เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยและเปิดตัวนวัตกรรม “SALYWA” (ซาลีวาร์) ผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทย เพื่อช่วยบรรเทาภาวะปากแห้งและน้ำลายน้อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายรังสีและผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เข้าร่วมงาน ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคารเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สภากาชาดไทย

โดย “SALYWA” นวัตกรรม “น้ำลายเทียม” พัฒนาขึ้นจากผลงานวิจัยของ รศ.พญ.คนึงนิจ กิ่งเพชร และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสิทธิบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภากาชาดไทย พัฒนาจากสารสกัดสมุนไพรไทย โดยเฉพาะสารสกัดจากขิงที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติ และออกแบบด้วยแนวคิด Dual-Action ที่ช่วยทั้งเคลือบและเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก ทำให้รู้สึกสบายและสดชื่นหลังใช้

ภาวะปากแห้งเรื้อรัง (Xerostomia) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับการฉายรังสี ซึ่งมากกว่า 70–80% มักประสบภาวะต่อมน้ำลายทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการรับประทานอาหาร การกลืน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ภาวะน้ำลายน้อยและปากแห้งเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์ SALYWA ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ไม่จัดเป็นยาและไม่มีส่วนผสมน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่มีภาวะน้ำลายน้อย โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ เจลน้ำลายเทียม ขนาด 50 มิลลิลิตร ราคา 300 บาท และ สเปรย์น้ำลายเทียม ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 275 บาท ซึ่งสามารถใช้กลั้วหรือฉีดพ่นในช่องปากวันละ 3–4 ครั้งเมื่อมีอาการปากแห้งหรือเมื่อต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” นอกจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคามาตรฐานแล้ว ภาคเอกชนยังร่วมสนับสนุนการจัดสรรผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมผ่านกองทุนเพื่อการกุศล เพื่อมอบให้แก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมฝีมือคนไทยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตอกย้ำบทบาทของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรม ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนโครงการได้โดยบริจาคผ่านกองทุน “เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนน้ำลายเทียมให้กับผู้ป่วย” ณ ศูนย์รับบริจาค ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร. 0-2256-4000 ต่อ 4397 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมไทยแก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุทั่วประเทศ

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero Carbon ของภาครัฐสู่การปฏิบัติจริง เตรียมจัดงานเสวนาเชิงวิชาการครั้งสำคัญ “การยกระดับรายได้เกษตรกรจากนโยบาย Net Zero Carbon: บทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 13.00 น. ณ ห้อง EC5205 ชั้น 2 อาคาร 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่และหาทางออกในการเปลี่ยน “คาร์บอนเครดิต” ให้กลายเป็นรายได้เสริมที่จับต้องได้จริงสำหรับเกษตรกรไทย

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. เผยว่า ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่สังคมไร้คาร์บอน ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสครั้งใหม่ ด้วยองค์ความรู้ศาสตร์แผ่นดิน ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านอ้อยและน้ำตาล สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย วิทยาลัยบูรณาการศาตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมวิชาการยาง และถุงมือยาง จึงได้จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการครั้งนี้ขึ้น

โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศมาร่วมถกประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับเกษตรกรไทยจากตลาดคาร์บอนเครดิต โดย ผู้แทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร , ประสบการณ์ทำสวนยาง Carbon Credit ใน สปป.ลาว และทิศทางมาตรฐานยางพาราไทยโดย นายชัยโรจน์ ธรรมรัตน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง , การขับเคลื่อนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับเกษตรกร โดย ดร.กิตติ์โสภณ ธนินสิริพิทยา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมาตรฐานคาร์บอนเครดิต , แนวทางการยกระดับรายได้ชาวไร่อ้อยจากนโยบาย Net Zero Carbon โดย นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

งานเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศลงสู่ภาคปฏิบัติในระดับฐานราก ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่บัดนี้ (จำนวนจำกัด)โดยสแกนคิวอาร์โค้ดในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 087-495-0488 หรือ thanaporn.at@ku.th

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Crest School ศูนย์การเรียนแนว Modern School ภายใต้การดูแลของ LEARN Corporation ซึ่งจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยหลักสูตรนานาชาติ เดินหน้าขยายพื้นที่การเรียนรู้โซนใหม่บนชั้น 12 อาคาร MBK Tower เพื่อตอบรับการเติบโตของจำนวนนักเรียนและความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ แต่ยังมุ่งพัฒนาวิธีคิด ความมั่นใจ และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อและการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่

Crest School ศูนย์การเรียนรู้ที่ออกแบบการเรียนให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความสนใจ และเป้าหมายเฉพาะบุคคลของผู้เรียน ผ่านการผสานทั้งหลักสูตรนานาชาติ การเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย การสร้าง Portfolio และการค้นหาเส้นทางอาชีพเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การทำโปรเจกต์ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาในบริบทจริง เพื่อส่งเสริมทั้งทักษะทางวิชาการและ Future Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Beyond The Classroom” ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง เติบโตอย่างมั่นใจ และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โลกจริงและอนาคตได้อย่างแท้จริง

โดยพื้นที่โซนใหม่ถูกออกแบบและแบ่งออกเป็น 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Makerspace พื้นที่เรียนรู้แบบ Hands-on สำหรับการคิด วิเคราะห์ และเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานจริง , Performance Room พื้นที่พัฒนาทักษะการสื่อสาร การนำเสนอ และความมั่นใจในการแสดงออก , STEAM Lab ห้องเรียนแบบ Project-based Learning ที่บูรณาการวิทย์-เทคโนโลยี-วิศวกรรม-ศิลปะ และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน , Scholars’ Hall พื้นที่สำหรับการเรียนรู้เชิงวิชาการ การค้นคว้า และการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักเรียนและครูผู้สอน

น.ส.ณัชชา พลาพิภัทร ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เครสต์สคูล กล่าวว่า ผู้ปกครองยุคใหม่ไม่ได้มองหาการศึกษาที่วัดกันแค่คะแนน แต่ต้องการสถานที่ที่ช่วยให้ลูกเติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการเรียน ความมั่นใจ และทักษะการใช้ชีวิตจริง พื้นที่ใหม่ของ Crest School จึงถูกออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การทำโปรเจกต์ และการค้นหาความถนัดของตัวเองมากขึ้น เพื่อให้การเรียนรู้สามารถเชื่อมต่อกับโลกจริงและอนาคตที่เขาจะต้องเติบโตเข้าไปได้จริง”

ด้าน นายโทนี่ คันธาภัสระ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผู้ปกครองไม่ได้มองหาเพียงโรงเรียนที่มีผลสอบดี แต่กำลังมองหาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการค้นหาตัวตนและเติบโตอย่างมั่นใจ เพราะในอนาคต เด็กที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่เด็กที่สอบเก่งที่สุด แต่คือเด็กที่เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง สื่อสารเป็น และมีความสุขกับการเรียนรู้ เราเชื่อว่าการขยายพื้นที่ครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการลงมือทำและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน พร้อมต่อยอดแนวคิด Beyond The Classroom ให้เกิดขึ้นจริงในทุกมิติ

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ สามารถลงทะเบียนเข้าเยี่ยมชม Crest School ได้ที่ https://go.crestschool.ac.th/XFqVzP  หรือโทร. 065-954-3645, เว็บไซต์ http://www.crestschool.ac.th  และ LINE: @crestschool (lin.ee/e3wlFWz)

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

เมื่อความสำเร็จของภาพยนตร์ไม่ได้จบแค่ตัวเลขรายได้หน้าโรง แต่ขยับไปสู่การสร้าง ‘ความสัมพันธ์ระยะยาว’ กับผู้ชมและสังคม เวที Executive Talk 2025 กลายเป็นพื้นที่สนทนา แลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ของคนในวงการภาพยนตร์และการตลาดดิจิทัล

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดกิจกรรม “Executive Talk 2025” ภายใต้หัวข้อ “BEYOND BOX OFFICE: Applying AI in Film Marketing to Foster Long-Term, Sustainable Relationships with Audiences and the Environment”  ท่ามกลางนักศึกษา คณาจารย์ และผู้สนใจในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

เวทีเสวนาครั้งนี้ชวนตั้งคำถามใหม่ต่อคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคดิจิทัล จากเดิมที่โฟกัสเพียง Box Office สู่การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทั้งพฤติกรรม ความสนใจ และรูปแบบการบริโภคสื่อของผู้ชม เพื่อนำไปออกแบบการสื่อสารที่แม่นยำ ตรงกลุ่ม และวัดผลได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ ณภัทร ตั้งสง่า ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์, บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์ และธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อการประยุกต์ใช้ AI ใน Film Marketing ตั้งแต่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การออกแบบแคมเปญประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงการติดตามผลตอบรับและสร้าง Engagement ต่อเนื่องหลังภาพยนตร์เข้าฉาย พร้อมย้ำแนวคิด “Responsible Marketing” ที่ไม่มองเพียงผลกำไร แต่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

เวที “BEYOND BOX OFFICE” ไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภาพยนตร์แต่ยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับประสบการณ์จริง จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนานักศึกษาให้พร้อมรับมือโลกธุรกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพเด็กไทยยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในโครงการ “iDekTep (ไอเด็กเทพ) อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก” หลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบ Project-based Learning และ Active Learning ที่มุ่งสร้างทักษะวิศวกรรมให้เข้าถึงง่าย ตั้งเป้าปั้นเยาวชนไทยให้มีกระบวนการคิดเป็นระบบ พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชันและก้าวสู่เวทีระดับโลก

อาจารย์ภวิษย์พร กิจพัฒนาสมบัติ Head of Operations and Project Management ผู้ดูแลหลักสูตร iDekTep เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เกิดจากวิสัยทัศน์ของ อาจารย์พัชรี โตแก้ว หัวหน้าโครงการ ที่เล็งเห็นว่าทักษะทางวิศวกรรมที่ดูเป็นเรื่องยาก แท้จริงแล้วสามารถเสริมสร้างให้กับเด็กได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อปูรากฐานให้พวกเขากลายเป็นนิสิตหรือวิศวกรที่แข็งแกร่งในอนาคต อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นการระดมสมองระหว่างวิศวกร อาจารย์ และทีมที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องสนุกผ่านการลงมือทำจริง

“เราอยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าทักษะวิศวกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเด็ก ๆ มีรูปแบบวิธีคิดแบบวิศวกรรม (Engineering Thinking) พวกเขาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต การเรียน หรือการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Design Thinking คือการนำไอเดียมาแปลงเป็นกระบวนการที่ทำได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มแล้วลุกให้ไว (Fail Fast, Learn Faster) เพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ” อาจารย์ภวิษย์พร กล่าว

ปัจจุบันโครงการ iDekTep เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 และได้ขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากหลักสูตรหุ่นยนต์ที่เน้นให้เด็กเข้าใจระบบ Microcontroller เพื่อให้เรียนรู้การแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาด (Error) ล่าสุดหลักสูตร Digital Robot ได้พัฒนาขึ้นถึง 5 ระดับ ได้แก่

Level 1 (AGV): หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อ Mecanum วิ่งได้รอบทิศทาง ควบคุมด้วยระบบ IoT

Level 2 (Smart Watch & Smart Farm): เรียนรู้ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะและระบบฟาร์มยุคใหม่

Level 3 (Robotic Arm): เรียนรู้กลศาสตร์และการเชื่อมโยงจากการออกแบบฟรีสไตล์ทางวิศวกรรม

Level 4 (Python): เรียนรู้การประมวลผลข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งรูปภาพและชุดคำสั่ง

Level 5 (System Integration): การบูรณาการระบบเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีมาตรฐานและชาญฉลาด

นอกจากนี้ ในปี 2026 โครงการได้ยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก โดยการนำภาษา Python มารวมกับ AI และต่อยอดสู่เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Digital Twin (การสร้างโมเดลเสมือนจริงในโลกดิจิทัลร่วมกับ AI) พร้อมทั้งเปิดตัวหลักสูตร “Playground” (สนามเล็ก) สำหรับเด็กเล็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องเน้นการท่องจำ

อาจารย์ภวิษย์พร กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กที่ผ่านหลักสูตร iDekTep ไม่จำเป็นต้องจบไปเป็นวิศวกรทุกคน แต่สามารถต่อยอดไปได้หลากหลายอาชีพ เช่น การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่รู้จักนำเทคโนโลยีและ AI Module เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและกำลังคน หรือแม้แต่การนำไปประยุกต์ใช้ในสายงานการตลาดและวิชาชีพครู

นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ยังมีโครงการเบื้องหลังที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย มัธยมศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยเน้นการส่งต่อความรู้และนวัตกรรมที่เด็ก ๆ พัฒนาขึ้นกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อกระจายโอกาสให้เข้าถึงเยาวชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

 “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” โครงการ iDekTep ได้พิสูจน์แล้วผ่านการส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ และกำลังมีแผนเตรียมพาน้อง ๆ ไปเปิดประสบการณ์แข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งผลงานของเด็กไทยหลายโปรเจกต์มีความสร้างสรรค์และน่าทึ่งมาก เพียงแค่ต้องการพื้นที่และโอกาสในการแสดงออกอย่างมั่นใจ “ถ้าน้อง ๆ ชอบด้านนี้… ลุยเลย ไม่ต้องรอ” อาจารย์ภวิษย์พร ฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ “วงการนี้เปิดกว้างเสมอ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานแน่นมาก่อน ขอแค่มีความชอบและอยากลงมือทำ ยิ่งเราพลาด เรายิ่งได้เรียนรู้ ล้มแล้วลุกให้ไวคือสิ่งสำคัญที่สุด”

สำหรับผู้ปกครอง โรงเรียน หรือเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ iDekTep สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: iDekTep อัจฉริยะสร้างได้ https://www.facebook.com/search/top?q=idektep%20อัจฉริยะสร้างได้ และ เว็บไซต์: idektep.com

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

พิเชฐ เลขาธิการ กพฐ. เรียกข้อมูล สพท.รายงานผลสอบคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังคนเก่าโวยสอบไม่ผ่าน รับคนใหม่มาแทน  

2 มิถุนายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  สพฐ.เปิดสอบลูกจ้างชั่วคราว ทั้ง 7,588 อัตรา ตามที่รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) โดยก่อนดำเนินการคัดเลือกได้มีการหารือฝ่ายกฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การจัดสอบจะต้องเปิดกว้างให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบคัดเลือกได้  ส่วนการจัดสอบเป็นอำนาจของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ไปดำเนินการ โดยก่อนการจัดสอบ สพฐ. มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม 

”จากการรายงานเบื้องต้น หลังการสอบคัดเลือก มีกลุ่มจ้างเหมาบริการเดิม สอบไม่ผ่าน และได้คนใหม่มาแทน ประมาณกว่า 100 คน ใน 50 เขตพื้นที่ฯ ทำให้คนเก่าเกิดความไม่พอใจ ซึ่ง สพฐ. เองรับฟังทุกความคิดเห็น ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ก็มีความห่วงใย โดยมอบหมายให้ สพฐ. วางแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่ง สพฐ.ได้สั่งการให้แต่ละเขตพื้นที่ฯ รายงานข้อมูล การดำเนินการ อาทิ มีลูกจ้างเหมาบริการเดิมกี่คน มีผู้เข้าสอบคัดเลือกกี่คน และเหตุผลที่คนเก่าไม่ผ่านการคัดเลือกกี่คน โดยแนวทางเยียวยาจะมาจากสองส่วน ส่วนหนึ่งจะมาจากเขตพื้นที่ฯ และอีกส่วนมาจากสพฐ. ที่จะพิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสม ตามควรแก่กรณี“ นายพิเชฐ  กล่าว 

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า สพฐ.ยืนยันว่า มีความห่วงใย ให้ความสำคัญกับคนเดิมที่ทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อโรงเรียนตลอดมา  สพฐ.จึงให้ เขตพื้นที่ กรอกข้อมูลแต่ละเขตพื้นที่ผ่านกูเกิ้ลฟอร์มมาว่าแต่ละเขตคนเก่าผ่านการคัดเลือกกี่คน ไม่ผ่านกี่คน และให้เหตุผลมาด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร  และรับคนใหม่เข้ามากี่คน

เมื่อ สพฐ.ได้รับข้อมูลจากทุกเขตพื้นที่ฯแล้ว จะเร่งตรวจสอบทันทีและวางแผนเยียวยาหาทางออก โดยส่วนตัวคิดว่าจะมีทางออกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ และเขตพื้นที่ฯยืนยันผลการทำงาน 

“การดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นการเยียวยาผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ให้ได้รับความเป็นธรรม ส่วนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปแล้ว  7,588 อัตรา ก็ต้องทำสัญญาจ้างไปตามหลักเกณฑ์ที่แต่ละเขตฯคัดเลือก เราต้องเคารพขบวนการคัดเลือกของแต่ละเขตด้วยเช่นกัน ส่วนที่ยังไม่ได้รับการคัดเลือก สพฐ.ก็รอดูข้อมูลเป็นรายกรณีไปและจะเยียวยาตามความเหมาะสมเป็นรายๆไป“ เลขาธิการ กพฐ.กล่าว 

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนข้อครหาที่อ้างว่า เขตพื้นที่ฯคัดเลือกคนของตัวเองเข้าไป ทำให้คนเก่าไม่ได้รับการคัดเลือกนั้น ก็คงต้องดูเหตุดูผล และหลักฐานว่า ดำเนินตามกระบวนการหรือไม่  โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ เมื่อ สพฐ.ได้ข้อมูล พร้อมแนวทางเยียวยาครบถ้วนแล้วก็จะรายงานให้รัฐมนตรีว่าการศธ. รับทราบต่อไป 

สำหรับการเปลี่ยนจากจ้างเหมาบริการ มาเป็นลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 7,588 อัตรานั้น จะส่งผลให้ครูอัตราจ้างที่ผ่านการคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราวได้รับเงินเดือนสูงขึ้น และได้รับสิทธิประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยกลุ่มครูผู้ช่วยที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) จะได้รับอัตราเงินเดือนสูงสุดถึง 19,120 บาท กลุ่มครูผู้ช่วยวุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับอัตราเงินเดือน 18,220 บาท ขณะที่กลุ่มครูช่วยสอน ครูพี่เลี้ยง และครูสอนศาสนาอิสลาม จะได้รับอัตราเงินเดือนรวมค่าครองชีพเริ่มต้นที่ 11,000 บาท โดย สพฐ.กำชับให้เขตพื้นที่ทั่วประเทศเร่งดำเนินการคัดเลือกบุคลากรตามขั้นตอนและจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเริ่มลงนามในสัญญาจ้างใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569.

ความจริงแนวชายแดน! ทบ.วอน ปชช.อย่าหลงเชื่อคลิปยั่วยุฝั่งกัมพูชา

ความจริงแนวชายแดน! ทบ.วอน ปชช.อย่าหลงเชื่อคลิปยั่วยุฝั่งกัมพูชา

ความจริงแนวชายแดน! ทบ.วอน ปชช.อย่าหลงเชื่อคลิปยั่วยุฝั่งกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.10 น.

“กองทัพบก”ย้ำความจริงแนวชายแดนไทย-เขมร ขอให้มั่นใจทหารไทยปฏิบัติหน้าที่มืออาชีพ วอนประชาชนอย่าหลงเชื่อคลิปยั่วยุฝั่งกัมพูชา

2 มิถุนายน 2569 แหล่งข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งปรากฏภาพทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธเข้าประชิดเจ้าหน้าที่ทหารไทย ระหว่างปฏิบัติภารกิจบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยมีการโต้เถียงและส่งเสียงดังใส่กัน จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

แหล่งข่าวจากกองทัพบก ระบุว่า คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฝั่งกัมพูชา พร้อมข้อความในลักษณะแสดงศักยภาพและความกล้าของกำลังพล

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุพิกัดหรือรายละเอียดของพื้นที่เกิดเหตุอย่างชัดเจน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าอาจเป็นพื้นที่บริเวณช่องบก ซึ่งเมื่อวานที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีลักษณะนี้แล้ว โดยทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยและอยู่ร่วมกันได้

ขณะเดียวกัน ในโลกออนไลน์ของไทย มีการแชร์คลิปดังกล่าวและแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ทั้งในเชิงสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย และแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้เกิดกระแสถกเถียงอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข่าว ระบุอีกว่า กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่จะยึดกฎการปะทะเพื่อป้องกันตนเองเป็นหลัก ก่อนดำเนินการตามแนวทางของหน่วยเหนือ เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวจากทางราชการที่น่าเชื่อถือ และใช้วิจารณญาณในการรับชมสื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า การเผยแพร่คลิปหรือข้อมูลบางส่วนในโลกออนไลน์ อาจส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชน จึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อนแชร์หรือแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แหล่งข่าว ยังระบุอีกว่า มีความพยายามสร้างกระแสจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทราบดีว่าคนไทยมีความรักชาติ จึงมีการเผยแพร่เนื้อหาหรือคลิปเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนไทย ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยบางส่วนก็นำเนื้อหาดังกล่าวมาขยายต่อ จนกลายเป็นกระแสและทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจหรือวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ ขวัญ และกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่

แหล่งข่าว ระบุเพิ่มเติมว่า ทหารทุกนายตระหนักดีว่าการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติจำเป็นต้องยึดกฎการปะทะ ข้อสั่งการ และข้อตกลงที่มีต่อกันในทุกระดับ การตอบโต้ด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมอาจไม่สามารถตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชาติในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้ฝากถึงประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการติดตามข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ และไม่หลงไปตามกระแสยั่วยุ เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ในพื้นที่จริงไม่ได้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น อย่างที่เผยแพร่ในคลิป ซึ่งเป็นการเผยแพร่เพียงช่วงเดียว แต่พอหลังจากหลังจากนั้น ทางฝั่งกัมพูชาก็ถอยกลับที่ฐานเหมือนเดิม

ทบ.โต้กัมพูชา สร้างพระ-ปักธง-ล้อมลวดหนาม ทำในเขตไทย

ทบ.โต้กัมพูชา สร้างพระ-ปักธง-ล้อมลวดหนาม ทำในเขตไทย

ทบ.โต้กัมพูชา สร้างพระ-ปักธง-ล้อมลวดหนาม ทำในเขตไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.00 น.

ทบ.แจงปมกัมพูชาประท้วง ยันสร้างพระพุทธรูป-ปักธงชาติ-ล้อมลวดหนาม ทำในเขตอธิปไตยไทย เพื่อความปลอดภัย-ขวัญกำลังใจ ย้ำปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด

2 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชายื่นหนังสือประท้วงต่อไทย โดยกล่าวอ้างว่ามีการจัดสร้างพระพุทธรูป ติดตั้งธงชาติ สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการวางลวดหนาม ว่า ในการจัดสร้างพระพุทธรูปและการติดตั้งธงชาติไทย เป็นการดำเนินการภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมดูแลของฝ่ายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องภายในเขตพื้นที่ของไทย โดยกองทัพบกยังคงยึดมั่นตามถ้อยแถลงร่วมในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน

สำหรับการวางลวดหนามในพื้นที่บริเวณช่องบก เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดำเนินการภายในเขตอธิปไตยและพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ลดโอกาสการเผชิญหน้าระหว่างกำลังของทั้งสองฝ่าย ป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน และลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียด โดยสอดคล้องกับแนวทางการลดการเผชิญหน้าและการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบก ขอยืนยันในการดำรงการปฏิบัติทั้งปวง เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยยึดถือปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หรือ Joint statement ระหว่างไทยและกัมพูชา เมื่อ 27 ธ.ค.68 อย่างเคร่งครัด

ศุภมาส ยกระดับ กม. Lemon Law ดันสิทธิ เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค

ศุภมาส ยกระดับ กม. Lemon Law ดันสิทธิ เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค

ศุภมาส ยกระดับ กม. Lemon Law ดันสิทธิ เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

“ศุภมาส”ลุยยกระดับกฎหมาย Lemon Law มอบ”ประเดิมชัย”ฟังเสียงสะท้อนรอบด้าน ดันสิทธิ”เปลี่ยน-ซ่อม-ฟ้อง”คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

2 มิถุนายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มอบหมายให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมาย Lemon Law” ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีที่ซื้อสินค้ามาแล้วพบว่าชำรุดบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีคุณภาพตามที่โฆษณาไว้ โดยกฎหมายนี้จะช่วยสร้างกลไกให้ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องสิทธิ์ในการเปลี่ยนสินค้า ซ่อมแซม หรือคืนเงินได้อย่างเป็นธรรม เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค โดยมี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ.เข้าร่วมด้วย

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ยกร่างเสร็จตั้งแต่ปี 2567 เวลาผ่านมา ตนได้สั่งให้ สคบ.เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นใหม่ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคประสบในปัจจุบัน ก่อนกฎหมายเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ ซึ่งตัวร่างกฎหมายมีเจตนารมณ์กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ขายและผู้ซื้อให้ชัดเจน ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับการแก้ปัญหาสินค้าชำรุดอย่างเป็นธรรม และผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพสินค้า เวทีครั้งนี้มีผู้แทนภาคประชาชนจากสภาองค์กรของผู้บริโภคและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้แทนภาครัฐหลายหน่วยงาน ภาคเอกชนกลุ่มยานยนต์ และสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ร่วมให้ข้อเสนอแนะ

“หลักการสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ หากสินค้าชำรุดภายในเวลาที่กำหนด ให้สันนิษฐานว่าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ โดยแบ่งสินค้าเป็น 3 ประเภท คือ สินค้าทั่วไป รถยนต์และจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ระยะเวลาสันนิษฐานความชำรุดอยู่ที่ 6 เดือนสำหรับสินค้าทั่วไปและเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนรถยนต์ 1 ปีหรือ 10,000 กิโลเมตร และจักรยานยนต์ 6 เดือนหรือ 5,000 กิโลเมตร” นางสาวศุภมาส กล่าว

นอกจากนี้ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ยังระบุระยะเวลาการขอเปลี่ยนสินค้าไว้ว่า ผู้บริโภคสามารถขอเปลี่ยนสินค้าทั่วไปได้ภายใน 7 วัน และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 14 วัน นับแต่วันรับสินค้า ในกรณีที่มีการซ่อมแซมสินค้า ผู้ขายต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 60 วัน ยกเว้นรถยนต์ภายใน 90 วัน ส่วนกรณีการเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ซื้อ และสามารถเลื่อนชำระงวดถัดไปได้ จนกว่าจะได้สินค้าที่ซ่อมเสร็จหรือเปลี่ยนใหม่ และสามารถขยายอายุความรถยนต์ จักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็น 2 ปี นับตั้งแต่พบว่าสินค้าชำรุด

นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้ผู้บริโภคที่เจอสินค้าชำรุดได้รับความเป็นธรรมและรวดเร็วขึ้น มีการระบุรายละเอียดความรับผิดชอบของผู้ขายที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ผู้ซื้อต้องรับภาระในการซ่อมแซมเอง และขอขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสียงของพี่น้องประชาชนมาสะท้อนในเวทีนี้ สำหรับผู้บริโภคที่พบสินค้าชำรุดร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอป OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

ส้มทำปืนลั่น! ดึง ‘สุรพล’ กุนซือ ทำพิษ กระแสตีกลับ โดนรุมจวกยับ

ส้มทำปืนลั่น! ดึง 'สุรพล' กุนซือ ทำพิษ กระแสตีกลับ โดนรุมจวกยับ

ส้มทำปืนลั่น! ดึง ‘สุรพล’ กุนซือ ทำพิษ กระแสตีกลับ โดนรุมจวกยับ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมืองในยุคปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความรู้ความสามารถของตัวบุคคล คือความสอดคล้องทางอุดมการณ์และภาพลักษณ์ที่สะท้อนต่อสาธารณะ ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 กรณีพรรคประชาชนได้ทำการเปิดตัวทีมบริหารผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแบบครบทีม โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็นสภาวะ “ทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเอง” ของพรรคประชาชน ที่นอกจากจะไม่สามารถขยายฐานเสียงใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังสร้างบาดแผลลึกและส่งผลกระทบเชิงลบต่อฐานแฟนคลับเดิมอย่างรุนแรง

ชนวนเหตุ

ในมุมมองของแกนนำพรรคประชาชน โดยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ได้ให้เหตุผลในการเชิญ ศ.ดร.สุรพล มาร่วมทีมว่า พรรคเล็งเห็นถึงความเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครู และผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารกลไกราชการของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งดูแลโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่  พรรคจึงมุ่งหวังจะใช้ความเชี่ยวชาญนี้คอยให้คำปรึกษาแก่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 เพื่อให้สามารถเข้าทำงานพัฒนากรุงเทพฯ ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่

ทว่า ยุทธศาสตร์การบริหารที่พรรคพยายามนำเสนอ กลับถูกบดบังด้วยอดีตทางการเมืองของตัวบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าในเดือนกรกฎาคม 2567 ศ.ดร.สุรพล จะเคยทำหน้าที่เป็นพยานปากเอกให้การในชั้นศาลเพื่อปกป้องพรรคก้าวไกลในคดียุบพรรคมาแล้วก็ตาม แต่ภาพจำของกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยส่วนใหญ่ยังคงยึดโยงอยู่กับบทบาทในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในปี 2549 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งหลังการรัฐประหาร 

ตลอดจนการเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่ม กปปส. เพื่อต่อต้านรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยการแสดงสัญลักษณ์เป่านกหวีดอันเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การแช่แข็งประเทศ ความย้อนแย้งระหว่างอุดมการณ์ของพรรคและประวัติการทำงานของประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ จึงกลายเป็นกระแสตีกลับใส่พรรคประชาชนทันทีหลังจากเปิดตัว

เสียงสะท้อนความล้มเหลวจากหลากภาคส่วน

ทันทีที่กระแสข่าวดังกล่าวแพร่ออกไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากกลุ่ม “ด้อมส้ม” และ “คนเสื้อแดง”  ซึ่งต่างมองด้วยผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

ทางด้านของสื่อมวลชนและพิธีกรชื่อดัง นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือ แขก คำ ผกา ได้โพสต์ข้อความวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ครั้งนี้ว่า ในภาวะขาลงของพรรคประชาชน การเลือก ศ.ดร.สุรพล มาร่วมทีมไม่ใช่เรื่องของความจำยอม แต่เป็นวิธีคิดที่พรรคประเมินว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็น “สลิ่มเฟส 1” พรรคจึงต้องการดึงบุคคลนี้มาเพื่อแย่งชิงคะแนนเสียงและสกัดไม่ให้คนกลุ่มนี้ไปเลือกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คำ ผกา ยังระบุอีกว่านี่คือกระบวนการคิดที่ผ่านการวางแผนมาแล้วเพื่อหวังผลทางการเมืองในการสร้างเรื่องราวใหม่ให้คนมองว่าชัชชาติเป็นเพื่อไทย ส่วนส้มเป็นฝั่งเดียวกับผู้ล้มระบอบทักษิณ

ภาคประชาสังคมยังซ้ำเติมความผิดพลาดนี้ โดยนายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) ได้ประกาศจุดยืนต่อสาธารณะอย่างเด็ดขาดว่า ตนจะไม่เลือกผู้ว่าราชการจากพรรคส้มอย่างแน่นอน พร้อมระบุว่าในตอนแรกยังคงมีความลังเลใจ แต่การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้รู้สึกสบายใจและโล่งใจที่พรรคมีความชัดเจนในทิศทางที่เปลี่ยนไป  สะท้อนให้เห็นว่าพรรคได้สูญเสียพันธมิตรแนวร่วมภาคประชาชนที่สำคัญไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น นักวิชาการชื่อดังอย่างนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ได้ออกมาตอกย้ำความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของพรรค โดยระบุคำว่า “Sayonara!” เพื่อแสดงความผิดหวัง ปวินวิเคราะห์ว่า นี่คือปัญหาที่แก้ไม่ได้ของพรรคประชาชนในเรื่องของ “ความไม่สม่ำเสมอ” ที่บทจะก้าวหน้าก็ก้าวหน้า บทจะถอยหลังก็ถอยหลังไปหลายก้าว การดึงบุคคลที่เคยร่วมสังฆกรรมกับคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 มาร่วมงาน ถือเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกัน คอลัมนิสต์และพิธีกร นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง ได้แสดงทัศนะผ่านบทวิเคราะห์ โดยมองว่า ยุทธศาสตร์นี้ไม่มีส่วนช่วยเพิ่มเครดิตคะแนนเสียงให้พรรคเลย แต่กลับทำให้ผู้คนไขว้เขวในเรื่องจุดยืนทางอุดมการณ์ ใบตองแห้งตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในช่วงหลัง ศ.ดร.สุรพล จะเริ่มมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์นิติสงครามบ้าง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพอ และยังคงยึดติดกับ “การเมืองคนดี” การที่พรรคดึงท่านเข้ามาทำให้สังคมตั้งคำถามอย่างหนักกับพรรคประชาชนเอง และยังสร้างความขัดแย้ง โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดคนในพรรคที่ไม่เห็นด้วยจึงไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจก่อนการเปิดตัวครั้งนี้

อาจสูญเสียจุดยืน

ปรากฏการณ์วิพากษ์วิจารณ์ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ในฐานะประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ผลลัพธ์ที่พรรคประชาชนได้รับ มิใช่เพียงแค่เสียงวิจารณ์ชั่วข้ามคืนบนโลกออนไลน์ แต่คือการสูญเสียความเชื่อมั่น ทั้งจากสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และนักวิชาการผู้เคยเป็นกระบอกเสียงให้พรรค และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรรคเสียศูนย์ในสนามการเมืองท้องถิ่นครั้งนี้