อนุทิน เล็งคุย ‘มาครง’ ดึงนักลงทุนฝรั่งเศส พร้อมแจงข้อมูลไทย-กัมพูชา หากถามมา

อนุทิน เล็งคุย ‘มาครง’ ดึงนักลงทุนฝรั่งเศส พร้อมแจงข้อมูลไทย-กัมพูชา หากถามมา

อนุทิน เล็งคุย ‘มาครง’ ดึงนักลงทุนฝรั่งเศส พร้อมแจงข้อมูลไทย-กัมพูชา หากถามมา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

“นายกฯ” เผยแผนบินเยือนฝรั่งเศส วางเป้าคุย “มาครง” ดึงนักลงทุนเข้าปท. พร้อมแจงข้อมูลเขมรหากถามมา

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พ.ค. ได้สั่งการอะไรไว้บ้างว่า ตนสั่งการไว้หมดแล้ว การเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดี ได้พบกับผู้ประกอบการนักลงทุนของฝรั่งเศสที่มาลงทุนในไทย และนายเอมานูว์แอล มาครง  ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้เชิญไปหารือในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ถือว่านายเอมานูว์แอล ให้ความสำคัญกับประเทศไทย แม้ไม่ใช่การเยือนอย่างเป็นทางการ แต่การหารือกับผู้นำรัฐในรูปแบบไม่เป็นทางการอาจมีผลสำเร็จมากกว่าการเจออย่างเป็นทางการ และการไปครั้งนี้ตนได้เชิญ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีภารกิจที่นั่นอยู่แล้วให้เข้าร่วม และยังมีปลัดกระทรวงต่างประเทศเข้าร่วมเพื่อสรุปการหารือแจกจ่ายงานต่อ และเป้าหมายในการหารือมีหลายเรื่องทั้งเรื่อง AI พลังงาน การเพิ่มมูลค่าทางการค้า การแสดงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนของนักลงทุนฝรั่งเศสการแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะฝรั่งเศสเป็นผู้นำด้านแฟชั่น การเพิ่มมูลค่า วัตถุดิบหลายอย่างไทยไม่แพ้ใคร เราอาจสู้เรื่องแบรนตอนนี้ยังไม่ได้แต่เราสามารถนำเสนอวัตถุดิบ ภูมิปัญญาของคนไทยเทคโนโลยีดีไซน์องค์ความรู้ต่างๆของคนไทยให้ผู้ประกอบการของฝรั่งเศสได้ และยังมีเรื่องอาหารที่ไปเวทีโลกต้องพกความมั่นคงด้านอาหาร เพราะประเทศไทยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาของเราได้อย่างชัดเจน ทำให้มีพลังในการเจรจา เราต้องได้ดีลมาด้วยความเข้มแข็งความต้องการของผู้ซื้อไม่ใช่การต่อรอง 

เมื่อถามว่าการหารือกับนายเอมานูว์แอล จะได้หารือเรื่องกัมพูชาหรือไม่เนื่องจากนายกฯกัมพูชา ก็ได้เข้าหารือกับนายเอมานูว์แอล นายอนุทิน กล่าวว่า หากนายเอมานูว์แอลสอบถามมา ตนพร้อมตอบเพราะรับผิดชอบดูแลด้านนี้โดยตรง ทั้งข้อมูลที่ได้รับรายงานและข้อมูลที่ได้ไปประสบมามีพร้อมเต็มที่ในการหารือ มีอะไรจะได้ชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบเพราะฝรั่งเศสถือว่ามีความสำคัญในประชาคมโลก 

หมอวรงค์ โชว์ 3 ผู้ช่วย สส. ยืนกรานแค่นี้เพียงพอ ปูดช่องโหว่กองทุนสภา เป็นสส.ไม่กี่วัน ก็ได้สิทธิประโยชน์

หมอวรงค์ โชว์ 3 ผู้ช่วย สส. ยืนกรานแค่นี้เพียงพอ ปูดช่องโหว่กองทุนสภา เป็นสส.ไม่กี่วัน ก็ได้สิทธิประโยชน์

หมอวรงค์ โชว์ 3 ผู้ช่วย สส. ยืนกรานแค่นี้เพียงพอ ปูดช่องโหว่กองทุนสภา เป็นสส.ไม่กี่วัน ก็ได้สิทธิประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.

‘หมอวรงค์’ โชว์ ‘3ผู้ช่วยสส.’ ต่อสื่อ ยืนกรานเท่านี้เพียงพอ หากทำทั้ง ‘สส.-สว.’ ภายใน 4 ปี จะช่วยลดภาษีได้กว่า 2,500 ล้านบาท ปัดตอบหมื่นห้าพอใช้หรือไม่ ชี้ทุกคนต้องมีอาชีพอยู่แล้ว นี่แค่ ‘อาชีพเสริม’ เผย พบช่องโหว่ในสิทธิ์ประโยชน์กองทุนสมาชิกรัฐสภา ลั่น เป็นสส.ไม่กี่วันก็ได้สิทธิ์นี้ 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงกรณีจำนวนผู้ช่วย สส. โดยมีการนำผู้ช่วยทั้ง 3 คนของตนเองมาโชว์ต่อสื่อมวลชนด้วย โดย นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนมองว่าจำนวนผู้ช่วย สส.มี 3 คนก็เพียงพอแล้ว แม้มีผู้ช่วยแค่ 3 คน ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ สส. ได้ทุกวันนี้ และเชื่อว่ายังมีประสิทธิภาพ ซึ่งอีก 5 คนนั้นตนมองว่ามีความมากเกินจำเป็น ซึ่งการที่ตนลดจำนวนผู้ช่วย สส.ไป 5 คน เป็นการลดภาษีของประชาชนไปประมาณเดือนละ 75,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาทต่อคน ตกปีละ 900,000 บาท แต่หากรัฐสภาทั้ง สส. และ สว. ที่มีสมาชิกทั้งหมด 700 คนเห็นพ้องกันว่า จะปฏิรูปสภาให้เป็นแบบอย่างว่าเราจะใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าทุกคนลดผู้ช่วยเหลือ 3 คน ก็จะประหยัดงบงบประมาณได้ปีละ 630 ล้านบาท และ 1 สมัยของ สส. หรือ 4 ปี เราจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 2,520 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมการยกเลิกปรับเงินเดือนผู้ช่วย สส. ดังนั้น หากมีการปรับลดจำนวนผู้ช่วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ในช่วงที่บ้านเมืองวิกฤต ที่ประเทศชาติต้องกู้เงินมาดูแลประชาชน พรรคเราก็มีส่วนช่วยในการปรับลดผู้ช่วย สส. ดังนั้น นี่เป็นการยืนยันจุดยืนเดิมในการทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเป็นการตอกย้ำว่า ตนยังทำหน้าที่ได้อย่างสบายๆ แม้จะมีผู้ช่วยเพียงแค่ 3 คน 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่มีการเก็บเงินจาก สส.และ สว. เดือนละ 3,500 บาท เพื่อ 5 สิทธิประโยชน์คือ 1.เงินบำนาญตลอดชีวิต หาก สส.และ สว.ดำรงตำแหน่งเกิน 1 ปีขึ้นไป เริ่นต้นที่เดือนละ 21,300 บาท 2.สิทธิการรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพประจำปี หรือรักษารากฟัน 3.ให้การศึกษาบุตร 2 คนจนถึงปริญญาตรี รวมทั้งโรงเรียนนานาชาติ 4.กรณีทุพพลภาพจะได้เงิน 15,000 บาท และ 5.หากเสียชีวิตครอบครัวจะได้ 200,000 บาท ซึ่งตนคัดค้านและเรียกร้องให้ยกเลิกบำนาญของ สส. และ สว. เพราะนี่คือภาระของประชาชนที่จะต้องเลี้ยงดู สส. และ สว. คนนั้น เมื่อไม่มีตำแหน่งตลอดชีวิต โดยในช่วงที่ตนเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาได้พบช่องโหว่ว่า กรณีมีสส.บัญชีรายชื่อประกาศลาออก และจากนั้นจะมีการดัน สส.บัญชีรายชื่อคนใหม่ขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้ สส.บัญชีรายชื่อ ที่เป็น สส. เพียงไม่กี่วันก็จะได้ถึง 4 สิทธิ์ คือสิทธิ์ที่ 2-5 ซึ่งถือเป็นระเบียบที่หละหลวม ดังนั้น ตนจึงไม่เห็นด้วยที่ สส. และ สว. จะต้องมีบำนาญตลอดตลอดชีวิต และชอเรียกร้องให้คณะกรรมการกองทุนปรับปรุงระเบียบให้รัดกุมขึ้น ไม่ใช่ว่า เป็นเพียงไม่กี่วันก็จะได้รับสิทธิ์ประโยชน์ นี่คือการผลาญภาษีของประชาชน 

เมื่อถามย้ำว่า มองว่า สส.บัญชีรายชื่อที่เข้ามาพยายามตั้งใจมารับสิทธิ์ดังกล่าวหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิด แต่เมื่อได้เข้ามาทำเรื่องนี้ก็มีการข้อสังเกต แต่เราไม่ได้กล่าวหา เพียงแค่พบว่ามีจุดละหลวมจริง

เมื่อถามว่า เงินเดือนของผู้ช่วย สส. ที่ไม่ได้มีการปรับขึ้นเพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า การแต่งตั้งผู้ช่วย สส. เป็นเพียงการใช้ประโยชน์ส่วนตัวนักการเมือง ซึ่งนี่เป็นประสบการณ์ที่ตนเคยเจอที่ใช้เพื่อแปรสภาพ เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง ไม่ใช่คนทำงานจริงๆ ถ้าจะเอาคนมาทำงานจริงๆ ยืนยันว่า 3 คนก็เพียงพอ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอดูความชัดเจนจากคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา หรือ กร.สภา ที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ เช่นเดียวกันกับเรื่องเงินเดือนที่ทางคณะกรรมการฯ จะมีการปรับให้สอดคล้องหรือไม่  

เมื่อพยายามสอบถามผู้ช่วย สส.ทั้ง 3 คนของนพ.วรงค์ว่า เงินเดือน 15,000 บาทเพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่ แต่นพ.วรงค์ได้ตอบคำถามแทนว่า แต่ละคนมีอาชีพประจำ ซึ่งนี่คือรายได้พิเศษในการมาเป็นผู้ช่วย สส. และตำแหน่งผู้ช่วย สส. ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นการอาสาเข้ามาช่วยงาน ฉะนั้น เงินที่ได้รับมาเป็นเงินพิเศษ ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่มีอาชีพ ซึ่ง ณ ขณะนี้คนที่จะมาเป็นผู้ช่วย สส.ของตน ตนจะเลือกเฉพาะคนที่มีอาชีพ 

นี่คือแผ่นดินไทย ชาดา สวน พรรคประชาชน ปม องคมนตรี อย่าโยงประเด็นการเมือง

นี่คือแผ่นดินไทย ชาดา สวน พรรคประชาชน ปม องคมนตรี อย่าโยงประเด็นการเมือง

นี่คือแผ่นดินไทย ชาดา สวน พรรคประชาชน ปม องคมนตรี อย่าโยงประเด็นการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.25 น.

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะองคมนตรีได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกป.ภ.) พร้อมให้คำแนะนำและแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการรับมือภัยแล้ง ปี 2569 โดยกำชับให้เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะจากทางฝั่งฝ่ายค้าน

ล่าสุดวันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ถึงกรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์แสดงความไม่สบายใจต่อการทำหน้าที่ขององคมนตรี โดย นายชาดา ระบุว่า ตนเองก็รู้สึกไม่สบายใจกับพรรคประชาชนเช่นกัน และหากเปรียบเทียบเป็นคนธรรมดา เวลาทำงานก็โดนด่า เวลาไม่ทำอะไรก็โดนว่า ซึ่งเรื่องนี้มีประเด็นอื่นให้พูดถึงอีกมากมาย จึงอยากให้มองที่เจตนา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมานานและเป็นการช่วยเหลือกัน

ชาดา ไทยเศรษฐ์

นายชาดา ยังกล่าวต่ออีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงต้องดูแลอยู่แล้ว และไม่มีกษัตริย์องค์ไหนที่จะนิ่งดูดายต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยอย่างแน่นอน การลงไปทำหน้าที่จึงถือเป็นหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว

“อย่ามาบอกว่าพรรคนั้น แต่คุณกลัวว่าคุณจะเสียกระแสไป คุณกลัวว่า คือผมว่ามันไม่เหมาะไม่ควรนะครับ แล้วก็เรื่องอื่นก็เยอะแยะนะครับผม ผมว่ามันต้องกลับมาพิจารณาตัวเองก่อน คุณจะให้คนอื่นฟังคุณ แต่คุณไม่ฟังคนอื่นเลยเนี่ยมันไม่ได้ สังคมไทยเดี๋ยวนี้เป็นอย่างงี้เยอะ ทำไมไม่ฟังเราพูด ต้องฟังเราบ้าง แต่คนพูดน่ะไม่ฟังใครเลย” นายชาดา กล่าว

ชาดา ไทยเศรษฐ์

นอกจากนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ยังได้ยกตัวอย่างโครงการที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้บ้าน เช่น บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ที่ปัจจุบันเสร็จสิ้นและมีความสวยงาม พร้อมตั้งคำถามว่าก่อนหน้านี้มีใครทำหรือไม่ บางครั้งเมืองไทยจำเป็นต้องมีบทบาทนำจากเบื้องสูงหรือผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครทำ แต่พอมีการลงมือทำกลับถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์

และในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้ฝากถึงพรรคประชาชนว่า อยากให้เปลี่ยนวิธีคิดและเปลี่ยนการกระทำ เพราะหากไม่เปลี่ยน สถานการณ์ก็จะหนักหนาขึ้นทุกวัน พร้อมทั้งระบุว่าอย่านำทฤษฎีของต่างชาติมาปรับใช้ในลักษณะที่มองว่าเป็นการก้าวก่ายหรือยุ่งเกี่ยวกับระบบประชาธิปไตย เพราะเรื่องอื่น ๆ ที่ควรให้ความสนใจยังมีอีกมาก 

ชาดา ไทยเศรษฐ์

“อยากจะได้เสียง อยากได้คะแนน อยากได้อะไรก็ระแวงอะไรก็พรรคนั้น แต่คุณอย่าไปเอาทฤษฎีฝรั่งมา มาว่า จะทำให้เกิดความพรรคนั้น นี่แผ่นดินไทย นะครับ พระมหากษัตริย์เป็นประมุข นะครับผม ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วยนะครับผม คือ เวลาไม่ทำก็ว่า เวลาทำก็ด่า งั้นมันก็ไม่รู้จะว่าไง มันก็เอาใจไม่ถูกอ่ะ” นายชาดา กล่าวในที่สุด

ชาดา ไทยเศรษฐ์

ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

“ผบ.ตร.” ชี้ “อดีตตร.“วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วย เป็นดุลพินิจ แอ่นอกรับ หากผิด พร้อมฟันวินัย-อาญา โต้ หากไม่จริงต้องแจงสังคม ยัน ใช้ยาแรง ฟันตร.อุ้มรีดไถ ลั่นต้องกำจัด”เห็บหมัด” ให้ออกราชการไว้ก่อน

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หลังกล่าวพาดพิงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยระบุว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ และเก็บส่วยทั่วประเทศ ว่า ตนเป็นคนไม่ตอบโต้ใคร และไม่ขอระบุชื่อ ซึ่งองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่กล่าวหากันแบบนี้ ฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณาเสนอแนะเรื่องขึ้นมา และใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ดำเนินการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรกระทำ และไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่วิพากษ์วิจารณ์ ขอให้พึงระลึกว่าเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำงาน มีเงินเดือนเลี้ยงชีพ ส่วนจะคิดถึงองค์กรที่เคยอยู่หรือไม่ต้องใช้ดุลพินิจเอง 

เมื่อถามว่า การดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าวช้าไปหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อย่างที่บอกว่าไม่ตอบโต้ใคร แต่อย่าให้ร้ายองค์กร ซึ่งตนมอบให้โฆษกตร. รับทราบแล้วว่าถ้าเราผิดต้องยอมรับ และให้แนวคิดผู้ใต้บังคับบัญชา ผิดก็ต้องยอมรับ เราดำเนินการขั้นเด็ดขาดทางวินัยและอาญา หากเป็นเรื่องไม่จริงต้องให้ข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนและสังคมรับทราบว่าเราทำงานข้อเท็จจริงเป็นแบบไหน สิ่งที่ออกมาตามกระแส หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยใช้วิวัฒนาการเทคโนโลยี ซึ่งต้องมีวิจารณญาณ และให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเรียกคืนความเชื่อมั่นจากคำกล่าวหาดังกล่าวได้อย่างไร ผบ.ตร.กล่าวว่า สิ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดในทางลบ บางมุมมีประโยชน์ ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองว่าเป็นตำรวจ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญเพิ่มว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เราเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิดประชาชน มีหน้าที่ดูแลความสงบสุข และความเรียบร้อย ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนที่มีต่อตำรวจ และจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ จากอาชญากรรม นั่นคือข้อมูล คำพูด สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ก็กลับมาหาตำรวจ จึงควรเปิดใจ และรับในสิ่งที่ควรปรับปรุง ปรับตัวให้ได้ว่ามีหน้าที่อะไร และจะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่น และต้องทำงานตามกฎหมายแบบไหน ตัวเราเองควรจะรู้จักตัวเอง และถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติทุกระดับชั้น 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับเสียงวิจารณ์ที่ส่วนใหญ่มักจะมาจากอดีตนายตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือออกจากราชการก่อน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ในอดีตตำรวจที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง และตำรวจที่พ้นจากราชการไปแล้ว ส่วนใหญ่มองว่านี่คือบ้านหลังหนึ่งที่เคยอยู่อาศัย แต่คำว่าตำรวจไม่ได้หมดไปจากสายเลือดมีการตอบแทนในการช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจต่างๆได้เป็นอย่างดี อาจมีบางคนที่ขณะรับราชการอยู่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ผิดหวังหรือไม่มีความสุข พอพ้นไปบางคนมองว่าเรื่องอย่างนี้แค่หาข้อมูลมาพูด แต่จะจริงเท็จแค่ไหนต้องพิสูจน์ ต้องมีกระบวนการที่ร้องทุกข์กล่าวโทษฟ้องร้องกันให้เกิดความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องแอ่นอกรับ ตรงนี้คือบทพิสูจน์ข้อเท็จจริง

เมื่อถามถึง กรณีที่มีข่าวขบวนการตำรวจนำโดย “ผู้กองตี๋” เกี่ยวข้องกับกรณีอุ้มชาวจีนลักลอบเข้าเมืองไปกักขังหน่วงเหนี่ยวเรียกค่าไถ่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ให้รายงานมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งจะพิจารณาเอง เบื้องต้นได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 แล้ว 
และคิดว่าเราแสดงความจริงใจในการทำงาน และรู้จักกับผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ ซึ่งกำชับไม่ให้ปล่อยไว้แม้แต่รายเดียว อะไรที่เป็นเห็บหมัดในองค์กรนี้ต้องดำเนินการใช้ยาแรง และจับกุมทันที  ซึ่งทีมสืบสวนของตม. เดินหน้าตามคำสั่งของตนขั้นเด็ดขาด แม้จะเป็นตำรวจก็ต้องดำเนินคดีให้หมดทั้งทางวินัยและอาญา จึงเป็นที่มาของการเข้าจับกุม ขณะที่พื้นที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และได้เห็นจากเหตุการณ์จึงเชื่อได้ว่า มีการกระทำผิด เรื่องการดำเนินการ การดำเนินคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ หากพฤติการณ์ในข้อเท็จจริงข้อกฎหมายเข้ากฎหมายใดก็ให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะไม่เอาตำรวจเหล่านี้ไว้เพราะเกี่ยวข้องระหว่างหลายหน่วยงาน ที่เป็นตำรวจสังกัดต่างๆ ให้รายงานขึ้นมาโดยตร. จะดำเนินการเอง ส่วนจะผิดจะถูก หลักฐานจะแน่นหนาอย่างไร ขอยืนยันว่า เรื่องนี้ตนให้นโยบายกับทุกคดี ว่า ไม่มีการช่วยเหลือ และดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างจริงจัง 

ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. ยุบ พรรคประชาชน ปมโพสต์พาดพิง องคมนตรี ร่วมประชุมภัยแล้ง

ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. ยุบ พรรคประชาชน ปมโพสต์พาดพิง องคมนตรี ร่วมประชุมภัยแล้ง

ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. ยุบ พรรคประชาชน ปมโพสต์พาดพิง องคมนตรี ร่วมประชุมภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการ เฉลิมพระเกียรติ ฯ อาคาร B ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้สืบสวนหรือไต่สวนเอาผิดพรรคประชาชน (ปชน.) กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นการกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหรือกฎหมาย เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯหรือไม่

“ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 พ.ค.69 ที่ผ่านมาพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งข้อความดังกล่าวดูผิวเผินตามหัวข้อของการโพสต์จะดูเหมือนเป็นการตำหนิรัฐบาล แต่หากพิจารณาเนื้อหาในข้อความทั้งหมดแล้ว จะเป็นการกล่าวในเชิงตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของ“องคมนตรี”
กระทบไปยังองค์พระมหากษัตริย์ที่อ้างว่าอาจเป็นการเข้ามาสั่งการ ก้าวก่ายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือไม่มากกว่า”นายศรีสุวรรณ กล่าว

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 6 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้” และในมาตรา 10 วรรคสองยังบัญญัติไว้อีกว่า “คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” ซึ่งการที่คณะองคมนตรีมาร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 ถือเป็นการมาแนะนำรัฐบาลตามปกติที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2560 ถือได้ว่าเป็นประโยชน์มหาศาลแก่คนไทย เพราะองคมนตรีก็คือผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่พระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ช่วยถวายคำปรึกษา เป็นบุคคลที่ผ่านงานระดับประเทศมาทั้งชีวิต มีทั้งอดีตนายทหาร ผู้บริหาร และนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูงมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่องคมนตรีลงมาร่วมประชุมกับรัฐบาล ไม่ใช่มาแค่นั่งฟังเฉย ๆ แต่มาเพื่อดูว่าการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เดินหน้าไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาอะไร และควรให้คำแนะนำอย่างไรให้การช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพที่สุด
         
ดังนั้น การที่พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความแสดงออกในลักษณะตำหนิรัฐบาล แต่ก้าวล่วงกระทบไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ขององคมนตรีดังกล่าว ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์โพสต์ดังกล่าวอย่างมากมายในสังคม ทั้งในสื่อโซเชียล ในวงกาแฟ ฯลฯ เกิดความขัดแย้งกันในเชิงความคิดและการกระทำ อันมิเคยปรากฏมาก่อน อันอาจถือได้ว่าพรรคประชาชน มีเจตนาที่กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหรือกระทําการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งเป็นการแทรกแซงการปฏิบัติราชการของหน่วยงานราชการด้วย อันเป็นข้อห้ามตามมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92(2)(3)(4) แห่ง พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 101 (7) หรือไม่

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ใช้อำนาจในการสอบสวนและไต่สวนเรื่องดังกล่าว หากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือเข้าข่ายความผิดให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาพิพากษายุบพรรคดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 92 ต่อไป 

นายกฯ มอบนโยบาย ‘ผู้ว่าฯ-ตำรวจ’ 76 จังหวัด ผุดสโลแกน ‘พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’

นายกฯ มอบนโยบาย 'ผู้ว่าฯ-ตำรวจ' 76 จังหวัด ผุดสโลแกน ‘พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’

นายกฯ มอบนโยบาย ‘ผู้ว่าฯ-ตำรวจ’ 76 จังหวัด ผุดสโลแกน ‘พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.05 น.

นายกฯเวิร์กชอป ‘ผู้ว่าฯ–ผบก.’ 76 จังหวัด มอบนโยบาย ’มท.-ตร.ร่วมกันทำงานอย่าทำแบบ‘พลุตะไล’วางแผนเชิงรุกทำงานเป็นทีมจังหวัด  ผุดสโลแกน ‘พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’ ซัดพวกอยู่เหนือกฎหมาย ชอบถาม ‘คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร’เป็นโรคความจำเสื่อม -ไร้ค่าต้องจับติดคุกไม่ให้หมด ชี้ อย่าให้ใครมาข่มเหงคนในบ้าน ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องการเมือง ลุยได้เลยนายกฯ พร้อมช่วยรับผิดชอบ เตือนเร่งสร้างผลงาน บอก เดือน ก.ย. จะรู้ว่าจะได้อยู่ต่อหรือไม่ 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.17 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ดูรถโมบายของตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในพื้นที่การท่องเที่ยว และรถโมบาย ของสำนักบริหารการทะเบียนกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ที่มาจอดให้บริการทำบัตรประชาชนเคลื่อนที่  ต่อมานายกฯ ชมนิทรรศการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล

จากนั้นเวลา 10.10 น.เป็นประธานมอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 76 จังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเมืองพัทยา และหน่วยงานด้านความมั่นคง เข้าร่วมในการรายงานถึงบทบาทของหน่วยงานในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง พร้อมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า วันนี้พวกเราซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานทางด้านปกครอง  ด้านความมั่นคงและและตำรวจร่วมกัน ณ ที่นี้ก่อนกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับสู่ทำเนียบรัฐบาลของพวกเราท่านคงเห็นว่าทำไมเราไม่ไปประชุมตามศูนย์ประชุมต่างๆ ตนอยากให้ท่านได้เห็นว่านี่คือสิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและการปฎิบัติทั้งหลายและความร่วมมือจะต้องเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางของการบริหารราชการแผ่นดินคือทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้ รู้สึกยินดีมากที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน 2 หน่วยงานหลัก คือกระทรวงมหาดไทย(มท.)และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากกองทัพ กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานอิสระต่างๆวันนี้เราได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือเวิร์กชอปเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาล เพราะหน่วยงานที่เราสังกัดทั้งหมดต่างเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูง ซึ่งหากเราเชื่อมหรือบูรณาการการทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว สิ่งที่จะสะท้อนออกมาคือความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยปัจจุบัน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความมั่นคงมีความซับซ้อนและมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมความมั่นคงของประเทศให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามจากภายในประเทศหรือนอกประเทศ ทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานความมั่นคงถือเป็น 4 เสาหลัก ในการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ จึงขอมอบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง เพื่อให้องค์กรและหน่วยงานในสังกัดได้ทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพ  ด้านการป้องกันขอให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันในการบริหารราชการ เรามีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอให้ทำงานในลักษณะทีมจังหวัดอย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแผนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกในพื้นที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภันยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และภัยจากผู้มีอิทธิพลที่คอยข่มเหงรังแกประชาชน ทั้งสองท่านต้องทำงานอย่างจริงจัง อย่าทำเป็นพลุตะไล มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมา มีกระแส มีข่าวแล้วเราไปตอบสนองเป็นครั้งๆ อยากให้ทุกท่านได้วางแผนล่วงหน้าในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมเหล่านี้อย่างมั่นคง และยั่งยืนและมีความต่อเนื่อง 

นายกฯ กล่าวอีกว่า รวมถึงมีการปลูกจิตสำนึกว่าหน้าที่ของเราคือดูแลประชาชนความรู้สึกของพวกเราคือต้องห่วงใยประชาชน และความรู้สึกเจ็บปวดที่ได้เห็นประชาชนถูกรังแกและถูกคุกคาม ถ้าเราสำนึกเช่นนี้ การร่วมมือร่วมใจและการปฎิบัติงานก็จะทำให้เกิดความผาสุก บำบัดทุกข์ บำรุงสุขสโลแกนของกระทรวงมหาดไทย และสโลแกนพิทักษ์สันติราษฎร์ ของตำรวจ ขอเพิ่มนิดเดียว พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล  ทั้ง 4 เป้าหมายที่ตนได้กล่าว ขอให้ถือเป็นเป้าหมายหลักที่พวกเราจะร่วมงานกัน เพื่อให้ประชาชนได้มีความสุข และพื้นที่เสี่ยงเขตเศรษฐกิจต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวทั้งประเทศในประเทศและต่างประเทศ 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอให้เพิ่มความเข้มข้นในการประเมินอาชญากรรมทุกประเทศไม่ว่าจะภายในประเทศหรือนอกประเทศ และการกระทำผิดทุกเรื่องให้สอบสวนสืบสวน ขยายผลไปถึงผู้บงการและเครือข่ายรายใหญ่และเร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เช่น คอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์จะต้องมีการจับกุมและต่อเส้นทางการเงินอย่างเด็ดขาด  ส่วนมาตรการเชิงรุกจะต้องปราบปรามผู้มีอิทธิพลอาวุธปืน ซึ่งเรื่องนี้ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไม่ให้บุคคลทั่วไป การพกพาวุธปืนถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่ตนเป็นรมว.มหาดไทย เจ้าพนักงานของรัฐสามารถพกพาอาวุธในการปฎิบัติหน้าที่เท่านั้น หากพบจะต้องจับผิดกฎหมายไม่มีเหตุผลใดใดที่คนไทยต้องพกพาอาวุธปืนออกไปป้องกันตัวเอง คนที่จะป้องกันคนไทยคือพวกเรา ไม่ต้องให้เขาไปถือปืน ใครถือปืนจะมั่นใจเป็นพิเศษและใจจะร้อนผิดปกติ ท่านนึกสภาพถ้าเกิดมีการดวลกันระหว่างประชาชน ที่นี่ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ที่นี่เป็นประเทศที่มีความศรีวิไลซ์และมีวัฒนธรรม ซึ่งสิ้นเดือนก.พ.ปีหน้าจะหมดก็ยังจะต่อไปอีกว่าห้ามประชาชนพกปืน เพราะคงไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่ห้ามประชาชนพกปืนแล้วกลับมาให้ประชาชนพกปืนอีก ขอให้ยึดหลักนี้ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

”พวกอยู่เหนือกฎหมาย มักจะเป็นโรคความจำเสื่อมเวลาพวกท่านไปดำเนินการจับกลุ่ม จัดการเขาจะชอบถามว่าคุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร ในเมื่อมันยังไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ท่านก็ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นใคร ก็จัดการ ปราบปรามให้สิ้นซากคนความจำเสื่อม ถ้าเป็นความจำเสื่อมจากสภาพทางกายเราดูแลเขา แต่ถ้าความจำเสื่อมแล้วยังมาคุกคามมาทำผิดกฎหมายมาข่มเหงรังแกพี่น้องประชาชนของเรา คนเหล่านี้ไร้ค่าและต้องจัดการอย่างจริงจัง ให้เขาทบทวนความจำในคุกรับรองว่าเขาจะจำได้หมดว่าเขาจะทำอะไรมาบ้าง และเขาคงจะต้องรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เขาได้ทำ“นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนมาทั้งหมดไม่ได้คาดหวังว่าจะเกิดวันนี้ วันพรุ่งนี้ แต่ถ้าเราค่อยๆเริ่มตีขนาบเข้าไปเริ่มจากการเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เริ่มคุยกันแล้วประชุมวางแผนกันแล้วจูงมือกันลงตรวจตามพื้นที่ท่านคิดว่าไอ้พวกอันธพาล พวกคนทำผิดกฎหมาย พวกนักเลงมันจะอยู่รอท่านหรอ มันไม่น่าเกิดขึ้น ตนโชคดี ที่ได้มาทำงานร่วมงานกับท่าน สิ่งที่ตนมั่นใจและถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เป็นลูกเขยตำรวจเก่าเชื่อมั่นในฝีมือ ในศักยภาพของฝ่ายความมั่นคงของประเทศนี้ ตนไม่รู้เป็นอะไร เห็นพวกท่านตั้งใจที่จะทำเรื่องต่างๆที่ก่อให้เกิดความสงบสุขประเทศแล้วตนไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าท่าทางจะล้มเหลว ไม่มีเลยมีแต่ความมั่นใจว่าเรียบร้อย เดี๋ยวจัดการได้ เดี๋ยวก็ขยายผลได้ เดี๋ยวก็ถึงตัวผู้บ่งการ ตนจะโชคดีที่เข้ามาในช่วงที่พวกเราทุกคนทำงานโดยยึดมั่นในเรื่องของผลงานเป็นเป้าหมายหลัก

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนโชคดีที่เข้ามาในช่วงที่พวกเราทุกคนทำงานโดยยึดมั่นผลงานเป็นเป้าหมายหลัก การตรวจสอบมีความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี การสื่อสาร เป็นข่าวก็เป็นกรอบที่ทำให้เราต้องเดินไปในกรอบนั้น เพราะสิ่งเราทำจะให้คนได้รับรู้ในระยะเวลาอันสั้น และมีการคอมเม้นท์ อะไรมากมายที่คอยกำกับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเป็นการรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ และคำแนะนำของประชาชน  ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการมาโดยตลอด เราปรับปรุงประสิทธิภาพและดำเนินการเป็นขั้นตอน ทุกฝ่ายต้องคุยกัน จะทำให้ตอบสนองและดำเนินการในลักษณะที่เป็นขั้นตอน ลำดับชั้นจะเกิดขึ้น หากวางแผนได้เช่นนี้ ทุกระดับจะมีความรับผิดชอบเกิดขึ้นและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้อาชญากรรมมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีการผสมทั้งคนในและคนนอกประเทศ เช่นธุรกิจนอมินี เป็นนายหน้า ตนมั่นใจว่าไม่เกินความสามารถของพวกท่าน ตนไม่ได้เผื่อแม้ตารางนิ้วเดียวว่า พวกท่านจะทำไม่สำเร็จ เราต้องไม่ให้คนคนต่างชาติมาข่มเหงคนในบ้านเรา ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเราอยู่ในบ้าน แล้วมีคนนอกบ้านเดินเข้าไปในครัวบ้าน ไปสั่งคนในบ้านเราให้ทำนู่นทำนี่ก็คงไม่มีใครพอใจ นี่เป็นประเทศของเรา เราต้องดูแลประชาชน ให้ความสำคัญกับเขาเหนือสิ่งอื่นใด 

“ผมให้ขอความมั่นใจ ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องของการเมือง วันนี้ท่านได้รับนโยบายจากรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมให้คำยืนยันเลยว่า จะไม่มีรัฐมนตรีท่านไหนบอกว่า ฟังนายกฯ พูดไปแล้ว แล้วไม่ต้องทำตาม ตรงนี้พวกพวกผม ตรงนี้พี่น้องผม ท่านลุยได้เลย เพราะผมเปิดโหมดไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว คือโหมดปิดชื่อถือพฤติกรรม ถ้าท่านรู้สึกว่าตรงนี้จะไปโดนใคร ก็ไม่ต้องไปดูชื่อ ไม่ต้องบอกผม เอาพฤติกรรมมาเรื่อยๆ ก็จะมาถึงจุดที่เราช่วยเหลือเขาไม่ได้แล้วตรงนี้ทำได้หรือไม่ ซึ่งผมทำมาแล้ว ในเมื่อผมดูแลรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ผมยังต้องไม่ทำสิ่งเหล่านี้ หากมีคนอื่นมาสั่งท่าน มาขอท่าน ก็ถือว่าเป็นคำขอหรือคำสั่งที่ไม่ชอบ ในเมื่อมันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องปฏิบัติ“ นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านทั้งหลายที่อยู่ในห้องนี้ เวลาเราไม่อยู่บนเวที หรือในห้องประชุมเราเรียกกันว่าพี่ทั้งนั้น ในห้องนี้คือพี่คือน้อง ใครทำอะไรให้รู้สึกอึดอัดใจ ท่านก็รู้ว่าตนเข้าถึงง่ายอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เป็นงานของท่าน และทำให้ท่านต้องมีความลำบากใจ ถ้าเป็นงานที่ท่านทำตามนโยบายของตน ตนพร้อมที่จะรับฟังและให้แนวทางและรับผิดชอบร่วมกับท่านในเรื่องของการบำบัดทุกข์บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล ทั้งนี้ในการช่วยเหลือเยียวยาดูแลประชาชน กระทรวงมหาดไทยใช้กลไกศูนย์ดำรงธรรมและหน่วยงานในพื้นที่เป็นช่องทางหลักในการรับเรื่อง แก้ไขปัญหาที่ประชาชนได้เข้าถึงอย่างรวดเร็วเป็นธรรมและตรวจสอบได้

นายอนุทิน กล่าวว่า คดีไหนที่มีความลึกลับซับซ้อน มีความพิเศษ ต้องใช้ความสามารถรอบด้านเราก็มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เรามีครบอยู่แล้ว ท่านทำเถอะ ตอนนี้จะเข้าเดือน 6 แล้วถึงแม้ฝนจะตกพรําๆ 2-3 เดือนนี้รู้กัน เดือนก.ย.นี้ก็จะรู้ว่า ท่านเหมาะสมที่จะอยู่ตรงนี้หรือไม่ เราต้องรับผิดชอบร่วมกันไม่มีปัญหา ถ้าใครทำได้ดี ผลงานก็จะฟ้องออกมา ใครตั้งใจทำใครร่วมมือกันผลงานก็จะฟ้องออกมาเห็นได้ชัด สิ่งที่ดีที่สุดคือประชาชนจะชื่นชมในผลงานของท่านในการทำงานของท่าน

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ตนเคลียร์หมดทุกคิว ก็หวังว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้การ จะเคลียร์ เราต้องทำงานในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ประธานออกไปก็หายหมด วันนี้ตนก็อยู่กับท่าน นั่งฟัง นั่งคุย เป็นรูปแบบการทำงานร่วมกัน ทุกคนสามารถเดินข้ามโต๊ะรับรับฟังกัน พอเที่ยงก็กินข้าวด้วยกัน บ่ายก็สรุปกัน วันพรุ่งนี้ก็ดำเนินการให้มันรู้ไปว่าจะไม่มีอะไรออกมาจากการระดมสมองของพวกเราทุกคนที่มาอยู่ในห้องประชุมในวันนี้ มันเป็นไปไม่ได้ วันนี้ต้องเกิดสิ่งที่เป็นเป็นประโยชน์ให้กับประชาชน

“ผมในฐานะรัฐบาล มีความมั่นใจเป็นอันมากในประสิทธิภาพการทำงานของพวกทุกคน ผมอาจจะไม่มั่นใจว่า ใครจะวอกแวกหรือเปล่า แต่เรื่องฝีมือขอให้เชื่อมั่นว่า ท่านเป็นยอดฝีมือทุกคน ถ้าตัดความวอกแวกออกไป เรานึกถึงประชาชนก่อน มีผลงานก็จะเป็นอานิสงส์ที่จะทำให้เราทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข มีความเต็มใจที่จะเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ก็หวังว่าพวกเราทุกคน จะแลกเปลี่ยนความมั่นใจซึ่งกันและกัน สิ่งที่ทำ ถ้าทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ถ้าจะมีอะไรขึ้นมา ทุกท่านก็รู้สไตล์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ดี รับแทนหมดไม่มีโยน ถ้าท่านทำล้มเหลวก็คือความล้มเหลวของรัฐบาลเช่นกัน ฉะนั้นเราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบันดาลความสำเร็จให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง เราจะทำงานด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่พึงพอใจของประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้านายของเรา” นายอนุทิน กล่าว

ทั้งนี้ในช่วงบ่ายมีการแบ่งกลุ่มการประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม 1.ภาคกลาง (รวมภาคตะวันออก ภาคตะวันตก) 2.ภาคใต้ 3.ภาคอีสานและ 4.ภาคเหนือ โดยมีประเด็นการอภิปราย 9 ประเด็น 1.การบุกรุกที่ดินสาธารณะ 2.อาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3.ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนแบบอำพราง 4.ยาเสพติด 5. การฟอกเงิน 6.ผู้มีอิทธิพล 7.หนี้นอกระบบ 8.ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และ 9.การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง

กมธ.กีฬา จ่อเชิญ หน่วยงาน แจง ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 แนะรัฐทบทวน-ต่อรองราคา

กมธ.กีฬา จ่อเชิญ หน่วยงาน  แจง ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 แนะรัฐทบทวน-ต่อรองราคา

กมธ.กีฬา จ่อเชิญ หน่วยงาน แจง ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 แนะรัฐทบทวน-ต่อรองราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.56 น.

‘กมธ.กีฬา’ เตรียมเชิญหน่วยเกี่ยวข้องแจง ‘ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026’ สัปดาห์หน้า แนะรัฐทบทวน-ต่อรองราคาจากราคา1.7พันล้านลงมา ยันเข้าใจการตัดสินใจในยุค ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’

วันที่ 21 พ.ค.2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกีฬา สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงข้อห่วงใยและปัญหาการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ว่า ปัญหาอย่างยิ่ง คือการที่รัฐบาลจะต้องไปใช้เงินกองทุนในการไปซื้อลิขสิทธิ์ ซึ่งทาง กมธ. เห็นว่าระยะเวลาที่เหลือเหลืออยู่ ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น ในช่วงเดือน มิ.ย.และ ก.ค. ทำให้เกิดข้อสงสัย และมุ่งหวังให้นายกรัฐมนตรี รัฐบาลคิดทบทวนสิ่งต่างๆเหล่านี้ ได้แก่ 1.เรื่องไทม์โซน การถ่ายทอดสดให้คนไทยได้ดู เพราะการแข่งขันอยู่ในประเทศโซนสหรัฐอเมริกา แคนนาดา และเม็กซิโก ซึ่งมีเวลาแตกต่างกับประเทศไทยมาก ทำให้การถ่ายทอดสดอยู่ในช่วงเวลา 03.00-09.00 น. ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะหาสปอนเซอร์มาซัพพอร์ตในเรื่องเงินที่จะเป็นค่าลิขสิทธิ์

นายวัชรพล กล่าวว่า 2. เรื่องค่าลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดครั้งนี้ จากที่ทราบในข่าวประมาณ 1,300 ล้านบาท แต่จริงๆไม่ใช่ ยังมีค่าภาษีอีก 300 ล้านบาท และค่าเทคนิคอีก 100 ล้านบาท รวม 1,700 ล้านบาท และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มีมติถอดกฎ Must have ไปแล้ว นั่นหมายความว่า กสทช. ไม่จำเป็นต้องใช้เงินกองทุน ซึ่งเป็นเงินของประชาชนมาซัพพอร์ต สิ่งที่สำคัญคือการคิดค่าลิขสิทธิ์ อยากให้รัฐบาลทบทวนและต่อรอง เช่น ประเทศจีนมีการลดค่าลิขสิทธิ์ลงหรือประมาณ 20% ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยคิดกับอัตราเดียวของจีนเหลือค่าลิขสิทธิ์ประมาณกว่า 300 ล้านบาท

นายวัชรพล กล่าวอีกว่า 3. บทเรียนจากปัญหาการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ในเรื่องราคาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่สูงมาก การแย่งสิทธิ์ถ่ายทอดสดระหว่างค่ายมือถือกับทีวีดิจิทัล และปัญหาสัญญาณรั่วไหลข้ามพรมแดน ส่งผลให้ในปัจจุบันภาคเอกชนอาจไม่กล้าเข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เพราะเล็งเห็นถึงความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และ 4. การพนันที่มักพ่วงมากับมหกรรมกีฬา โดยเฉพาะปัญหาการเข้าถึงพนันออนไลน์ที่ทำได้ง่ายขึ้น ส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน อาชญากรรม และปัญหาสังคมนามมา

นายวัชรพล กล่าวว่า โดยในวันที่ 27 พ.ค. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบถามในประเด็นดังกล่าวว่าผลของความคืบหน้าและงบประมาณที่จะเสียไปกว่า 1,700 ล้านบาท ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความคิดเช่นไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออยากให้รัฐบาลทบทวนและพิจารณาแนวทางในการต่อรองว่าจะทำอย่างไร ที่จะเจรจาลดค่าลิขสิทธิ์ให้ได้มากที่สุด รวมถึงการที่คำนึงถึงใช้งบประมาณของรัฐบาลให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้เกิดปัญหากับประชาชน หากสุดท้ายไม่ว่าทางรัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรเชื่อว่าทางกมธ. และประชาชนจะเข้าใจ เพราะอยู่ในช่วงที่มีปัญหาอย่างมาก

เมื่อถามว่าทางกมธ. มองว่าอยากให้ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมช่วยรัฐบาลในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก นายวัชรพล กล่าวว่า ถูกต้อง แต่รัฐบาลต้องไปเจรจาค่าลิขสิทธิ์ เพราะตนทราบว่าในการคิดค่าลิขสิทธิ์นั้นเอามาจากความนิยมในชาตินั้น ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องตลก แต่ที่เขายอมลดให้กับประเทศจีนและอินเดีย เพราะมีจำนวนประชากรเยอะ เขากลัวจะเสียการตลาด ตนจึงเชื่อมั่นว่าในหลายประเทศ ก็ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ และเชื่อว่าในยุคปัญหาน้ำมันแพง หากเจ้าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก คงจะมีการดำเนินการในการต่อรอง และเชื่อว่ารัฐบาลไทยสามารถต่อรองได้

เท้ง ยังไม่หยุด ปล่อยวาทกรรมใหม่ ‘ดันฟ้าขึ้นสูง’

เท้ง ยังไม่หยุด ปล่อยวาทกรรมใหม่ 'ดันฟ้าขึ้นสูง'

เท้ง ยังไม่หยุด ปล่อยวาทกรรมใหม่ ‘ดันฟ้าขึ้นสูง’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

“หัวหน้าพรรคส้ม‘ จี้ ’อนุทิน‘ ทบทวนกรณี ’องคมนตรี‘ ร่วมประชุม ’บอร์ดภัยพิบัติชาติ‘ ติงจะโหนฟ้าลงมาต่ำไม่ได้ ชี้อะไรที่ผิดอยู่แล้วในอดีต ไม่ใช่ข้ออ้างจะบอกว่าทำต่อไป ปัดตอบ หาก ’ปชน.‘ เป็นรบ. จะรื้อยกเลิก อ้างคงจะวางบทบาทให้เหมาะสม 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีบทบาทหน้าที่ขององคมนตรีและการทำงานฝ่ายบริหารในการเข้าร่วมประชุมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า เราต้องการสิ่งที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรที่จะนำตัวแทนหรือสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใดๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในส่วนนี้ ซึ่งเราเองมีการสื่อสารไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าจริงๆการกระทำแบบนี้ของตัวนายกฯ อาจจะไม่มีความเหมาะสม ตนเข้าใจดี เห็นว่าหลายส่วนก็แสดงความคิดเห็นว่าการแสดงประชุมลักษณะนี้ที่มีองค์การมนตรีเข้าร่วม ดำเนินการมาแล้วหลายปีแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ตนคิดว่าต้องถามหลักการให้ตรงกันก่อน คำถามนี้ควรจะต้องส่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คิดเห็นอย่างไรกับการกระทำของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

”มันเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ที่เคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป อยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่านี้“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าทางพรรคมองว่าเหมือนองคมนตรีมาสั่งการใช่หรือ  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้จะใช้เหตุผลว่าการประชุมอาจจะมาให้สติ หรือการแสดงความคิดเห็นความเป็นห่วงก็ตามแต่ แต่ถ้ามาร่วมประชุมโดยตรง แล้วเกิดการตัดสินใจดำเนินนโยบายใดผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อองคมนตรี ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยตรงองค์พระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลสะเทือนต่อสถาบัน จริงๆ เราอยู่ภายใต้ระบบการปกครองนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดต้องเป็นผู้รับสนองทุกอย่าง ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็นใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนถึงพระองค์ท่านได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะทุกเรื่อง

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า เป็นหลักการพื้นฐานของประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบนี้ และตนก็มีความคิดเห็นว่าบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี  นอกจากไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ อีกหนึ่งกรณีเช่นเดียวกันก็คือพอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง 

“ถ้าเราคงระบอบการปกครองในประเทศนี้ให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยอย่างมั่นคงสถาพร การที่จะทำให้ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรง เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพึงกระทำ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าการประชุมนี้อาจจะเกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริ ที่รัฐสภาเองก็ผ่านงบประมาณไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกๆ โครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริ หรือโครงการใดๆ ก็ตาม ตราบใดที่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดรับรับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกโครงการย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย ผู้ได้และผู้เสีย  สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ควรมาอยู่ตรงกลางระหว่างข้อคิดเห็นที่อาจมีความขัดแย้งในสังคมในส่วนนี้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง 

เมื่อถามว่าในโพสต์ของพรรคประชาชนใช้คำว่าละเมิดหลักการ เพราะว่ามีการให้ข้อสั่งการ แต่ตามรายงานข่าวองคมนตรีมาสังเกตการณ์ หรือให้ข้อเสนอแนะ เหตุใดถึงใช้คำว่าข้อสั่งการ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่เราต้องระมัดระวังเรื่องของสายตาประชาชนหรือสายตาของสาธารณะ ที่มองเข้ามา นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ทุกอย่างที่จะป้องกันไม่ให้สังคมมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าตกลงแล้ว องคมนตรีหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับการตัดสินใจนโยบายสาธารณะหรือไม่ การที่มีภาพปรากฏว่ามาร่วมประชุม สำหรับตนก็อาจจะสร้างข้อท้วงติงเช่นนั้นได้ และเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยตรงที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ให้เกิดภาพเช่นนี้ถูกถ่ายทอดออกไป ทั้งนี้ พรรคประชาชนคงใช้ทุกเวทีอย่างการแถลงข่าวในวันนี้ก็เป็นเวทีหนึ่งที่พยายามจะส่งตรงไปถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วย

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนมีโอกาสเป็นรัฐบาล จะใช้กลไกปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจดำเนินการได้อยู่แล้ว ถ้าสมมติว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมีตัวแทนจากพรรคประชาชนเองเป็นนายกรัฐมนตรีเราคงจะวางบทบาทของเราให้มีความเหมาะสม 

“หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทนหรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุม เพื่อตัดสินใจ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าจะยกเลิกเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็คือดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน”

เมื่อถามว่าเป็นอำนาจพิเศษหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในมุมหนึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำลงไป เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ถ้าถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดแบบนี้ ไม่ควรเลยที่ต้องมีการจัดประชุมร่วมกันแบบนี้ จริงๆนายกรัฐมนตรีเป็นคนเดียวในประเทศนี้ที่มีอำนาจในการเข้าไปปรึกษากับองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง แล้วคำปรึกษาต่างๆเหล่านั้น นายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์มาถ่ายทอด หรือแม้แต่กับองคมนตรีด้วย รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ออกมาถ่ายทอดว่าตัวท่านหรือองคมนตรีมีข้อคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะอาจจะส่งผลกระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ถ่ายทอดออกไปว่าเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเอง สิ่งนี้จะเป็นหลักการที่ถูกต้องที่สุดในระบอบการปกครองแบบบ้านเรา

เมื่อถามว่ามีการประชุมตั้งแต่ช่วงปี 2560 แล้ว พรรคประชาชนเพิ่งทราบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้เพิ่งทราบ แต่ยุครัฐบาล คสช. ที่อาจจะไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากนัก แต่วันนี้ ในเมื่อตัวนายกรัฐมนตรีก็อ้างตลอดเวลาว่าพร้อมทำตามเจตจำนงของประชาชน พร้อมเดินหน้าการทำรัฐธรรมนูญ อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่ตัวนายกรัฐมนตรีเองยังไม่เข้าใจหลักการในข้อนี้ ตนคิดว่าล้มเหลวอย่างยิ่ง 

“ถ้าอะไรที่ผิดอยู่แล้วในอดีต ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะบอกว่าทำต่อไป เรื่องนี้เป็นหลักการที่ทุกคนเห็นร่วมกันอยู่แล้ว” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่ากังวลเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่กระทบเรื่องข้อกฎหมายเนื่องจากคดี 44 สส. เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไข ม.112 แต่เรื่องนี้เป็นการแสดงข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับหลักการในระบบการปกครองในบ้านเรา แต่ ตนคิดว่าการเข้ามาทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้แทน ถ้าเราเห็นอะไรไม่ถูกต้อง เราก็มีหน้าที่ในการส่งเสียงเรียกร้อง ถึงแม้ตัวตนจะมีความเสี่ยงทางด้านข้อกฎหมายอยู่ จะเอาความเสี่ยงของตัวเองมาปิดปากตัวเองไม่ให้พูดในสิ่งที่ถูกต้อง ตนก็คิดว่าน่าจะทำให้ประชาชนผิดหวังในการทำหน้าที่ของพวกเรา

ณัฐพงษ์ สับ ร่าง รธน.ภูมิใจไทย ขัดหลักการ 3 ข้อ ส่อล็อกสเปกเปิดทาง‘ผูกขาด’

ณัฐพงษ์ สับ ร่าง รธน.ภูมิใจไทย ขัดหลักการ 3 ข้อ ส่อล็อกสเปกเปิดทาง‘ผูกขาด’

ณัฐพงษ์ สับ ร่าง รธน.ภูมิใจไทย ขัดหลักการ 3 ข้อ ส่อล็อกสเปกเปิดทาง‘ผูกขาด’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

’ณัฐพงษ์‘ สับ ‘ร่างแก้ไข รธน.ฉบับภูมิใจไทย’ ขัดหลักการ 3 ข้อ ล็อกสเปกเปิดทาง ‘ผูกขาด’ ถาม ‘กล้าธรรม’ อยู่ ‘ฝ่ายค้าน’ จริงหรือไม่ ขอไม่วิจารณ์แทน เมินเซ็น MOA รอบ 2  หากเคลียร์ ‘ภท.’ ไม่จบ โอดไม่มีอำนาจต่อรองใคร จ่อ เตรียมยื่น ‘ร่างฯฉบับพรรคส้ม’ ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เสียงฝ่ายค้าน 20% หลายฝ่ายจึงมองพรรคกล้าธรรมอาจโหวตให้กับร่างของพรรคภูมิใจไทยว่า ขณะนี้หน้าที่ของพวกเราคือพยายามเรียกร้องหลักการ 3 ข้อ คือ 1.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ 2.ไม่มีกระบวนการสร้างการผูกขาดอยู่กับพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง 3.ไม่เพิ่มอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.)กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราต้องส่งข้อเรียกร้องเหล่านี้ไปให้ทุกพรรคการเมือง และพรรคประชาชนก็พร้อมที่จะลงชื่อให้กับทุกร่างของทุกพรรคที่สอดคล้องกับ 3 หลักการดังกล่าว แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะต้องใช้สัดส่วนของฝ่ายค้าน 20% แต่หลายคนก็ตั้งคำถามว่า พรรคกล้าธรรมที่อยู่ฝ่ายค้านและเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ ตนก็ไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์แทนพรรคกล้าธรรมได้ แต่ก็ขอส่งข้อเรียกร้องไปถึงพรรคกล้าธรรมเช่นเดียวกัน เหมือนกับทุกพรรคการเมืองอยากให้คงหลักการ 3 ข้อนี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วอ้างว่าเป็นเจตจำนงของประชาชนคิดว่าไม่ถูก เจตจำนงของประชาชนที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือกติกาสูงสุดที่สร้างความโปร่งใสประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง ดังนั้นถ้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปตาม 3 หลักการนี้ จึงจะเป็นการเดินหน้าตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อถามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยเข้ากับ 3 หลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้เห็นรายละเอียดของร่างภูมิใจไทยบ้างแล้ว ต้องบอกว่าขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ เช่น การที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมร่างของพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่าง ส่วนที่บอกว่าไม่มีการผูกขาดแม้จะเขียนไว้ว่าเป็นไปตามสัดส่วนพรรคการเมือง แต่แยกสัดส่วน สส. และสว. 

“ตั้งคำถามได้ว่าตอนนี้มีกลุ่มการเมืองใดกำลังครอบครองเสียงข้างมากในสว.อยู่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น 2 ใน 7 ก็จะเป็นคนของก็จะเป็นคนของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง บวกกับเสียงของกลุ่มนั้นในสภาล่าง จาก 500 คน ซึ่งบวกเลขออกมาก็เกินครึ่ง จึงเท่ากับว่านี่เป็นการผูกขาดหรือไม่” นายณัฐพงษ์ กล่าว 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ขัดหลักการไม่เพิ่มอำนาจให้ สว. ต้องบอกว่ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่การแก้ไขร่างเพราะฉะนั้น ไม่ได้ตัดอำนาจ สว. แต่ปฏิเสธการเพิ่มอำนาจใหม่ ซึ่งในร่างของพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ และกังวลว่าจะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับของประชาชนอย่างแท้จริง 

เมื่อถามว่าสุดท้ายจะตีตกร่างแก้ไขของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดทั้งหมด แต่กระบวนการในสภาสิ่งที่สำคัญคือการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ดังนั้นในการต่อรองทางการเมืองจะทำอย่างไรให้ร่างที่มองว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการมากที่สุดผ่านวาระ 1 เพื่อเข้าไปต่อรองกันในชั้นกรรมาธิการซึ่งเป็นวาระ 2 ดังนั้นในส่วนการตัดสินใจลงมติขอดูบริบททางการเมืองในอนาคตก่อนว่าการเจรจาระหว่างวิป และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ละพรรคการเมืองที่เสนอเข้ามามีหน้าตาเป็นอย่างไรจึงจะตอบได้ว่าจะลงมติอย่างไร 

เมื่อถามว่ามีโอกาสเซ็น MOA ฉบับที่ 2 หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราคงไม่มีอำนาจไปต่อรองให้ใครมาเซ็น MOA ด้วย จากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันทุกคนแสดงความเป็นห่วง ว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในสถาบันการเมืองในระบบที่ค่อนข้างที่จะแผ่อิทธิพลได้ครอบคลุม ทั้งสส. สว. และองค์กรอิสระ ดังนั้นวิธีการเดียวของพวกเราคือเอาหลักอิงประชาชนให้ได้มากที่สุด เอาข้อเรียกร้องสู่สาธารณะทำความเข้าใจกับประชาชน กระบวนการร่างธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการยื่นแก้ไขมาตรา 256 หมวด 15/1 สุดท้ายก็ต้องไปทำประชามติ ดังนั้นร่างที่จะผ่านสภาส่อให้เห็นว่า จะเป็นร่างที่ผูกขาดไม่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินสามารถคว่ำร่างได้ในอนาคต

เมื่อถามถึงกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้ความเห็นว่า รัฐบาลไม่ต้องเสียเวลา แต่ให้แต่งตั้งนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวมาเขียนรัฐธรรมนูญเลยก็ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นการแสดงความเห็นของนายปดิพัทธ์ ที่หลายคนอาจมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแบบนั้น แต่ตนขอย้ำใน 3 หลักการ เรื่องใด ๆ ก็ตามที่สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้ รวมถึงร่างพรรคประชาชนจะเป็นการการันตีได้ว่าจะเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ไม่ได้ผูกขาดกับมือคนใดคนหนึ่ง แม้แต่พรรคประชาชนเองก็ตาม ทั้งนี้คาดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน จะแล้วเสร็จ และจะยื่นต่อประธานสภาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

คำนูน จี้ ยกเลิกชั้นความลับ มติครม.เกี่ยวMOU44 ย้อนหลัง เป็นต้นแบบเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ

คำนูน จี้ ยกเลิกชั้นความลับ มติครม.เกี่ยวMOU44 ย้อนหลัง เป็นต้นแบบเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ

คำนูน จี้ ยกเลิกชั้นความลับ มติครม.เกี่ยวMOU44 ย้อนหลัง เป็นต้นแบบเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

วันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่นชมมติคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่ตัดสินใจ “ยกเลิกชั้นความลับ” ในมติการยกเลิก MOU 44 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมเสนอให้รัฐบาลขยายผลเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส โดยระบุว่า “ยกเลิกชั้นความลับ

สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่ขอให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยข้อมูลแบบโปร่งใส ไม่กั๊ก เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอให้ทำจริง และทำอย่างรอบด้าน เป็นเรื่องทำไม่ยาก ทำได้ทันที แต่ช่วยบ้านเมืองได้มากจริง ๆ เรื่องป้องกันทุจริตก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องการตรวจสอบความคิด วิธีคิด และการตัดสินใจ รวมทั้งพัฒนาการความเป็นมาของนโยบายสำคัญต่าง ๆ ก็สำคัญมากเช่นกัน ขอย้ำอีกครั้ง ณ ที่นี้ว่าขอชื่นชมคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่มีมติ “ยกเลิกชั้นความลับ” ในการตัดสินใจมีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกเลิก MOU 44 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 อยู่ในมติข้อ 3

คำนูณ สิทธิสมาน

การยกเลิกชั้นความลับทำให้เอกสารที่ประทับตรา “ลับมาก” หลายฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ โดยเฉพาะหนังสือ ที่ กต 0803/286 ลงวันที่ 26 เมษายน 2569 จากกระทรวงการต่างประเทศถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่อง “แนวทางการดำเนินการในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” ความยาว 6 หน้า A 4 เป็นประโยชน์มากในการศึกษากรณีการยกเลิก MOU 44 และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ประชาชนสามารถเปิดอ่านได้อย่างสะดวกจากเพจ “ค้นหามติคณะรัฐมนตรี” ระบบเปิดของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)

ท่านจะเห็นว่าเมื่อยกเลิกชั้นความลับแล้ว เจ้าหน้าที่จะขีดฆ่าตรา ”ลับมาก“ บนและล่างของเอกสารแต่ละแผ่น แล้วลงนามกำกับไว้ การนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีนั้นมีกฎหมายและระเบียบกำกับไว้อย่างเข้มงวด หน่วยงานที่เสนอต้องลำดับความเป็นมา ข้อกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีในอดีตที่เกี่ยวข้อง และความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เฉพาะมติคณะรัฐมนตรีในอดีตที่เกี่ยวข้องนั้นเรายังสามารถย้อนกลับไปค้นหาดูได้ ซึ่งถ้าไม่มีชั้นความลับแล้ว เราจะได้เอกสารความเป็นมาต่าง ๆ มาประกอบการศึกษาอีกเป็นปึก น่าเสียดายที่เรื่องราวของ MOU 44 ที่เป็นมติคณะรัฐมนตรีในอดีตน่าจะยังคงไม่มีการยกเลิกชั้นความลับ จึงไม่สามารถค้นหาจากระบบเปิด “ค้นหามติคณะรัฐมนตรี” ของสลค.ได้ ถ้ายกเลิกชั้นความลับในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มกราคม 2566 ที่มีอยู่รวมทั้งหมด 35 หน้า จะเกิดประโยชน์อีกมาก

คำนูณ สิทธิสมาน

เพราะจะทำให้ได้เห็นหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ ที่ กต 0803/658 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประทับตรา “ลับที่สุด” ในหนังสือนี้จะแสดงร่างข้อตกลงลับที่สุดที่กัมพูชาเสนอมาเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 และลำดับความเป็นมาของเรื่อง ตลอดจนเหตุผลที่เสนออย่างแข็งขันว่าไทยไม่ควรตอบรับและลงนาม นอกจากนั้นก็มีมติคณะรัฐมนตรีอีกหลายครั้งในช่วงปี 2557 – 2565 และปี 2552 รวมทั้ง 2544 หรือครั้งอื่น ๆ ที่ผมไม่รู้ว่ามีหรือเปล่า

ถ้านำทั้งหมดมาเรียงกัน เราจะพบเห็นและเข้าใจเรื่องราวได้กระจ่าง และ “รู้จัก” คนได้มากขึ้น จะได้เห็นทั้งความเป็นมาของเรื่อง ความสอดคล้อง ความย้อนแย้ง และความเข้าใจหรือไม่เข้าใจของผู้กำหนดนโยบายในอดีต รวมทั้งความคงเส้นคงวาของหน่วยงานต้นเรื่องอย่างกระทรวงการต่างประเทศ

คำนูณ สิทธิสมาน

ที่พูดอย่างนี้ได้ เพราะได้อ่านมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มกราคม 2566 และหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศวันที่ 26 ธันวาคม 2565 แล้วในฐานะกรรมาธิการศึกษา MOU ของวุฒิสภา กรรมาธิการได้ขอมติคณะรัฐมนตรีครั้งต่าง ๆ ไปยังสลค. เพื่อมาศึกษา ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งก็ได้มา แต่สลค.ท่านประทับตรา “ลับ”, “ลับมาก” และ “ลับที่สุด” ลงบนเอกสารเหล่านั้นที่ปริ้นท์ออกมาในกระดาษพิเศษมีลายน้ำว่าใช้ได้เฉพาะในกิจการของคณะกรรมาธิการเท่านั้น เมื่อเอกสารมาถึงสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจึงต้องทำตามระเบียบที่เกี่ยวกับเอกสารลับ กรรมาธิการอ่านได้อย่างเดียว โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดู และเก็บโทรศัพท์มือถือก่อนทุกครั้ง ผมขอใช้สิทธิอ่านอยู่ 5-6 ครั้ง ครั้งหนึ่ง ๆ ก็ครึ่งวัน เพราะเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจมาก ก็ยังมีประโยชน์มาก ๆ เพราะสามรถนำมาประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการได้ แต่จะมีประโยชน์มากกว่านี้ ถ้าได้มีการเปิดเผยเป็นการทั่วไป เป็นไปได้ไหมที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะมีมติยกเลิกชั้นความลับของมติคณะรัฐมนตรีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ MOU 44 แล้วนำสรรพเอกสารเข้าสู่ระบบเปิดของสลค.

แล้วใช้กรณีนี้เป็นต้นแบบของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส เชียร์ครับ !

คำนูณ สิทธิสมาน 21 พฤษภาคม 2569 #ยกเลิกชั้นความลับ#MOU44#ลับมาก#ลับที่สุด”

คำนูณ สิทธิสมาน
คำนูณ สิทธิสมาน
คำนูณ สิทธิสมาน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn