอีกเหมือนแต่ก่อน

Narrative Power นั้นก็ไม่สามารถแปลงเป็น Political Power (พลังทางการเมือง) ได้เหมือนเดิม

…..

และสิ่งที่ยิ่งยากขึ้นไปอีกคือ

Attention (ความสนใจ) ยังไม่เท่ากับ Commitment (ข้อผูกมัด)

คนอาจดูคลิปหนึ่งล้านครั้ง
คอมเมนต์หนึ่งหมื่นครั้ง
แชร์หนึ่งแสนครั้ง

แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่เท่ากับ

การออกจากบ้าน
เดินทางไปสถานที่ชุมนุม
ยืนกลางแดด
อยู่จนกลางคืน
กลับมาอีกวัน

และทำเช่นนั้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์

…..

ดังนั้น
Online Engagement ≠ Mobilization
การเข้าร่วมทางออนไลน์ ยังไม่ใช่การระดมคนจริง

และ Mobilization ≠ Movement
การระดมคนจริง ก็ยังไม่ใช่ขบวนการล้มรัฐบาล

นี่คือความแตกต่างสำคัญของการเมืองยุคใหม่

…..

4. เมื่อผู้นำมวลชนจากโลกเก่ากลับมา

คำถามนี้กลับมาหาผู้เขียนอีกครั้ง

เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้นำ พธม. เมื่อยี่สิบปีก่อน
ประกาศกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมือง
พร้อมถ้อยคำใหญ่โตหลายครั้ง

ทั้งการชูคำขวัญ
“เอาประเทศไทยคืนมา”
และการประกาศเดินสายทั่วประเทศ

สำหรับคนที่เคยเห็นพลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอดีต

คำประกาศเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า
ประวัติศาสตร์กำลังจะกลับมาหรือไม่?

ผู้เขียนเองเคยร่วมอยู่ในสนามการเมืองยุคนั้นจึงรู้ว่า

คุณสนธิเคยมี
สื่อ
เครือข่าย
ทุนทางเรื่องเล่า
และความสามารถในการระดมมวลชนมากเพียงใด

แต่การที่คุณสนธิมี Historical Mobilization Power
ไม่ได้หมายความว่า จะยังมี Present Mobilization Power
เท่าเดิม

เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงอายุของผู้นำ
แต่คือโลกทั้งใบที่ล้อมรอบผู้นำนั้น

…..

5. Narrative Capital ยังอยู่ แต่ Conversion Rate เปลี่ยนไป

คุณสนธิยังมีสิ่งที่ผู้เขียรเรียกว่า
Narrative Capital (ทุนเรื่องเล่า)

เขามีผู้ติดตามเดิม
มีผลงานในอดีต
มีชื่อเสียง
มีความทรงจำร่วมกับคนรุ่นหนึ่ง
และมีระบบสื่อของตัวเอง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไป
ดังนั้นเขายังสามารถหยิบประเด็นต่าง ๆ

ตั้งแต่ทุนเทา
สิ่งแวดล้อม
Data Center
การทุจริต
ทุนต่างชาติ
SME
หรือปัญหาเศรษฐกิจ

ขึ้นมาสร้างเรื่องเล่าใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

…..

แต่ปัญหาของคุณสนธิคือ

Narrative Capital (ทุนเล่าเรื่อง) ไม่เท่ากับ Mobilization Power (พลังในการระดมมวลชน)

ระหว่างสองสิ่งนี้ ต้องมี Conversion (กระบวนการเปลี่ยนผลัด) หลายชั้น

Narrative Capital (ทุนเล่าเรื่อง)
× Attention Capture (จับความสนใจของผู้คนได้อยู่หมัด)
× Belief Conversion (เปลี่ยนเรื่องเล่าใหญ่ให้กลายเป็นความเชื่อสุดจิตสุดใจ)
× Participation Conversion (กระทั่งเปลี่ยนความเชื่อนั้นให้เป็นการตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุม)

= Mobilization Power

หากคนฟังสนธิ
แต่ไม่เชื่อ

ย่อมไม่เกิดการ Mobilize

หากเชื่อสนธิ
แต่ไม่ออกจากบ้าน
ก็ไม่เกิดการ Mobilize

หากออกมาหนึ่งครั้ง
แต่ไม่กลับมาร่วมชุมนุมอีก
ก็ไม่เกิด Mass Retention (การรักษาม็อบ)

และหากไม่มี Mass Retention
ก็ไม่มี Mass Movement

ตรงนี้เอง
ที่ทำให้ผู้เขียนเริ่มมองการเคลื่อนไหวปัจจุบันของคุณสนธิ
ต่างจากเมื่อยี่สิบปีก่อน

…..

6. Campaign ไม่เท่ากับ Movement

การเดินสายต่างจังหวัด
การขึ้นเวทีของเครือข่ายท้องถิ่น

การทำคลิป
การปราศรัย

การสร้างประเด็นรายสัปดาห์
และการรักษาฐานผู้ติดตามเดิมเอาไว้

สามารถทำให้ Campaign
ดำรงอยู่ได้นานมาก
โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็น
Mass Movement

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ

Campaign สามารถดำรงอยู่ด้วย

สื่อ
ผู้ติดตามเดิม
กิจกรรมเป็นระยะ
และประเด็นใหม่อย่างต่อเนื่อง

แต่ Movement ต้องการคนใหม่
และต้องการคนใหม่จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)

…..

ดังนั้นคำถามที่ผู้เขียนสนใจ
จึงไม่ใช่ว่าคุณสนธิยังจัดกิจกรรมได้หรือไม่
หรือยังมีคนฟังหรือไม่

เพราะคำตอบคือ ได้อยู่แล้ว

คำถามที่สำคัญกว่าคือ

เขาสามารถเปลี่ยน Campaign
ให้กลายเป็น Movement ได้หรือไม่

และสำหรับเรื่องนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ
Trigger (ตัวจุดชนวน)

…..

7. ผู้นำสร้างคลื่นไม่ได้ทุกครั้ง

นี่เป็นบทเรียนสำคัญอย่างหนึ่ง
ที่ผู้เขียนได้จากการย้อนกลับไปศึกษาการเมืองมวลชนอีกครั้ง

เรามักจดจำประวัติศาสตร์ผ่านชื่อผู้นำ
จนเผลอคิดว่าผู้นำคือผู้สร้างประวัติศาสตร์

แต่ในความเป็นจริง
ผู้นำจำนวนมากเพียงบังเอิญอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
เมื่อคลื่นทางประวัติศาสตร์กำลังมาเท่านั้น

คนที่มีความสามารถ

สามารถขี่คลื่น
ขยายคลื่น
หรือกำหนดทิศทางคลื่นได้

แต่ไม่มีใครสามารถสร้างคลื่นมหาสมุทรขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้

…..

นี่ทำให้ผู้เขียนกลับไปคิดถึงการเมืองไทยในปัจจุบัน

ปัญหาของประเทศมีจริงมากมาย

ค่าครองชีพ
คอร์รัปชัน

ทุนเทา
ความเหลื่อมล้ำ

ปัญหาสิ่งแวดล้อม
การแข่งขันจากทุนต่างชาติ

ความไม่พอใจต่อรัฐบาล

ทั้งหมดสามารถกลายเป็นGrievance (ความคับข้องใจ) ได้

แต่ Grievance ไม่เท่ากับ Trigger

และ Trigger ต่อรัฐบาล ถ้ามีขึ้นมาจริง
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็น Trigger ให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งโดยอัตโนมัติ

…..

ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ใหญ่
จนคนจำนวนมากข้าม Participation Threshold

ประชาชนอาจออกมาด้วยตัวเอง

ผ่านเครือข่ายใหม่
พรรคการเมืองใหม่
ประชาสังคม
หรือการรวมตัวรูปแบบที่เรายังไม่รู้จัก

คลื่นนั้น
ไม่จำเป็นต้องไหลเข้าสู่เวทีของผู้นำจากอดีตแต่อย่างใด

…..

8. หรือสิ่งที่กำลังหมดไปไม่ใช่ “ม็อบ” แต่คือยุคสมัยหนึ่ง

เมื่อผู้เขียนคิดมาถึงตรงนี้
คำถามเรื่องคุณสนธิจึงค่อย ๆ เล็กลง
จนแทบไม่ใช่คำถามสำคัญในสายตาผู้เขียนอีกต่อไป

คำถามใหญ่กว่าคือ
การเมืองไทยกำลังเปลี่ยน Political Form หรือไม่?

อำนาจทางการเมืองอาจกำลังย้ายจากถนนไปสู่

พรรคการเมือง
ระบบราชการ
เครือข่ายทุน
ข้อมูล

แพลตฟอร์ม
อัลกอริทึม
สื่อดิจิทัล
การจัดการ Attention
และระบบนิเวศของอำนาจที่ซับซ้อนกว่าเดิม

ใช่หรือไม่?

…..

นั่นไม่ได้หมายความว่า
จะไม่มีการชุมนุมใหญ่อีกเลย

ประวัติศาสตร์ไม่มีใครรับประกันเช่นนั้นได้

หากเกิด Trigger ที่รุนแรงเพียงพอ
ประชาชนจำนวนมหาศาล
ยังสามารถกลับลงถนนได้เสมอ

แต่สิ่งที่ผู้เขียนกำลังตั้งข้อสังเกตคือ

ถนนอาจไม่ใช่ศูนย์กลางของ Political Power
อย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป

และนี่เป็นคนละเรื่องกับการบอกว่า

“ม็อบตายแล้ว”

…..

9. The Last Mass Movement

บางที
สิ่งที่คนรุ่นผู้เขียนกำลังเห็น

อาจไม่ใช่เพียง
การโรยราของผู้นำมวลชนคนหนึ่ง

แต่มันอาจเป็น
การโรยราของรูปแบบการเมืองที่คนรุ่นเราเคยคุ้นเคย

เราเคยเชื่อว่า

เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา
ต้องลงถนน

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากโพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ชัดเจนมากคะ อาจาร์ย”

“ขอบคุณครับอาจารย์เชื่อมโยงประเด็นได้น่าสนใจมากครับมีหลักคิดและรูปธรรมมากทำให้ต้องกลับมาอ่านใหม่เพื่อตรวจสอบทบทวนกรอบความคิดตัวเอง”

“นอกจากอาหารดี ดนตรีไพเราะ ถ้ามารอบนี้คงต้องแจกแพมเพิสด้วย”

“ฟืนเปียกน้ำอย่างไรก้อจุดไฟไม่ติด”

“จุดไม่ติดเพราะเหตุผลในจัดม็อบมันไม่เป็นเหตุเป็นผลเพียงพอ ข้ออ้างในการออกมาต่อต้านรัฐบาลฟังไม่ขึ้น ประกอบกับประชาชนก็เห็นว่าปัญหาของประเทศส่วนใหญ่ก็เกิดมาก่อนมีรัฐบาลนี้และเห็นว่ารัฐบาลได้กำลังแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงไม่เห็นเหตุผลที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งไม่ดีในสายตาต่างชาติและนักลงทุน รวมถึงผู้นำม็อบขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ที่รู้ข้อมูล”

“เพราะไม่มีใครซื่อสัตย์ทำเพื่อชาติตามที่พูด ประชาชนผิดหวัง ไม่ยอมเปนเหยื่ออีก”

สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย
สุวินัย

ขอขอบคุณข้อมูลแลพภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

ไชยันต์ เตือนอย่าตัดตอน บทเรียนรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ยกเคสคาเมรอน เทียบทักษิณ ยุบสภาหนีปัญหาสร้างวิกฤต

21 กันยายน 2569 เวลา 08:59 น.

21 กันยายน 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า ใครก็ตามที่ออกหน้ามาพูด “ 20 ปีรัฐประหาร 2549 ” โปรดพูดให้ครบเถิดครับ อย่าตัดตอน อย่าเลือกเฉพาะส่วน ! #20ปีรปห2549

…..

ทักษิณ ก่อนรัฐประหาร 2549

กรณี “ปานามาเปเปอร์ส”

#การยุบสภา

การซื้อขายหุ้นโดยไม่เสียภาษีของครอบครัวนายกรัฐมนตรีอังกฤษ: กรณีที่คล้ายคลึงกัน แต่ใช้วิธีการแตกต่างกัน

ที่น่าสังเกตเปรียบเทียบก็คือ กรณีที่คล้ายกันกับการซื้อขายหุ้นโดยไม่เสียภาษีของครอบครัว พ.ต.ท.

ทักษิณได้เกิดขึ้นกับนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษด้วยในช่วงที่เกิดกระแสข้อมูลที่แพร่กระจายไปทั่วโลกในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559

กรณี “ปานามาเปเปอร์ส” รายงานว่าผู้นําหลายประเทศได้เข้าไปพัวพันในการยักย้ายหลักทรัพย์ไปลงทุนในประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษี

และหนึ่งในผู้นําที่ว่าคือ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ปานามาเปเปอร์มีข้อมูลบ่งชี้ว่าเครือข่ายครอบครัวของนายคาเมรอนได้ไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี

แน่นอนว่า ข่าวนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวนายคาเมรอนและรัฐบาลของเขา

การถือหลักอำนาจสูงสุดของรั ฐสภา (parliamentary supremacy) ของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ: ให้สภาฯตรวจสอบ

สิ่งที่นายคาเมรอนทํานั้น ถือได้ว่าเป็นการเคารพหลักการ “อํานาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา” อย่างแท้จริง

เพราะเขายอมไปตอบกระทู้ถามในกรณีดังกล่าวนี้ในสภา

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ หน้า ๑๕ ได้ลงข่าวเรื่องนี้ว่า

“ในการอภิปรายอย่างดุเดือดในรัฐสภาจนมีสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ ายค้านรายหนึ่งต้องถูกเชิญตัวออกไป

นายคาเมรอนกล่าวปกป้องผู้ที่ต้องการนําเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นจุดประสงค์ของบิดาผู้ล่วงลับของเขาในการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตหรือออฟชอร์คอมปะนีที่ถูกเปิดเผยไว้ใน ‘ปานามา เปเปอร์ส’

เอกสารที่รั่วไหลออกมาของบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย ‘มอสแสค ฟอนเซกา’ ในปานามา”

อีกทั้ง “นายคาเมรอนพยายามที่จะเน้นยํ้าถึงความแตกต่างของการหนีภาษีแบบผิดกฎหมายและ
การหลีกเลียงภาษีแบบถูกกฎหมาย และพยายามที่จะกล่าวถึงความห่วงกังวลในเรื่องความเป็ นผู้นําของเขาที่ได้รับความเสียหาย

ไม่เพียงแต่จากคําถามเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของเขาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ยังเป็นเรื่องความแตกแยกในพรรคอนุรักษ์นิยมรวมถึงในเรื่องสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปด้วย”

อย่างไรก็ดี นายเดวิด คาเมรอน กล่าวว่า “กําลังปรับแก้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้นเพื่อขจัดการหนี
ภาษีให้หมดไป และหวังว่าจะยุติการถูกตรวจสอบอย่างละเอียดในเรื่องความมั่งคั่งรํ่ารวยส่วนตัว และฟื้นความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นําของเขาให้กลับมา”

นายคาเมรอนกล่าวว่า “เป็นเรื่องถูกต้องในการออกกฎหมาย
ให้เข้มงวดยิ่งขึ้นและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อทําให้การหนีภาษีเป็นเรื่องผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง และชักจูงให้เลิกใช้ช่องโหว่เพื่อใช้สิทธิบรรเทาภาษีอย่างสุดโต่ง ซึ่งในการจะทําเช่นนั้นเราควรจะสร้างความแตกต่างระหว่างโครงการที่ออกมาเพื่อลดภาระทางภาษีและโครงการที่กระตุ้นการลงทุนอย่างแท้จริง ความทะเยอทะยานและการสร้างความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องสกปรก สิ่งเหล่านี้เป็นนกลไกหลัก
ในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งในประเทศของเรา และเราควรจะให้การสนับสนุนผู้ที่ต้องการถือหุ้นหรือลงทุนเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลครอบครัว”

แต่กระนั้น “มาตรการที่นายคาเมรอนประกาศออกมา ไม่ช่วยให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อตัวเขา
ลดน้อยลงเท่าใดนัก

โดยเขาถูกกล่าวหาจากฝ่ ายค้านว่าเป็นคนมือถือสากปากถือศีล จากการไล่ล่าเอาผิด ผู้หลบเลี่ยงภาษี เนื่องจากกองทุนของบิดาของตนถูกเปิ ดเผยและจากความล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลการยื่น
แบบเสียภาษีของตน”

หัวหน้าพรรคแรงงาน นายเจเรมี คอร์บิน กล่าวหานายคาเมรอนว่าเป็น “เจ้าแห่งการเบี่ยงประเด็น”

ขณะที่ นายเดนนิส สกินเนอร์ ส.ส. พรรคแรงงานที่ถูกเชิญออกจากห้องประชุมไป หลังไม่ยอมถอนคําพูดที่เรียกนายคาเมรอนว่า “จอมเจ้าเล่ห์”

———-

กรณีของนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร: ก็อ้างอำนาจสูงสุดอยู่ที่สภา แต่กลับยุบสภา !?

พ.ต.ท. ทักษิณ กลับใช้วิธีการยุบสภาเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น
ของครอบครัวของตน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มีผู้อ้างว่าการยุบสภาของทักษิณเป็นสิ่งที่ทําได้และไม่ผิดกติกาของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาแต่อย่างใด

อีกทั้งเขาเองยังไปออกรายการสัมภาษณ์โทรทัศน์รายการ
หนึ่ง หลังจากที่ยุบสภาไปแล้ว และรอเลือกตั้งอยู่ แต่ผู้คนก็ยังประท้วงต่อเนื่อง

ในรายการนั้น ที่มีคุณสรยุทธ สุทัศนจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ

พ.ต.ท. ทักษิณ ได้อ้างว่า ที่ยุบสภาก็เป็นไปตามหลักการที่ทักษิณได้ใช้คําในภาษาอังกฤษว่า “parliamentary supremacy” (อํานาจะสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา)

แต่ถ้า พ.ต.ท. ทักษิณเชื่อหลักที่ว่านี้จริง ก็ไม่ควรยุบสภา

แต่ควรจะเข้าประชุมสภาเหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอนได้กระทําภายใต้ข้อกล่าวหาเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า กรณีซื้อขายหุ้นโดยเลี่ยงภาษีของครอบครัวนายคาเมรอนไม่ต่างจากกรณีซื้อขายหุ้น
ของครอบครัวของ พ.ต.ท. ทักษิณ แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ

1. นายคาเมรอนเคารพหลักการอํานาจสูงสุดของรัฐสภา กล้าที่จะเข้าไปตอบข้อซักถามโดยไม่ได้
กล่าวอ้างหลักการ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณกลับยุบสภาไปเฉยๆ และกล่าวอ้างผ่านทางโทรทัศน์ว่า
“เคารพหลักการ”

2. นายคาเมรอนจะแก้กฎหมายไม่ให้กรณีแบบนี้ เกิดขึ้นอีกเพื่อ “หวังกู้ภาพลักษณ์”

แต่สําหรับพ.ต.ท. ทักษิณ และสมาชิกพรรคไทยรักไทยที่เป็ นเสียงข้างมากในสภากลับแก้กฎหมายให้มีช่องโหว่ที่จะเลี่ยงภาษีเสียเอง

ทั้งๆ ที่กฎหมายเดิมห้ามไว้อยู่แล้ว เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้กําหนดไว้ว่า ต้องมิใช่คนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น

รวมทั้งต้องมีกรรมการทั้งหมดและผู้มีอํานาจกระทําการผูกพันนิติบุคคลนั้นต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยด้วย ในการนี้ คณะกรรมการ
(กทช.) อาจกําหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตสําหรับประกอบกิจการบางลักษณะหรือบางประเภทที่
เป็นนิติบุคคลจะต้องกําหนดข้อห้ามการกระทําอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการครอบงํากิจการโดย
บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยอีกด้วยก็ได้’ เห็นได้ว่าชาวต่างชาติไม่สามารถถือหุ้นได้เกินร้อยละ 25
ทั้งยังถูกจํากัดสัดส่วนของกรรมการที่ต้องเป็นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกซึ่งมี ส.ส. ในสภา 375 เสียง และ ส.ว. ที่เป็ นพรรคพวกเดียวกันอีกมากกว่าครึ่ง

ทำให้การผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว แก้ไข พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙ ตัดเงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามดังกล่าวออกไป

เห็นได้ว่า การยุบสภาครั้งนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบที่อำพรางไว้ด้วยความถูกต้องตามกฎกติกา

เป็นปฏิบัติการอำนาจนิยมอำพรางนี้นำพาให้การเมืองไปสู่ทางตันมากกว่าจะเป็นทางออก

การยุบสภาโดยมิชอบคือการหนีปัญหา หนีการตรวจสอบโดยกระบวนการรัฐสภา

หากนําประเด็นข้อกล่าวหาส่วนตัวไปสู่สนามเลือกตั้งให้ผู้เลือกตั้งตัดสิน ความเคลือบแคลงของ
การใช้กลไกการยุบสภาของทักษิณในครั้งนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่นํามาซึ่งวิกฤตการเมืองที่รุนแรงยาวนานจนถึงปัจจุบัน

นับเสร็จแล้ว เลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี พรรคส้มแพ้หลุดลุ่ย

21 กันยายน 2569 เวลา 08:09 น.

นนทบุรี

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ช่วงเวลา 23.03 น. ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยผลการนับคะแนนศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี อย่างไม่เป็นทางการ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งจัดขึ้นทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ. โดยการแข่งขันครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมรวม 6 ราย และมีผลคะแนนเรียงตามลำดับดังนี้

อันดับ 1 หมายเลข 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง ได้คะแนน 193,653 คะแนน

อันดับ 2 หมายเลข 4 นายเดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน ได้คะแนน 138,274 คะแนน

อันดับ 3 หมายเลข 6 นายธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 7,376 คะแนน

อันดับ 4 หมายเลข 2 พลเอก นิพนธ์ สีตบุตร ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 3,770 คะแนน

อันดับ 5 หมายเลข 3 นายชุติพนธ์ ปิ่นมณี ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,961 คะแนน

อันดับ 6 หมายเลข 5 ว่าที่ร้อยตรี นนทพันธ์ ปพัฒน์พรเจริญ ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,263 คะแนน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี

ซึ่ง เดชรัต สุขกำเนิด จาก พรรคประชาชน แพ้คะแนน นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ จาก กลุ่มผึ้งหลวง ไปด้วยส่วนต่างคะแนนมากถึง 55,379 คะแนน

การเลือกตั้ง นายก อมจ. นนทบุรี 2569 ในครั้งนี้มีจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 1,075,199 คน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 376,278 คน แบ่งเป็นบัตรดี 346,297 ใบ บัตรเสีย 5,296 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 24,685 ใบ.

กางตัวเลขสวน ‘กรณ์’ ‘สมภพ ‘ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส ดีกว่าลดภาษีดีเซล

21 กันยายน 2569 เวลา 07:46 น.

สมภพ พอดี

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (20 ก.ย. 2569) นาย กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กถึงการที่รัฐบาลยอมลดภาษีน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท จะอุ้มช่วยค่าครองชีพ ลากได้ถึงเกือบครึ่งปี ดีกว่ากู้มาแจกซ้ำไทยช่วยไทยนั้น

ล่าสุดวันนี้ 21 กันยายน 2569 นายสมภพ พอดี นักธุรกิจ และนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่าน Sompob Pordi กางตัวเลขเรื่องเศรษฐกิจ สวน นาย กรณ์ จาติกวณิช ในเรื่องดังกล่าว ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “เซียนเศรษฐ​กิจ​

เมื่อคืนก่อนฟุตบอล​ มีแควนๆมาชวนคุยเรื่องตัวเลขเรื่องเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่แควนผม​ เป็นแควนพรรคการเมืองนักการเมือง​ ก็เลยคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง​ แต่ตลกดี​ ผมแคปเอาที่คุยกันมาแปะไม่ได้เพราะดุเดือดเกินไป​ ไม่เหมาะกะวัยรุ่น​ อ่านแล้วอาจจะตื่นเต้น​ ใจสั่นหวิวๆเหมือนจะเป็นลม ก็เลยเอาสาระมาเล่าแทนละกัน

เอาล่ะนะ

+++++

ถึงวันนี้​ ไทยช่วยไทยใช้เงินภาษีไปทั่งหมดประมาณ​ 92 พันล้านบาท

ถ้าเอาเงินจำนวนนี้ไปลดภาษีนํ้ามันดีเซลลิตรละ​ 5​ บาท​ อย่างที่กรณ์เสนอ​ ก็จะได้​ 18 พันล้านลิตร​หน่อยๆ หรือเท่ากับ​ 2/3 ของนํ้ามันดีเซลที่คนไทยใช้รวมกันทั้งปี​ 26 พันล้านลิตร

​แล้วคนไทยทุกคนทุกบ้านมีรถต้องเติมน้ำมัน​ดีเซลมั้ย?
ไม่นะ เด็กประถมก็รู้

ต่อให้​ สมมุติให้คนไทยทุกคนทุกบ้านมีรถต้องเติมน้ำมัน​เชื้อเพลิงด้วย​ แต่ละคนเติมน้ำมัน​เชื้อเพลิง​เท่ากันมั้ย?
ยิ่งไม่เข้าไปใหญ่​ ถามเด็กมัธยมก็ได้

​ละถ้าทำอย่างที่กรณ์บอก​ ใครล่ะจะได้ประโยชน์?
ก็ต้องเป็นใครที่ใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงมากๆ​ อย่าง​ บริษัทขนส่ง​สินค้า ธุรกิจรถโดยสาร​ ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม​ แต่ประชาชนคนทั่วไปใช้รวมๆกันแค่ประมาณแค่​ 9% ของปริมาณทั้งหมดก็จะได้ประโยชน์​แค่นั้นแหละ
นอกจากนี้ธุรกิจกลั่นและขายนํ้ามันเชื้อเพลิงที่จะขายได้เท่ามากขึ้นเพราะคนไทยไม่หัดไม่ต้องประหยัด​ ฟุ่มเฟือยล้างผลาญต่อไปได้ อันนี้ถาม​นศ.ปีหนึ่งปีสองที่ไม่ได้เรียนสายสังคมก็น่าจะได้คำตอบที่ถูกต้อง

​แต่ถ้าราคานํ้ามันถูกลง​ ภาคธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมอื่นๆก็จะมีต้นทุนตํ่าลง​ ค่าขนส่งจะถูกลง ราคาสินค้าก็จะลดลงไม่ใช่เหรอ?
ใช่เหรอ​ ที่ว่ามาเนี่ย​มันเคยเกิดขึ้นมั้ยล่ะ

แล้วควรทำมั้ยล่ะ? ถึงตรงนี้แล้วควรจะคิดเองได้ว่า​ ระหว่างข้อเสนอของกรณ์​ กับ​ ไทยช่วยไทย​ แบบไหนประชาชนได้ประโยชน์​มากกว่ากันทั่วถึงกว่ากันนะ​

ถ้าอยากได้แบบที่กรณ์เสนอ​ ต้องทำไง? ​หนหน้าก็เลือกกรณ์และบรรดาเซียนเศรษฐ​กิจไปเป็นรัฐบาลละกัน​
แต่ตอนนี้ควรไปพบแพทย์​ก่อนนะ​ ไปรักษาแต่เนิ่นๆมีโอกาสหายไวกว่ามากกว่า​

ไปโรงพยาบาลศรีธัญ​ญาถูกมั้ย? ภาพปลากรอบ​ แคปมาจากเฟสบุ๊ค​ของกรณ์ที่แควนของเขาพาผมไปดูว่ามีคนเห็นด้วยเยอะแยะเลย”

สมภพ พอดี
สมภพ พอดี

หลังจากที่โพสต์ของ สมภพ พอดี เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ปากไว…คิดสั้น ขยันออกสื่อ เห็นแป๊ก..ทุกมุกเลยนะ เราอ่ะ_คังง หลังๆ มา”

“ผมไม่ได้เก่งเศรษฐกิจ แต่พอเห็นโจทย์ว่า ให้เอาเงินไทยช่วยไทย ไปลดราคาน้ำมันแทน คือ ผมได้อะไรวะเพราะไม่มีรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล แล้วร้านอาหารได้อะไรวะ ถ้าเขาไม่มีรถยนต์ใช้น้ำมันดีเซลเหมือนผม เมื่อผมไม่มีสิ่งจูงใจให้ออกไปใช้เงิน ผมก็ไม่ออกไปใช้เงินซื้อของตามร้านที่ร่วมรายการ เมื่อไม่ออกไปใช้เงิน ร้านที่เข้าร่วมรายการก็นั่งหงอยไปซิ ตบยุงไปซิ คนที่ได้คือ คนมีรถที่เติมน้ำมันดีเซล แล้วพวกวัยรุ่นสร้างตัวเครื่องยนต์ 2.5 มันก็เติมดีเซล กลายเป็นว่าลดราคาน้ำมันให้มันเติมมาพ่นควันดำตอนออกไปเขียวหรอ มันไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตรงไหนเลยนะ อย่าคิดว่าการที่รัฐช่วยอุ้มค่าน้ำมันดีเซลแล้วราคาสินค้ามันจะถูกลง มันก็ขายเท่าเดิมแหละ แต่จะทำให้พวกขนส่งได้กำไรมากขึึ้นเพราะรัฐอุ้มราคาน้ำมันไว้”

“ความอะไรหนอที่ทำให้ คนๆนี้ ลอกคราบความปลอมออกจากร่างจนเห็นไส้พุงได้ชัดขนาดนี้ ไม่อายหมาอายแมวจรจัดที่ไหนเลย พ่ออิลิทไฮโซออกฟอร์ด”

“ตั้งเป้าว่า”ต้องค้าน” แล้วหาเหตุประกอบ…แค่นั้นจริงๆ ถ้ารัฐบาลลดค่าน้ำมัน แทนใช้คนละครึ่ง ก็จะมีเหตุผลค้านอีกแบบ สมองเขาคิดแค่นี้ ปชช.ไม่เกี่ยว”

“ผมดูข้อมูลมาในจีนเค้าใช้วิธีเปลี่ยนผ่านรถขนส่งสินค้าเป็นรถพลังงานไฟฟ้ากัน..ตอนนี้ก็ได้ประมาณ 30% แล้ว..น่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่ามาช่วยราคาน้ำมันนะครับ”

“โครงสร้างการทำงานของเศรษฐกิจมันซับซ้อนเกินกว่า 1 + 1 เป็น 2”

สมภพ พอดี
สมภพ พอดี
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sompob Pordi, เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij