คาโอ เดินหน้าสร้างพื้นฐานสุขอนามัยที่ดี ยกระดับสภาพแวดล้อมในโรงเรียน

16 กันยายน 2569 เวลา 17:24 น.

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคชั้นนำและเคมีภัณฑ์จาก
ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม เปิดตัว “โครงการคาโอห่วงใย โรงเรียนสุขอนามัยสร้างได้” (Kao Care & Protect School Program) เป็นครั้งแรก โดยร่วมมือกับ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) มุ่งสนับสนุนการเรียนรู้ด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้สะอาด ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กและเยาวชน สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของคาโอ หรือ Kirei Lifestyle Plan

สำหรับปีแรก คาโอเดินหน้านำร่องโครงการใน 3 โรงเรียนในพื้นที่โดยรอบโรงงานคาโอ จ.ชลบุรี ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลพุทธยาคม (วัดเขาบางทราย), โรงเรียนชุมชนวัดหนองตำลึง และโรงเรียนชลกันยานุกูล โดยออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของแต่ละโรงเรียน เพื่อให้การส่งเสริมสุขอนามัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้ความรู้ แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และต่อยอดสู่การสร้างวัฒนธรรมด้านสุขอนามัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโรงเรียน

คาโอเชื่อว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชนต้องเริ่มจากทั้ง “ความรู้ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อม” ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน “โครงการคาโอห่วงใย โรงเรียนสุขอนามัยสร้างได้” จึงได้ออกแบบให้แต่ละโรงเรียนสามารถเลือกกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจ ผ่าน 5 กิจกรรมหลัก และได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ที่ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ ได้แก่

  1. Reborn Plastics – กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะพลาสติก

กิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ เรียนรู้การจัดการขยะพลาสติก ตั้งแต่การคัดแยกไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านองค์ความรู้จากพี่ ๆ คาโอ และพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ บริษัท ทีมพลาส เคมีคอล จำกัด  ที่ถ่ายทอดกระบวนการรีไซเคิล และบริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ที่นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นเชื้อเพลิง RDF เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของทรัพยากรและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสิ่งแวดล้อม

  1. Dengue School Protector – กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลือดออก

เสริมความรู้เรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออกและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย พร้อมเรียนรู้แนวทางและนวัตกรรมการป้องกันยุง โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 6 สังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และบริษัท เอิร์ธ (ประเทศไทย) จำกัด มาถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

  1. Sis to Sis – กิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขอนามัยเจริญพันธุ์แก่น้อง ๆ เพื่อเตรียมรับวัยสาว

ส่งต่อความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและการดูแลตัวเองช่วงมีประจำเดือนของนักเรียนหญิง ผ่านกิจกรรม Sis2Sis หนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของลอรีเอะที่ดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 27 ปี เพื่อเสริมความมั่นใจและเตรียมความพร้อมให้เด็กผู้หญิงก้าวสู่วัยรุ่นอย่างเข้าใจและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง

  1. Hygiene Heroes – กิจกรรมเสริมสร้างความสะอาดมีอนามัย ห่างไกลโรคติดต่อในโรงเรียน

เสริมสร้างความรู้และพฤติกรรมด้านสุขอนามัยที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน อาทิ การล้างมือ
การดูแลพื้นที่ส่วนรวม และการป้องกันโรคติดต่อ พร้อมชวนเด็กๆ ให้มีส่วนร่วมในการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดและน่าอยู่จนเกิดเป็น “Hygiene Heroes” ที่ช่วยส่งต่อพฤติกรรมสุขอนามัยที่ดีให้กับคนรอบตัว

  1. Kao Open House – กิจกรรมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน พาเยี่ยมชมโรงงานคาโอ

เปิดประตูโรงงานคาโอให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์จริง เรียนรู้กระบวนการทำงานและการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ ๆ ด้านวิทยาศาสตร์

การเปิดตัว “โครงการคาโอห่วงใย โรงเรียนสุขอนามัยสร้างได้” สะท้อนแนวคิดของคาโอในการนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านสุขอนามัยมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยเชื่อว่าการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องที่ซับซ้อน แต่สามารถเริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจและพฤติกรรมที่ถูกต้องในเรื่องใกล้ตัว ขณะเดียวกันความร่วมมือกับ CONNEXT ED ยังเป็นการผสานพลังระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต

นอกจากการส่งเสริมความรู้และการเรียนรู้ภายในโรงเรียน คาโอยังส่งต่อความห่วงใยสู่ครอบครัวนักเรียน ด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยสำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนรวมของทั้ง 3 โรงเรียน พร้อมได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท คาโอ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อมอบผลิตภัณฑ์
กำจัดยุง อาท มอส ชูตเตอร์ จำนวน 6,000 ชิ้น มูลค่า 828,000 บาท เพื่อให้นักเรียนและครูนำกลับไปใช้ที่บ้าน ต่อยอดการดูแลสุขอนามัยจากโรงเรียนสู่ครอบครัว และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ห่างไกลจากยุงและโรคที่มียุงเป็นพาหะ

คาโอจะเดินหน้าติดตามผลการดำเนินงานและเรียนรู้จากการนำร่องในปีแรก เพื่อนำมาพัฒนารูปแบบกิจกรรมให้ตอบโจทย์โรงเรียนและชุมชนมากยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งหวังให้ “โครงการคาโอห่วงใย โรงเรียนสุขอนามัยสร้างได้” สามารถขยายผลและสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ในวงกว้างต่อไป เพราะสุขอนามัยที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในบ้าน แต่สร้างได้ในทุกพื้นที่ที่เรียนรู้และเติบโต

แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ชวนชมนิทรรศการ MMAD Exhibition 3 ค้นพบแรงบันดาลใจไร้ขอบเขต

16 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น.

สัมผัสพลังแห่งความ “บ้า” และแรงบันดาลใจไร้ขอบเขตไปกับ MMAD Exhibition รอบที่ 3 (กันยายน – ตุลาคม) นิทรรศการร่วมสมัยภายใต้โครงการ MMADness is Calling ที่ระเบิดพลังสร้างสรรค์ผ่าน 4 แกลเลอรีสุดขั้ว! MMAD GALLERY 1 – The Body, The Material, The Soul ชวนเดินฝ่ามิติมืดและแสงระยิบระยับเพื่อสำรวจ 17 ประติมากรรมมนุษย์ในชุดปฏิบัติงานสีจัดจ้าน ท้าทายความจริงที่ซ่อนเร้น ต่อด้วย MMAD GALLERY 2 – Test My Style, Try My Straight ทลายกรอบศิลปะล้านนาจากความ “เชย” สู่ตุงสเก็ตบอร์ดและจิตรกรรมดิจิทัลที่หลอมรวมความเชื่อเข้ากับป๊อปคัลเจอร์อย่างสิ้นเชิง MMAD GALLERY 3 – Urban/ Street/ Craft ร่วมรื้อสร้างนิยามสตรีทอาร์ตผ่านงานหัตถกรรมและวัสดุเหลือใช้เพื่อบันทึกความทรงจำแห่งเมือง ปิดท้ายด้วย MMAD GALLERY 4 – Soft World พื้นที่ Interactive Installation Art ที่ชวนหนีความใจร้ายของโลกภายนอกมาโอบกอดความนุ่มนวล ผ่านประติมากรรมผ้าและโครเชต์ Upcycle กว่า 1,000 ชิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คุณได้กลับมาอ่อนโยนกับหัวใจตัวเองอีกครั้ง ณ MMAD GALLERY 1-4,    ชั้น 2, แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ – 25 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 – 19.00 น.

              MMAD GALLERY 1 – The Body, The Material, The Soul โดย ธิติพงษ์ เนื่องพิมพ์ นิทรรศการที่ชวนเดินฝ่าเข้าไปสำรวจกลุ่ม 17 ประติมากรรมมนุษย์ในชุดปฏิบัติงานสีจัดจ้าน ท่ามกลางจังหวะแสงระยิบระยับที่สลับสับเปลี่ยนกับความมืดสงัด กระตุ้นให้ตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า กับความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกภายใน

              MMAD GALLERY 2 – Test My Style, Try My Straight โดยศิลปิน WhatTheYak นิทรรศการที่หยิบยกศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่เคยถูกมองว่า “เชย” มาตีความใหม่ผ่านสไตล์ส่วนตัวอันโดดเด่น สัมผัส “ตุง” จากแผ่นสเก็ตบอร์ด และจิตรกรรมดิจิทัล ที่ผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับโลกของพ็อปคัลเชอร์และจินตนาการ ปลุกมัลติเวิร์สแห่งศิลปะให้มาบรรจบกันในพื้นที่เดียว เปิดโอกาสให้ความดั้งเดิมได้ลื่นไหลและเติบโตอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

              MMAD GALLERY 3 – Urban/ Street/ Craft โดย นิศากร เพ็ญสมบูรณ์, องอาจ มากสิน และ ณัฏฐพล บุญเผือก นำเสนอสตรีทอาร์ตกระแสหลักมักถูกจดจําผ่านภาพของการแทรกแซงในพื้นที่สาธารณะ (Art intervention) ด้วยการพ่นสีสเปรย์ หรือวาดด้วยสีอะคริลิกบนผนังคอนกรีต แต่นิทรรศการนี้เลือกที่จะหลุดพ้นจากกรอบเดิม นิทรรศการสตรีทอาร์ตแนวทดลองที่ใช้ “ภูมิปัญญาและงานหัตถกรรม” เป็นแกนกลางในการรื้อสร้างนิยาม “ความเป็นเมือง” ปลุกพื้นที่ทับซ้อนระหว่างอดีต ความทรงจำ และคุณค่าทางสุนทรียะให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง สำรวจภูมิทัศน์เมืองผ่านงานจัดวางที่สร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ลงมือคราฟต์ชิ้นงานเล็ก ๆ จากเศษวัสดุเพื่อบันทึกความทรงจำที่มีต่อเมืองในแบบของคุณ

              MMAD GALLERY 4 – Soft World พื้นที่ Interactive Installation Art โดย จิตติมน มันทรานนท์ นิทรรศการที่ชวนหนีความใจร้ายของโลกภายนอก แล้วมากอดความนุ่มนิ่มเยียวยาหัวใจในโลกจำลองอันอบอุ่น ผ่านประติมากรรมผ้าและงานโครเชต์สีสดใสกว่า 1,000 ชิ้น งานคราฟต์ที่ศิลปินใช้เวลาสร้างสรรค์มากกว่า 1 ปี ร่วมกับ กลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง จ.เชียงราย และชุบชีวิตไหมพรม Upcycle จาก มูลนิธิกระจกเงา เตรียมใจให้พร้อมกระโดดเข้าสู่ในดินแดนที่คุณอาจได้พบเจอกับทั้งความประหลาดใจ ความทรงจำที่แทรกขึ้นมาผ่านรอยเย็บ รอยยิ้มในห้วงเวลาที่เผชิญกับความสับสน  ตลอดจนความอบอุ่น และเบิกบานใจ

อัปเดตไอเดียใหม่ ๆ และเข้าร่วมคอมมูนิตี้ของศิลปะและดีไซน์กับ แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ (ซีคอนสแควร์) ได้ที่ Facebook และ Instagram: MMAD – MunMun Art Destination และ MunMun Srinakarin

ศูนย์คุณธรรม ขับเคลื่อนสังคมด้วยนวัตกรรม เดินหน้าจัด “Moral Hackathon 2026” ปีที่ 5 เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่เปลี่ยนโลกด้วยคุณธรรม

16 กันยายน 2569 เวลา 15:10 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) หน่วยงานในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาท การเป็น “ศูนย์กลางความรู้และนวัตกรรมขับเคลื่อนคุณธรรมของสังคมไทย” โดยมุ่งมั่นดำเนินภารกิจด้านการส่งเสริม พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านคุณธรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งความดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยถึงแนวทางการออกแบบนวัตกรรมทางสังคม โดยศูนย์คุณธรรมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายใต้แนวคิด Moral Touchable : คุณธรรมที่คุณสัมผัสได้ โดยมุ่งปรับเรื่องคุณธรรมให้เข้าใจง่าย ใกล้ตัว และประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มุ่งเน้นสร้างคุณธรรมที่ “วัดได้ กินได้ และสัมผัสได้จริง” เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ศูนย์คุณธรรมเดินหน้าขับเคลื่อนและส่งต่อพลังความดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายผลสู่กลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Moral Hackathon 2026 โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Moral Hack (a bit) เปลี่ยนนิด ชีวิตดี” เพื่อมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม ซึ่งได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยการแข่งขันเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่จำนวนผู้สมัคร คุณภาพของผลงาน และการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา

รูปแบบโครงการ Moral Hackathon 2026 มุ่งเน้นการเปลี่ยนการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมทางสังคมอย่างเป็นระบบ 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  • ค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ (Boot Camp): จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ทำความเข้าใจโจทย์ และร่วมบ่มเพาะไอเดียกับเพื่อนๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ
  • กิจกรรมบ่มเพาะไอเดีย (Ideation Workshop): การติวเข้มเพื่อต่อยอดและกลั่นกรองแนวคิดของ 8 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ ระหว่างวันที่ 3–4 กันยายน 2569 ให้มีความคมชัดและเป็นไปได้จริงก่อนเข้าสู่รอบตัดสิน
  • กิจกรรมทบทวนความก้าวหน้า (Progress Review): การให้ผู้เข้าแข่งขันได้เห็นจุดบกพร่องและปรับปรุงชิ้นงานให้ดียิ่งขึ้น โดนต้องนำเสนอความคืบหน้าให้แก่เมนเทอร์ เพื่อเช็คว่าตัวงานเดินถูกทาง และสามารถพัฒนาให้ทันตามเวลาที่กำหนด
  • การแข่งขันรอบสุดท้าย (Final Pitching): เวทีระดมสมอง คิด ออกแบบ พัฒนา และนำเสนอผลงานในรอบตัดสินสุดท้าย (Final Pitching) เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

ผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการเข้าร่วมกิจกรรมจากศูนย์คุณธรรม เพื่อการันตีศักยภาพและการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคม

 โครงการ Moral Hackathon 2026 เป็นเวทีที่สะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของศูนย์คุณธรรม ในการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ร่วมออกแบบแนวคิดสร้างสรรค์ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการ เพื่อพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบนวัตกรรมขับเคลื่อนสังคม

 ภายหลังผ่านการอบรมในกิจกรรม Boot Camp และการติวเข้มในรอบ Ideation Workshop ทีมผู้เข้าแข่งขันทั้ง 8 ทีมสุดท้าย ที่มีผลงานโดดเด่นพร้อมเข้าสู่การแข่งขันรอบตัดสิน (Final Pitching) และพิธีมอบรางวัล ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรม เดอะ ควอร์เตอร์ รัชโยธิน กรุงเทพฯ เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป โดยในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่

  • รางวัลชนะเลิศ Moral Hackathon ประจำปี 2026 ทีม NONGNAO ประกอบด้วย นายณารา อินทรโสธรฉันท์ นางสาวณัฏธญาณ์ บุณยะวัฒน์ และ นางสาวธชา เทนญา บุณยนิตย์
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม ขบวนการนักสืบเยาวชน ประกอบด้วย นายพีรดณย์ วิลเลียมโฮ นางสาวกมลทิพย์ วิลเลียมโฮ และนายปวริศ รัตนาเอนกชัย
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม มหาพยัคฆ์ คือ นายภูวนัตถ์ เติมบุญ

ศูนย์คุณธรรม ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมรับชมการนำเสนอผลงานและการตัดสินรอบ Final Pitching ผ่านทาง Facebook Page: Moral Spaces (https://www.facebook.com/Moral.Innovation ) ได้ตั้งแต่ วันที่ 15 กันยายน 2569 นี้ พร้อมกับ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับองค์ความรู้และกิจกรรมของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้ทางเว็บไซต์ https://www.moralcenter.or.th/th/

ชุดกีฬาทีมชาติไทย และชุดไทย โชว์เด่นกลางกรุงโตเกียว ก่อนลุ้น UNESCO ขึ้นเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ธันวาคมนี้

17 กันยายน 2569 เวลา 12:56 น.

กระหึ่มเอเชีย! ชุดไทยพระราชนิยมและชุดนักกีฬาทีมชาติไทย ขึ้นบิลบอร์ดกลางย่านกินซ่า ณ กรุงโตเกียว  “กระทรวงวัฒนธรรม” เดินหน้าผลักดัน CHUD THAI สู่เวทีโลก โรดโชว์ญี่ปุ่น 17-18 ก.ย. นี้ ก่อนลุ้น UNESCO พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ธันวาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ย่าน Ginza (กินซ่า) กรุงโตเกียว แหล่งช็อปปิ้งชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นบนบิลบอร์ดจอใหญ่ได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในศึก Asian Games 2026 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ที่ออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้คอนเซปต์ “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา  องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ทรงออกแบบและทรงร่วมเป็นนางแบบพรีเซนต์ผลงาน ซึ่งในจอบิลบอร์ดดังกล่าว มีพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในแคมเปญนั้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีชุดไทยพระราชนิยม (CHUD THAI) แสดงบนบิลบอร์ดดังกล่าวด้วย โดยกระทรวงวัฒนธรรม เตรียมจัดงาน “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME”  ระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน 2569 ณ อาคารเฮียวเคกัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โดยในวันที่ 18 กันยายน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขณะที่นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะเดินทางไปร่วมงานดังกล่าวเพื่อเผยแพร่เกี่ยวกับ “ชุดไทย” สู่เวทีโลก ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการผลักดัน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO ใน เดือนธันวาคม2569 นี้ ภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ต่อการสืบสาน ต่อยอด และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทย อันมีรากฐานจากพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

Location เวลาเเละจำนวนออนแอร์จอที่ญี่ปุ่น

Ginza Chuo Street

Time :  8:00〜24:00(16h)

TVC : 5 times per hour

Shinjuku Cross Vision

Time :  7:00〜25:00 (18h)

TVC : 5 times per hour

Shinjuku Yunika Vision

Time :  7:00〜25:00 (18h)

TVC : 5 times per hour

Shibuya Pandora Vision

Time :  8:00〜25:00(17h)

TVC : 5 times per hour

‘ชุมทางดาวทอง’ เปิดตำนานราชาเพลงพูด จัดคอนเสร์ตฯรำลึก 2ปี ‘ครูเพลิน พรมแดน’คนลูกทุ่งร่วมเวทีคึกคัก

17 กันยายน 2569 เวลา 11:41 น.

“ชุมทางดาวทอง” สัปดาห์นี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการแข่งขันบนเวที พาแฟน ๆ ไปสัมผัสอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความทรงจำ กับงานรำลึกครบรอบ 2 ปีแห่งการจากไปของ “เพลิน พรมแดน” เจ้าของฉายา “ราชาเพลงพูด” ศิลปินลูกทุ่งผู้ฝากผลงานและสีสันไว้ในวงการเพลงมาอย่างยาวนาน งานจัดขึ้นที่ วัดสว่างอารมณ์ (แคแถว) หลวงพ่อแป๊ะ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยสองพิธีกรหนุ่ม “นก บริพันธ์” แท็คทีม “เอก-ชัชวาล” พาแฟนรายการไปสัมผัสบรรยากาศแบบใกล้ชิดทั้งหน้าและหลังเวที รวมถึงเรื่องราวความทรงจำ บทเพลง และโมเมนต์สุดประทับใจจากงานรำลึกครั้งสำคัญ

เรียกได้ว่างานนี้เป็นการรวมตัวคนลูกทุ่งไว้บนเวทีอย่างคึกคัก เพราะมีศิลปินชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงเพื่อรำลึกถึง “ครูเพลิน พรมแดน” กันอย่างพร้อมหน้า นำโดย อ๊อด โฟร์เอส, ดำรง วงค์ทอง, หมิง ร้อยเสียง, ทศพล หิมพานต์, รุ่ง สุริยา, สดใส รุ่งโพธิ์ทอง, สลักจิต ดวงจันทร์ และ จอมขวัญ กัลยา นอกจากเสียงเพลงที่ชวนให้แฟน ๆ ได้ย้อนวันวานแล้ว ยังมีช่วงพูดคุยที่น่าสนใจ เมื่อ อ.พูพาน เพชรปฐมพร สมาชิกและบุคคลใกล้ชิดกับ “ครูเพลิน พรมแดน” มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและความทรงจำ พร้อมเปิดมุมที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน

ชวนสัมผัสเสน่ห์ของ “ราชาเพลงพูด” ท่ามกลางบรรยากาศงานรำลึก 2 ปี “เพลิน พรมแดน” ได้ในรายการ “ชุมทางดาวทอง” วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน และวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569  เวลา 13.10 น. ทางช่อง 7HD หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.bugaboo.tv, Youtube Channel 7 Star Studio และเฟสบุ๊คแฟนเพจhttps://www.facebook.com/chumtangdaotong/

โปรฯข่าวดีเดือน 9 รายการ “ชุมทางดาวทอง” เปิดโอกาสทองเปิดออดิชั่นซีซั่นใหม่ สำหรับคนที่มีความฝันและรักการร้องเพลง ไม่จำเป็นต้องเป็นนักร้องมืออาชีพ ขอเพียงมีใจรักเสียงเพลงและอยากโชว์ความสามารถ เตรียมอัดคลิปเสียงร้องของตัวเอง แล้วส่งเข้ามาที่ แฟนเพจ Facebook ชุมทางดาวทอง เปิดรับคลิปตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ตุลาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09 2789 5656 ใครมีฝัน อย่าปล่อยให้เป็นเพียงเสียงเพลงที่ร้องอยู่หน้ากระจก เพราะเวที “ชุมทางดาวทอง” อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เสียงของคุณได้ถูกได้ยินในวงกว้างขึ้น

โค้งสุดท้าย! ‘เบิ้ม เบิ้ม concert’พร้อมเสิร์ฟทุกความสนุก 26-27 กันยายนนี้ ถ้าไม่อยากพลาด กดบัตรด่วน

17 กันยายน 2569 เวลา 11:37 น.

เข้าสู่โค้งสุดท้ายแห่งความเบิ้ม!!! กับวาไรตี้คอนเสิร์ตยักษ์ใหญ่ที่สุดในสยาม “เบิ้ม เบิ้ม concert” ครั้งนี้ โอ๊ต-ป๊อบ พร้อมสาดความบันเทิงทุกที่นั่ง ขำกันให้ปอดโยกแบบเต็มๆ แท็คทีมเหล่าแขกรับเชิญ ทั้ง ตั๊ก บริบูรณ์, อ๊อฟ ปองศักดิ์, ว่าน ธนกฤต, BILLKIN และ โอ๊ค LITTLE JOHN ที่มาเสริมทัพทั้ง 2 วันและแขกแบบกล่องสุ่มให้ลุ้นกันว่าในแต่ละวันจะมีใครมาเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่อีกด้วย

แถมงานนี้ ยิ่งใกล้ยิ่งได้กรี๊ด มีเบเนกับเค้าด้วย! ทั้ง HI-TOUCH , GOODBYE SESSION, SPECIAL GIFT! หนึ่งเดียวของโลก จบคอนไม่จบเจา อะไรที่ไม่เคยเห็น โอ๊ต-ป๊อบ มีมาเสิร์ฟให้ฟินแน่นอน ใครที่ยังไม่กดบัตร รีบเลย

ทาง EVENTPOP หรือ www.eventpop.me กับ 2 รอบการแสดง

  วันเสาร์ 26 กันยายน 2569  เวลา 19.00 น.

  วันอาทิตย์ 27 กันยายน 2569  เวลา 18.00 น.

สถานที่ : พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน บัตรราคา :  5,000 / 4,500 / 4,000 / 3,500 / 3,000 / 2,000 และ 1,500 บาท (บัตรนั่งทุกที่)  ราคาบัตรดังกล่าวรวม VAT แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และค่าธรรมเนียมอื่นๆ

‘ชอบดู ต้องดูดิ’ TrueID เปิดม่าน DOODi by TrueID รวมตัวตึงทุกวงการ

17 กันยายน 2569 เวลา 11:24 น.

ทรูไอดีเดินหน้าย้ำภาพ Digital Ecosystem Hub  ศูนย์กลางระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมคอนเทนต์ คอมมูนิตี้ และโอกาสทางธุรกิจ สานต่อ “CO CREATE THE SERIES” หลังประเดิมด้วย “ตาตั้ง by TrueID” แบรนด์ซีรีส์แนวตั้ง ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี  ล่าสุดเผยโฉม “DOODi by TrueID” เอ็นเตอร์เทนเมนต์แบรนด์ใหม่ กับสโลแกน “ชอบดู ต้องดูดิ” ชูการคัดสรรและร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์กับครีเอเตอร์ชั้นนำ ให้ผู้ชมค้นพบรายการและเรื่องราวใหม่ที่ตรงกับความสนใจ พร้อมต่อยอดคอนเทนต์สู่โอกาสธุรกิจผ่าน TrueID Advertising Solutions ที่ยกระดับบทบาทสู่พาร์ทเนอร์ร่วมสร้างสรรค์ เปิดให้แบรนด์พันธมิตรร่วมพัฒนาคอนเทนต์และแคมเปญกับ ครีเอเตอร์ ผสานศักยภาพด้านแพลตฟอร์ม ข้อมูล และเทคโนโลยีของทรูไอดี เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้

DOODi by TrueID ประเดิมความสนุกด้วยทัพคอนเทนต์ วาไรตี้ออริจินัล จากเหล่าครีเอเตอร์ชั้นนำ  อาทิ TRUE HAUNT เรื่องเล่าคืนหลอน, ป๋าเชียร์ เฮียเล่า, The Celebrities, ตัวตึงรุ่นจิ๋ว THE LITTLE MISSION, อังคารคลุมโปง THE MU CURSE, พุธทอล์คพุธโทร SHARED LOVE, MU TO GO, The Exclusive และ TechBiz Update พร้อมทยอยนำเสนอคอนเทนต์ใหม่ตลอดทั้งปี เพื่อให้ผู้ชมค้นพบความสนุกที่ตรงกับความสนใจ และมีส่วนร่วมกับครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบได้มากยิ่งขึ้น

ภายในงานยังคึกคักไปกับตัวแทนจากรายการดัง  พบกับตัวแทนจากรายการ Little Mission ตัวตึงรุ่นจิ๋ว โซล & โมเน่ พร้อมด้วย แม่เม & พ่อแซก, MU TO GO แทค – ภรัณยู, พุธทอล์คพุธโทร SHARED LOVE แพทริค – อนันดา, อังคารคลุมโปง, THE MU CURSE  โก้ – วศิน พร้อมด้วยทัพนางงามจาก Miss Identity ซาฟ ซาฟฟรอน มายา สนูค Miss Global Thailand 2026, น้ำผึ้ง-กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026, มายมิ้นต์-จิราภรณ์ ศาลาแดง นางสาวไทย 2569, มาลัย มาลัยกะ คาร Miss Cosmo Thailand 2026, เบนซ์ ปัณณิกา บุญศิริฐากร 4th Runner Up Miss World Thailand 2026, ไข่มุก พลอยชมพู แก้วกำพลกุล NextG Junior 2025, เมแกน แม็คโดนัล Next Universe Teenage 2023

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือทรูไอดี ต่อยอดการตลาดแบบครบวงจรผ่าน TrueID Advertising Solutions   กับแนวคิด “Don’t Just Run an Ad. Be Part of the Story.”   ชวนแบรนด์พันธมิตรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว  โดยมีทรูไอดีเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมสร้างสรรค์ เชื่อมแบรนด์กับครีเอเตอร์ที่เหมาะสม เพื่อร่วมพัฒนาคอนเทนต์และแคมเปญที่ตอบโจทย์ผู้ชมและเป้าหมายทางธุรกิจ

คุณวินท์รดิศ กลศาสตร์เสนี กรรมการผู้จัดการ  ทรูไอดี กล่าวว่า “ทรูไอดีเดินหน้าด้วยหลักการ ‘สร้างโดยคนไทย เข้าใจคนไทย เพื่อประเทศไทย’ มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทยที่ผู้ชม ครีเอเตอร์ และพันธมิตรธุรกิจเชื่อมั่นได้ ให้ความสำคัญกับการดูแลและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ การรักษามาตรฐานความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อกำหนด PDPA ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ครีเอเตอร์และธุรกิจไทยเติบโตไปด้วยกัน”

“จากตาตั้ง by TrueID ที่เปิดประสบการณ์ซีรีส์แนวตั้ง วันนี้ DOODi by TrueID จะเติมความหลากหลายด้วยคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ชั้นนำ พร้อมเปิดพื้นที่ร่วมพัฒนาผลงานใหม่ ขณะที่ TrueID Advertising Solutions จะเชื่อมแบรนด์เข้ามาร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์และแคมเปญ เพื่อให้ผู้ชมได้รับความสนุกที่ตรงใจ ครีเอเตอร์มีโอกาสสร้างผลงานและรายได้ และแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายพร้อมสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการเดินหน้าสู่ Digital Ecosystem Hub ผ่าน ‘CO CREATE THE SERIES’ โดยนำความเข้าใจผู้บริโภคไทยมาผสานกับแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี และเครือข่ายการเข้าถึงในระบบนิเวศทรูและเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อเชื่อมคอนเทนต์ คอมมูนิตี้ และโอกาสทางธุรกิจเข้าด้วยกัน เราพร้อมเปิดรับครีเอเตอร์ เจ้าของคอนเทนต์ และแบรนด์พันธมิตร มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่และขับเคลื่อนบทต่อไปของความบันเทิงไทย” 

นอกจากคอนเทนต์ที่หลากหลาย DOODi by TrueID ยังเพิ่มความสนุกผ่านกิจกรรม watch & earn และสิทธิประโยชน์ภายในระบบนิเวศ ให้ผู้ชมได้รับความคุ้มค่าควบคู่กับการติดตามคอนเทนต์ที่ชื่นชอบ

สัมผัสความบันเทิงบทใหม่กับ DOODi by TrueID ได้แล้ววันนี้บน TrueID เพราะถ้า #ชอบดูต้องดูดิ ร่วมสร้างเรื่องราวและขับเคลื่อนโอกาสทางธุรกิจไปกับ TrueID Advertising Solutions ในฐานะ Co-Creation Partner ติดต่อได้ที่  tid.advertising.team@truedigital.com

‘โจซี โฮ – อิหม่าน – คอนรอย’บินลัดฟ้าร่วมเปิดตัว ‘The Mage : คนเก็บผี’รอบปฐมฤกษ์ Bangkok International Film Festival 2026

17 กันยายน 2569 เวลา 11:20 น.

เปิดฉากอย่างน่าจับตาสำหรับ “The Mage : คนเก็บผี” ภาพยนตร์แฟนตาซี-ระทึกขวัญจากฮ่องกง ผลงานการกำกับของสองพี่น้องผู้กำกับชื่อดัง ออกไซ แปง และ แดนนี่ แปง (Pang Brothers) อำนวยการสร้างโดย คอนรอย ชาน (Conroy Chan) ที่ได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์เปิดรอบ “Bangkok Midnight” ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ Bangkok International Film Festival 2026 จัดฉายรอบพิเศษ  ณ โรงภาพยนตร์ ไอคอนสยาม (ICONSIAM) ก่อนเดินหน้าสร้างความตื่นเต้นให้ผู้ชมหลายประเทศทั่วเอเชีย

การมาเยือนประเทศไทยของทีมนักแสดง และ ผู้อำนวยการสร้าง ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากแฟนภาพยนตร์เป็นอย่างมาก โดย   เมื่อทีมนักแสดง โจซี โฮ (Josie Ho) อิหม่าน ทาเฮรี (Iman Taheri) และ คอนรอย ชาน  ปรากฏตัวบนพรมแดง ร่วมพิธีเปิดเทศกาล Bangkok International Film Festival 2026  ณ ไอคอนสยาม (ICONSIAM) พร้อมร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์  ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนภาพยนตร์ สื่อมวลชน และผู้ร่วมงาน

สำหรับ “The Mage” ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ผสมผสานความแฟนตาซีเข้ากับบรรยากาศระทึกขวัญได้อย่างน่าติดตาม ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทีมนักแสดงมากฝีมือ นำโดย โจซี โฮ ในบท “หลานปุยชิง”, เฉินเจียเล่อ (Carlos Chan) ในบท “หว่องหมิง”, จางเหวินเจี๋ย (German Cheung) นักแสดงจากภาพยนตร์ Twilight of the Warriors: Walled In และ อิหม่าน ทาเฮรี (Iman Taheri) นักแสดงและศัลยแพทย์ ซึ่งการได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์เปิดในงาน Bangkok International Film Festival 2026  ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ “The Mage” ในการนำเสนอผลงานสู่ผู้ชมระดับนานาชาติ พร้อมสร้างแรงส่งก่อนออกเดินหน้าฉายอย่างเป็นทางการในหลายประเทศทั่วเอเชีย

โดย โจซี โฮ กล่าวว่า “ฉันรู้สึกประทับใจในทุกครั้งที่เดินทางประเทศไทย โดยเฉพาะครั้งนี้ที่ฉันมีโอกาสเข้ารับเสด็จ และรับของที่ระลึกพระราชทานจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี  นับเป็นเกียรติอันสูงยิ่งและเป็นความทรงจำที่มีความหมายสำหรับฉันมาก และฉันรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากที่ภาพยนตร์ The Mage ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Bangkok International Film Festival 2026 ในครั้งนี้ การได้พบกับผู้ชมและสัมผัสพลังของเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก สำหรับฉัน The Mage ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ระทึกขวัญ แต่เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความลึกลับ อารมณ์ และสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ในภาพยนตร์มีการเน้นย้ำคำว่า 功德無量 ซึ่งแปลว่า คุณงามความดีไม่มีขีดจำกัด คำนี้ถือเป็นแนวคิดหลักของภาพยนตร์ ที่สำคัญ The Mage เต็มเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์หนังฮ่องกงในระดับตำนาน ที่ผสมผสานความลึกลับ ความสนุกสนาน และความตื่นเต้นไว้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศย่านเก่าแก่ ความเชื่อพื้นบ้าน และจังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็วฉับไวในแบบฉบับดั้งเดิม ถือเป็นภาพยนตร์สไตล์นี้ที่หาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน ฉันหวังว่าผู้ชมชาวไทยจะสนุกไปกับเรื่องราว และเปิดใจเดินทางเข้าสู่โลกของ The Mage ไปพร้อมกับพวกเรา”

หลังจากเปิดตัวในกรุงเทพฯ “The Mage” เตรียมเดินหน้าสู่ตลาดเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดการเข้าฉายดังนี้

8 ตุลาคม 2026 – มาเลเซีย และไต้หวัน

15 ตุลาคม 2026 – สิงคโปร์

29 ตุลาคม 2026 – ประเทศไทย

พฤศจิกายน 2026 – อินโดนีเซีย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ (รอประกาศวันฉายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง)

การเปิดรอบแถลงข่าวครั้งนี้ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเดินทางครั้งใหม่ของ “The Mage” จากฮ่องกงสู่ผู้ชมทั่วเอเชีย พร้อมชวนแฟนภาพยนตร์ร่วมสัมผัสโลกแห่งความลี้ลับ แฟนตาซีและความระทึกขวัญที่ยากจะคาดเดา 29 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศไทย

‘นนท์ อินทนนท์’เปิดแผลใจปิดบังตัวเองกว่า 10 ปี รักแรกกับนักร้องฝึกหัด ทุ่มเกินร้อยแต่ถูกนอกใจ

17 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

เปิดหมดเปลือกในรายการ Let’s talk เบื้องหลังเสียงหัวเราะและความตลกของ “นนท์ อินทนนท์” เคยใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง กลัวคนอื่นรู้ตัวตนและกลัวทำให้ครอบครัวผิดหวัง ต้องปิดบังมาตั้งแต่เด็กกว่าจะกล้ายอมรับตัวเองได้ใช้เวลานานกว่า 10 ปี เคยมีวันที่ตลกไม่ออกจนต้องพึ่งจิตแพทย์ ย้ำบทเรียนชีวิตไม่มีงานเครียดกว่าเหนื่อย เผยรักแรกกับนักร้องฝึกหัดเจ็บเหมือนตกหน้าผา ทุ่มเทเกินร้อยแต่ถูกนอกใจ

เป็นคนตลกมีความสุขตลอดหรือเป็นบทบาทในการทำงาน ?

นนท์ อินทนนท์: เคยถามตัวเองเหมือนกันจะต้องตลกไปถึงเมื่อไหร่ เพราะเวลาออกไปข้างนอก หรือแม้กระทั่งมารายการเจอผู้คน ทุกคนจะ..”พี่นนท์ขออัดคลิปหน่อยสิ ด่าแฟนหนูให้หน่อย” หรือเล่นตลกให้หนูดูสักอันหนึ่งสิ” ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามไม่ได้มีพรสวรรค์เท่าพี่โหน่งพี่เท่ง แต่เคยไปปรึกษาพี่ ๆ ทางฝั่งนั้นเหมือนกันที่เขาเล่นตลกกันมานาน ๆ เขาก็บอกว่าชีวิตจริงก็ไม่ได้ตลก และไม่มีทางที่จะตลกได้ตลอดอยู่แล้ว ซึ่งตอนก่อนหน้านี้ที่ทำงานในวงการต้องยอมรับว่าพยายามจะให้ทุกคนมีความสุข ซึ่งพอเวลาคนเจอหรือบางคนที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาก แล้วได้มาเจอเราสักครั้งหนึ่งในชีวิต เขารู้สึกว่าอยากได้พลังงานนี้ก็เลยอยากจะมอบพลังงานนี้ให้ แต่พอทำงานมาได้สัก 5 ปี ที่ทำงานตรงนี้รู้สึกว่าบางวันอาจจะขอนั่งเงียบ ๆ แต่ไม่ถึงเหนื่อยกับการทำงานขนาดนั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วงานของนนท์ทำเป็นตัวเอง 100% ไม่ว่าจะเป็นหน้ากล้อง หลังกล้อง หรืออยู่ในทีมกับน้อง ๆ หรืออยู่กับเพื่อนที่เป็นเพื่อนสนิทก็จะเป็นแบบนี้ เป็นคนที่ชอบพูด ชอบสร้างสีสันให้คนมีความสุข เป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว

การที่คุยกับตัวเองระบายความรู้สึกกับตัวเองได้ เป็นอีกหนึ่งบุคลิกที่ทำให้ได้ระบายก็เลยมีบุคลิกมากมาย ?

นนท์ อินทนนท์: ใช่ครับ ก็มีบุคลิกมากมายอย่าง “อินทนิน” หรือการมี “แฟนทิพย์” เรารู้จักตัวเองดีที่สุด บางทีท้อมากเรื่องงานหรือกับผู้ร่วมงาน บางทีเจอไม่น่ารักกับเรา ก็จะไม่ได้ไปโทษเขา เพราะสุดท้ายบางทีเขาอาจจะไปเจออะไรมาไม่ดี เช่น ที่บ้านเขาอาจจะทะเลาะกันกับคนนั้นคนนี้ อารมณ์ไม่ดี แล้วเขาก็มาเจอเรา บางทีอารมณ์เราอาจจะเกินไป จนบางทีอาจจะรู้สึกว่า “อะไรของนนท์” มีหลากหลายมาก รู้สึกว่าจัดการอารมณ์กับตัวเองดีกว่า โอเค ตั้งสติ ไม่เป็นไร เขาอาจจะไปเจอเรื่องไม่ดีมา เพราะถ้าสมมุติ เจอเรื่องไม่ดีมา ก็คงไม่ได้อยากจะมาสุงสิง ซึ่งการทำงานจะได้ราบรื่นด้วย ไม่อยากให้คนอื่นอึดอัด เพราะไม่ได้ทำงานแค่คนเดียว ช่างกล้อง พี่ ๆ ทุกคนเขาต้องรอ เพราะฉะนั้นจัดการตัวเองคือเข้าห้องน้ำ ตั้งจิตอธิษฐานก่อน ทำใจ ทำงาน อดทน ออกไปทำงานต่อได้

วันที่ตลกไม่ออกเบื้องหลังรอยยิ้มในวันที่ข้างในพังที่สุด ?

นนท์ อินทนนท์: มีครับ ก่อนที่นนท์จะคุยกับตัวเอง ต้องบอกก่อนว่านนท์ไปพบจิตแพทย์เลย ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์ที่เป็นหมอ หรือจะคุยเป็นความรู้สึกที่เกี่ยวกับโรงละคร เพราะเราเรียนการละครมา แล้วมีอาจารย์คนหนึ่งที่คุยกับเขาแล้วสบายใจ เราคุยทั้งสองท่าน แล้วท่านบอกว่า “การที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ดีที่สุดแล้ว การที่บางอย่างเหนื่อยมาก ๆ เราหลีกหนีสิ่งนี้ไม่ได้ สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่เหนื่อย ก็ไม่มีงานเครียดกว่า อยากได้แบบไหน” แล้วคิดว่า เหนื่อยจัดการได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในทุกปัญหาที่เกิดขึ้น เราเชื่อว่าจัดการได้แน่ ๆ อย่างที่ 1 เราคุยกับตัวเองแล้วเรารู้ว่าควรจะจัดการยังไง อย่างที่ 2 คือ ตอนนี้มีธรรมะเข้ามาช่วย ถามว่ามีสิ่งที่ยากไหมกับการใช้ชีวิต หรือสิ่งที่ยากกับการที่เราจะจัดการอารมณ์ ณ ตอนนี้ไม่ยากเลย แต่กว่าจะผ่านมาได้สาหัสเหมือนกันนะ

รับงานติดกันหลายวันจนแพนิคอะไรคือเสียงในหัวที่ดังที่สุด ?

นนท์ อินทนนท์: เสียงในหัวคืออยากกรี๊ด! ออกมาว่า “อ๊ายยย หยุด!” อยากจะเอาหัวนี้ออกไปพักสักครู่หนึ่ง แล้วก็ใส่นนท์คนก่อนหน้าเข้ามาที่ไม่ใช่นนท์ อินทนนท์ แต่สุดท้ายเรามานั่งคิดความเป็นจริง ทำไม่ได้หรอกกว่าจะมายืนตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย การพิสูจน์ตัวเองไม่ว่าจะกับพ่อกับแม่หรือกับใครก็ตาม ในระยะเวลาเป็น 10 ปี การที่เรามายืนตรงนี้ได้ทำในสิ่งที่รักหรือได้เป็นความสุขของใครหลาย ๆ คน ยากนะ แต่คิดแค่ว่า ถ้าทำไม่ไหวก็บอกให้พักงาน หรือออกไปใช้ชีวิตของเราบ้าง ซื้อแมวมาเลี้ยง มีความสุขอยู่กับแมว ซื้อหมามาเลี้ยง มีความสุขอยู่กับสิ่งนั้น หรือทำอะไรก็ได้ที่เรามีความสุข เช่น ออกไปทะเล พูดคุยพบปะกับเพื่อน มีหลากหลายความรู้สึกมากที่เราสามารถทำได้และมีความสุข คือไม่ได้เป็นคนที่สมมุติเราเครียดทำงานเยอะ โอ๊ยงานเยอะ งานเยอะเครียด นั่งเครียด เศร้าร้องไห้ ทำไมฉันทำงานเยอะจัง ไม่มี ไม่เคยร้องไห้กับงาน สิ่งที่ร้องไห้คือมีแค่กับคน เช่น ทะเลาะกับแฟนหรือทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่จะร้องไห้ แต่ถ้าเป็นเรื่องงานสู้ตาย เพราะจะตั้งมั่นกับตัวเองเสมอว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ไม่ง่าย เพราะฉะนั้นเหนื่อยก็พักแค่นั้นครับ

ความสัมพันธ์ในอดีตกับนักร้องชายค่ายดัง ในวันที่เขาไม่กล้าเดินข้างเรา ?

นนท์ อินทนนท์: เอาเป็นว่าเขาเป็นนักร้องฝึกหัดที่กำลังจะเข้าค่ายๆหนึ่งแล้วกัน คือตอนนั้นเด็กมาก ในมุมของเด็กของ นนท์ บุญชื่น สมัยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เสียใจมาก รู้สึกว่าเราเป็นตัวอะไร เหมือนไม่ให้เกียรติกัน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราสนับสนุนเขาทุกเรื่อง รู้สึกว่าให้ใจเขาเต็มที่มาก ๆ เราเพิ่งจะก้าวข้ามผ่านของการที่เคยคบผู้หญิง แล้วมาคบคนนี้เป็นผู้ชายคนแรกของเรา ก้าวข้ามผ่านหลาย ๆ อย่างมาเยอะมาก เช่น เพื่อนสมัยก่อนที่เขาคิดว่าเราเป็นผู้ชายเขามองเรายังไง แล้วเพื่อนสมัยนี้ที่เราเพิ่งเจอกัน แต่เรายังเป็นผู้ชายอยู่เขาจะมองเรายังไง ไม่สนใจ ทำให้เรารู้สึกเสียใจมากที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย ไม่ได้แบบว่า “เธอต้องเปิด เธอต้องเป็นคนที่ลงรูปกับฉัน” หรือแม้แต่กระทั่ง “เธอต้องไปบอกค่ายนะว่าเธอเป็นนั่นเป็นนี่” หรือ “เธอต้องเดินจับมือ” ไม่เคยมีแบบนั้น เรารู้ เข้าใจ ถึงแม้ว่าตอนนั้นอาจจะยังไม่เหมือนตอนนี้ที่เปิดได้สบายใจ ตอนนั้นเรารู้ดีว่ามันเปิดไม่ได้ คนยังไม่ได้ยอมรับขนาดนั้น แต่สิ่งที่เราเจอกลายเป็นเหมือนบาดแผลเล็ก ๆ ในใจเรา เหมือนโดนหักหลัง เรากำลังมีความสุขดีแล้วโดนผลักตกหน้าผาหัวกระแทกพื้นเสียชีวิต รู้สึกไม่ดีกับเขาไปเลย เหมือนมีกำแพงบางอย่าง เข้าใจว่าเราจะทุ่มเทให้เขาเท่านี้ สมมุติเคยทุ่มเทให้เขา 100% ทุ่มเทให้เขา 99.99% แล้วกัน ลดมา 0.1% ก็ถือว่าลด มีอยู่วันหนึ่งเขาขึ้นคอนโดกับคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าทำอะไรมา มีคลิปให้ดูด้วยว่าขึ้นคอนโดด้วยกัน ถ่ายมาเป็นชั่วโมง ตอนลงมากอดคอกัน หอมแก้มกันด้วย เหลือ 95% ก็ลดยังไม่ถึง 50% ซะที สุดท้ายแล้วในใจเราก็ไปบอกเลิกเขา เลิกกันเถอะ เสียใจ ร้องไห้ บอกเลิกเขาตอนประมาณ 14:00 น. พอช่วง 16:00 น. “เธอเรามาคบกันเถอะ คนเราผิดพลาดกันได้” เป็นแบบนี้ครับ อยากด่าตัวเองในตอนนั้นมาก

ถ้าย้อนกลับไปด่าตัวเองในวันนั้น อยากด่าตัวเองว่าอะไร ?

นนท์ อินทนนท์: ไม่ทันคนมากเลยนะ คนแบบนี้มีอีกเป็นร้อยเป็นล้านพันล้านคน เขาช่วยเหลืออะไรบ้าง ไม่มีเลยแม้แต่อย่างเดียว เราช่วยเหลือเขาหมด แล้วเรารักเขาขนาดนี้ ยังจะกลับไปหาเขาอีก โง่ จะพูดประมาณนี้ คือเรารู้สึกว่าขาดเขาไม่ได้ตอนนั้น จะไม่สามารถหาผู้ชายแบบนี้ได้อีกแล้วตลอดชีวิต อยากเขย่าตัวเองแล้วบอกว่า “ฟังนะนนท์ เดินออกไปอีกสัก 3-4 ก้าว ผู้ชายเต็ม” เตือนตัวเอง เพราะตอนนั้นเป็นอย่างงั้นจริง ๆ

ถ้าในวันนั้นเลือกที่จะรักตัวเองให้เป็น คิดว่าเส้นทางชีวิตและความสัมพันธ์ตอนนั้นจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน ?

นนท์ อินทนนท์: เราจะมีความสุขมากกว่านี้ ตอนนั้นเสียดายเวลาด้วย เพราะการที่ร้องไห้เหมือนในมิวสิกวิดีโอ ไม่กินข้าวประมาณ 2-3 วัน เราหิวนะ หิวข้าวมาก แต่อยากประชดประชัน อยากใช้ชีวิตให้เขารู้สึกสงสารเรา สุดท้ายเขาก็ไม่ได้รับรู้ เราฝากเพื่อนไปบอกเขา ถ่ายรูปลงเมื่อก่อนใช้โทรศัพท์ BB ถ่ายรูปลงแล้วก็เขียน BC แล้วบอกว่า OMG ก็ไม่ทัก บอกให้เพื่อนว่า “นนท์ไม่กินข้าวเลย” เงียบ เราก็ทนหิวไปขาดสารอาหาร เราพยายามเรียกร้องความสนใจอยู่อย่างงั้น ซึ่งเขาไม่รับรู้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ ในขณะที่เราจมอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ในสิ่งที่ไม่ได้ผิดด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วทุกอย่างมีแต่เสียกับเสีย มีสติแค่นั้น กลับมาเหอะ

ในวันที่เห็นตัวเองในอดีตกำลังจมอยู่ในวังวนเดิม ๆ ถ้าส่งเสียงไปถึงได้ คิดว่าประโยคไหนจะฉุดขึ้นมาจากน้ำ ?

นนท์ อินทนนท์: ลงไปให้ลึก ให้เราเสียชีวิตไปเลย ดำเข้าไปข้างล่างเลย ถ้าเรายังคิดไม่ได้ เราเป็นบัวใต้ตมอยู่ในโคลน ไปพอกโคลนซะ เผื่อผิวเราอาจจะดีขึ้น สมองจะใสขึ้นด้วย ไม่พูดอะไรกับนนท์แล้ว เพราะด่านนท์แล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดครับ

ความกลัวที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มสิ่งที่ “นนท์” กลัวที่สุดในการใช้ชีวิต ?

นนท์ อินทนนท์: อยากบอกสิ่งที่นนท์รู้สึกกลัวมาตลอดคือการใช้ชีวิต จะเป็นคนที่ปิดบังตัวเอง กลัวว่าคนจะรู้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ กลัวมาก แล้วก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงมาโดยตลอด ตั้งแต่ ป.6 จนช่วงขึ้น ปี 1 ช่วงที่อยู่ ป.6 เริ่มถือป้ายโรงเรียน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ทำกิจกรรมมากขึ้น จนเพื่อนมองว่าเป็นเพศที่สามก็เลยเลิกทำ ไม่อยากเป็น พอเข้ามัธยม เพื่อนที่ล้อว่าเป็นเพศที่สามกลับมาเรียนห้องใกล้ ๆ กัน นนท์ก็ต้องยิ่งแมนขึ้น ปิดบังขึ้นไปอีก จนจบ ม.6 ขึ้น ปี 1 ก็ยังต้องปิดบัง เพราะกลัว ไม่รู้กลัวอะไร กลัวพ่อแม่รู้ กลัวคนที่เขาคาดหวังจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้รู้ กลัวไปหมด อยากจะให้กล้ามากกว่านี้ครับ

ประสบการณ์ความรักที่เคยคบผู้หญิง ?

นนท์ อินทนนท์: ขอเล่านิดหนึ่งครับ เราตั้งสถานะซึ่งคัดลอกมาจากของเพื่อนอีกคนประมาณว่า ..รู้จักคนมาเยอะมาก ๆ ปกติเวลาไถดูฟีดก็จะแค่เลื่อนดูไม่ได้อ่านจนจบหรือไม่ได้อ่านตั้งแต่ประโยคแรกจนถึงสุดท้ายแต่เราอยากให้เธออ่านจนถึงสุดท้ายเลยแล้วเธอมาตอบเราหน่อยว่าคืออะไร ก็คือประโยคสุดท้ายเขียนบอกว่า “วันที่เรารู้จักกันครั้งแรก เรารู้จักกันได้ยังไง ขอคำเดียว” แฟนเก่าผู้หญิงคนนี้พิมพ์มาบอกว่า “ม.1 เพื่อน ม.6 แฟน” แล้วเราก็พิมพ์ไปบอกว่า “คิดถึงแฟนเก่านะครับ” แล้วเขาก็ตอบว่า “อันนี้นนท์หรือนินพิมพ์คะ” เพราะเขาก็ดู เราเลยรู้สึกแบบกลายเป็นความรู้สึกดี ๆ ให้กัน ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราคบกับเขา เราคบด้วยความจริงใจมาก ๆ แล้วพอวันหนึ่งเราเลิกกัน ก็เลิกกันอย่างเข้าใจ ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นเรื่องไม่ดีแต่เราก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งนี้สิ่งนั้น คือบางคำพูดบางทีไม่ต้องพิมพ์เยอะแต่ Impact กับตัวเอง Impact กับความรู้สึกที่อยู่ข้างในที่บางทีเราอาจจะลืมไป แต่กระตุ้นขึ้นมา ทำให้ความรู้สึกดี ๆ มีได้ตลอด เราไม่เห็นต้องไปจำกัดว่าวันนี้เรารู้สึก มันรู้สึกดีได้เลย ทุกวัน ทุกวินาที อยากขอบคุณที่เขาเข้าใจเรานะ เพราะว่าตอนที่เราเลิกกันด้วยเรื่องที่เขากลับไปคบกับแฟนเก่าของเขา ซึ่งเราก็เสียใจแต่เราเข้าใจเขานะเพราะเขาคบกันมานาน แต่อยากจะขอบคุณที่เขาไม่เคยลืมเราเลย รับปริญญาเราเขาก็มา ทุกๆวันเกิดเขาจะอวยพรเสมอจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นแฟนเก่าที่เขาคอยซัพพอร์ตอยู่ข้างหลังตลอดเวลา

เมื่อพ่อบอกว่า “เป็นอะไรก็ได้” โมเมนต์ที่ปลดปล่อยชีวิตให้เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง ?

นนท์ อินทนนท์: เหมือนโดนขอแต่งงาน หูดับ นั่งร้องไห้มานานมากแล้วก่อนที่เขาจะพูดเขาเห็นจนเราไม่ไหวคงเห็นความพยายามว่า ให้เป็นไปเถอะ พอหูดับเสร็จอยู่ ๆ กลายเป็นใจฟู สักแป๊บหนึ่งใจหล่นลงมาอีกแล้ว เพราะเขารับได้จริงไหมหรือว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรอยากให้ผ่าน ๆ ไป ซึ่งวัดไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาพูดไปคืออะไร แต่การกระทำกับเขาหลังจากนั้นวัดได้ เพราะเป็นคนที่เข้ามาหาเราแล้วถามว่า “เป็นยังไงบ้าง ทำอะไรก็ทำไปเถอะ ตั้งใจ สักวันหนึ่งจะสำเร็จ” แต่แม่เป็นคนที่หนักกว่าพ่อมาก ๆ ไม่คุยกันปีหนึ่ง แต่ก็จะฝากบอกพ่อมาเสมอ เขาก็เป็นห่วงเรากินได้ไหม ช่วงนั้นโควิดระบาดก็เลยกลายเป็น ความโชคร้ายที่มีโควิด แต่ในอีกมุมหนึ่งเป็นความโชคดีของเราที่ทำให้ได้กลับเข้ามาอยู่บ้าน เพราะเขากลัวว่าเราจะเป็นโควิด เชื่อคำนี้เลยว่าความโชคร้ายยังมีความโชคดีเสมอ อีกอย่างคือไม่ว่าจะเจออะไรเราจะผ่านไปได้ กลายเป็นเชื่อคำนี้จากสิ่งนี้ไปเลยครับ

จุดสำคัญที่ทำให้คนวางความคาดหวังแล้วมาโอบรับตัวเองจริง ๆ

นนท์ อินทนนท์: นนท์เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าควรทำอะไร แต่ยังไม่ถึงจุดที่เขาทำได้ รู้ว่าต้องทำอะไรตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ต้องยอมรับตัวเอง เป็นเรื่องใหญ่สำหรับนนท์มาก อย่างเช่น ยอมรับว่าเป็นเกย์กว่าจะยอมรับได้ตั้ง 10 กว่าปี กว่าจะยอมรับ สิ่งที่พ่อแม่เป็น เขายอมรับไม่ได้เลยตั้งแต่แรก ไม่ใช่เรื่องผิด เขาจะยอมรับได้ใน 20 ปีข้างหน้าก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเราก็เกือบ 20 ปีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการยอมรับตัวเอง พูดไม่ได้เลยว่าต้องทำตอนไหน เมื่อไหร่ เอาเป็นว่าเมื่อพร้อม เมื่อเข้มแข็ง เมื่อแข็งแรง เมื่อรู้สึกว่าจะยอมรับในสิ่งที่ว่า ใช่, ไม่ใช่, ชอบ, ไม่ชอบ, โอเค หรือไม่โอเค มีแค่นี้ครับ

วงการบันเทิงอาลัย ‘ต้น ชานนท์ สมฤทธิ์’ ผู้กำกับมากฝีมือ เสียชีวิตอย่างสงบ

17 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวเศร้าของวงการบันเทิงไทย หลังการจากไปของ “ต้น” ชานนท์ สมฤทธิ์ ผู้กำกับละครและภาพยนตร์ชื่อดัง ผู้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพและสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ชมมาอย่างยาวนาน “ต้น ชานนท์” เป็นที่รักของเพื่อนพ้องนักแสดงและทีมงานในฐานะผู้กำกับอารมณ์ดีและมีอัธยาศัยไมตรี ตลอดเส้นทางคนทำงานเบื้องหลัง เขามีผลงานสร้างชื่อหลากหลายแนว ทั้งคอมเมดี้ ดราม่า และโรแมนติก เช่น  ปี 2550 ละครคอมเมดี้ มนต์รักลอตเตอรี่ ผลงานละครดัง กิ่งกาหลง (ช่อง 3), ผีเสื้อสมุทร, แหม่มแก้มแดง, อรุณสวัสดิ์, นางกลางไฟ และ นางแค้น  ปี 2560 กำกับละคร เกมมายา นำแสดงโดย พุฒิชัย เกษตรสิน, วรันธร นิลกูหา และ กวี ตันจราารักษ์  ผลงานล่าสุด (ปี 2566) ละครดราม่าโรแมนติกเรื่อง หลงเงา ทางช่อง PPTV HD 36

กำหนดการบำเพ็ญกุศลจัดขึ้น ณ วัดกองพระทราย ศาลา 2 จังหวัดนครราชสีมา วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569เวลา 16.00 น. พิธีรดน้ำศพ เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรม วันที่ 18–19 กันยายน 2569 เวลา 18.00 น. และจะฌาปนกิจในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569 นี้ ‘ทีมข่าวแนวหน้าบันเทิง’ขอแสดงความเสียใจและขอร่วมไว้อาลัยมา ณ โอกาสนี้